10/09/2556

นิทานสีขาว เจ้าของโรงสี บุตรชาย และลาชั้นดี

01:11

เจ้าของโรงสี บุตรชาย  และลาชั้นดี
นานมาแล้ว  ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง  มีเจ้าของโรงสีผู้เป็นพ่อ อาศัยอยู่กับบุตรชายวัยแปดขวบในที่ดินผืนเล็กๆ  ของตน สองคนพ่อลูกอยู่กันอย่างพอมีพอกิน แต่ถือว่ามีความสุขดีมาก
วันหนึ่ง เจ้าของโรงสีผู้เป็นพ่อเกิดความคิดว่า ตนน่าจะขยายขนาดของโรงสีให้ใหญ่โตขึ้นอีกสักหน่อย จึงบอกแก่บุตรชายว่า
            “พรุ่งนี้ลูกต้องตื่นแต่เช้านะ พ่อจะนำลาของเราไปขายในเมืองสักหนึ่งตัว  เพื่อนำเงินมาลงทุนขยับขยายโรงสี  ใครๆ ก็พูดว่าลาของเรานั้นมีแรงดี  เพราะฉะนั้นพ่อคิดว่า เราน่าจะขายลาได้ราคาดีทีเดียวล่ะ”
เช้าวันต่อมา สองพ่อลูกจึงต้อนลาเดินทางเข้าเมืองแต่เช้าตรู่ เขากับบุตรชายช่วยกันต้อนลาอย่างทะนุถนอม  ด้วยกลัวว่า หากลาบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยระหว่างเดินทาง อาจทำให้เสียราคาได้
เมื่อเดินมาได้ไม่ไกลนัก ก็ปรากฏหญิงสาวที่เพิ่งกลับมาจากในเมืองกลุ่มหนึ่งเดินสวนมาพอดี หญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่มนั้นเห็นพ่อกับบุตรชายช่วยกันต้อนลาให้เดินไป  ก็หัวเราะขึ้น พร้อมกับพูดกับเพื่อนๆ  ของหล่อนว่า
           “ดูนั่นซี พวกเธอเคยเห็นใครที่โง่ขนาดนั้นไหม  พวกเขาช่วยกันต้อนลา ในขณะที่ตัวเองต้องเดินไปเอง  ทั้งๆ ที่พอจะขี่มันได้แท้ๆ”
เจ้าของโรงสีเมื่อได้ยินถ้อยคำเช่นนี้ ก็รู้สึกอับอาย  จึงหันไปบอกบุตรชายว่า
           “ลูกเอ๋ย ขึ้นมาขี่ลาเถอะเดี๋ยวจะมีคนว่าเราว่าโง่อีก”
เจ้าของโรงสีช่วยอุ้มบุตรชายนั่งบนหลังลา จากนั้นเขาก็เดินเคียงไปข้างๆ ด้วยความรู้สึกที่สบายใจขึ้น
เดินมาได้สักครู่ เจ้าของโรงสีก็สวนทางกับสุภาพบุรุษสูงอายุกลุ่มหนึ่ง เมื่อเห็นเจ้าของโรงสีเดินเคียงกับลาโดยมีบุตรชายนั่งอยู่บนหลังลาเช่นนั้น พวกสุภาพบุรุษสูงอายุก็หันไปวิพากษ์วิจารณ์กันในกลุ่มว่า
           “นั่นปะไร...เห็นไหมล่ะท่าน นี่แหละคือเครื่องพิสูจน์ในเรื่องที่ข้าพเจ้าเคยพูดเอาไว้ ทุกวันนี้ไม่มีใครสนใจไยดีอะไรกับคนแก่นักหรอก ดูเจ้าเด็กนั้นสิมันช่างขี้เกียจจนน่าตำหนินัก  มีอย่างที่ไหน ตัวเองเป็นลูกแต่กลับขึ้นขี่ลาสบายใจแล้วปล่อยให้พ่อเดินตามอย่างนั้น...ข้าพเจ้าเห็นแล้วทนไม่ได้จริงๆ”  แล้วเขาก็หันไปต่อว่าบุตรชายของเจ้าของโรงสีอย่างดุดัน
           “ลงมาเดี๋ยวนี้นะ เจ้าเด็กถ่อย! ให้พ่อของเจ้าได้พักแข้งพักขาที่เมื่อยล้าเสียบ้างสิ”
เจ้าของโรงสีได้ฟังดังนั้นก็รีบบอกให้บุตรชายลงมาจากหลังลา ส่วนตนเองก็ขึ้นขี่แทนที่
เดินมาได้สักครู่ ก็พบกับกลุ่มของผู้หญิงละเด็ก คราวนี้มีเสียงหลานเสียงประณามขึ้นมาว่า
           “คนแก่เห็นแก่ตัว! ตัวเองขี่ลาสบายใจ  แล้วปล่อยให้เด็กตัวเล็กขนาดนั้นเดินไปได้อย่างไรนะ แย่ที่สุดเลย”
เจ้าของโรงสีได้ฟังดังนั้น ก็ให้บุตรชายขึ้นมานั่งบนหลังตน แล้วออกเดินทางต่อไป
เมื่อคนทั้งสองเดินทางมาจนใกล้ถึงเขตเมือง ก็มีชายแปลกหน้าคนหนึ่งเดินเข้ามาขวางทางไว้ พร้อมกับถามเจ้าของโรงสีว่า
          “ขอโทษที่ต้องทำให้ท่านเสียเวลา แต่ข้าพเจ้ามีเรื่องข้องใจเรื่องหนึ่ง อยากกล่าวถามท่านสักหน่อย”
          “เชิญท่านกล่าวมาได้เลย”  เจ้าของโรงสีตอบรับไมตรี
          “ไม่ทราบว่า  ลาตัวนี้เป็นของท่านจริงๆ หรือ”  ชายแปลกหน้าถาม
          “ถูกแล้ว”  เจ้าของโรงสีตอบ
          “จริงรึ!”  ชายแปลกหน้าอุทานเสียงลั่น  “เป็นการยากจริงๆ  ที่จะเชื่อเช่นนั้น”

          “ทำไมเล่าท่าน”  เจ้าของโรงสีเริ่มกังวล เห็นทีว่าเขาคงทำอะไรกับลาตัวนี้ผิดไปสักอย่าง
          “เพราะคงไม่มีเจ้าของที่แท้จริงคนใด กล้าใช้งานลาของเขาหนักเช่นนี้หรอก”  ชายแปลหน้าบอก
         “อย่างนั้นข้าพเจ้าควรทำเช่นใด จึงจะเหมือนเจ้าของลาที่แท้จริง”  เจ้าของโรงสีถามอย่างทุกข์ใจ
         “ท่านก็อย่าใช้งานมันหนักนักสิ และหากท่านเป็นเจ้าของลาจริง  ท่านและบุตรชายของท่านคงช่วยกันแบกลาตัวนี้เสีย มากกว่าที่จะให้มันต้องแบกพวกท่านอยู่อย่างนั้น”  ชายแปลกหน้าแนะนำ
เจ้าของโรงสีทำหน้ายุ่งยากใจอยู่ประเดี๋ยว ก่อนจะตอบว่า
         “เอาล่ะ  เพื่อให้เป็นที่พอใจของท่าน ข้าพเจ้าจะพยายาม”
ดังนั้นเจ้าของโรงสีจึงบอกให้บุตรชายไปหาเชือกมาหนึ่งขด แล้วเอามามัดที่ขาคู่หน้าและหลังของลา ส่วนตัวเขาก็หาท่อนไม้ในบริเวณนั้นสอดเข้าไปในช่องระหว่างขาทั้งสองคู่ของลาที่ถูกมัด จากนั้น  สองพ่อลูกก็ช่วยกันยกไม้ที่สอดร่างของลาขึ้น แล้วแบกลาเข้าไปขายต่อในเมือง

สภาพคนสองคน  และลาหนึ่งตัวในตอนนี้นั้น เรียกได้ว่าพิลึกพิลั่นเป็นที่สุด  แต่เจ้าของโรงสียังไม่รู้ตัว และคิดว่าเขาได้ทำสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว จนกระทั่งเมื่อต้องเดินข้ามสะพานไปนั้นเอง...
ตรงสะพานนั้นมีชาวบ้านสัญจรไปมามากมาย ดังนั้นเมื่อทุกคนเห็นเจ้าของโรงสีและบุตรชายหามลาเดินอยู่ในสภาพประหลาดเช่นนั้น จึงพากันชี้ชวนให้ดูเป็นที่ขบขัน หลายคนถึงขนาดวิ่งตามไปดูและส่งเสียงหัวเราะเกรียวกราว
ลาเป็นสัตว์ที่ไม่ชอบเสียงเอะอะอยู่แล้วโดยธรรมชาติ อีกทั้งตนก็กำลังตกอยู่ในสภาพลำบากทุลักทุเล มันจึงออกแรงดิ้นจนเชือกขาดและพลัดตกลงไปในแม่น้ำ เจ้าของโรงสีได้แต่มองดูสายน้ำที่เชี่ยวกรากพัดพาลาของตนหายลับไปจากสายตา โดยที่ไม่สามารถช่วยอะไรมันได้เลย
           “ถ้าเราเดินมากับลาอย่างตอนแรก ไม่ต้องเชื่อคำใคร  ป่านนี้เราคงนำลาไปขายในเมืองได้แล้วนะจ้ะพ่อ”  บุตรชายเจ้าของโรงสีกล่าวอย่างไร้เดียงสา ซึ่งทำให้เจ้าของโรงสีรู้สึกละอายใจและสำนึกได้ เขากล่าวแก่บุตรชายว่า
           “ใช่แล้วลูก เป็นเพราะพ่อไม่มีความหนักแน่นในความคิดของตนเอง เราจึงไม่ได้ขายลาอย่างที่ตั้งใจไว้ อย่างนี้โรงสีของเราก็ขยับขยายไปมากกว่านี้ไม่ได้  ซ้ำร้ายเรายังต้องสูญเสียลา ซึ่งเป็นสมบัติสำคัญของเราไปอีกด้วย”
.....................เธอทั้งหลาย...........................
การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เป็นเรื่องดีแน่แท้ทีเดียว  แต่การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น กับการยอมทำตามความคิดเห็นของทุกคน ย่อมเป็นคนละเรื่องกัน
เมื่อเธอมุ่งมั่นว่าจะทำสิ่งใดแล้ว เธอย่อมมีจุดหมายเป็นของตนเองและมีวิธีที่จะไปให้ถึงจุดหมายนั้นอยู่แล้วภายในใจ แต่บางครั้ง  เธอก็จำเป็นต้องเปิดใจรับฟังคำติติง หรือข้อแนะนำของคนที่มีประสบการณ์มากกว่ามาใคร่ครวญดูบ้างอย่างมีเหตุผล ประสบการณ์ของเขาอาจช่วยเกื้อหนุนความคิดของเธอ และทำให้งานชิ้นนั้นสำเร็จเร็วขึ้น หรือประสบการณ์ของเขาอาจจะไม่มีประโยชน์อะไรกับงานของเธอเลยก็ได้...ทั้งสองประการนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ดังนั้น  ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม  เธอจะต้องมีวิจารณญาณในการรับฟังให้มาก ก่อนจะนำมาปรับใช้กับตนเอง
จำไว้เถิดว่า การทำอะไรก็ตามเพื่อให้ออกมาเป็นที่พอใจแก่คนทุกคนนั้น  ไม่มีทางเป็นไปได้ และสิ่งๆ   นั้นก็มักจะไม่ประสบความสำเร็จหรอก  ยิ่งไปกว่านั้น ก็อาจจะทำให้เธอต้องสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดไปอย่างน่าเศร้าอีกด้วย
              .................จบเรื่องเจ้าของโรงสี  บุตรชาย และลาชั้นดี..................

Written by

We are Creative Blogger Theme Wavers which provides user friendly, effective and easy to use themes. Each support has free and providing HD support screen casting.

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top