11/30/2556

นิทานเรื่องเทพารักษ์กับชายตัดฟืน

เทพารักษ์กับชายตัดฟืน
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ชายใจซื่อแต่ยากจนคนหนึ่งมีอาชีพตัดฟืนไปเร่ขายในตลาด  ทุกๆ วันชายผู้นี้จะตื่นนอนแต่เช้ามืดเพื่อออกไปหากองไม้แห้งคุณภาพดีสำหรับการทำฟืน แล้วนำมาผ่าเป็นซีกๆ ด้วยขวานเหล็กเล่มเก่าคู่ใจซึ่งเป็นสมบัติในการประกอบอาชีพชิ้นเดียวที่พ่อของเขามอบไว้ให้ก่อนตาย
แม้ว่าชายตัดฟืนจะยากจน แต่ด้วยความเป็นคนขยันขันแข็ง  ซื่อสัตย์  และเป็นคนดีมีเมตตา เขาจึงเป็นที่รักของคนที่รู้จัก  ยกเว้นคนเดียวคือชายใจคดที่อาศัยอยู่บ้านข้างๆ กัน
ชายใจคดนั้น  แต่เดิมเป็นบุตรชายของผู้มีอันจะกินคนหนึ่ง ทว่าเมื่อพ่อแม่ตายไปก็ไม่อาจรักษาสมบัติเหล่านั้นเอาไว้ได้ เหตุเพราะความเป็นคนใจคด  ชอบพูดโกหกตลบตะแลงอยู่เสมอ  เมื่อทำการค้าใดๆ กับใครก็ไม่เคยมีความสุจริตใจ  ภายหลังไร้คนเชื่อถือ  กิจการต่างๆ จึงล่มสลายและล้มละลายไปจนหมดสิ้น
ชายใจคดเมื่อไร้เงินทองของพ่อแม่แล้วก็ไม่รู้จะทำมาหากินอะไรต่อดี ยามพ่อแม่ให้เงินทองไปศึกษาก็หนีการเล่าเรียนไปเที่ยวเล่น ทำให้ไม่มีวิชาความรู้ติดตัวอย่างเป็นจริงเป็นจัง  ด้วยเหตุนี้ เมื่อเห็นว่าชายใจซื่อที่อยู่บ้านใกล้เคียงทำอาชีพตัดฟืนแล้วมีเงินซื้อข้าวกิน ตนเองเลยยึดอาชีพนั้นตามบ้าง  แต่ชายใจคดไม่ได้ตั้งใจประกอบอาชีพเหมือนชายใจซื่อ กว่าจะได้ลุกจากที่นอนในแต่ละวันก็เมื่อสายมากแล้ว แค่ออกแรงตัดฟืนนิดหน่อยก็บ่นว่าเหนื่อย  ดังนั้นฟืนของชายใจคดจึงขายไม่ค่อยได้ ต่างจากฟืนของชายใจซื่อที่ขายดิบขายดีทุกวัน ชายใจคดจึงรู้สึกอิจฉาชายใจซื่ออยู่ลึกๆ และคิดว่าสักวันจะต้องกลับมาร่ำรวยดังเดิมให้ได้
อยู่มาวันหนึ่ง ชายใจซื่อตื่นนอนแต่เช้ามืดเพื่อออกไปตัดฟืนเหมือนเช่นทุกวัน กระนั้นเมื่อเห็นชายใจคดยังไม่ออกจากบ้านก็ยังอุตส่าห์มีน้ำใจไปเคาะประตูหน้าบ้านเพื่อปลุกให้ออกไปตัดฟืนด้วยกัน
          “รีบตื่นเถิดเพื่อน หากต้องการไม้คุณภาพดี  เราก็ต้องไปเก็บเสียแต่ตอนนี้ ไม่อย่างนั้นคนอื่นจะมาเก็บไปจนหมด”
แต่ชายใจคดกลับไม่สำนึกในความหวังดีของชายใจซื่อ ซ้ำยังหยิบข้าวของขว้างไปที่ประตูพร้อมกับส่งเสียงตะคอกอย่างรำคาญว่า
          “แกอยากได้ไม้ดีๆ ก็ไปคนเดียวซี่...อย่ามารบกวนเวลานอนของข้า ข้ากำลังฝันถึงสมบัติมากมายก่ายกองอยู่เชียว  อย่ามาขัดจังหวะข้าอีกนะ ไม่อย่างนั้นแกจะโดนดี!”
ชายใจซื่อเห็นว่าคงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะชักชวนชายใจคดให้ออกไปตัดฟืนด้วยกัน ดังนั้นเขาจึงผันหน้าสู่ป่าไปหาตัดฟืนแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อเข้าไปในป่า ชายใจซื่อพบไม้ฟืนชั้นดีอยู่ริมแม่น้ำเป็นจำนวนมาก เขาจึงปักหลักเก็บกิ่งไม้แห้งและผ่าฟืนอยู่บริเวณนั้นเป็นเวลานาน
ชายใจซื่อทำงานของตนอย่างขะมักเขม้น และตอนนั้นเอง  โดยที่ไม่ทันระวังตัว เขาก็เผลอทำขวานหลุดมือลงไปในแม่น้ำ
ขวานเล่มนั้นแม้จะเก่ามากแล้ว แต่ก็เป็นเครื่องมือที่ใช้ทำมาหากินมานานอีกทั้งยังเป็นของไว้ดูต่างหน้าพ่อของเขาอีกด้วย ชายใจซื่อกลุ้มใจและเศร้าโศกเป็นที่สุด ตัวเขาเองก็ว่ายน้ำไม่เป็นจึงไม่รู้ว่าจะหาทางลงไปเอาขวานของตนคืนมาอย่างไร
          “พ่อจ๋า ลูกไม่ดีเองที่ไม่ทันระวังตัวจนทำให้ขวานที่พ่อมอบให้ตกน้ำไป โปรดอภัยให้ลูกไม่ได้ความคนนี้ด้วยเถิดจ้ะพ่อ”
ขณะที่กำลังนั่งคิดถึงพ่อและตัดพ้อตนเองอยู่นั้น จู่ๆ  น้ำในแม่น้ำที่เคยไหลอย่างเอื่อยเฉื่อยก็หมุนวนอย่างรุนแรง แล้วทันใดนั้นเอง เทพารักษ์องค์หนึ่งก็ปรากฏกายขึ้นมาจากผิวน้ำตรงใจกลางช่องคลื่นน้ำวน พร้อมกับถามชายใจซื่อว่า
          “ข้าคือเทพารักษ์ที่ดูแลผืนน้ำในป่าแห่งนี้ มีขวานเล่มหนึ่งตกลงไป ขวานนี้คือของเจ้าใช่หรือไม่”
ชายใจซื่อมองเทพารักษ์อย่างตกตะลึงไปชั่วขณะ แต่เมื่อควบคุมสติได้ก็รีบยกมือขึ้นกราบไหว้ด้วยความเคารพ แล้วเขม้นมองไปยังขวานในมือของเทพารักษ์
ขวานเล่มนั้นเป็นขวานเงินราคาสูง
          “นั่นไม่ใช่ขวานของข้าน้อยหรอกขอรับ ขอท่านเทพารักษ์ได้โปรดนำขวานของข้ากลับคืนมาให้ข้าด้วยเถิด”
          “ถ้าอย่างนั้นจงรอข้าสักประเดี๋ยว”  เทพารักษ์ว่า  พร้อมทั้งหายวับลงไปในใจกลางของคลื่นน้ำวนครู่หนึ่ง แล้วขึ้นมาปรากฏกายเหนือผิวน้ำอีก
          “ขวานเล่มนี้คือขวานของเจ้าใช่หรือไม่”  เทพารักษ์ถามพร้อมกับชูขวานในมือขึ้นมา
ชายใจซื่อเขม้นมองอีก คราวนี้เป็นขวานทองคำเหลืองอร่ามทั้งเล่ม
          “เรียนท่านเทพารักษ์ ขวานนั้นก็ไม่ใช่ขวานของข้าขอรับ  ขวานของข้าเป็นเพียงขวานธรรมดาที่เก่ามากแล้ว และไม่มีราคาแต่อย่างใด”  ชายใจซื่อเอ่ย
          “ก็ดีแล้วนี่”  เทพารักษ์ว่า  “ถ้าขวานของเจ้าไม่มีราคา  ก็จงเอาขวานทองคำล้ำค่าเล่มนี้ไปแทนสิ เจ้าจะได้ร่ำรวยเสียทีอย่างไรเล่า”

           “เรียนท่านเทพารักษ์  แม้ขวานทองคำจะล้ำค่า แต่อย่างไรมันก็ไม่ใช่ของข้า  หากเอาไปไว้กับตัวคงรู้สึกไม่เป็นสุขแน่ ข้าเพียงอยากได้ขวานของข้าคืน  โปรดช่วยข้าด้วยเถิด”  ชายใจซื่ออ้อนวอน
          “เจ้านี่ช่างเรื่องมากเสียจริง”  เทพารักษ์แสร้งทำเป็นบ่นแล้วหายวับลงไปในน้ำอีก ก่อนจะโผล่ขึ้นมาอีกครั้งพร้อมขวานเหล็กเล่มเก่า ชายใจซื่อมองแวบเดียวก็จำได้ทันทีว่าเป็นขวานของตน
          “ใช่แล้วขอรับ นั่นคือขวานของข้าจริงๆ  ขอบพระคุณท่านเทพารักษ์มาก ที่อุตส่าห์นำขวานของข้าน้อยขึ้นมาให้”  ชายใจซื่อละล่ำละลัก บอกด้วยความดีอกดีใจเหลือจะกล่าว
          “เมื่อได้ขวานคืนแล้วก็จงตั้งใจทำงานให้ดี และข้าได้ประจักษ์อย่างแน่แท้แล้วว่าเจ้านั้นมากด้วยคุณธรรมแห่งความสัตย์ซื่อ ซึ่งหาได้ยากในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ดังนั้นข้าจะขอมอบขวานเงินและขวานทองให้เป็นของขวัญสำรับเจ้า และขอให้เจ้าพบกับความสุขในชีวิตอันใกล้นี้”  เมื่อให้พรจบเทพารักษ์ก็มอบขวานเงินขวานทองให้แก่ชายใจซื่อ แล้วหายวับลงไปในแม่น้ำทันที  พร้อมกับคลื่นน้ำวนก็ค่อยๆ  หายไป กลายเป็นแม่น้ำที่ไหลเอื่อยเฉื่อยตามเดิม
หลังจากนั่งคิดทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ครู่หนึ่ง ชายใจซื่อก็ลงมือทำงานของตนต่อไปจนเสร็จ  แล้วนำฟืนไปเร่ขายในตลาดอีกเช่นเคย วันนี้ฟืนของเขาดีมาก ดังนั้นชายใจซื่อจึงได้กลับบ้านตั้งแต่เวลาสายๆ
เมื่อชายใจซื่อมาถึงบ้าน ปรากฏว่าชายใจคดเพิ่งจะตื่นนอนและกำลังล้างหน้าล้างตาอยู่หน้าบ้าน ทันทีที่เห็นชายใจซื่อ สายตาของชายใจคดก็มาสะดุดตื่นตะลึงอยู่กับขวานเงินและขวานทองในมือของชายใจซื่อ
          “เจ้าไปเอาขวานเงินและขวานทองล้ำค่าพวกนั้นมาจากไหนกันล่ะนั่น อย่าบอกนะว่าไปลักขโมยของคนอื่นเขามา”  ชายใจคดถามด้วยความพิศวงปนเคลือบแคลงใจ
          “เราไม่มีวันทำเช่นนั้นหรอกเพื่อน”  ชายใจซื่อตอบ  “วันนี้มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นแก่เรา ตรงแม่น้ำในป่าโน้นแน่ะ...เราเผลอทำขวานตกลงไปในแม่น้ำ แล้วก็มีท่านเทพารักษ์ผู้ดูแลแม่น้ำแห่งนั้นนำขวานเหล่านี้ขึ้นมาให้เรา...”
ชายใจคดได้ฟังเพียงเท่านั้นก็เกิดความละโมบเข้าครอบงำจิตใจ รีบฉวยขวานของตนแล้วตะลีตะลานออกจากบ้านไปโดยไม่ฟังชายใจซื่อเล่าให้จบเสียก่อน
เมื่อไปถึงแม่น้ำ ชายใจคดก็โยนขวานของตนลงไปในน้ำทันที แล้วทำเป็นร้องไห้คร่ำครวญว่า
          “ขวานของข้าพลัดตกไปในแม่น้ำเสียแล้ว จะทำอย่างไรดี...จะทำอย่างไรดี”
ทันใดนั้นน้ำในแม่น้ำก็เกิดหมุนวนเป็นระลอกคลื่นไหลวนอย่างรุนแรง แล้วเทพารักษ์ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับขวานเงิน
          “ข้าคือเทพารักษ์ที่ดูแลผืนน้ำในป่าแห่งนี้ นี่คือขวานของเจ้าใช่หรือไม่”  เทพารักษ์ถามชายใจคด
          “ใช่แล้วขอรับท่าน  ขวานนั้นเป็นของข้าเอง”  ชายใจคดพูดโกหก  และยังไม่หยุดละโมบจึงพูดต่อว่า  “นอกจากนั้นข้ายังมีขวานทองอีกเล่มที่ทำตกลงไปด้วย ขอท่านโปรดนำมาคืนข้าด้วยเถิด”
          “เลวมาก!”  เทพารักษ์ตะโกนอย่างโกรธจัด  จนน้ำในแม่น้ำแตกกระจาย  “ขวานนี้ไม่ใช่ของเจ้าสักหน่อย  ไยกล้ามาปดข้าเช่นนี้  เจ้ามันเป็นคนใจคด ไม่ยึดมั่นในความจริง  ไม่เคารพในความสัตย์ ดังนั้นเจ้าจะต้องสูญเสียทุกอย่างแม้แต่ขวานของเจ้า ข้าก็จะไม่คืนให้!”
กล่าวจบเทพารักษ์ก็หายวับลงไปในผืนน้ำ และทุกอย่างก็เงียบสงัดเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อไม่ได้ขวานเงิน ขวานทอง  และต้องสูญเสียแม้แต่ขวานของตัวเองไป  ชายใจคดก็เดินคอตกกลับบ้าน หลังจากนั้นชีวิตของเขาก็ลำบากยิ่งกว่าเก่า เพราะความใจคดทำให้ต้องเสียขวานซึ่งเป็นเครื่องมือประกอบอาชีพไป และไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย  ต่างกับชายใจซื่อ ที่นับวันจะพบแต่ความสุขความเจริญ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจนกระทั่งสามารถสร้างครอบครัวเล็กๆ ที่น่ารักและแสนอบอุ่นได้ในที่สุด

...............เธอทั้งหลาย....................
นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่เล่าสืบต่อกันมาช้านานแล้ว แต่คุณธรรมในนิทานได้เก่าแก่ดังตัวนิทานไม่ เพราะอะไรน่ะหรือ...ก็เพราะความซื่อสัตย์และการยึดมั่นในความจริงนั้น เป็นเรื่องที่ทันสมัยอยู่เสมอ เนื่องจากคุณธรรมเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนได้พบกับความสุขความเจริญในชีวิต ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร...
ไม่ว่าวันนี้  พรุ่งนี้ หรืออีกร้อยล้านปี  หากโลกนี้ยังมีมนุษย์ และมนุษย์ยังมีความซื่อสัตย์สุจริตตราไว้ในดวงใจ...
ก็คงไม่มีใครขวนขวายอยากออกจากโลกไปอยู่บนดาวดวงอื่นอีกแล้วกระมัง...

.................จบเรื่องเทพารักษ์กับชายตัดฟืน..................

11/27/2556

นิทานสีขาวเรื่อง ชายพิการผู้มีหัวใจร่าเริง

ชายพิการผู้มีหัวใจร่าเริง
ชายคนหนึ่งเคยมีชีวิตที่สะดวกสบาย เขาเคยมีบ้านหลังใหญ่โต  มีรถขับหลายคัน  มีบริวารมากมายรายล้อม ปรนเปรอชีวิตตนเองด้วยความหรูหราฟู่ฟ่าตลอดมา บัดนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ธุรกิจที่เคยสร้างกำไรอย่างงามของเขาล้มละลายหมดสิ้น ชายคนนี้กลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว  เขาไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว นอกจากลูกสาวตัวเล็กๆ สุดที่รักเพียงคนเดียว
เมื่อแรกที่ต้องสูญเสียสมบัตินอกกายไป ชายผู้นี้คิดจะฆ่าตัวตายเพื่อให้พ้นความอับอายและหลีกหนีความเป็นอยู่ในปัจจุบันที่เขาไม่คุ้นชิน แต่เมื่อเขาเงื้อมีดขึ้นเพื่อปลิดชีวิตตนเอง  ใบหน้าน้อยๆ น่าเอ็นดูของลูกสาววัยห้าขวบก็ปรากฏขึ้นในจิตใจ  แม่ของเด็กตายจากไปนานแล้ว ลูกสาวมีเพียงเขาเป็นที่พึ่งสุดท้าย  หากเขาเป็นอะไรไปแล้วลูกจะอยู่กับใคร ด้วยความคิดที่ผุดขึ้นมานี้  ทำให้เขาทิ้งมีดในมือทันทีและไม่คิดฆ่าตัวตายอีก แต่ก็ใช้ชีวิตด้วยความหมองเศร้ายิ่งกว่าเดิม
วันหนึ่งลูกสาวของเขากลับมาจากโรงเรียน เธอวิ่งเข้ามาหาพ่อแล้วโอบกอดด้วยความรักใคร่ พ่อของเด็กกอดตอบและฝืนยิ้มให้ลูกสาวอย่างยากเย็น
          “พ่อยิ้มแบบนี้ทุกวันเลย พ่อยิ้มแบบนี้ลูกไม่ชอบ  สู้ไม่ยิ้มเลยยังจะดีเสียกว่า”  เด็กหญิงบอกกับพ่อเธอพลางใช้มือน้อยๆ บีบปากผู้เป็นพ่อเบาๆ
          “ทำไมล่ะลูก”  พ่อถามอย่างสงสัย
          “ก็พ่อยิ้มแบบนี้แล้วหน้าของพ่อเหมือนจะร้องไห้ ลูกเลยไม่ชอบ  ลูกไม่อยากให้พ่อร้องไห้”  เด็กหญิงตอบ
ผู้เป็นพ่อหัวเราะเยาะกับชะตากรรมของตนเอง ก่อนจะบอกลูกสาวว่า  “ที่จริงแล้ว พ่อก็อยากร้องไห้เหมือนกันล่ะลูก”
          “ทำไมพ่อต้องอยากร้องไห้ด้วย”  เด็กหญิงขมวดคิ้ว
          “แล้วลูกไม่อยากร้องไห้หรือ”  พ่อของเด็กย้อนถาม
          “ร้องไห้ทำไมลูกไม่ได้เศร้าอะไรนี่ ลูกมีคงวามสุขดีจ้ะพ่อ  “เด็กหญิงตอบยิ้มๆ
          “มีความสุขหรือ”  ผู้เป็นพ่อเอ่ยอย่างแปลกใจ  “จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไน ในเมื่อพ่อทำให้ชีวิตลูกลำบากถึงเพียงนี้  ลูกไม่มีห้องนอนสวยๆ  เหมือนก่อน ไม่มีที่วิ่งเล่นกว้างๆ  ไม่มีคนขับรถไปรับไปส่งโรงเรียน  ไม่มีเสื้อผ้าสวยๆ  ใส่ ไม่มีอาหารดีๆ  กิน แล้วอย่างนี้ลูกจะมีความสุขได้อย่างไรกัน”
          “ลูกมีความสุขเพราะลูกมีพ่อ เมื่อก่อนตอนเราร่ำรวยนั้น  พ่อไม่เคยอยู่ที่บ้านของเราเลย ตอนนี้เราไม่มีบ้านแล้ว  แต่ลูกได้พ่อคืนมา  ลูกถึงมีความสุขอย่างไรล่ะจ๊ะ”  เด็กหญิงตอบอย่างชื่นบาน
ผู้เป็นพ่อนิ่งไปครู่หนึ่งกับคำตอบของลูกสาว ก่อนจะพูดขึ้นอีกว่า  “แต่พ่ออยากทำชีวิตของเราให้ดีกว่านี้  พ่ออยากให้ลูกมีอนาคต อย่างน้อยลูกก็ควรจะได้เรียนสูงๆ”
          “พ่อทำได้นี่  ไม่ยากหรอกจ้ะ สำหรับพ่อของลูก”  เด็กหญิงว่าอย่างไร้เดียงสา
          “พ่อ...ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร พ่อไม่เหลือทุนให้กับธุรกิจใหม่อีกแล้ว  พ่อละอายใจเหลือเกิน”  ผู้เป็นพ่อคร่ำครวญ
          “มีคุณลุงคนหนึ่งอยู่ข้างๆ  โรงเรียนของหนู เขาเป็นคนที่ทำงานเก่งมากแล้วใจดีด้วย  เวลาใครไม่สบายใจแล้วไปหาเขา เขาก็จะช่วยให้คนๆ  นั้นสบายใจ  พ่อลองไปหาเขาสิจ๊ะ”  เด็กหญิงว่า
          “คนทำงานเก่งๆ  มักยุ่งอยู่ตลอดเวลา เขาคงไม่มีเวลาคุยกับพ่อหรอก  เพราะต้องออกไปติดต่อธุระนอกบ้านบ่อยๆ”  ผู้เป็นพ่อกล่าว

          “ไม่จ้ะ  คุณลุงคนนี้อยู่แต่ในบ้าน และไม่มีวันออกไปไหน”  เด็กหญิงบอกพ่อของเธอ ตอนนั้นเองมีเด็กข้างห้องเช่ามาเคาะประตูเรียกให้เด็กหญิงออกไปเล่นด้วยกัน เด็กหญิงจึงเอากระเป๋านักเรียนไปเก็บ  ก่อนจะวิ่งออกไปเล่นข้างนอก ทิ้งพ่อของเธอให้ครุ่นคิดในเรื่องดังกล่าวด้วยความสนใจ
          ‘ถ้าคนๆ นี้ทำให้เด็กห้าขวบสนใจในตัวเขาได้  และถึงกับแนะนำเราให้เราไปหา เขาก็น่าจะมีอะไรพิเศษในตัวเองอยู่เหมือนกัน  งั้นเราจะลองไปดูก็ได้’  ผู้เป็นพ่อคิดในใจ
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากส่งลูกเข้าโรงเรียนแล้ว ชายผู้นี้จึงไปเดินหาบ้านของชายดังกล่าวตามที่ลูกสาวของเขาบอก ไม่นานเขาก็เจอบ้านของคนๆ  นั้น  ซึ่งดูภายนอกก็เป็นบ้านขนาดกะทัดรัดธรรมดาๆ หลังหนึ่งเท่านั้น
ชายผู้นี้รู้สึกลังเลใจ นี่ลูกสาวของเขาพูดจริงหรือล้อเขาเล่นกันแน่ คนที่ทำงานเก่งก็น่าจะอยู่ในบ้านที่ใหญ่โตโอ่อ่ามิใช่หรือ
ขณะนั้นเองมีหญิงวัยกลางคนท่าทางใจดีคนหนึ่งเดินมาที่รั้วหน้าบ้านแล้วถามเขาว่าต้องการพบใคร ชายผู้นี้จึงเล่าเรื่องที่ได้รับรู้มาจากลูกสาวของตนให้หญิงคนนั้นฟัง เธอฟังอย่างสงบแล้วยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเปิดประตูรั้วเชื้อเชิญให้เขาเข้ามาในบ้านอย่างมีไมตรี
          “คนที่คุณต้องการพบ คงจะหมายถึงสามีของดิฉันนะคะ”  เธอบอกในขณะเดินนำเขาเข้าสู่ตัวบ้าน  “กรุณานั่งรออยู่ตรงนี้ก่อนนะคะ  เดี๋ยวดิฉันจะเข้าไปบอกสามีของดิฉันให้ ไม่ทราบว่าเขากำลังทำงานอยู่รึเปล่านะค่ะ”  แล้วเธอก็เดินหายไปในห้องๆ หนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กันกับห้องรับแขก
แต่เขาไม่ได้นั่งรอตามคำเชิญ เพราะมีบางสิ่งเบนความสนใจของเขาไปแล้ว ชายผู้นี้เดินไปจับจ้องดูสิ่งของในตู้กระจกใบหนึ่ง ซึ่งในนั้นมีเกียรติบัตรสีทองตั้งตระหง่านบอกความสามารถของเจ้าของ ชายผู้นี้ได้อ่านข้อความในเกียรติบัตรนั้นทีละคำ
           “เกียรติบัตรฉบับนี้  มอบให้เพื่อเป็นเกียรติแด่ตัวแทนบริษัทประกันชีวิต ซึ่งทำยอดขายประกันได้เป็นอันดับหนึ่งติดต่อมาถึงสามสมัยซ้อน”
จากนั้นเขาก็กวาดตาอ่านเกียรติบัตรฉบับอื่นๆ อีกมากมายที่ตั้งอยู่ในตู้ใบนั้น  ซึ่งล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นความสามารถทางการขาย และความก้าวหน้าในอาชีพการงานของเจ้าของเกียรติบัตรเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี
          “นั่นเป็นผลงานของสามีดิฉันค่ะ”  ภรรยาเจ้าของบ้านเดินมากล่าวแก่เขาด้วยใบหน้ายิ้มละไม
          “โปรดอภัยด้วยที่ผมทำเหมือนละลาบละล้วงมากไปสักหน่อย”  ชายผู้นี้กล่าวอย่างเก้อเขิน
          “ไม่ได้เป็นการละลาบละล้วงอะไรเลยค่ะ เชิญคุณเข้าไปหาสามีดิฉันเถอะ เขาอยากคุยกับคุณค่ะ”
ชายผู้นี้กล่าวคำขอบคุณแก่ภรรยาเจ้าของบ้าน ก่อนจะเดินเก้ๆ  กังๆ เข้าไปในห้องของสามีเธอ
เขาคาดว่าห้องนั้นน่าจะเป็นห้องทำงาน ที่มีเอกสารทางธุรกิจมากมายวางสุมอยู่  แต่ไม่ใช่เลย เพราะห้องนี้เป็นเพียงห้องนอนธรรมดาๆ และมีชายพิการคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงเท่านั้น
          “เอ่อ...”  ชายผู้นี้ไม่รู้จะพูดอะไรดี  เขารู้สึกมึนงงกับสถานการณ์ตรงหน้า แต่ดูเหมือนว่าชายพิการจะเข้าใจอะไรๆ  ได้ดีมากทีเดียว เขามองผู้มาเยือนแล้วยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ก่อนเชื้อเชิญให้ชายคนนั้นนั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่งซึ่งวางอยู่ข้างๆ เตียงเขา
          “ผมได้ข่าวจากลูกสาวว่า...ไม่รู้สิ เธอบอกว่าคุณทำงานเก่งมาก  เลยลองให้ผมมาขอคำปรึกษาจากคุณดู...แต่...”  ชายผู้มาเยือนกล่าวอย่างติดๆ  ขัด  เขาชักไม่แน่ใจ...เป็นการยากที่จะเชื่อว่า คนพิการคนนี่คือคนทำงานเก่งอย่างที่ลูกสาวของเขาว่า และยากที่จะเชื่อว่าเกียรติบัตรทั้งหมดในตู้ที่ห้องรับแขกนั้น เป็นของชายพิการคนนี้  หรือเขาจะได้ของเหล่านี้มาตอนที่ยังปกติดี...ใช่แล้ว น่าจะเป็นเช่นนั้นแหละ
          “ผมเป็นอย่างนี้มานานแล้วล่ะ เป็นโรคประหลาดที่หาสาเหตุไม่ได้”  ชายพิการกล่าวเสมือนอ่านความคิดของชายผู้นี้ได้  “หลายสิบปีมาแล้ว  วันหนึ่งผมตื่นขึ้นมาพบว่าขาของผมแข็งทื่อจนขยับไม่ได้ แม้รักษาอย่างไรก็ไม่หาย  ต่อมาอาการแข็งทื่อก็ลุกลามมาถึงเอว  ลำตัว  และมือของผม จนในที่สุดผมก็เคลื่อนไหวไปไหนไม่ได้ ต้องนอนแช่อยู่แต่บนเตียงอย่างที่คุณเห็นนี่แหละ”
          “คุณเป็นตัวแทนขายประกันด้วยหรือ”  ชายผู้นั้นถามอย่างไม่แน่ใจ
          “ใช่  ผมทำงานขายประกัน หลังจากเป็นแบบนี้ผมก็ต้องออกจากที่ทำงานเก่า  แล้วเริ่มทำงานขายประกัน ซึ่งผมว่าผมก็ทำได้พอใช้นะ”  ชายพิการตอบยิ้มๆ
          “ไม่หรอกครับ ผมว่าคุณทำได้ดีมากทีเดียว  แต่คุณขายประกันมากมายอย่างนั้นได้อย่างไรกัน ในเมื่อคุณไปไหนมาไหนไม่ได้  คงไม่มีใครมาหาคุณเพื่อขอซื้อประกันถึงบ้านหรอกนะ”  ชายผู้มาเยือนถามอย่างแคลงใจ
          “ดูเหมือนว่า คุณจะสงสัยในตัวผมมากทีเดียว...ถูกแล้วครับ  ไม่มีใครมาหาผมถึงที่นี้หรอก และถึงแม้ผมจะไปไหนมาไหนไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะต้องนอนมองเพดานอย่างเดียวเสียเมื่อไร ถึงผมจะพิการแต่หัวใจผมยังแข็งแรงดี ผมจึงคิดที่จะทำนั้นทำนี่แม้ว่าตัวเองจะเคลื่อนไหวไม่ได้”  พูดจบชายพิการก็ทำหน้าพยักเพยิดไปทางโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ  หัวเตียง  “ผมใช้โทรศัพท์นี่คุยติดต่อกับลูกค้า  โดยให้ภรรยาช่วยถือหูให้ ซึ่งลูกค้าของผมก็ยินดีที่จะติดต่อกับผมด้วยวิธีนี้  เพราะฉะนั้นอะไรๆ มันก็เลยง่ายขึ้น
          “ทำไมคุณต้องดิ้นรนตัวเองขนาดนี้  คุณไม่สบาย หากคุณเอาแต่นอนก็ไม่มีใครว่าอะไรคุณหรอก”  ชายผู้มาเยือนว่า
          “ผมยังเชื่อมั่นในสมองของผม คุณคิดว่าคนเรามีชีวิตอยู่ได้เพราะกำลังกายหรือ...เปล่าเลย คนเราอยู่ได้เพราะกำลังใจ  แม้จะมีแขนขาที่กำยำล่ำสันเพียงไร  แต่ถ้าไร้กำลังใจ แขนขานั้นก็ไร้ความหมาย  ผมเป็นอย่างนี้ใช่ว่าไม่เคยเสียใจ แต่ถ้าเอาแต่เสียใจก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรดีขึ้น  ดังนั้นผมจึงคร้านที่จะเสียใจ ผมว่าผมสู้ดีกว่า...คุณดูกระดาษที่ติดอยู่บนหัวนอนผมสิ”  ชายพิการเหลือบตามองขึ้นไปทางผนังเหนือหัวเตียงของเขา มีกระดาษแผ่นหนึ่งติดอยู่อย่างง่ายๆ  “นั่นคือคติพจน์ในการมีชีวิตอยู่ของผม ผมเขียนขึ้นด้วยกำลังใจของผมเอง  คติพจน์ข้อแรกคือ  อย่าวิตกกังวล  และข้อสองคือ ถึงป่วยไข้ก็อย่าหมดกำลังใจ”
          “คุณเป็นคนน่าอัศจรรย์มาก”  ผู้มาเยือนกล่าวด้วยความทึ้งระคนชื่นชม
          “ขอบคุณครับ แต่ผมคงต้องขอบคุณภรรยาของผมและลูกสาว  ซึ่งเป็นครูอนุบาล  รวมทั้งเด็กๆ จากโรงเรียนของเธอด้วยที่แวะมาเยี่ยมเยียนผมบ่อยๆ  เพราะเด็กๆ ได้มอบความเบิกบานให้แก่ผมเป็นอย่างมาก  ผมคิดว่าผมรู้จักลูกสาวของคุณนะ แกมาที่นี้กับลูกสาวของผมบ่อยๆ  และแม่หนูน้อยนั้นก็หน้าตาเหมือนคุณมาก คุณเป็นพ่อที่เลี้ยงลูกได้ดี  เพราะแกเป็นเด็กที่น่ารัก  อยู่เพื่อแกเถอะ ขอให้ใช้ชีวิตต่อไปนี้เพื่อแก
          “แต่ถ้าคุณท้อแท้ให้นึกถึงผม ตัวผมนั้นไม่เคยท้อถอยโดยเหตุที่ใช้มือไม่ได้เลย แน่นอนว่าสิ่งที่ผมเป็นอยู่นี้ทำให้ผมทำงานไม่ได้ และยิ่งลำบากมากในการติดต่อธุรกิจการงาน  แต่ถ้าเราสู้ต่อไป  และค่อยๆ คิดหาวิธีแก้ไขสิ่งบกพร่องนี้ เราก็จะทำอะไรได้ตามที่ตั้งใจไว้...ถ้าคุณจำต้องเสียอะไรไปและเอาคืนกลับมาไม่ได้ ก็ช่างมันเถอะ  แต่อย่ายอมเสียหัวใจที่ร่าเริงเด็ดขาด เพราะหัวใจที่ร่าเริงจะไม่ยอมให้เจ้าของมันล้มเหลวหรอก  เชื่อผมสิ”  ชายผู้พิการกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
แน่นอนว่าชายผู้นี้เดินออกจากบ้านของชายพิการด้วยกำลังใจที่เปี่ยม เขายังคงไม่มีเงินทุนสำหรับเริ่มธุรกิจ  แต่มีแรงสู้เพิ่มขึ้นเต็มหัวใจ ชายผู้นี้เชื่อว่าด้วยแรงใจที่เต็มเปี่ยมนี้ จะทำให้เขาสามารถสร้างชีวิตใหม่ให้ดีขึ้นได้ ดังที่ชายพิการผู้มีหัวใจร่าเริงได้บอกเอาไว้นั่นเอง

...............เธอทั้งหลาย..................
ในสังคมที่มนุษย์ต้องแก่งแย่งแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายนี้ เรามักจะเห็นผู้พ่ายแพ้เกิดมามากกว่าผู้ชนะเสมอ  ดังนั้น หากทั้งชีวิตของเธอจะต้องพบกับความพ่ายแพ้บ้างครั้งสองครั้ง ก็ไม่เห็นจะเป็นไร...ในเมื่อสมองและหัวใจเธอยังดีอยู่ เธอจะกลัวความพ่ายแพ้ไปทำไมกัน
สำหรับชายพิการคนนี้ เขาเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับพวกเราทุกคน  หากแม้นว่าชายคนนี้ยังมีใจร่าเริงได้ ทั้งๆ  ที่ตัวเองพิการไร้มือไร้เท้า แล้วเราจะมีข้อแก้ตัวอันใดมาคร่ำครวญถึงความไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่กันเล่า...
เธอรู้จักใครบ้าง ที่พร่ำบ่นเพราะเขาไม่ได้รับประทานอาหารเช้าอย่างที่เขาต้องการ ใครบ้างที่หงุดหงิดอยู่นั่นแล้วเวลาที่ตนเองเป็นหวัด เวลาที่ไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่น  เวลาที่ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ เวลาที่ไม่พอใจในสิ่งที่เขาเป็น หรือแม้แต่เวลาที่เขาเป็นทุกข์เพราะเรื่องเดิมซ้ำๆ  ซากๆ อยู่ตลอดเวลา...
หากเธอรู้จักคนๆ  นั้น ก็จงเล่าเรื่องชายพิการผู้มีหัวใจร่าเริงให้เขาฟังเถิด
.................จบเรื่องชายพิการผู้มีหัวใจร่าเริง..................

11/12/2556

นิทานสีขาว : แอนโดรเคลสผู้ช่วยด้วยใจเมตตา

แอนโดรเคลสผู้ช่วยด้วยใจเมตตา

นิทานสีขาว
จาก เรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมัยที่กรุงโรมยังรุ่งโรจน์  มีทาสหนุ่มผู้หนึ่งอาศัยอยู่ในกรุงโรม  นามว่า แอนโดรเคลส
แม้จะอยู่ในฐานะของทาสผู้ต่ำต้อย และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบาก แต่แอนโดรเคลสก็เป็นผู้มีจิตใจเมตตายิ่งกว่าคนมั่งมี  อย่างไรก็ตาม นายทาสที่ซื้อแอนโดรแคลสมานั้นเป็นคนใจร้ายและโหดเหี้ยม เขาใช้ให้แอนโดรเคลสทำงานหนักทั้งวันทั้งคืน และโบยตีแอนโดรเคลสด้วยแส้แม้ทำความผิดเพียงเล็กน้อย  ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ความผิดของแอนโดรเคลสก็คือ การทำให้นายของตนรู้สึกขัดหูขัดตาโดยไม่มีสาเหตุเท่านั้น
เมื่อถูกทำร้ายร่างกายและข่มเหงจิตใจมากขึ้น แอนโดรเคลสจึงตัดสินใจหลบหนีออกจากปราสาทของนายในเย็นวันหนึ่ง ทาสหนุ่มหนีเข้าไปในป่า  แล้วเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งตลอดทั้งคืน และผล็อยหลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้น แอนโดรเคลสต้องสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงคำรามดังมาจากปากถ้ำ และเสียงนั้นก็ใกล้เข้ามาทุกทีๆ สักพักสิงโตตัวหนึ่งก็เดินกระโผลกกระเผลกเข้ามาด้วยท่าทางและสีหน้าที่บ่งบอกว่ากำลังเจ็บปวดเป็นกำลัง สิงโตตัวนั้นเห็นแอนโดรเคลสแล้ว  ทว่ามันไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายอะไรกับเขาเลย เพราะตอนนี้มันกำลังทุกข์ทรมานด้วยบาดแผลที่เท้าของมันซึ่งบวมขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด มันส่งเสียงครวญครางอย่างเจ็บปวด ก่อนจะล้มตัวลงนอนตรงมุมหนึ่งของถ้ำและเลียเท้าของมันอย่างน่าสงสาร
แอนโดรเคลสนั้น เมื่อแรกก็รู้สึกกลัวสิงโตจนขวัญหนีดีฝ่ออยู่เหมือนกัน แต่เมื่อได้เห็นความทุกข์ทรมานจากบาดแผลของมันแล้ว  ความกลัวก็หายไปจากหัวใจของเขา บังเกิดเป็นความสงสารจับใจเข้ามาแทนที่  แอนโดรเคลสจึงคลานเข้าไปหาสิงโตอย่างช้าๆ เพื่อไม่ให้สิงโตคิดว่าเขาจะเข้าไปทำร้าย  จากนั้นจึงค่อยๆ สำรวจบาดแผลที่เท้าของมัน
แอนโดรเคลสเจอต้นตอของปัญหาแล้ว มีหนามใหญ่อันหนึ่งตำลึกเข้าไปในเท้าของสิงโตจนทำให้บาดแผลของมันอักเสบ แอนโดรเคลสเห็นดังนั้นจึงค่อยๆ  ดึงหนามออกแล้วทำแผลให้มันโดยใช้สมุนไพรง่ายๆ ที่พอจะหาได้ในบริเวณนั้น
สามวันต่อมา แผลที่เท้าของสิงโตก็หายสนิท และถึงเวลาที่มันต้องกลับไปยังถิ่นพำนักที่แท้จริงของมัน  ก่อนจากกัน เจ้าสิงโตได้เดินเข้าไปเลียมือของแอนโดรเคลสอย่างรักใคร่ แอนโดรเคลสจึงพูดกับมันว่า
          “ไปเถิดเพื่อนรัก มีบ้านของเจ้ารอเจ้าอยู่ที่ไหนสักแห่งใช่ไหมเล่า  รักษาตัวด้วยล่ะ หากข้าไม่ตายเสียก่อนเราคงได้เจอกันอีก”
แล้วสิงโตก็เดินออกจากถ้ำไปด้วยความอาลัย
แม้สิงโตจะไปแล้ว แต่แอนโดรเคลสยังซ่อนตัวอยู่ในถ้ำต่ออีกหลายวัน  เพราะยังไม่วางใจในการล่าของนายตน จนกระทั่งแอนโดรเคลสคิดว่าน่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว เขาจึงออกจากถ้ำแล้วเดินทางหนีต่อไปยังอีกเมืองหนึ่ง
แต่โชคไม่เข้าข้างคนดีมีเมตตาอย่างแอนโดรเคลส เมื่อปรากฏว่านายทาสใจอำมหิตของเขาก็ได้เดินทางมาที่เมืองแห่งนี้ด้วย และพบกับแอนโดรเคลสเข้าในตลาด
          “จับเจ้าทาสทรยศนั้น! มันแอบหนีออกจากปราสาทของข้า”  นายทาสของแอนโดรเคลสตะโกนลั่น และทุกคนก็ช่วยกันจับตัวแอนโดรเคลสไว้
          “คิดว่าจะหนีข้าพ้นเรอะ! เจ้าทาสผู้ต่ำต้อย”  นายทาสพูดอย่างกระโชกโฮกฮาก พร้อมกับตบหน้าของแอนโดรเคลสอย่างแรง
          “หากนายไม่ทำร้ายข้าอย่างโหดเหี้ยม มีหรือข้าจะหนีนายไป”  แอนโดรเคลสกัดฟันโต้ตอบ
          “จะมากไปแล้ว!”  นายทาสผู้มีจิตใจอำมหิตตวาดลั่น  “ข้าซื้อเจ้ามาเป็นทาส เจ้าก็ต้องเป็นทาสรองมือรองเท้าข้า  จะให้ข้าเลี้ยงเจ้าเยี่ยงมิตรสหายรึไง เจ้าหน้าโง่!”
          “ข้าไม่หวังเช่นนั้นดอกนาย ข้ารู้ตัวดีว่าฐานะต่ำต้อย  และยอมรับในฐานะความเป็นทาสของตนเองเสมอ แต่ข้าก็เป็นมนุษย์เช่นท่าน  มีเลือดเนื้อ  มีจิตใจ  มีความรู้สึก ข้าเพียงต้องการให้ท่านปฏิบัติกับข้าเสมือนข้าเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับท่านเท่านั้น”  แอนโดรเคลสพูดอย่างกล้าหาญ ซึ่งทำให้นายของเขารู้สึกโกรธจนหน้าชา
          “ดีแล้ว  เจ้าขี้ข้า! ถ้าเจ้าคิดได้ถึงขนาดนั้น ข้าก็จะพากเจ้าไปพบกับความอำมหิตโหดเหี้ยมยิ่งกว่าที่เจ้าเคยได้รับจากข้า”
ว่าแล้ว นายทาสก็จับตัวเขาส่งเข้าคุกหลวงของกรุงโรม ซึ่งในสมัยนั้นได้มีการบัญญัติโทษสำหรับทาสที่หลบหนีนายทาสอย่างรุนแรง  กล่าวคือ ทาสที่หลบหนีนายของตน  จะต้องถูกจับโยนเข้าไปในสนามประลองที่มีสิงโต โดยมีมีดสั้นด้ามเดียวเป็นอาวุธสำหรับต่อสู้  และรอบๆ สนามประลองนั้นจะมีชาวเมืองซื้อตั๋วเข้ามาชมการประลองอันแสนอำมหิตระหว่างคนกับสิงโตอย่างสนุกสนาน รวมถึงพระราชาและพระราชินีแห่งโรมก็จะเสด็จมาทอดพระเนตรการประลองครั้งนี้ด้วย ซึ่งที่แล้วๆ  มา  การประลองจะสิ้นสุดเมื่อคนถูกสิงโตฆ่าตาย และตกเป็นอาหารอันโอชะของสิงโตเสมอ
ทุกอย่างเป็นไปตามกฎ แอนโรคเคลสถูกส่งตัวไปยังสนามประลองและมีมีดสั้นเล่มเดียวในมือ สักครู่ประตูปล่อยสิงโตก็เปิดออก  สิงโตหิวโซตัวหนึ่งวิ่งออกมาจากประตูบานนั้น และคำรามด้วยความโกรธ  มันมองไปทางแอนโดรเคลส  และวิ่งตรงไปหาเขาทันที ฝูงชนพากันส่งเสียงโห่ร้องอย่างป่าเถื่อนพร้อมกับรอดูภาพแห่งความอำมหิตที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยความตื่นเต้น
แอนโดรเคลสไม่ชอบทำลายชีวิตใคร แต่ในนาทีนี้เขาตกใจมากสัญชาตญาณบอกให้เขาสู้เพื่อการมีชีวิตอยู่ ดังนั้นแอนโดรเคลสจึงเงื้อมีดในมือขึ้น เพื่อป้องกันตนเองจากสิงโตที่หิวโซและแสนดุร้ายตัวนี้

แต่แล้ว  ในขณะที่แอนโดรเคลสกำลังเงื้อมีดขึ้น  จู่ๆ สิงโตตัวนั้นก็หยุดชะงักการมุ่งร้าย  และไม่ส่งเสียงคำรามอันน่าหวาดหวั่นอีก มันเอียงคอมองแอนโดรเคลสอยู่ครู่หนึ่ง  ก่อนจะค่อยๆ  เดินมาหาอย่างช้าๆ แล้วเข้ามาเลียมือเลียเท้าของแอนโดรเคลสอย่างรักใคร่ แอนโดรเคลสจึงจำสิงโตตัวที่เขาเคยช่วยชีวิตไว้ในถ้ำได้ และเข้าไปโอบกอดรอบคอมันด้วยความปีติ
ผู้ชมทั้งหมดในที่นั้นจ้องมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความตกตะลึง พวกเขาคิดว่ามีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น  จึงพากันปรบมือดังสนั่นทั้งสนามประลอง พร้อมทั้งส่งเสียงตะโกนด้วยความยินดี
พระราชาแห่งโรมทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็รับสั่งให้นำตัวแอนโดรเคลสมาเข้าเฝ้าเพื่อตรัสถามความจริงเกี่ยวกับเรื่องราวอันน่าประหลาดนี้
            “เจ้าเป็นใครกันแน่ ใยสิงโตที่แสนดุร้ายตัวนั้นจึงไม่ฆ่าเจ้า  แต่กลับทำเสมือนว่าเจ้าเป็นมิตรกับมัน”  พระราชาตรัสถามแอนโดรเคลสทันทีที่เขามาถึง
          “กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมเป็นเพียงข้าทาสผู้ต่ำต้อยธรรมดาๆ  คนหนึ่งเท่านั้น และที่สิงโตตัวนั้นไม่สังหารกระหม่อม  ก็เพราะเราทั้งสองมีไมตรีต่อกัน”  แอนโดรเคลสตอบ
          “ไมตรีนั้นเกิดขึ้นด้วยสาเหตุใดเล่า" พระราชาตรัสถามด้วยความสงสัยใคร่รู้
             "เกิดขึ้นเมื่อกระหม่อมหลบหนีนายทาสผู้ชอบกระทำทารุณกับกระหม่อมเข้าไปอยู่ในถ้ำ และเห็นมันกำลังเจ็บปวดทรมานเพราะมีหนามตำเท้า กระหม่อมจึงช่วยเอาหนามออกและหายามารักษาให้  จนเท้าของมันหายดีเป็นปกติ จากนั้นเราทั้งสองจึงแยกทางกันพระย่ะค่ะ”  แอนโดรเคลสตอบ  คำตอบของเขาทำให้พระราชา พระราชินี และข้าบริพารในบริเวณนั้นส่งเสียงอุทานพร้อมกันด้วยความทึ่งในความกล้าหาญเกินมนุษย์ของเขา
          “แล้วเจ้าไม่กลัวหรือ...สิงโตตัวนั้นกำลังบาดเจ็บ มันอาจหงุดหงิดจนขย้ำเจ้าก็ได้”  พระราชาตรัสถามอีก
          “ไม่เลยฝ่าบาท”  แอนโดรเคลสตอบ  “ในเวลานั้นกระหม่อมได้รับการทำร้ายจากนายมาเป็นเวลานาน จนแทบจะไม่เข้าใจคำว่าการมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว เมื่อกระหม่อมเห็นสิงโตกำลังทุกข์ทรมาน  กระหม่อมจึงรู้สึกสงสารมันมาก และคิดว่าจะยอมตายโดยได้ช่วยเหลือสิงโต  ดีกว่ากลับไปเป็นทาสของนายผู้เหี้ยมโหด ที่ทำราวกับว่ากระหม่อมมิได้มีค่าพอที่เกิดมาเป็นมนุษย์ตลอดชีวิตพระย่ะค่ะ”
พระราชาแห่งโรมรู้สึกพอพระทัยในคำตอบของแอนโดรเคลสมาก จึงทรงลุกขึ้นรับสั่งประกาศต่อฝูงชนในที่นั้นว่า
          “เราขอประกาศให้ทุกคนรู้ นับจากนี้หนุ่มน้อยแอนโดรเคลสจะไม่เป็นทาสอีกต่อไป ข้าขอสั่งให้นายของแอนโดรเคลสปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระ แอนโดรเคลสจะเป็นไทแก่ตนนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป!”
สิ้นเสียงรับสั่ง ชาวเมืองทุกคนในที่นั้นก็พากันโห่ร้องแสดงความยินดีให้แก่แอนโดรเคลส ชายหนุ่มผู้หาญช่วยสิงโตดุร้ายด้วยใจเมตตา

...................เธอทั้งหลาย....................
การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยใจเมตตานั้นเป็นเรื่องดีมาก เชื่อว่าเธอหลายคน ก็ชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่แล้วใช่ไหม...แต่อยากให้เธอลองทำสิ่งที่ยากกว่านั้นอีกสักหน่อย นั่นคือ  มอบโอกาสช่วยเหลือเจือจุนคนที่เธอคิดว่าเขาเป็นคนร้ายกาจอย่างที่สุด นี่คือการทำความดีที่ยากขึ้นอีกขั้น  และไม่ใคร่มีใครทำนัก  ดังนั้นถ้าเธอทำได้ เธอก็เป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐอย่างที่สุดแล้ว
เธอเอ๋ย...คนร้ายกาจนั้น อาจมีเหตุผลลึกๆ  บางประการที่ทำให้เขาต้องแสดงความร้ายกาจออกมา ซึ่งเราเองก็ยากที่จะเข้าใจ แต่มีคนร้ายกาจหลายคนทีเดียวที่เขาต้องร้ายกาจเพราะเขาไม่เคยได้รู้จักกับความรักและความเมตตา ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าควรจะทำดีกับผู้อื่นอย่างไร เพราะไม่มีใครเคยทำดีกับเขามาก่อน
ดูอย่างเรื่องของแอนโดรเคลสและสิงโตตัวนี้อย่างไรเล่า เธอคิดว่าถ้าคนทั่วๆ  ไปเดินเข้าไปเจอสิงโตนอนเจ็บปวดอยู่ในป่า เขาจะทำอย่างไร...หลายคนคงรีบวิ่งหนีเพราะกลัวว่าสิงโตจะทำร้าย  ทั้งๆ ที่มันกำลังเจ็บทรมาน  แต่บางคนฉวยโอกาสตอนที่มันกำลังอ่อนแอนี้ สังหารมันเพื่อความปลอดภัยของตัวเองด้วยซ้ำ จะมีสักกี่คนที่กล้าเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยสิงโตเพราะมีความเมตตาสงสารเกิดขึ้นมากกว่าความหวาดกลัวอย่างแอนโดรเคลส ด้วยเหตุนี้  เมื่อแอนโดรเคลสมีบุญคุณต่อสิงโต  สิงโตจึงตอบแทนบุญคุณแอนโดรเคลส โดยไม่เพียงแต่ไม่ฆ่าเขาในสนามประลองเท่านั้น หากแต่ยังปลดปล่อยเขาให้ไปสู่อิสรภาพให้หลุดพ้นจากความเป็นทาสอีกด้วย
อย่าช่วยคนเพราะหวังผลเลยเธอ แม้แต่การช่วยคนร้ายกาจ ก็อย่าได้คาดหวังว่าเขาจะกลายเป็นคนดีเพราะน้ำใจที่เธอหยิบยื่นให้แก่ขา จงช่วยคนเพราะนั่นทำให้เธอสบายใจก็พอ  แต่เมื่อไรก็ตามที่เธอช่วยคนร้ายกาจ แล้วเขาทำในสิ่งที่เธอคาดไม่ถึง  นั่นคือ การทำดีอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อตอบแทนน้ำใจของเธอ  เธอก็จงดีใจเถิดว่า เธอได้หยิบยื่นตะเกียงส่องทางแห่งความดีให้แก่เขาแล้ว เขาอาจจะรับมันมาเพียงเพื่อการดูเล่นแล้วก็ขว้างทิ้งไป หรืออาจจะนำมาส่องทางเดินของตนเองไปตลอดชีวิต...นั่นก็เป็นเรื่องของเขา...แต่ถ้าเป็นอย่างหลัง เธอไม่ดีใจหรือ  ที่เธอเป็นแรงบันดาลใจให้คนร้ายกาจคนหนึ่งกลับตัวเป็นคนดีได้ เธอไม่ดีใจหรือ ที่ความเมตตาของเธอทำให้โลกของเรามีคนดีเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน...เธอไม่ดีใจหรือ?                  .................จบเรื่องแอนโดรเคลสผู้ช่วยด้วยใจเมตตา.............. สุขไม่เที่ยง ยึดถือแล้วเป็นทุกข์

Popular Posts

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top