1/27/2558

นิทานชาดก ตักการิยชาดก - การพูดดีเป็นศรีแก่ตัว

ตักการิยชาดก   ว่าด้วย การพูดดีเป็นศรีแก่ตัว

 

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภภิกษุชื่อโกกาลิกะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อหเมว ทุพฺภาสิตํ ภาสิ พาโล ดังนี้.
ความพิสดารว่า ภายในพรรษาหนึ่ง พระอัครสาวกทั้งสอง ท่านประสงค์จะละหมู่อยู่อย่างเงียบๆ ทูลลาพระศาสดา ไปถึงที่อยู่ของพระโกกาลิกะในโกกาลิกรัฐ กล่าวกะเธออย่างนี้ว่า โกกาลิกะผู้มีอายุ เรากับเธอถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จักอยู่เป็นผาสุกตลอดไตรมาสนี้ เราขออยู่จำพรรษา ณ ที่นี้แหละ.
เธอตอบว่า ผู้มีอายุ ก็ท่านอาศัยผมแล้วจักอยู่สำราญได้ไฉนเล่า.
พระอัครสาวกตอบว่า ผู้มีอายุ ถ้าเธอไม่บอกแก่ใครๆ ว่า พระอัครสาวกอยู่จำพรรษาที่นี้ เราจะพึงอยู่สบาย นี้เราอาศัยเธออยู่เป็นผาสุก.
เธอถามว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมอาศัยท่าน พึงอยู่เป็นผาสุกได้อย่างไร.
ตอบว่า เราจักบอกธรรมจักกล่าวธรรมกถาแก่เธอตลอดไตรมาส นี้เธออาศัยเราอยู่เป็นผาสุก.
พระโกกาลิกะกล่าวว่า ผู้มีอายุ เชิญท่านอยู่ตามอัธยาศัยเถิด และได้ถวายเสนาสนะที่สมควรแก่ท่านทั้งสอง.
พระอัครสาวกทั้งสองพากันอยู่สบายด้วยความสุขในผลสมาบัติ. ใครๆ มิรู้การที่ท่านพากันอยู่ ณ ที่นี้. ท่านทั้งสองจำพรรษาแล้ว ปวารณาแล้ว ก็พากันบอกพระโกกาลิกะนั้นว่า อาวุโส เราอาศัยเธออยู่กันอย่างสบายแล้ว จักพากันไปถวายบังคมพระศาสดา. เธอรับคำว่า สาธุ แล้วพาพระอัครสาวกทั้งสองเที่ยวบิณฑบาตในหมู่บ้านใกล้ๆ. พระเถระทั้งหลายกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว ก็พากันออกจากบ้าน.
พระโกกาลิกะส่งพระเถระเหล่านั้นแล้วกลับไปบอกคนทั้งหลายว่า อุบาสกทั้งหลาย พวกแกเหมือนเดรัจฉาน ช่างไม่รู้เสียเลยว่าพระอัครสาวก ทั้งสองอยู่ในวิหารตลอด ๓ เดือน บัดนี้เล่า ท่านก็กลับไปเสียแล้ว.
คนทั้งหลายพากันกล่าวว่า เหตุไรเล่า พระผู้เป็นเจ้าจึงไม่แจ้งแก่พวกผมให้ทราบ แล้วพากันถือเภสัช มีเนยใสและน้ำมันเป็นต้น และเครื่องนุ่งห่มคือผ้าเป็นอันมาก เข้าไปหาพระเถระไหว้แล้วต่างกราบเรียนว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ โปรดอภัยแก่พวกกระผมเถิด.
พระโกกาลิกะดำริว่า พระเถระทั้งสองมักน้อยสันโดษ คงไม่รับผ้าเหล่านี้ด้วยตน คงให้แก่เรา จึงไปสู่พระเถระทั้งหลายกับพวกอุบาสกนั่นเอง. พระเถระทั้งสองมิได้รับอะไรๆ ไว้เพื่อตนทั้งไม่สั่งให้เขาถวายแก่พระโกกาลิกะ เพราะท่านมุ่งอบรมภิกษุอยู่. พวกอุบาสกพากันอ้อนวอนว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ เมื่อพระคุณเจ้าไม่รับคราวนี้ ก็นิมนต์มาที่นี้อีกเพื่ออนุเคราะห์พวกกระผม.
พระเถระเจ้ารับแล้ว พากันไปสู่สำนักพระศาสดา.
พระโกกาลิกะผูกอาฆาตว่า พระเถระเหล่านี้ เมื่อตนไม่รับก็ไม่บอกให้เขาให้แม้แก่เรา.
ฝ่ายพระเถระทั้งสองพักอยู่ในสำนักพระศาสดาหน่อยหนึ่ง ก็พาภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้เป็นบริวารของตนๆ เที่ยวจาริกไปกับภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป จนถึงโกกาลิกรัฐ. พวกอุบาสกเหล่านั้นก็พากันต้อนรับ พาพระเถระไปสู่วิหารนั้นเอง กระทำสักการะใหญ่ทุกๆวัน. เภสัชและเครื่องนุ่งห่ม คือผ้าเกิดขึ้นมามากมาย. พวกภิกษุผู้ที่มากับพระเถระ พากันเลือกจีวรให้แก่พวกภิกษุที่มากันเท่านั้น ไม่ได้ให้แก่พระโกกาลิกะ. แม้พระเถระก็มิได้บอกให้เธอ
โกกาลิกะไม่ได้จีวรก็ด่าตัดพ้อพระเถระว่า สารีบุตรและโมคคัลลานะปรารถนาน้อย เมื่อก่อนเขาให้ลาภไม่รับ บัดนี้รับเสียจนล้นเหลือ ไม่มองดูผู้อื่นๆ เลย
พระเถระทั้งหลายดำริว่า โกกาลิกะประสบอกุศลเพราะอาศัยพวกเรา พร้อมด้วยบริวารพากันออกไป แม้จะถูกหมู่ชนพากันอาราธนาว่า พระคุณเจ้านิมนต์อยู่อีกสักสองสามวันเถิด ก็มิได้ปรารถนาจะกลับ.
ลำดับนั้น ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่า อุบาสกทั้งหลาย พระเถระทั้งหลายจักอยู่ได้อย่างไร พระเถระผู้ชิดชอบของพวกท่าน ทนการอยู่ของภิกษุเหล่านี้ไม่ได้.
อุบาสกเหล่านั้นพากันไปสู่สำนักของพระโกกาลิกะนั้น กล่าวว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ ได้ยินว่า พระคุณเจ้าทนการอยู่ในสำนักของพระเถระไม่ได้ นิมนต์ไปเถิดขอรับ จงขอให้พระเถระเจ้าทั้งสองรับขมาแล้วนิมนต์กลับมา หรือไม่เช่นนั้น พระคุณเจ้าจงหนีไปอยู่ที่อื่นเถิด.
พระโกกาลิกะจำไปอ้อนวอนพระเถระทั้งหลายด้วยความกลัวพวกอุบาสก.
พระเถระทั้งหลายต่างกล่าวว่า ผู้มีอายุ เธอจงไปเสียเถิด พวกเราจักไม่กลับละ.
เธอเมื่อไม่อาจนิมนต์พระเถระให้กลับได้ ก็กลับไปวิหารนั่นแล.
ลำดับนั้น พวกอุบาสกพากันถามเธอว่า พระคุณเจ้าข้า พระคุณเจ้านิมนต์พระเถระกลับหรือ ก็กล่าวว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่สามารถนิมนต์ให้กลับได้.
ลำดับนั้น พวกอุบาสกต่างคิดว่า เมื่อภิกษุผู้มีบาปกรรมนี้ยังอยู่ในวิหารนี้ พวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักจักไม่อยู่ พวกเราต้องไล่เธอไปเสีย แล้วพากันกล่าวกะเธอว่า พระคุณเจ้าข้า พระคุณเจ้าอย่าอยู่ที่นี้เลย พระคุณเจ้าจะพึ่งพาอาศัยอะไรๆ พวกข้าพเจ้าไม่ได้ละ.
เธอถูกพวกเหล่านั้นชังน้ำหน้าเสียแล้ว ก็ถือบาตรจีวรไปพระเชตวัน เข้าเฝ้าพระศาสดา กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระสารีบุตร ท่านพระโมคคัลลานะมีความปรารถนาลามก ลุอำนาจความปรารถนาลามกเสียแล้ว.
ลำดับนั้น พระศาสดารับสั่งกะเธอว่า โกกาลิกะ เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย จงยังจิตให้เลื่อมใสในสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด.
ท่านโกกาลิกะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์มัวเชื่อพระอัครสาวกของพระองค์ ข้าพระองค์ได้เห็นประจักษ์แล้วว่า พวกนี้ล้วนเลวๆ มีลับลมคมในทุศีลทั้งนั้น
แม้พระศาสดาจะตรัสห้ามถึงสามครั้ง ก็คงกล่าวอย่างนั้น แล้วลุกจากอาสนะหลีกไป.
พอเธอหันไปเท่านั้น ทั่วร่างก็เกิดตุ่มประมาณเท่าเมล็ดผักกาด ค่อยเจริญโดยลำดับ ถึงขนาดมะตูมสุกแล้วแตกน้ำเหลืองและเลือดไหลโทรมกาย. เธอต้องระทดเจ็บแสบนอนอยู่ ณ ซุ่มพระทวารพระเชตวัน
ถึงพรหมโลกได้มีเรื่องเกรียวกราวกันว่า พระอัครสาวกทั้งสองถูกพระโกกาลิกะด่า.
ลำดับนั้น ตุทีพรหมอุปัชฌาย์ของเธอทราบเรื่องนั้น จึงมาดำริว่า จักให้เธอขมาพระเถระทั้งหลายเสีย ยืนในอากาศกล่าวว่า โกกาลิกะ ท่านทำกรรมหยาบคายนัก ท่านจงให้พระอัครสาวกเลื่อมใสเถิด.
เธอถามว่า ผู้มีอายุ ท่านเป็นใครเล่า
เราชื่อว่า ตุทีพรหม
เธอกลับเอ็ดเอามหาพรหมว่า ผู้มีอายุ ท่านนะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์แล้วว่า เป็นพระอนาคามีมิใช่หรือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วว่า ธรรมดาว่า พระอนาคามีมีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นสภาวะ ท่านคงเป็นยักษ์ที่กองขยะเป็นแน่.
ท้าวมหาพรหมนั้น เมื่อมิอาจให้เธอเชื่อถือถ้อยคำได้ ก็กล่าวว่า ท่านนั้นเองจักปรากฏตามคำของท่าน แล้วไปสู่พรหมโลกชั้นสุทธาวาสทันที.
ฝ่ายภิกษุโกกาลิกะก็ตายไปบังเกิดในปทุมนรก.
ท้าวสหัมบดีพรหมรู้ความที่เธอเกิดในที่นั้นแล้ว จึงกราบทูลแด่พระตถาคต.
พระศาสดาตรัสเล่าแก่พวกภิกษุ
พวกภิกษุเมื่อกล่าวถึงโทษของเธอ พากันสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ได้ยินว่า โกกาลิกภิกษุด่าพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ บังเกิดในปทุมนรกเพราะอาศัยปากของตน.
พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่โกกาลิกะถูกถ้อยคำกำจัดเสีย เสวยทุกข์เพราะปากของตน แม้ในกาลก่อนก็เสวยทุกข์เพราะปากของตนแล้วเหมือนกันดังนี้ แล้วจึงทรงนำอดีตนิทานมาเล่าดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี ปุโรหิตของท้าวเธอเป็นคนตาเหลือง มีเขี้ยวงอกออกมา. นางพราหมณีของเขาเล่นชู้กับพราหมณ์อื่น. แม้พราหมณ์ผู้เป็นชู้นั้น ก็มีลักษณะเช่นนั้นเหมือนกัน.
ปุโรหิตเฝ้าห้ามนางพราหมณีบ่อยๆ เมื่อไม่อาจห้ามปรามกันได้ ก็คิดว่าเราไม่อาจจะฆ่าไอ้ไพรีของเรานี้ด้วยมือตนได้ ต้องหาอุบายฆ่ามันเสียให้ได้. เขาก็เข้าเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช พระนครของพระองค์เป็นพระนครชั้นเลิศในสกลชมพูทวีป พระองค์เล่าก็เป็นพระอัครราชา ประตูพระนครด้านทักษิณของพระองค์ผู้ทรงนามว่าอัครราชาเช่นนี้ สร้างไว้ชั่วไม่เป็นมงคลเลย พระเจ้าข้า.
พระราชาตรัสสั่งว่า ควรจะได้อะไรเล่า.
เขากราบทูลว่า ต้องรื้อประตูเก่าเสีย หาไม้ที่ประกอบด้วยมงคลมา ให้พลีแก่ฝูงภูตผู้รักษาพระนคร แล้วตั้งพระทวารใหม่ตามมงคลฤกษ์ พระเจ้าข้า.
พระราชารับสั่งว่า ถ้าเช่นนั้น เชิญท่านทำอย่างนั้นเถิด.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมาณพชื่อว่าตักการิยะ เรียนศิลปะในสำนักของเขา. ปุโรหิตให้รื้อประตูเก่าตั้งใหม่แล้ว กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ประตูสำเร็จแล้ว พรุ่งนี้เป็นวันฤกษ์งามต้องทำพลียกพระทวารมิให้ล่วงพ้นฤกษ์นั้นไปได้ พระเจ้าข้า.
พระราชารับสั่งว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านอาจารย์ควรจะได้อะไรเพื่อประกอบพิธีพลีกรรม.
เขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระทวารมีศักดิ์ใหญ่ต้องเชิญเทพดาผู้มีศักดิ์ให้เข้าครอบครอง จำต้องฆ่าพราหมณ์ผู้บริสุทธิ์ทั้งสองฝ่ายคนหนึ่งมีนัยตาเหลือง มีเขี้ยวงอกออกมา เอาเนื้อและเลือดของเขาทำพลีกรรม แล้วเอาอ่างฝังลงไปใต้พระทวาร ตั้งพระทวารบนนั้น อย่างนี้จึงจักเกิดสวัสดีแก่พระองค์และแก่พระนคร พระเจ้าข้า.
พระราชารับสั่งว่า ดีละท่านอาจารย์ เชิญท่านฆ่าพราหมณ์เช่นนั้นแล้วยกประตูพระนครเถิด. เขาดีใจเกิดลำพองว่า พรุ่งนี้เป็นได้เห็นหลังปัจจามิตรละ ครั้นไปถึงเรือนของตนก็ไม่อาจรักษาปากไว้ได้ ละล่ำละลักบอกเมียว่า อีคนชั่ว อีคนจัณฑาล ตั้งแต่นี้มึงจะชมชื่นกับใครเล่า พรุ่งนี้กูจะฆ่าชู้ของมึงพลีกรรมเสีย.
ภรรยาเถียงว่า เขาไม่มีผิด จักฆ่าเสียเพราะเหตุอะไรเล่า.
เขาตอบว่า พระราชารับสั่งให้กูทำพลีกรรม ด้วยเนื้อและเลือดของพราหมณ์ที่มีเขี้ยว และตาเหลืองตั้งพระทวาร ก็ชู้ของมึงมีเขี้ยวและตาเหลือง กูจักฆ่ามันทำพลีกรรมเสีย.
นางจึงส่งข่าวไปถึงสำนักของชู้ว่า ข่าวว่า พระราชาทรงประสงค์จะฆ่าพวกพราหมณ์ผู้มีเขี้ยวและตาเหลืองทำพลีกรรม ถ้าเธออยากจะมีชีวิตอยู่ ก็จงชักชวนพวกพราหมณ์ผู้มีลักษณะเช่นเดียวกับเธอหนีไปเสียให้ทันกาลทีเดียวเถิด. เขาทำตามนั้น
ข่าวนั้นได้เลื่องลือไปในพระนคร พวกพราหมณ์ที่มีเขี้ยวและตาเหลืองทุกคนพากันหนีออกจากพระนครทุกแห่ง. ปุโรหิตมิได้ล่วงรู้ความศัตรูหนีไปแล้ว เข้าเฝ้าพระราชาแต่เช้าตรู่ กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ที่โน่นมีพวกพราหมณ์ผู้มีเขี้ยวและตาเหลือง โปรดรับสั่งจับเถิดพระเจ้าข้า. พระราชาทรงส่งพวกอำมาตย์ไป.
พวกอำมาตย์เหล่านั้นไม่เห็นเขาก็พากันมากราบทูลว่า ข่าวว่าหนีไปเสียแล้วพระเจ้าข้า.
พระราชาทรงรับสั่งว่า ค้นดูในที่อื่นซี. แม้จะพากันเที่ยวค้นในพระนครทุกแห่งก็มิได้พบ เมื่อมีพระดำรัสว่า จงค้นผู้อื่นจากคนนั้นซี ก็พากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เว้นท่านปุโรหิตเสียแล้ว คนอื่นๆ ไม่มีรูปเป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พระราชารับสั่งว่า เราไม่อาจฆ่าปุโรหิตได้.
พวกนั้นพากันกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ประสงค์อะไรเช่นนั้น เพราะท่านปุโรหิตเป็นตัวการณ์ แม้นไม่ยกพระทวารในวันนี้แล้ว พระนครก็จักเป็นอันไม่ได้รับคุ้มครอง ท่านอาจารย์ก็บอกอยู่ว่า พ้นวันนี้ไปแล้วต้องรออีกปีหนึ่งจึงได้ฤกษ์ เมื่อพระนครไม่มีประตูตั้งปี จักเปิดโอกาสแก่พวกข้าศึกได้ พวกเราต้องฆ่าพราหมณ์นี้ให้พวกพราหมณ์ผู้อื่นที่ฉลาดทำพลีกรรมยกพระทวารเถิด พระเจ้าข้า.
พระราชารับสั่งว่า ก็พวกพราหมณ์ผู้อื่นที่ฉลาดเหมือนท่านอาจารย์ยังจะมีอยู่หรือ.
พวกนั้นพากันกราบทูลว่า มีอยู่พระเจ้าข้า อันเตวาสิกของเขาเองชื่อตักการิยมาณพ โปรดประทานตำแหน่งปุโรหิตแก่เขา แล้วทรงกระทำการมงคลเกิด พระเจ้าข้า.
พระราชาตรัสเรียกเขามาให้กระทำสัมมานาการ แล้วประทานตำแหน่งปุโรหิต ทรงสั่งเพื่อกระทำอย่างนั้น. เขาได้ไปสู่ประตูพระนครด้วยบริวารเป็นอันมาก. ราชบุรุษทั้งหลายพากันมัดปุโรหิต พามาด้วยอานุภาพแห่งพระราชา.
พระมหาสัตว์ให้ขุดหลุมในที่ที่จะตั้งพระทวารให้ลงม่านล้อมรอบเข้าอยู่ในม่านกับอาจารย์.
อาจารย์มองดูหลุมพลางทอดอาลัย ไม่ได้ใครเป็นที่พำนักแก่ตน พึงรำพึงว่า เราเป็นผู้จัดแจงความฉิบหายทั้งนั้น เพราะเรามันโง่ไม่อาจจะคุ้มครองปากของตนได้ รีบไปบอกแก่อีตัวร้าย ตัวของเราเองนำการฆ่ามาให้ตน
เมื่อจะสนทนากับพระมหาสัตว์ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า

ดูก่อนพ่อตักการิยะ ฉันเองเป็นคนโง่เขลากล่าวคำชั่วช้าเหมือนกบในป่า ร้องเรียกงูมาให้กินตนฉะนั้น ฉันจะตกลงไปในหลุมนี้ ได้ยินมาว่า บุคคลที่พูดล่วงเลยขอบเขตไม่ดีเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุพฺภาสิตํ ภาสิ ความว่า เราได้กล่าวคำอันเป็นทุพภาษิต.
บทว่า ภงฺโกว ความว่า เรานั่นแหละย่อมกล่าวแต่คำชั่วๆ เหมือนกบอยู่ในป่าร้องเรียกงูให้มากัดกินตนฉะนั้น.
บทว่า ตกฺการิเย ความว่า คนโง่เรียกเขาซึ่งเพศหญิงอันเป็นชื่อของเขาจึงกล่าวอย่างนั้น.
พระมหาสัตว์ ได้ฟังดังนั้นแล้ว กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า

บุคคลผู้กล่าวล่วงเลยขอบเขต ย่อมได้ประสบการจองจำ การถูกฆ่า ความเศร้าโศกและความร่ำไห้ ข้าแต่ท่านอาจารย์ ชนทั้งหลายจะฝังท่านลงในหลุม เพราะเหตุใด ท่านต้องติเตียนตัวท่านเอง เพราะเหตุนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อติเวลภาณี ความว่า คนที่พูดล่วงเลยขอบเขตคือพูดล่วงประมาณ ไม่ยังประโยชน์ให้สำเร็จ อธิบายว่า ไม่ดี.
บทว่า โสกปริเทวญฺจ ความว่า ดูก่อนอาจารย์ คนที่พูดล่วงเลยเวลาอย่างนี้แหละ ย่อมถูกฆ่าและถูกจองจำ ถึงความเศร้าโศก ร่ำไห้ด้วยเสียงเอ็ดอึง. บทว่า ครหาสิ ความว่า ท่านไม่ต้องติเตียนผู้อื่นดอก พึงติเตียนตนเอง. บทว่า เอตฺโต แปลว่า ในเพราะเหตุนี้. บทว่า อาจริย ตํ ความว่า อาจารย์ ชนทั้งหลายกำลังจะฝั่งท่านในหลุมที่ท่านขุดไว้อยู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้น ท่านพึงติเตียนตนเองเท่านั้น.
พระมหาสัตว์ ครั้นกล่าวแล้วอย่างนี้ จึงกล่าวต่อไปว่า ท่านอาจารย์ ท่านไม่รักษาวาจา ถึงความทุกข์ผู้เดียวเท่านั้นก็หาไม่ แม้คนพวกอื่นก็ถึงความทุกข์เหมือนกัน
แล้วนำอดีตนิทานมาแสดงดังต่อไปนี้
เล่ากันมาว่า ในกาลก่อน ในกรุงพาราณสีได้มีหญิงแพศยาคนหนึ่งนามว่า กาลี น้องชายของนางชื่อว่าตุณฑิละ. วันหนึ่ง นางกาลีรับเงิน ๑,๐๐๐ กระษาปณ์. แต่ตุณฑิละเป็นนักเลงหญิง นักเลงสุรา ทั้งเป็นนักเลงเล่นการพนัน. นางให้ทรัพย์เขา เขาเอาทรัพย์ที่ได้แล้วๆ ไปทำลายฉิบหายหมด. ถึงนางจะห้ามปรามเขาก็ไม่สามารถที่จะห้ามได้.
วันหนึ่งเขาเล่นการพนันแพ้ ต้องจำนำผ้านุ่ง เอาเสื่อลำแพนนุ่งมาสู่เรือนของนาง. ก็พวกสาวใช้ของนางต่างได้รับกำชับไว้ว่า เวลาตุณฑิละมาถึง ไม่ต้องให้อะไร จับคอเขาไล่ออกไปเสีย. พวกนั้นจึงพากันทำอย่างนั้น. เขาไปยืนร้องไห้อยู่ใกล้ประตู.
ลำดับนั้น ลูกชายของเศรษฐีคนหนึ่งนำทรัพย์มาให้นางกาลีครั้งละ ๑,๐๐๐ กระษาปณ์เป็นนิตย์. วันหนึ่งเห็นเขาก็ถามว่า ตุณฑิละเอ๋ย ร้องไห้ทำไม.
ตุณฑิละตอบว่า นายจ๋า ผมแพ้การพนันนั้นมาหาพี่สาวของผม พวกสาวใช้เหล่านั้นมันพากันจับคอผมไล่ออกมา.
เขาบอกว่า ถ้าเช่นนั้นรอก่อน ฉันจะช่วยบอกพี่สาวของแกให้ แล้วก็ไปบอกนางว่า น้องชายของเธอนุ่งเสื่อลำแพนยืนอยู่ที่ประตู ทำไมเธอถึงไม่ให้ผ้าผ่อนเขาบ้างละ.
นางตอบว่า ฉันไม่ให้ละ ถ้าคุณมีแก่ใจ คุณก็ให้เขาซิ.
ก็ในเรือนหญิงแพศยานั้นมีธรรมเนียมประพฤติติดต่อกันมาดังนี้ จากเงิน ๑,๐๐๐ กระษาปณ์ ๕๐๐ กระษาปณ์เป็นของหญิงแพศยา ๕๐๐ กระษาปณ์เป็นมูลค่าของผ้าของหอมและดอกไม้ ชายที่พากันมานุ่งผ้าที่ได้ในเรือนนั้นอยู่ตลอดคืน รุ่งขึ้นเมื่อจะไป ก็ผลัดผ้านั้นไว้ นุ่งผ้าที่ตนนำมานั้นแลกลับไป
เหตุนั้น ลูกชายเศรษฐีจึงนุ่งผ้าที่นางให้ แล้วให้ของตนแก่ตุณฑิละ
เขานุ่งผ้าแล้วส่งเสียงตวาด ตามประสาคนเข้าโรงเหล้า.
ฝ่ายนางกาลีเล่าก็สั่งพวกสาวใช้ไว้ว่า พรุ่งนี้เวลาลูกชายเศรษฐีคนนี้จะไป พวกเจ้าจงช่วยกันแย่งเอาไว้ พวกนั้นเวลาลูกชายเศรษฐีนั้นออกมา ก็กรูกันเข้าไปราวกับจะปล้น ช่วยกันดึงเอาผ้าไว้เสียจนเขาต้องเปลือยกายจึงปล่อยว่า ที่นี้ไปได้ละพ่อหนุ่ม เขาต้องเดินออกมาทั้งเปลือยๆ ฉะนั้น คนพากันยิ้มทั่ว เขาละอายรำพึงรำพันว่า เราทำมันเองทีเดียว เรานั่นแหละไม่สามารถรักษาปากของตนได้
เมื่อจะแสดงความข้อนี้ เขาจึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า

เราจะซักถามตุณฑิละเพื่อประโยชน์อะไรเล่า นางกาลีซิควรทำกะน้องชายของเขาเอง เราถูกแย่งผ้าจนเป็นคนเปลือยกาย แม้เรื่องนี้ ก็เหมือนกับเรื่องของท่านเป็นอันมาก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุ ตาทิโสว ความว่า จริงอยู่ แม้เศรษฐีบุตร ได้รับทุกข์เพราะกรรมที่ตนทำนั้นเอง เพราะเหตุนั้น แม้ท่านก็เป็นเสมือนเหตุที่เกิดขึ้นแห่งทุกข์นี้ เพราะเหตุมากมาย.
แม้อีกเรื่องหนึ่ง ในกรุงพาราณสี โดยความเลินเล่อของคนเลี้ยงแพะทั้งหลาย เมื่อแพะสองตัวขวิดกันในที่หากิน นกกะลิงตัวหนึ่งคิดว่า บัดนี้เองไอ้สองตัวนี้ต้องหัวแตกตาย เราต้องห้ามมันไว้แล้วห้ามว่า ลุงอย่าขวิดกันเลยน่ะ เมื่อมันไม่เชื่อถ้อยคำคงขวิดกันอยู่นั่นเอง ก็โดดเกาะที่หลังบ้างที่หน้าบ้างอ้อนวอนไป เมื่อไม่สามารถจะห้ามได้ก็พูดว่า ถ้าอย่างนั้น ก็จงฆ่ากูเสียก่อนแล้วค่อยขวิดกัน โดดเข้าไประหว่างหัวของมันทั้งสอง มันชนกันโผงเดียว นกนั้นเหมือนถูกบดในหินบด ถึงความพินาศด้วยเรื่องที่ตนกระทำนั้นเอง
เมื่อพระมหาสัตว์จะแสดงเหตุแม้อื่นอีกนี้ จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า

นกกะลิงตัวใดมิได้ชนกับเขาเลย เข้าไปจับอยู่ในระหว่างศีรษะแพะทั้งสองซึ่งกำลังขวิดกันอยู่ นกกะลิงตัวนั้น ก็ถูกศีรษะแพะบดขยี้แล้ว ณ ที่นั้นเอง แม้เรื่องนี้ก็เหมือนกับเรื่องของท่านเป็นอันมาก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เมณฺฑนฺตรํ แปลว่า ในระหว่างแพะทั้งสอง. บทว่า ปจฺจุปติ ความว่า โดดเข้าไป คือได้ตั้งอยู่ในระหว่าง คือท่ามกลางแห่งศีรษะแพะทั้งสอง. บทว่า ปึสิโต แปลว่า ถูกแพะขวิดเอาแล้ว.
ฝ่ายพวกนายโคบาลชาวกรุงพาราณสีอีกพวกหนึ่ง เห็นต้นตาลเผล็ดผล ก็ปีนขึ้นต้นหนึ่งเพื่อจะเอาผล เมื่อกำลังปลิดผลตาลทิ้งลงมา งูเห่าดำตัวหนึ่งเลื้อยออกจากจอมปลวกขึ้นต้นตาล พวกที่ยืนอยู่ข้างล่าง แม้จะช่วยกันเอาไม้เป็นต้นตี ก็ไม่อาจห้ามมันได้.
พวกนั้นจึงร้องบอกคนที่อยู่บนต้นว่า งูเลื้อยขึ้นต้นตาล งูเลื้อยขึ้นต้นตาล คนนั้นกลัวร้องเสียงดังลั่น. คนที่อยู่ข้างล่างเอาผ้านุ่งที่เหนียวแน่นมาผืนหนึ่ง ถือไว้คนละมุมทั้งสี่มุมแล้วร้องบอกว่า จงโดดลงมาในผ้านี้. ผู้นั้นกลั้นใจโดดลงมากลางผืนผ้าระหว่างคนทั้งสี่ ด้วยอำนาจการตกของผู้นั้น คนทั้ง ๔ นั้นไม่อาจทรงตัวอยู่ได้ ต่างเอาหัวชนกันหัวแตกตายหมด.
พระมหาสัตว์ เมื่อแสดงเหตุนี้ จึงกล่าวคาถาที่ ๕ ว่า

คน ๔ คนจะป้องกันคนเดียว ช่วยกันจับชายผ้าไว้คนละชาย ก็เหมือนกับเรื่องของท่านเป็นอันมาก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โปฏฺฐกํ แปลว่า ผ้า. บทว่า สพฺเพว เต ความว่า คนทั้ง ๔ คนนั้นช่วยกันถือผ้าไว้ พากันศีรษะแตกนอนตายแล้ว.
อีกเรื่องหนึ่ง พวกโจรขโมยแพะชาวกรุงพาราณสี ร่วมกันขโมยแพะได้ตัวหนึ่งในเวลากลางคืน คิดกันว่าจักกินในป่าในเวลากลางวัน แล้วช่วยกันมัดปากเพื่อไม่ให้มันร้อง แล้วเอาไปซ่อนไว้ในกอไผ่ รุ่งขึ้นชวนกันไปเพื่อจะกินมัน ต่างลืมอาวุธพากันไปแล้ว. พวกนั้นพูดกันว่า จักฆ่าแพะย่างเนื้อกินเอาอาวุธมาซิ ไม่เห็นอาวุธในมือแม้สักคนหนึ่ง ต่างก็พูดกันว่า ถึงแม้จะปราศจากอาวุธก็ฆ่ามันได้ แต่ก็ไม่อาจแล่เนื้อได้ ปล่อยมันไปเถิดนะ บุญของมันยังมีอยู่แล้วก็ปล่อยไป.
ครั้งนั้น ช่างสานคนหนึ่งถือเอาไม้ไผ่แล้วคิดว่าจะกลับมาเอาไม้ไผ่อีก จึงซุกมีดตัดไม้ไผ่ไว้ในกองใบไผ่หลีกไป. แพะดีใจว่า ข้าพ้นตายแล้ว คะนองเล่นอยู่ที่โคนก่อไผ่ ดีดด้วยเท้าหลังทำให้มีดนั้นตกลงมา. พวกโจรได้ยินเสียงมีด ก็ช่วยกันค้นพบมีดนั้นแล้วต่างดีใจ ฆ่าแพะกินเนื้อเสีย.
แพะแม้นั้นก็ตาย เพราะเรื่องที่ตนกระทำเองด้วยประการฉะนี้
เมื่อจะแสดงเหตุนี้ จึงกล่าวคาถาที่ ๖ ว่า

นางแพะที่ถูกโจรทั้งหลายผูกมัดไว้ในพุ่มก่อไผ่คึกคะนองเอาเท้าหลังดีดไปกระทบมีดตกลงมา พวกโจรก็เอามีดนั้นเองเชือดคอนางแพะฉันใด แม้เรื่องนี้ก็เหมือนกับเรื่องของท่านเป็นอันมาก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเวกฺขิปนฺติ ความว่า แพะที่ถูกมัดไว้ที่กอไผ่เล่นคะนองดีดเท้าหลัง.
ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว พระโพธิสัตว์จึงแสดงว่า ธรรมดาผู้ที่รักษาถ้อยคำของตนไว้พูดพอเหมาะ ย่อมพ้นทุกข์ปางตายได้ นำเรื่องกินนรมาเล่าดังต่อไปนี้
ได้ยินว่า บุตรพรานชาวกรุงสาวัตถีผู้หนึ่งไปยังป่าหิมพานต์ ใช้อุบายอย่างหนึ่งจับกินนรคู่ผัวเมียมาได้ถวายแด่พระราชา. พระราชาทอดพระเนตรเห็นกินนรอันมิเคยทอดพระเนตร ทรงพอพระหทัย ตรัสถามว่า พ่อพราน พวกนี้มีคุณอะไร
นายพรานกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พวกเหล่านี้ร้องเพลงไพเราะ ฟ้อนรำยวนใจ พวกมนุษย์ไม่รู้ที่จะร้องรำได้อย่างนี้เลย พระเจ้าข้า.
พระราชาประทานทรัพย์เป็นอันมากแก่นายพราน แล้วตรัสกะกินนรทั้งคู่ว่า ร้องรำไปซิ
กินนรทั้งคู่คิดกันว่า ถ้าเราจะร้องเพลงคงไม่อาจทำพยัญชนะให้บริบูรณ์ได้ การจับผิดก็จะมี ฝูงคนต้องติเตียนเราต้องฆ่าเรา อนึ่ง เมื่อเรากล่าวมากไปก็จะเป็นมุสาวาทได้ เพราะเกรงมุสาวาท แม้จะถูกพระราชาตรัสซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ไม่ยอมร้องรำ พระราชาทรงกริ้ว
เมื่อจะทรงสั่งให้ฆ่าเสียเอาเนื้อย่างมาถวาย จึงตรัสพระคาถาที่ ๗ ว่า

พวกนี้มิใช่เทวดา มิใช่บุตรคนธรรพ์ พวกนี้เป็นเนื้อ พวกนี้ถูกนำมาด้วยอำนาจประโยชน์ เจ้าทั้งหลายจงย่างมันตัวหนึ่ง สำหรับอาหารมื้อเย็น อีกตัวหนึ่งสำหรับอาหารมื้อเช้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิคา อิเม ความว่า ถ้าพวกเหล่านี้เป็นเทวดา หรือคนธรรพ์ไซร้ พึงฟ้อนและพึงขับร้องได้ แต่พวกนี้เป็นเนื้อเป็นสัตว์เดียรัจฉาน.
บทว่า อตฺถวสาภตา อิเม ความว่า พวกนี้ถูกนำมาสู่เงื้อมมือของเราด้วยอำนาจแห่งประโยชน์ เพราะถูกพรานผู้หวังประโยชน์นำมา ในบรรดามันเหล่านั้น สูทั้งหลายจงย่างมันตัวหนึ่งในอาหารมื้อเย็น อีกตัวหนึ่งในอาหารมื้อเช้าเถิด.
กินรีดำริว่า พระราชากริ้วแล้ว คงจักให้ฆ่าเสียโดยไม่ต้องสงสัย บัดนี้ เป็นเวลาที่ต้องพูดกันละ จึงกล่าวคาถาต่อไปว่า

คำทุพภาษิตทั้งแสนคำ ก็ไม่ถึงแม้ส่วนเสี่ยวของคำสุภาษิต กินนรรังเกียจคำทุพภาษิตจึงเศร้าหมอง เพราะเหตุนั้น กินนรจึงนิ่งเฉยเสีย ไม่ใช่นิ่งเฉยเพราะความโง่เขลา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สงฺกมาโน กิเลโส ความว่า บางคราวเราเมื่อพูดก็พูดคำอันเป็นทุพภาษิต กินนร เมื่อรังเกียจคำทุพภาษิตย่อมเศร้าหมอง คือย่อมลำบากด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ขับร้องให้แก่ท่าน หาใช่ขับเพราะความโง่ไม่.
พระราชาทรงโปรดกินรี จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า

กินรีตัวนี้กล่าวแก้เราได้แล้ว เจ้าทั้งหลายจงปล่อยกินรีตัวนั้นไป อนึ่ง จงนำไปส่งให้ถึงเขาหิมพานต์ ส่วนกินนรตัวนี้ เจ้าทั้งหลาย จงส่งไปให้โรงครัวใหญ่ จงย่างมันสำหรับอาหารเช้า แต่เช้าทีเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยา เมสา แก้เป็น ยา เมเอสา. บทว่า เทนฺตุ ความว่า จงให้เพื่อประโยชน์โรงครัวใหญ่.
กินนรฟังพระดำรัสของพระราชาแล้วคิดว่า ท้าวเธอนี้คงให้ฆ่าเราผู้ไม่กล่าวเสียเป็นแน่ บัดนี้ เราควรจะพูด ดังนี้ แล้วจึงกล่าวคาถาต่อไปว่า

ข้าแต่มหาราชเจ้า ฝูงปศุสัตว์พากันพึ่งฝน ประชาชนนี้เล่าพากันพึ่งปศุสัตว์ พระองค์ทรงเป็นที่พึ่งแก่ข้าพระบาท ภรรยาก็พึ่งข้าพระองค์ บรรดาข้าพระบาททั้งคู่ ตัวหนึ่งรู้ว่าอีกตัวหนึ่งตายแล้ว ตนเองพ้นแล้วจากความตาย จึงจะไปสู่ภูผาได้ พระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปชฺชุนฺนนาถา ความว่า สัตว์เลี้ยงมีหญ้าเป็นอาหาร ชื่อว่ามีเมฆฝนเป็นที่พึ่ง. บทว่า ปสุนาถา อยํ ปชา ความว่า ประชาคือมนุษย์นี้ อาศัยโครส ๕ ชื่อว่าผู้มีปศุสัตว์เป็นที่พึ่งเป็นหลักอาศัย. บทว่า ตฺวํ นาโถสิ ความว่า พระองค์เป็นที่พึ่งของข้าพระองค์. บทว่า อมฺหนาถา มม ภริยา ความว่า ข้าพระองค์ก็เป็นที่พึ่งของภรรยานั้น.
บทว่า ทวินฺนมญฺญตรํ ญตฺวา มุตฺโต คจฺเฉยฺย ปพฺพตํ ความว่า ในระหว่างข้าพระองค์ทั้งคู่ ตัวหนึ่งต้องรู้ว่าตัวหนึ่งตายแล้ว ตนเองรอดตายแล้ว จึงไปสู่หิมพานต์ภายหลัง คือเมื่อข้าพระองค์ทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่ ย่อมไม่ทอดทิ้งกัน เพราะฉะนั้น แม้มาตรว่าพระองค์ทรงประสงค์จะส่งกินรีนี้ไปสู่หิมพานต์ โปรดฆ่าข้าพระองค์เสียก่อนส่งนางไปภายหลัง.
ก็แล กินนรครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้าพระบาททั้งสอง ใช่จะนิ่งเสียเพราะปรารถนาจะขัดพระดำรัสของพระองค์ก็หามิได้ แต่เพราะเห็นโทษของการพูดมาก จึงมิได้กราบทูลสนองพระบัญชา
กล่าวคาถา ๒ คาถานี้ว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน ความนินทาทั้งหลายมิใช่จะหลีกให้พ้นไปโดยง่ายเลย ชนทั้งหลายมีฉันทะต่างๆ กัน ซึ่งควรจะส้องเสพ คนหนึ่งได้รับการสรรเสริญด้วยธรรมข้อใด คนอื่นได้ความนินทาด้วยคุณธรรมข้อนั้นเอง.
โลกทั้งปวงมีจิตยิ่งด้วยจิตของคนอื่น โลกทั้งปวงชื่อว่ามีจิตในจิตของตน สัตว์ทั้งปวงที่เป็นปุถุชนต่างก็มีจิตใจต่างกัน สัตว์ทั้งปวงในโลกนี้ไม่พึงเป็นไปในอำนาจแห่งจิตของใคร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุปริวชฺชยาถ ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ชื่อว่านินทา ใครๆ ไม่สามารถจะหลีกเสียได้ง่ายเลย. บทว่า นานา ชนา ความว่า ฝูงชนมีความพอใจต่างๆ กัน.
บทว่า เยนว ความว่า คนหนึ่งได้รับยกย่องด้วยคุณมีศีลเป็นต้นอันใด ด้วยคุณข้อนั้นแหละ คนอื่นได้รับความนินทา ความจริง เพราะกล่าวในฝูงกินนร ข้าพระองค์ย่อมได้ความยกย่องเพราะไม่กล่าว ในหมู่มนุษย์ย่อมได้ความนินทา ด้วยอาการอย่างนี้ ขึ้นชื่อว่านินทาย่อมเป็นสิ่งหลีกได้ยาก ข้าพระองค์นั้นคิดว่า เราจักได้ความยกย่องจากสำนักพระองค์อย่างไรเล่า.
บทว่า สพฺโพ โลโก ปรจิตฺเตน อติจิตฺโต ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ธรรมดาอสัตบุรุษมีจิตยิ่งด้วยจิตมีการฆ่าสัตว์เป็นต้น สัตบุรุษมีจิตยิ่งด้วยจิตมีเจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์เป็นต้น ชาวโลกทั้งมวลย่อมมีจิตยิ่งด้วยจิตของคนอื่น ด้วยประการดังนี้.
บทว่า จิตฺตวาสมฺหิ จิตฺเต ความว่า ก็ชาวโลกทั้งมวล ชื่อว่ามีจิตด้วยจิตของตนทั้งทรามหรือประณีต.
บทว่า ปจฺเจกจิตฺตา ความว่า สัตว์ทั้งหมดมากประเภทต่างคนต่างมีจิตใจเฉพาะตน ในบรรดาสรรพสัตว์เหล่านั้น กินรีก็ดี อย่างข้าพระองค์ก็ดี คนอื่นก็ดี ไม่น่าประพฤติไปในความคิดอ่านของใครๆ สักคนหนึ่ง จะเป็นของพระองค์หรือของผู้อื่นก็ตามที เพราะเหตุนั้น พระองค์อย่าทรงพิโรธข้าพระองค์ว่า ผู้นี้ไม่ประพฤติเป็นไปในอำนาจจิตของเรา ด้วยสรรพสัตว์ย่อมไม่ลุอำนาจจิตของตนไปได้ พระเจ้าข้า
กินนรแสดงธรรมแก่พระราชาด้วยประการฉะนี้.
พระราชาทรงโสมนัสว่า กินนรนี้เป็นบัณฑิตกล่าวถูกต้องทีเดียว จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า

กินนรพร้อมด้วยกินรีผู้ภรรยา เป็นผู้นิ่งไม่พูด เป็นผู้กลัวภัย ได้กล่าวแก้แล้วในบัดนี้ กินนรนั้นชื่อว่าพ้นแล้วในบัดนี้ เป็นผู้มีความสุขหาโรคมิได้ เพราะว่า การเปล่งวาจาดีนำมาซึ่งประโยชน์แก่นรชนทั้งหลาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาจา คิเรวตฺถวตี นรานํ ความว่า วาจา คือคำที่ควรเปล่งย่อมมีประประโยชน์ คือนำมาซึ่งประโยชน์แก่สัตว์เหล่านี้.
พระราชารับสั่งให้กินนรทั้งคู่จับอยู่ในกรงทอง รับสั่งให้หาพรานคนนั้น และให้ปล่อยด้วยพระดำรัสว่า เจ้าจงไป ปล่อยกินนรคู่นี้ ณ ที่ที่จับได้นั้นเถิด.
ฝ่ายพระมหาสัตว์กล่าวว่า ท่านอาจารย์ ดูเถิด กินนรทั้งคู่รักษาวาจาไว้อย่างนี้ เมื่อถึงคราวตายก็รอดตายได้ด้วยสุภาษิตที่ตนกล่าวนั้นเอง ส่วนท่านถึงทุกข์ใหญ่หลวง เพราะพูดชั่ว
ครั้นแสดงอุทาหรณ์นี้แล้ว ก็ปลอบว่า ท่านอาจารย์อย่ากลัวเลย ผมจักให้ชีวิตแก่ท่าน
เมื่อเขาพูดว่า ก็อีกอย่างหนึ่งเล่า พ่อคุณช่วยคุ้มครองฉันเถิด
ก็บอกว่า ยังไม่ได้ฤกษ์ก่อนครับ รั้งรอจนตลอดวันนั้นในระหว่างใกล้มัชฌิมยาม จึงให้คนเอาแพะตายมาแล้วพูดว่า ท่านพราหมณ์เชิญไปทำมาหากินเสียที่ไหนๆ เถิด
ไม่ให้ใครๆ รู้เลย ปล่อยพราหมณ์ไปเอาเนื้อแพะทำพลีกรรมตั้งพระทวาร.
พระศาสดา ครั้นทรงนำธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่โกกาลิกะถูกวาจากำจัดตนเสีย แม้ในครั้งก่อนก็ถูกกำจัดแล้วเหมือนกัน
ทรงประชุมชาดกว่า
พราหมณ์เคี้ยวงอกตาเหลืองในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระโกกาลิกะ
ส่วนตักการิยบัณฑิต คือ เราตถาคต แล.

1/24/2558

นิทานเสรีวาณิช เสรีววาณิชชาดก

เสรีววาณิช

พระ ผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อประทับอยู่ในเมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่งผู้ละความเพียรเหมือนกัน จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อิธ เจ หิ นํ วิราเธสิ ดังนี้. ก็ พระศาสดาทรงเห็นภิกษุนั้นถูกภิกษุทั้งหลายนำมาโดยนัยก่อนนั่นแล จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอบวชในศาสนาอันให้มรรคผลเห็นปานนี้ เมื่อละความเพียรเสีย จักเศร้าโศกตลอดกาลนาน เหมือนเสรีววาณิชเสื่อมจากถาดทองอันมีค่าแสนหนึ่ง ฉะนั้น.
ภิกษุทั้งหลายทูลอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงเรื่องนั้นให้เเจ่มแจ้ง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงการทำเหตุอันระหว่างภพปกปิดไว้ ให้ปรากฏ.
ในอดีตกาล ในกัปที่ ๕ แต่ภัทรกัปนี้ พระโพธิสัตว์ได้เป็นพ่อค้าเร่ ชื่อว่าเสรีวะ ในแคว้นเสริวรัฐ. เสรีววาณิชนั้น เมื่อไปเพื่อต้องการค้าขาย กับพ่อค้าเร่ผู้โลเลคนหนึ่ง ชื่อว่าเสรีวะ ข้ามแม่น้ำชื่อว่านีลพาหะ แล้วเข้าไปยังพระนครชื่อว่า อริฏฐปุระ แบ่งถนนในนคร (ไปคนละทาง) กันแล้ว เที่ยวขายสินค้าในถนนที่ประจวบกับตน.
ฝ่ายวาณิชนอกนี้ ยึดเอาถนนที่ประจวบเข้ากับตนเท่านั้น. ก็ในนครนั้นได้มีตระกูลเศรษฐีตระกูลหนึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่. บุตร พี่น้องและทรัพย์สินทั้งปวงได้หมดสิ้นไป. ได้มีเด็กหญิงคนหนึ่งเหลืออยู่กับยาย. ยายหลานแม้ทั้งสองนั้นกระทำการรับจ้างคนอื่น เลี้ยงชีวิต.
ก็ ในเรือน ได้มีถาดทองที่มหาเศรษฐีของยายกับหลานนั้นเคยใช้สอย ถูกเก็บไว้กับภาชนะอื่นๆ เมื่อไม่ได้ใช้สอยมานาน เขม่าก็จับ. ยายและหลานเหล่านั้นย่อมไม่รู้ แม้ความที่ถาดนั้นเป็นถาดทอง.
สมัยนั้น วาณิชโลเลคนนั้นเที่ยวร้องขายของว่า จงถือเอาเครื่องประดับ จงถือเอาเครื่องประดับ ได้ไปถึงประตูบ้านนั้น.
กุมาริกานั้นเห็นวาณิชนั้น จึงกล่าวกะยายว่า ยาย ขอยายจงซื้อเครื่องประดับอย่างหนึ่งให้หนู.
ยายกล่าวว่า หนูเอ๋ย เราเป็นคนจน จักเอาอะไรไปซื้อ.
กุมาริกากล่าวว่า พวกเรามีถาดใบนี้อยู่ และถาดใบนี้ไม่เป็นอุปการะเกื้อกูลแก่พวกเรา จงให้ถาดใบนี้ แล้วถือเอา (เครื่องประดับ).
ยาย จึงให้เรียกนายวาณิชมา แล้วให้นั่งบนอาสนะ ให้ถาดใบนั้น แล้วกล่าวว่า เจ้านาย ท่านจงถือเอาถาดนี้ แล้วให้เครื่องประดับอะไรๆ ก็ได้แก่หลานสาวของท่าน.
นาย วาณิชเอามือจับถาดนั่นแล คิดว่าจักเป็นถาดทอง จึงพลิกเอาเข็มขีดที่หลังถาด รู้ว่าเป็นทอง จึงคิดว่าเราจักไม่ให้อะไรๆ แก่คนเหล่านี้ จักนำเอาถาดนี้ไป แล้วกล่าวว่า ถาดใบนี้จะมีราคาอะไร ราคาของถาดใบนี้ แม้กึ่งมาสกก็ยังไม่ถึง จึงโยนไปที่ภาคพื้น แล้วลุกจากอาสนะหลีกไป.
พระ โพธิสัตว์คิดว่า คนอื่นย่อมได้เพื่อจะเข้าไปยังถนนที่นายวาณิชนั้นเข้าไป แล้วออกไป จึงเข้าไปยังถนนนั้น ร้องขายของว่า จงถือเอาเครื่องประดับ ดังนี้ ได้ไปถึงประตูบ้านนั้นนั่นแหละ.
กุมาริกานั้นกล่าวกะยายเหมือนอย่างนั้นแหละอีก.
ลำดับ นั้น ยายได้กล่าวกะกุมาริกานั้นว่า หลานเอ๋ย นายวาณิชผู้มายังเรือนนี้ โยนถาดนั้นลงบนภาคพื้นไปแล้ว บัดนี้ เราจักให้อะไรแล้ว ถือเอาเครื่องประดับ.
กุมาริกากล่าวว่า ยาย นายวาณิชคนนั้นพูดจาหยาบคาย ส่วนนายวาณิชคนนี้ น่ารัก พูดจาอ่อนโยน คงจะรับเอา.
ยายกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นจงเรียกเขามา กุมาริกานั้นจึงเรียกนายวาณิชนั้นมา.
ลำดับนั้น ยายและหลานได้ให้ถาดใบนั้นแก่พระโพธิสัตว์นั้น ผู้เข้าไปยังเรือน แล้วนั่ง.
พระโพธิสัตว์นั้นรู้ว่า ถาดนั้นเป็นถาดทอง จึงกล่าวว่า แม่ ถาดใบนี้มีค่าตั้งแสน สินค้าอันมีค่าเท่าถาด ไม่มีในมือของเรา.
ยายและหลานจึงกล่าวว่า เจ้านาย นายวาณิชผู้มาก่อนพูดว่า ถาดใบนี้มีค่าไม่ถึงแม้กึ่งมาสก แล้วเหวี่ยงถาดลงพื้นไป แต่ถาดใบนี้จักเกิดเป็นถาดทอง เพราะบุญของท่าน พวกเราให้ถาดใบนี้แก่ท่าน ท่านให้อะไรๆ ก็ได้แก่พวกเรา แล้วถือเอาถาดใบนี้ไปเถิด.
ขณะนั้น พระโพธิสัตว์จึงให้กหาปณะ ๕๐๐ ซึ่งมีอยู่ในมือ และสินค้าซึ่งมีราคา ๕๐๐ กหาปณะทั้งหมด แล้วขอเอาไว้เพียงเท่านี้ว่า ท่านทั้งหลายจงให้ตาชั่งนี้กับถุง และกหาปณะ ๘ กหาปณะแก่ข้าพเจ้า แล้วถือเอาถาดนั้นหลีกไป.
พระ โพธิสัตว์นั้นรีบไปยังฝั่งแม่นํ้า ให้นายเรือ ๘ กหาปณะ แล้วขึ้นเรือไป. ฝ่ายนายวาณิชพาลหวนกลับไปเรือนนั้นอีก แล้วกล่าวว่า ท่านจงนำถาดใบนั้นมา เราจักให้อะไรๆ บางอย่างแก่ท่าน. หญิงนั้นบริภาษนายวาณิชพาลคนนั้น แล้วกล่าวว่า ท่านได้กระทำถาดทอง อันมีค่าตั้งแสนของพวกเรา ให้มีค่าเพียงกึ่งมาสก แต่นายวาณิชผู้มีธรรมคนหนึ่ง เหมือนกับนายท่านนั่นแหละ ให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่พวกเรา แล้วถือเอาถาดทองนั้นไปแล้ว.
นาย วาณิชพาลได้ฟังดังนั้นคิดว่า เราเป็นผู้เสื่อมจากถาดทองอันมีค่าตั้งแสน. วาณิชคนนี้ทำความเสื่อมอย่างใหญ่หลวงแก่เราหนอ เกิดความโศกมีกำลัง ไม่อาจดำรงสติไว้ได้ จึงสลบไป (พอฟื้น) ได้โปรยกหาปณะที่อยู่ในมือ และสิ่งของไว้ที่ประตูเรือนนั่นแหละ ทิ้งผ้านุ่งผ้าห่ม ถือคันชั่งทำเป็นไม้ค้อน. หลีกไปตามรอยเท้าของพระโพธิสัตว์ ไปถึงฝั่งแม่นํ้านั้น เห็นพระโพธิสัตว์กำลังไปอยู่ จึงกล่าวว่า นายเรือผู้เจริญ ท่านจงกลับเรือ. พระโพธิสัตว์ห้ามว่า อย่ากลับ.
เมื่อนายวาณิชพาล แม้นอกนี้ เห็นพระโพธิสัตว์ไปอยู่นั่นแล เกิดความโศกมีกำลัง หทัยร้อน เลือดพุ่งออกจากปาก หทัยแตกเหมือนโคลนในบึง ฉะนั้น. วาณิชพาลนั้นผูกอาฆาตพระโพธิสัตว์ ถึงความสิ้นชีวิตลง ณ ที่นั้นนั่นเอง.
นี้เป็นการผูกอาฆาตในพระโพธิสัตว์ของพระเทวทัต เป็นครั้งแรก.
พระโพธิสัตว์กระทำบุญมีทานเป็นต้น ได้ไปตามยถากรรม.
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นตรัสพระธรรมเทศนาแล้ว ทรงเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วแล ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า

ถ้าท่านพลาดโสดาปัตติมรรค คือความแน่นอนแห่งพระสัทธรรมในศาสนานี้ ท่านจะต้องเดือดร้อนใจในภายหลัง สิ้นกาลนาน เหมือนวาณิชชื่อ เสรีวะ ผู้นี้ ฉะนั้น.
บรรดา บทเหล่านั้น บทว่า อิธ เจ นํ วิราเธสิ สทฺธมฺมสฺส นิยามกํ ความว่า หากท่านพลาด คือ ถ้าท่านพลาดโสดาปัตติมรรค กล่าวคือความแน่นอนแห่งพระสัทธรรมอย่างนี้ ในศาสนานี้ อธิบายว่า ท่าน เมื่อละความเพียร จะไม่บรรลุคือไม่ได้.
บท ว่า จิรํ ตุวํ อนุตปฺเปสิ ความว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น ท่านเมื่อเศร้าโศก คือรํ่าไรอยู่ตลอดกาลนาน ชื่อว่าจักเดือดร้อนใจภายหลัง ในกาลทุกเมื่อ. อีกอย่างหนึ่ง ในบทนี้มีอธิบายดังนี้ว่า ท่านเกิดในนรกเป็นต้น เสวยทุกข์มีประการต่างๆ ตลอดกาลนาน ชื่อว่าจักเดือดร้อนใจภายหลัง คือชื่อว่าจักลำบาก เพราะความเป็นผู้ละความเพียร คือเพราะความเป็นผู้พลาดอริยมรรค.
ถามว่า จักเดือดร้อนภายหลัง อย่างไร?
ตอบว่า จักเดือดร้อนภายหลัง เหมือนนายวาณิช ชื่อว่าเสรีวะ ผู้นี้.
อธิบายว่า เหมือนนายวาณิชผู้นี้ อันมีชื่ออย่างนี้ว่า เสรีวะ. ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า เมื่อก่อน วาณิชชื่อเสรีวะได้ถาดทองมีค่าหนึ่งแสน ไม่ทำความเพียรเพื่อจะถือเอาถาดทองนั้น จึงเสื่อมจากถาดทองนั้น เดือดร้อนใจในภายหลังฉันใด แม้เธอก็ฉันนั้นเหมือนกัน. เมื่อไม่บรรลุอริยมรรคอันเช่นกับถาดทองที่เขาจัดเตรียมให้ในศาสนานี้ เพราะละความเพียรเสีย เป็นผู้เสื่อมรอบจากอริยมรรคนั้น จักเดือดร้อนใจภายหลัง ตลอดกาลนาน ก็ถ้าจักไม่ละความเพียรไซร้ จักได้โลกุตรธรรม แม้ทั้ง ๔ ในศาสนาของเรา เหมือนนายวาณิชผู้เป็นบัณฑิต ได้เฉพาะถาดทอง ฉะนั้น.
พระศาสดาทรงถือเอายอดด้วยพระอรหัตทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้แก่ภิกษุนี้อย่างนี้
แล้วทรงประกาศสัจจะ ๔ ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้ละความเพียร ดำรงอยู่ในพระอรหัตอันเป็นผลเลิศ.
แม้พระศาสดาก็ทรงตรัสเรื่อง ๒ เรื่องสืบต่อกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า
วาณิชพาลในกาลนั้น ได้เป็น
พระเทวทัต ในบัดนี้
นายวาณิชผู้เป็นบัณฑิตในกาลนั้น ได้เป็น
เราเอง ทรงให้เทศนาจบลงแล้ว.

นิทานชาดก กาลิงคโพธิชาดก : การพยากรณ์ที่อันเป็นชัยภูมิ

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภการบูชามหาโพธิ์ที่พระอานนทเถระกระทำแล้ว ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ราชา กาลิงฺโค จกฺกวตฺติ ดังนี้.
ความพิสดารว่า พระตถาคตเสด็จหลีกจาริกไปตามชนบท เพื่อประโยชน์จะทรงสงเคราะห์เวไนยสัตว์ ชาวกรุงสาวัตถีต่างถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ไปยังพระเชตวัน ไม่ได้ปูชนียสถานอย่างอื่นไปวางไว้ที่ประตูพระคันธกุฎี ด้วยเหตุนั้น เขาก็มีความปราโมทย์กันอย่างยิ่ง.
ท่านอนาถปิณฑิกมหาเศรษฐีทราบเหตุนั้นแล้ว จึงไปยังสำนักพระอานนทเถระ ในเวลาที่พระตถาคตเสด็จมาพระเชตวัน กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อพระตถาคตเสด็จหลีกจาริกไป พระวิหารนี้ไม่มีปัจจัย มนุษย์ทั้งหลายไม่มีสถานที่บูชา ด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ขอโอกาสเถิด ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงกราบทูลความเรื่องนี้แด่พระตถาคต แล้วจงรู้ที่ ที่ควรบูชาสักแห่งหนึ่ง.
พระอานนทเถระรับว่า ดีละ แล้วทูลถามพระตถาคตว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เจดีย์มีกี่อย่าง. พระศาสดาตรัสตอบว่า มีสามอย่าง อานนท์. พระอานนทเถระทูลถามว่า สามอย่างอะไรบ้าง พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ธาตุเจดีย์ ๑ ปริโภคเจดีย์ ๑ อุทเทสิกเจดีย์ ๑. พระอานนทเถระทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพระองค์เสด็จจาริกไป ข้าพระองค์อาจกระทำเจดีย์ได้หรือ.
พระศาสดาตรัสว่า อานนท์ สำหรับธาตุเจดีย์ไม่อาจทำได้ เพราะธาตุเจดีย์นั้น จะมีได้ในกาลที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว สำหรับอุทเทสิกเจดีย์ ก็ไม่มีวัตถุปรากฏ เป็นเพียงเนื่องด้วยตถาคตเท่านั้น ต้นมหาโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าอาศัยเป็นที่ตรัสรู้ ถึงพระพุทธเจ้าจะยังทรงพระชนม์อยู่ก็ตาม ปรินิพพานแล้วก็ตาม เป็นเจดีย์ได้เหมือนกัน.
พระอานนท์ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพระองค์เสด็จหลีกไป พระมหาวิหารเชตวันหมดที่พึ่งอาศัย มนุษย์ทั้งหลายไม่ได้สถานที่เป็นที่บูชา ข้าพระองค์จักนำพืชจาก ต้นมหาโพธิมาปลูกที่ประตูพระเชตวัน พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ดีแล้ว อานนท์ เธอจงปลูกเถิด เมื่อเป็นเช่นนั้น ในพระเชตวัน ก็จักเป็นดังตถาคตอยู่เป็นนิตย์. พระอานนทเถระบอกแก่พระเจ้าโกศล อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐี และนางวิสาขามหาอุบาสิกาเป็นต้น ให้ขุดหลุม ณ ที่เป็นที่ปลูกต้นโพธิที่ประตูพระเชตวัน แล้วกล่าวกะ พระมหาโมคคัลลานเถระ ว่า ท่านขอรับ กระผมจักปลูกต้นโพธิที่ประตูพระเชตวัน ท่านช่วยนำเอาลูกโพธิสุกจากต้นมหาโพธิให้กระผมทีเถิด.
พระมหาโมคคัลลานเถระรับว่า ดีละ แล้วเหาะไปยังโพธิมณฑล เอาจีวรรับลูกโพธิที่หล่นจากขั้ว แต่ยังไม่ถึงพื้นดิน ได้แล้วนำมาถวายพระอานนทเถระ. พระอานนทเถระได้แจ้งความพระเจ้าโกศลเป็นต้นว่า เราจักปลูกต้นโพธิในที่นี้. พระเจ้าโกศลให้ราชบุรุษถือเครื่องอุปกรณ์ทุกอย่าง เสด็จมาพร้อมด้วยบริวารใหญ่ ในเวลาเย็น. อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐี มหาอุบาสิกาวิสาขา และผู้มีศรัทธาอื่นๆ ก็ได้ทำเช่นนั้น.
พระอานนทเถระ ตั้งอ่างทองใบใหญ่ไว้ในที่เป็นที่ปลูกต้นโพธิ ให้เจาะก้นอ่าง แล้วให้ลูกโพธิสุกแด่พระเจ้าโกศล ทูลว่า มหาบพิตร พระองค์จงปลูกโพธิสุกนี้เถิด พระเจ้าโกศลทรงพระดำริว่า ความเป็นพระราชามิได้ดำรงอยู่ตลอดไป ควรที่เราจะให้อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐีปลูกต้นโพธินี้ ทรงดำริดังนี้ แล้วได้วางลูกโพธิสุกนั้นไว้ในมือของมหาเศรษฐี.
อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐีรวบรวมเปือกตมที่มีกลิ่นหอมแล้ว ฝังลูกโพธิสุกไว้ในเปือกตมนั้น พอลูกโพธิพ้นมือมหาเศรษฐี เมื่อชนทั้งปวงกำลังแลดูอยู่ ได้ปรากฏลำต้นโพธิ ประมาณเท่างอนไถ สูงห้าสิบศอก แตกกิ่งใหญ่ห้ากิ่งๆ ละห้าสิบศอก คือในทิศทั้งสี่และเบื้องบน ต้นโพธินั้นเป็นต้นไม้ใหญ่กว่าต้นไม้ใหญ่ในป่า ตั้งขึ้นในทันใดนั่นเอง ด้วยประการฉะนี้.
พระราชารับสั่งให้เอา หม้อทองคำและหม้อเงิน ๘๐๐ หม้อใส่น้ำหอมเต็ม ประดับด้วยดอกบัวเขียว สูงขึ้นมาหนึ่งศอกเป็นต้น ตั้งเป็นแถวแวดล้อมต้นมหาโพธิ แล้วรับสั่งให้ทำแท่นสำเร็จด้วยรัตนะเจ็ด โปรยปรายผสมทอง สร้างกำแพงล้อมรอบ ทำซุ้มประตูสำเร็จด้วยรัตนะ ๗ เครื่องสักการะ ได้มีเป็นอันมาก. พระอานนทเถระเข้าไปเฝ้าพระตถาคต กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงประทับนั่ง ณ โคนต้นโพธิที่ข้าพระองค์ปลูก เข้าสมาบัติที่พระองค์เข้า ณ โคนต้นมหาโพธิ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน. พระศาสดาตรัสว่า พูดอะไร อานนท์ เมื่อเรานั่งเข้าสมาบัติที่ได้เข้าแล้ว ณ มหาโพธิมณฑล ประเทศอื่นก็ไม่อาจที่จะทรงอยู่ได้. พระอานนทเถระกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน ขอพระองค์จงใช้สอยโคนต้นโพธินั้น ด้วยความสุขเกิดแก่สมาบัติ โดยกำหนดว่า ใกล้ภูมิประเทศนี้เถิด. พระศาสดาทรงใช้สอยโคนต้นโพธินั้น ด้วยความสุขเกิดแต่สมาบัติตลอดราตรีหนึ่ง.
พระอานนทเถระถวายพระพรแด่พระเจ้าโกศลเป็นต้น ให้ทำการฉลองต้นโพธิ. และต้นโพธิแม้นั้น ก็ปรากฏว่า อานนทโพธิทีเดียว เพราะเป็นต้นไม้ที่พระอานนท์ปลูกไว้.
ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ท่านพระอานนท์ เมื่อตถาคตยังดำรงอยู่ ให้ปลูกต้นโพธิ์แล้วบูชาอย่างมากมาย พระเถระมีคุณมากน่าอัศจรรย์จริง.
พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยอะไรหนอ.
เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบ.
จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน อานนท์ก็ได้พามนุษย์ในทวีปใหญ่ทั้ง ๔ พร้อมด้วยทวีปบริวาร ให้นำของหอมและดอกไม้เป็นอันมาก ไปกระทำการฉลองต้นโพธิ ณ มหาโพธิมณฑลเหมือนกัน ดังนี้แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาเล่าดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล พระเจ้ากาลิงคราชเสวยราชสมบัติอยู่ในทันตปุรนคร แคว้นกาลิงคะ. พระองค์มีพระราชโอรสสองพระองค์ คือ มหากาลิงคะ องค์หนึ่ง จุลลกาลิงคะ องค์หนึ่ง ในสององค์นั้น องค์พี่ พวกโหรทำนายว่า จักได้ครองราชสมบัติ เมื่อพระราชบิดาล่วงลับไปแล้ว แต่องค์น้อง พวกโหรทำนายว่า จักบวชเป็นฤาษีเที่ยวภิกขาจาร แต่โอรสขององค์น้องจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ.
ต่อมาภายหลัง เมื่อพระราชบิดาล่วงลับไป พระราชโอรสองค์พี่เป็นพระราชา องค์น้องเป็นอุปราช. อุปราชนั้นได้มีมานะขึ้น เพราะบุตรเป็นเหตุ ว่า ได้ยินว่า ลูกของเราจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ. พระราชานั้นทรงอดทนอยู่ไม่ได้ จึงรับสั่งกะอำมาตย์รับใช้คนหนึ่งว่า เจ้าจงจับเจ้าจุลลกาลิงคะ. อำมาตย์นั้นไปกราบทูลว่า ข้าแต่พระกุมาร พระราชาประสงค์จะจับพระองค์ ขอจงรักษาชีวิตของพระองค์ไว้. อุปราชได้เอาของสามอย่างของพระองค์ คือ พระราชลัญจกร ผ้ากัมพลเนื้อละเอียด และพระขรรค์ แสดงแก่อำมาตย์รับใช้ แล้วตรัสว่า ท่านทั้งหลายพึงให้ราชสมบัติแก่บุตรของเราด้วยสัญญานี้ แล้วเสด็จเข้าป่า สร้างอาศรมในภูมิประเทศที่รื่นรมย์ บวชเป็นฤาษีอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ.
แม้ในแคว้นมัททราช พระอัครมเหสีของพระเจ้ามัททราชในสาคลนคร ประสูติพระธิดา. พวกโหรทำนายพระธิดาว่า พระธิดานี้จักเที่ยวภิกขาจารเลี้ยงชีพ แต่พระโอรสของพระนางจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ. พระราชาชาวชมพูทวีปได้สดับเหตุดังนั้น จึงมาล้อมพระนครพร้อมกัน. พระเจ้ามัททราชทรงดำริว่า ถ้าเราให้ธิดานี้แก่พระราชาองค์หนึ่ง พระราชาที่เหลือก็จักโกรธ เราจักรักษาธิดาของเราไว้ จึงพาพระธิดาและพระอัครมเหสี ปลอมพระองค์หนีเข้าป่า สร้างอาศรมอยู่ทางเหนืออาศรมของกาลิงคกุมาร เลี้ยงชีพด้วยมวลผลาหารอยู่ ณ ที่นั้น. พระชนกชนนีทรงดำริว่า เราจักรักษาธิดาอยู่ในอาศรม แล้วไปหาผลาหาร. ในเวลาที่พระชนกชนนีไป พระธิดาได้เอาดอกไม้ต่างๆ มาทำเป็นเทริดดอกไม้ แล้ววางไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา จนเกิดเป็นเหมือนคั่นบันได. ที่นั้นมีต้นมะม่วงที่งามชอุ่มอยู่ต้นหนึ่ง พระธิดาขึ้นเล่นบนต้นมะม่วง แล้วปาเทริดดอกไม้ไป.
วันหนึ่ง เทริดดอกไม้ไปคล้องพระเศียรของกาลิงคกุมารผู้กำลังสรงสนานอยู่ในแม่น้ำคงคา. พระกาลิงคกุมารแลดูแล้ว ทรงพระดำริว่า เทริดดอกไม้นี้ หญิงคนหนึ่งกระทำ แต่ไม่ใช่หญิงแก่ทำ เป็นหญิงสาวทำ เราจักตรวจตราดูก่อน จึงไปเหนือน้ำคงคาด้วยอำนาจกิเลส ได้สดับเสียงของพระธิดา ผู้นั่งอยู่บนต้นมะม่วง ร้องเพลงด้วยเสียงอันไพเราะ จึงเสด็จไปที่โคนต้นไม้ ทอดพระเนตรเห็นพระธิดา จึงตรัสถามว่า แม่นางผู้มีพักตร์อันเจริญ ท่านเป็นใคร.
พระธิดาตอบว่า เราเป็นมนุษย์. พระกุมารตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงลงมา.
พระธิดาตรัสว่า นาย เราเป็นกษัตริย์ไม่อาจลงไปได้.
พระกุมารตรัสว่า ที่รัก ฉันเป็นกษัตริย์เหมือนกัน ท่านจงมาเถิด.
พระธิดาตรัสว่า นาย คนมิใช่เป็นกษัตริย์ได้ ด้วยเหตุสักว่า ถ้อยคำเท่านั้น ถ้าท่านเป็นกษัตริย์ ขอท่านจงกล่าวมายาของกษัตริย์เถิด. ชนทั้งสองนั้นต่างกล่าวมายากษัตริย์กะกันและกัน. เมื่อชนทั้งสองอยู่ด้วยความรักใคร่ พระราชธิดาก็ตั้งครรภ์โดยครบ ๑๐ เดือนก็ประสูติพระราชโอรส ซึ่งสมบูรณ์ด้วยบุญลักษณะอันอุดม. พระชนกชนนีได้ขนานนามว่า กาลิงคะ.
กาลิงคกุมารนั้นเจริญวัย สำเร็จการศึกษาศิลปวิทยาทุกอย่าง ในสำนักของพระชนกและพระอัยกา. ลำดับนั้น พระชนกของกาลิงคกุมารนั้น ตรวจดูดวงดาวก็ทราบว่าพี่ชายสวรรคตแล้ว จึงบอกบุตรว่า พ่ออย่าอยู่ในป่าเลย พระเจ้ามหากาลิงคะผู้เป็นลุงของพ่อสวรรคตแล้ว พ่อจงไปยังทันตปุรนคร ครองราชสมบัติสืบสันตติวงศ์เถิด แล้วมอบพระธำมรงค์ ผ้ากัมพล และพระขรรค์ ซึ่งพระองค์นำมาให้แล้วตรัสสั่งว่า พ่อ ในทันตปุรนคร อำมาตย์ผู้ประพฤติประโยชน์ของเรา มีอยู่ ที่ถนนโน้น พ่อจงเหาะลงไปที่กลางที่นอนในเรือนของเขา แล้วแสดงรัตนะสามประการนี้ แล้วบอกความที่ เจ้าเป็นโอรสของเราแก่เขา เขาจักช่วยเจ้าให้ได้ครองราชสมบัติ.
กาลิงคกุมารนั้นกราบลาพระชนกชนนีและอัยกา แล้วเหาะไปด้วย
บุญฤทธิ์ ลงนั่งเหนือที่นอนของอำมาตย์ ถูกถามว่า ท่านเป็นใคร จึงบอกว่า เราเป็นบุตรของจุลลกาลิงคะ แล้วแสดงรัตนะสามนั้น.
อำมาตย์จึงประกาศแก่ราชบริษัท. อำมาตย์และราชบริษัททั้งหลาย พร้อมกันประดับประดาพระนครนั้น อภิเษกกาลิงคกุมารให้ครองราชสมบัติ.
ลำดับนั้น ปุโรหิตชื่อว่า ภารทวาชะ ของพระเจ้ากาลิงคะได้กราบทูล
จักรพรรดิ ให้พระเจ้ากาลิงคะทรงทราบ. พระเจ้ากาลิงคะนั้นทรงบำเพ็ญจักรวัตรนั้นให้บริบูรณ์แล้ว. ครั้นถึงวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ จักรแก้วก็มาจากที่อยู่ของจักรแก้ว ช้างแก้วก็มาจากตระกูลอุโปสถ ม้าแก้วก็มาจากตระกูลอัศวราชวลาหก แก้วมณีก็มาจากเขาเวปุลลบรรพต นางแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว ก็บังเกิดปรากฏแก่พระเจ้ากาลิงคะนั้น.
พระเจ้าจักรพรรดิกาลิงคราช ทรงครองราชสมบัติตลอดห้องจักรวาล วันหนึ่ง มีเสนาแวดล้อมเต็มไปในที่ ประมาณ ๓๖ โยชน์ เสด็จขึ้นทรงช้างเผือกขาว เปรียบด้วยยอดเขาไกรลาส ไปสู่สำนักพระชนกชนนี ด้วยสิริวิลาสใหญ่.
ฝ่ายช้างพระที่นั่งพระเจ้าจักรพรรดินั้น ไม่อาจเหาะข้ามมหาโพธิมณฑล อันเกิดแต่สะดือแผ่นดิน อันเป็นไชยมงคลของพระพุทธเจ้าทั้งปวงได้. พระเจ้าจักรพรรดิราชทรงไสไปเนืองๆ แต่ช้างทรงนั้น ก็ไม่อาจที่จะไปได้.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า

พระเจ้าจักรพรรดิทรงพระนามว่า กาลิงคะ ได้ทรงสั่งสอนมนุษย์ทั่วแผ่นดินโดยธรรม ได้เสด็จไปสู่ที่ใกล้ต้นโพธิ ด้วยช้างทรงมีอานุภาพมาก.
ลำดับนั้น ปุโรหิตของพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งตามเสด็จไปด้วยคิดว่า ธรรมดาว่าทางอากาศไม่มีเครื่องกั้น เพราะเหตุไรหนอ พระราชาจึงไม่อาจจะไสช้างไปได้ เราจักตรวจตราดู แล้วลงจากอากาศ ตรวจตราเห็นภูมิภาคอันเป็นมณฑลสะดือแผ่นดิน มีชัยบัลลังก์ของพระพุทธเจ้าทั้งปวง.
ได้ยินว่า ในครั้งนั้น ขึ้นชื่อว่าต้นหญ้า แม้สักเท่าหนวดกระต่ายมิได้มี ในที่มีประมาณ ๘ กรีสนั้นเลย มีแต่ทรายอันมีสีเหมือนแผ่นเงินเรี่ยรายอยู่ หญ้าเครือเถาไม้ใหญ่โดยรอบที่นั้นมียอดเวียนประทักษิณโพธิมณฑล แล้วตั้งอยู่เฉพาะหน้าโพธิมณฑล.
ปุโรหิตตรวจดูภูมิภาคแล้วคิดว่า แท้จริง ที่นี้เป็นที่ที่กำจัดกิเลสทั้งปวงของพระพุทธเจ้าทั้งปวง แม้ถึงใครๆ มีท้าวสักกะเป็นต้น ก็ไม่อาจที่จะเหาะข้ามที่นี้ไปได้ จึงไปเฝ้าพระเจ้ากาลิงคราช แสดงคุณของพระโพธิมณฑล แล้วกราบทูลพระราชาว่า เสด็จลงเถิด พระพุทธเจ้าข้า.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

ภารทวาชปุโรหิต พิจารณาดูภูมิภาคแล้ว จึงประคองอัญชลี กราบทูลพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้เป็นบุตรแห่งดาบส ชื่อว่า กาลิงคะว่า
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอเชิญพระองค์เสด็จลงเถิด ภูมิภาคนี้ อันพระพุทธเจ้า ผู้เป็นสมณะ ทรงสรรเสริญแล้ว พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ตรัสรู้โดยยิ่ง มีพระคุณหาประมาณมิได้ ย่อมไพโรจน์ ณ ภูมิภาคนี้.
หญ้าและเครือเถาทั้งหลายในภูมิภาคส่วนนี้ ม้วนเวียนโดยรอบทักษณาวัฏ ภูมิภาคส่วนนี้เป็นที่ไม่หวั่นไหวแห่งแผ่นดิน ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์สดับมาอย่างนี้.
ภูมิภาคส่วนนี้ เป็นมณฑลแห่งแผ่นดิน อันทรงไว้ซึ่งภูตทั้งปวง มีสาครเป็นขอบเขต ขอเชิญพระองค์เสด็จลงแล้ว กระทำการนอบน้อมเถิด พระเจ้าข้า.
ช้างกุญชรเชือกประเสริฐ เกิดในตระกูลอุโปสถ ย่อมไม่เข้าไปใกล้ประเทศเลย ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้.
ช้างเชือกประเสริฐ เป็นช้างเกิดในตระกูลอุโบสถโดยแท้ ถึงกระนั้น ก็ไม่อาจจะเข้าไปใกล้ประเทศมีประมาณเท่านี้ได้ ถ้าพระองค์ยังทรงสงสัยอยู่ ก็จงทรงไสช้างพระที่นั่งไปเถิด.
พระเจ้ากาลิงคะทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงทรงใคร่ครวญ ถ้อยคำของปุโรหิต ผู้ชำนาญการพยากรณ์ ว่า เราจักรู้ถ้อยคำของปุโรหิตนี้ว่า จริงหรือไม่จริง อย่างนี้แล้ว ทรงไสพระที่นั่งไป.
ฝ่ายช้างพระที่นั่ง ถูกพระราชาไสไปแล้ว ก็เปล่งเสียงดุจนกกระเรียน แล้วถอยหลังทรุดคุกลง ดังอดทนภาระหนักไม่ได้ ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมณโกลญฺญํ แปลว่า บุตรแห่งดาบส. บทว่า จกฺกวตฺตยโต ความว่า ผู้มีมานะว่า เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ อธิบายว่า เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ. บทว่า ปริคฺคเหตฺวา ความว่า ตรวจดูภูมิภาค. บทว่า สมณุคีโต ความว่า อันพระพุทธเจ้าทั้งปวงพรรณนาแล้ว.
บทว่า อนธิวรา แปลว่า ผู้มีคุณอันชั่งมิได้ ประมาณมิได้.
บทว่า วิโรจนฺติ ความว่า ผู้กำจัดความมืดคือกิเลสทั้งปวงได้แล้ว ย่อมนั่งรุ่งเรืองอยู่ในภูมิภาคส่วนนี้ เหมือนพระสุริโยทัยทอแสงอ่อนๆ ฉะนั้น. บทว่า ติณลตา ได้แก่ หญ้าและเครือเถา.
บทว่า มณฺโฑ ความว่า เป็นมณฑลแห่งแผ่นดินหนาถึงสองแสนสี่หมื่นโยชน์ เป็นสาระไม่ถูกอะไรๆ ครอบงำได้ เป็นสถานที่ไม่หวั่นไหว เมื่อกัปยังดำรงอยู่ก็ดำรงอยู่ก่อน เมื่อกัปพินาศก็พินาศในภายหลัง. บทว่า อิติ โน สุตํ ความว่า ข้าพระองค์ได้สดับมาแล้วด้วยลักษณะมนต์อย่างนี้. บทว่า โอโรหิตฺวา ความว่า ขอเชิญพระองค์ลงจากอากาศแล้ว จงกระทำการนอบน้อม คือกระทำการบูชาสักการะต่อสถานที่ เป็นที่กำจัดกิเลสของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์นี้. บทว่า เย เต ความว่า ช้างประเสริฐตัวบังเกิดในตระกูลอุโบสถ กล่าวคือช้างแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ.
บทว่า เอตฺตาวตา ความว่า ช้างเชือกประเสริฐทั้งหมดนั้นย่อมไม่ไปใกล้ประเทศมีประมาณเท่านี้ได้เลย แม้จะถูกตักเตือน ก็ไม่เข้าไป. บทว่า อภิชาโต ความว่า ช้างเชือกประเสริฐนี้ในตระกูลอุโปสถ ครอบงำ ก้าวล่วง ตระกูลช้างทั้ง ๘ มีโคจริยาเป็นต้น. บทว่า กุญฺชรํ แปลว่า ชนิดสูงสุด.
บทว่า เอตฺตาวตา ความว่า ช้างประเสริฐนี้ ไม่สามารถเข้าไปประเทศมีประมาณเท่านี้ได้ คือไม่อาจเข้าไปให้ ยิ่งกว่านั้นไปได้ พระองค์ เมื่อหวังเฉพาะ จงให้สัญญาด้วยขอเพชรแล้วไสไป.
บทว่า เวยฺยญฺชนิกวโจ นิสาเมตฺวา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชาพระองค์นั้น ทรงตรวจตราใคร่ครวญ ถ้อยคำของกาลิงคภารทวาช ปุโรหิตนั้นเชี่ยวชาญชำนาญในการพยากรณ์ลักษณะ แล้วใคร่ครวญพิจารณาว่า เราจักรู้คำของผู้นี้เป็นความหรือไม่จริง ดังนี้ จึงไสช้างพระนั่งไป. บทว่า โกญฺโจว อภินทิตฺวา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ช้างเชือกประเสริฐนั้น อันพระราชาทรงเตือนแล้ว ด้วยขอประดับเพชร แล้วไสไป จึงเปล่งเสียงร้องเหมือนเสียงนกกระเรียน ถอยไปชูงวงขึ้น น้อมคอเข้าไป นั่งอยู่บนอากาศนั่นเอง ทำเป็นเหมือนไม่อาจจะนำภาระหนักไปได้.
ช้างพระที่นั่งนั้น เมื่อถูกพระเจ้าจักรพรรดิทิ่มแทงอยู่บ่อยๆ ไม่อาจจะอดกลั้นทุกขเวทนาได้ทำกาละแล้ว. ส่วนพระเจ้ากาลิงคะ เมื่อไม่ทราบว่าช้างทรงถึงแก่ความตาย จึงคงประทับอยู่ ณ ที่นั้น. ปุโรหิตภารทวาชะชาวกาลิงคะจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ช้างพระที่นั่งของพระองค์สิ้นชีวิตแล้ว ขอพระองค์ทรงก้าวไปสู่ช้างเชือกอื่นเถิด พระพุทธเจ้าข้า.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาที่ ๑๐ ว่า

ปุโรหิตภารทวาชะกาลิงครัฐ รู้ว่า ช้างพระที่นั่งสิ้นอายุแล้ว จึงรีบกราบทูลพระเจ้ากาลิงคะ ว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอเชิญเสด็จไปทรงช้างพระที่นั่งเชือกอื่นเถิด ช่างพระที่นั่งเชือกนี้สิ้นอายุแล้ว พระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาโค ขณายุโก ความว่า ช้างเชือกประเสริฐของพระองค์ ถึงความสิ้นชีวิตแล้ว เพราะเมื่อพระราชาจะทรงทำพระราชกิจอะไรๆ ไม่สามารถประทับนั่งบนหลังได้ ขอพระองค์จงทรงก้าวไปทรงช้างประเสริฐเชือกอื่น เพื่อเสด็จไปโดยที่สุดแห่งโพธิมณฑล.
ด้วยกำลังพระฤทธิ์ของพระเจ้ากาลิงคะ ช้างเชือกประเสริฐอื่นก็มาจากตระกูลอุโบสถ แล้วน้อมหลังเข้าไปใกล้พระเจ้ากาลิงคะ พระเจ้ากาลิงคะเสด็จประทับนั่งบนหลังของช้างเชือกนั้น ขณะนั้น ช้างเชือกที่ตายก็ล้มลงไปบนพื้นดิน.
พระศาสดา เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาอีกว่า

พระเจ้ากาลิงคะทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงรีบเสด็จไปทรงช้างพระที่นั่งเชือกใหม่ เมื่อพระราชาเสด็จก้าวไปพ้นแล้ว ช้างพระที่นั่งที่ตายแล้ว ก็ล้มลง ณ พื้นดินที่นั่นเอง ถ้อยคำของปุโรหิตผู้ชำนาญการพยากรณ์เป็นอย่างใด ช้างพระที่นั่งเป็นอย่างนั้น.
ลำดับนั้น พระเจ้ากาลิงคราชจึงเสด็จลงจากอากาศ แล้วทอดพระเนตรดูโพธิมณฑล เห็นปาฏิหาริย์ เมื่อจะทรงสรรเสริญปุโรหิตภารทวาชะ จึงตรัสว่า

พระเจ้ากาลิงคะได้ตรัสกะพราหมณ์ภารทวาชะชาวกาลิงครัฐอย่างนี้ว่า ท่านเป็นสัมพุทธะ รู้เหตุทั้งปวงโดยแท้.
พราหมณ์ปุโรหิตมิได้รับคำสรรเสริญนั้น ตั้งตนไว้ในฐานะอันต่ำแล้วเข้าใกล้ สรรเสริญพระพุทธคุณเท่านั้น.
พระศาสดา เมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

กาลิงคพราหมณ์ เมื่อไม่รับคำสรรเสริญนั้นจึงได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์เป็นผู้ชำนาญการพยากรณ์ ชื่อว่าพุทธะ ผู้รู้เหตุทั้งปวงก็จริง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวยฺยญฺชนิกา ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้าพระองค์เห็นพยัญชนะแล้วเป็นผู้สามารถ เมื่อพยากรณ์ได้ ชื่อว่าสุคตพุทธะ

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ก็พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้เหตุทั้งปวง เป็นผู้รู้ธรรมทั้งปวง ความที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงทราบและทรงรู้แจ้งเหตุทั้งปวง ต่างด้วยอดีตเหตุเป็นต้น คือพระพุทธเจ้าเหล่านั้นย่อมรู้เห็นทั้งปวงด้วยพระสัพพัญญุตญาณโดยลักษณะ ส่วนข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นผู้สามารถในอาคม(นิกายเป็นที่มา) รู้ด้วยกำลังศิลปะเท่านั้น และรู้เพียงเอกเทศเดียวเท่านั้น ส่วนพระพุทธเจ้าทั้งหลายรู้เหตุทั้งปวงแล.
พระเจ้ากาลิงคะได้สดับพุทธคุณแล้วเกิดโสมนัส จึงให้ชนผู้อยู่ในสกลจักรวาล นำของหอมและมาลาเป็นอันมาก มากระทำการบูชาพระมหาโพธิมณฑล สิ้น ๗ วัน.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถาว่า

พระเจ้ากาลิงคะทรงนำเอามาลาและเครื่องลูบไล้ พร้อมด้วยดนตรีต่างๆ ไปบูชาพระมหาโพธิ์ แล้วรับสั่งให้กระทำกำแพงแวดล้อมไว้.
รับสั่งให้เก็บดอกไม้ ประมาณหกหมื่นเล่มเกวียน มาบูชาโพธิมณฑล อันเป็นอนุตริยะ แล้วเสด็จกลับ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปายาสิ ความว่า ท้าวเธอได้เสด็จไปยังสำนักของพระชนกชนนีแล้ว ทรงรับสั่งให้ยกเสาทองคำสูงประมาณ ๑๘ ศอก ณ มหาโพธิมณฑลแล้วให้สร้างเวทีแล้วไปด้วยแก้ว ๗ ประการ ถวายพระมหาโพธินั้น เกลี่ยทรายเจือด้วยแก้ว ให้สร้างกำแพงล้อมไว้ ให้สร้างซุ้มประตู ให้รวบรวมดอกไม้ประมาณหกหมื่นเล่มเกวียนทุกวันๆ แล้วบูชาโพธิมณฑลด้วยประการฉะนี้. แต่ในบาลีมาเพียงเท่านี้ว่า สฏฺฐิวาหสหสฺสานิ ปุปฺผานํ ดอกไม้ประมาณหกหมื่นเล่มเกวียน.
พระเจ้ากาลิงคะ ครั้นทรงทำการบูชาพระมหาโพธิอย่างนี้แล้ว เสด็จไปหาพระชนกชนนีมาสู่เมืองทันตปุระ แล้วบำเพ็ญกุศลทั้งหลายมีทานเป็นต้น สิ้นพระชนม์แล้วบังเกิดในดาวดึงสพิภพ.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่า
อานนท์ได้ทำการบูชาโพธิมณฑลในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้
แม้ในกาลก่อน อานนท์ก็ได้กระทำการบูชาโพธิมณฑลแล้วเหมือนกัน
แล้วตรัสประชุมชาดกว่า
พระเจ้ากาลิงคะในครั้งนั้น ได้มาเป็น
พระอานนท์
ส่วนปุโรหิตชื่อว่าภารทวาชะชาวกาลิงคะ คือ เราตถาคต แล.
จบอรรถกถากาลิงคโพธิชาดกที่ ๖

Popular Posts

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top