10/24/2556

นิทานสีขาว คำพูดของเสือน้อย

นิทานสีขาว  คำพูดของเสือน้อย


เสือน้อยกับเจ้าลิงจอมซนเป็นเพื่อนนักเรียนในโรงเรียนป่าใหญ่ เมื่อถึงเวลาปิดเทอม  เสือน้อยกับเจ้าลิงซึ่งสนิทกันมากได้มานั่งคุยกันว่า จะพากันไปเที่ยวที่ไหนดี
             “ฉันอยากไปชายทะเลจัง”  เสือน้อยว่า พร้อมกับทำหน้าเหม่อลอยคิดวาดภาพน้ำทะเลและท้องฟ้าสีครามไปด้วย
          “ก็ดีนะ ฉันเองก็ไม่เคยเห็นน้ำทะเลของจริงเหมือนกัน  ได้แต่ฟังพ่อเล่าเท่านั้น พ่อของฉันบอกว่า  น้ำทะเลน่ะเค็มมากๆ  เลย  ไม่รู้จริงอ๊ะเปล่า”  เจ้าลิงพูดพลางหาวอย่างเกียจคร้าน
          “จริงหรอ ยิ่งฟังยิ่งอยากไปจัง  แต่พ่อเสือใหญ่ของฉันไม่ค่อยว่างเลยน่ะสิ คงไม่มีเวลาพาฉันไปแน่เลย”  เสือน้อยบ่นกระปอดกระแปด
          “ก็ไปกันสองคนสิ  เธอกับฉันไง”  เจ้าลิงเสนอขึ้นมาทันที
          “แต่...เธอรู้ทางหรอ  เจ้าลิง ทะเลน่ะอยู่ไกลจากป่าของเรามากเหมือนกันนะ”  เสือน้อยถามเจ้าลิงเพื่อนรัก
          “รู้ซี่”  เจ้าลิงลากเสียงยาว  “ฉันเคยนั่งรถผ่านทางไปทะเลด้วย แล้วจะถามพ่อลิงให้แน่ใจอีกทีก็ได้”
          “แต่เรายังเด็กมาก พ่อแม่ของเราจะให้เราไปกันตามลำพังหรือ”  เสือน้อยยังคงไม่แน่ใจเท่าไรนัก
          “ไม่ลองก็ไม่รู้หรอกน่า”  ลิงลมว่า
แล้วทั้งสองก็กลับบ้านไปบอกแผนเที่ยวทะเลให้พ่อกับแม่ทราบ พ่อแม่ของเสือน้อยจึงพาเสือน้อยมาที่บ้านของเจ้าลิง เพื่อปรึกษากับพ่อแม่ของเจ้าลิง
          “จริงๆ  เราก็สงสารลูก เพราะไม่เคยพาแกไปเที่ยวไหนมานานแล้ว  แต่ก็เป็นห่วงถ้าจะปล่อยให้ไปกันเอง”  แม่เสือกล่าวขึ้นก่อนใคร
          “ฉันก็เหมือนกัน เป็นห่วงเจ้าลูกจอมซนนี้จริงๆ กลัวว่าถ้าปล่อยให้ไปไหนเองแล้วจะเล่นซนไม่เข้าเรื่อง  ทำให้พ่อแม่ต้องปวดหัวอีก”  แม่ลิงว่า  พลางส่งสายตาดุๆ  ไปทางลิงผู้เป็นลูก ซึ่งเจ้าลิงก็รีบพูดขึ้นมาทันทีว่า
          “โธ่แม่จ๋า  ลูกน่ะโตแล้วนะ ไม่เล่นซนอะไรแบบนั้นอีกแล้วล่ะ”
          “จริงอย่างลิงน้อยว่านะ”  พ่อเสือพูดขึ้นหลังนิ่งฟังอยู่นาน  “ลูกๆ  ของเราก็โตขึ้นมากแล้ว คงพอจะดูแลตัวเองได้  อีกอย่างทั้งสองก็ไปด้วยกัน คงไม่เป็นไรหรอก”
          “ถ้าพ่อเสือคิดอย่างนั้น  ฉันก็เห็นด้วยจ้ะ แต่ต้องไปเช้าเย็นกลับนะ”  แม่เสือหันไปบอกเสือน้อยกับเจ้าลิงด้วยท่าทางขึงขัง ซึ่งเสือน้อยและเจ้าลิงก็รีบพยักหน้ารับคำทันที
เมื่อพ่อเสือและแม่เสืออนุญาตให้เสือน้อยไปเที่ยวทะเลได้ พ่อลิงกับแม่ลิงก็ยอมให้เจ้าลิงไปด้วยเช่นกัน โดยพ่อลิงได้บอกเส้นทางที่จะไปทะเลให้เด็กทั้งสองรู้  และพาไปขึ้นรถที่ท่ารถ พร้อมทั้งกำชับว่า
          “รถสายนี้จะหมดตอนสี่โมงเย็น อย่าเล่นน้ำทะเลกันเพลินจนลืมเวลาล่ะ  เราไว้ใจลูกทั้งสองนะ”  พ่อลิงกำชับ
          “ไม่ต้องห่วงน่า  พ่อจ๋า”  เจ้าลิงพูดหน้าทะเล้น  “พอสี่โมงเย็นปุ๊บ ฉันจะพาเสือน้อยมาขึ้นรถกลับบ้านปั๊บเลย”
          “ไม่ได้ๆ”  พ่อลิงร้องลั่น  “รถหมดสี่โมงเย็น  เจ้าก็ต้องเผื่อเวลาสักครึ่งชั่วโมงมายืนรอรถ ไม่อย่างนั้นจะตกรถและไม่มีรถกลับบ้าน เข้าใจไหม”
เสือน้อยกลัวว่าพ่อลิงจะลังเลและไม่ให้พวกเขาไป จึงรีบรับคำว่าจะทำตามนั้น แล้วทั้งสองจึงขึ้นรถไปเที่ยวทะเลด้วยความเบิกบานใจเป็นที่สุด
เมื่อเสือน้อยละเจ้าลิงไปถึงทะเลแล้ว ทั้งสองก็ลิงโลดกันมาก  ต่างวิ่งลงไปเล่นน้ำทะเลอย่างสนุกสนาน  ว่ายน้ำบ้าง จับปลาบ้าง  ดูรูปูบ้าง  ก่อปราสาททรายบ้าง จากนั้นก็ไปพักรับประทานอาหารในร้านคุณโลมา  แล้วลงก็ไปว่ายน้ำเล่นอีก ก่อกองทรายใหม่ และนอนแผ่หราบนชายหาดเพื่อรับลมทะเลอย่างสดชื่น
นอกจากนั้น ในยามบ่าย  เสือน้อยและเจ้าลิงยังได้รู้จักกับเพื่อนๆ สัตว์มากมายที่มาเที่ยวทะเลด้วย สัตว์เหล่านี้ชวนเสือน้อยและเจ้าลิงเล่นฟุตบอลด้วยกันที่ชายหาด ทั้งสองก็ตกปากรับคำโดยทันที และเข้าไปรวมกลุ่มเล่นกับเพื่อนใหม่อย่างสนุกสนาน
เวลาผ่านไปไม่นาน เสือน้อยสังเกตเห็นผู้คนต่างเริ่มทยอยกันออกไปจากชายหาด เขาจึงก้มลงมองดูนาฬิกาข้อมือ จึงพบว่าตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสามโมงครึ่งแล้ว
          “เราต้องไปรอรถกลับบ้านแล้วนะเพื่อน นี่มันบ่ายสามโมงครึ่งแล้ว”  เสือน้อยวิ่งไปบอกเจ้าลิง แต่ดูเหมือนว่าเจ้าลิงจะเล่นเพลินจนไม่สนใจอะไรอีกแล้ว
          “ขออีกนิดน่า กำลังสนุกเลย”  เจ้าลิงว่า แล้ววิ่งไปแตะฟุตบอลที่เพื่อนแตะส่งมาให้
เสือน้อยออกจากวงฟุตบอลมาเก็บข้าวของของตนใส่กระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้าน หันไปมองเจ้าลิงที่ยังไม่ยอมเลิกเล่นง่ายๆ เสือน้อยจึงช่วยเก็บของให้เจ้าลิงด้วย
ใกล้จะสี่โมงเย็น  รถกำลังจะหมดอยู่แล้ว แต่เจ้าลิงยังไม่มีทีท่าว่าจะเลิกเล่นกับเพื่อนๆ  แต่อย่างใด เสือน้อยรู้สึกกระวนกระวายใจ จึงเดินเข้าไปตามเจ้าลิงอีก
          “กลับเถอะเพื่อน นี่จะสี่โมงเย็นแล้วนะ”  เสือน้อยบอกเจ้าลิง เขาต้องคอยเร่งฝีเท้าตามเจ้าลิงซึ่งกำลังวิ่งไล่ฟุตบอลอย่างเอาเป็นเอาตายไปด้วย
          “เดี๋ยวเดียวน่า”  เจ้าลิงพูดส่งๆ
          “เดี๋ยวไม่ได้อีกแล้วนะ  รถจะหมดอยู่แล้ว”  เสือน้อยบอกอย่างเป็นกังวล
          “โธ่!  ฉันกำลังสนุกอยู่นะ นายไม่เห็นหรือ”  เจ้าลิงร้องอย่างรำคาญ
          “สนุกแค่ไหนนายก็ต้องเลิกแล้วล่ะ เพราะเราต้องกลับให้ทันรถเที่ยวสุดท้าย  จำที่สัญญาไว้กับพ่อแม่ไม่ได้หรือ”  เสือน้อยเตือนสติเจ้าลิง  เพื่อนสัตว์ตัวอื่นๆ  เห็นว่าเสือน้อยรบกวนสมาธิเจ้าลิง ทำให้เจ้าลิงเล่นได้ไม่ดีเท่าที่ควร จึงพากันมาต่อว่าเสือน้อย
          “เอาอย่างนี้แล้วกัน  ฉันมากับพ่อ เดี๋ยวให้พ่อขับรถไปส่งพวกนายที่บ้านก็ได้  ทีนี้จะเล่นกันต่อได้รึยัง”  หมีอ้วนพูดตัดปัญหา  เจ้าลิงดีใจที่มีทางออกให้ตัวเองได้เล่นสนุกต่อ แต่เสือน้อยคิดว่านี่ไม่ใช่การกระทำที่ถูกต้อง
          “สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าจะมีใครไปส่งเราหรือไม่ แต่อยู่ที่การรักษาคำพูดต่างหาก  ลิงน้อยเพื่อนรัก ฉันกับเธอได้ให้สัญญากับพ่อและแม่ของเราว่าจะกลับให้ทันรถเที่ยวสุดท้าย เราก็ต้องทำตามนั้นโดยไม่มีเงื่อนไข  พวกท่านอุตส่าห์ไว้ใจให้เรามาเที่ยวกันแล้ว เราก็ไม่ควรทำลายความไว้ใจนั้น  แล้วทำให้พวกท่านผิดหวัง”  เสือน้อยเตือนสติเจ้าลิง
          “หยุดพูดทีเถอะน่า!”  เพื่อนสัตว์ตัวอื่นๆ  ร้องอย่างหงุดหงิด  “เจ้าลิงอยากเล่นก็ปล่อยเขาไปสิ หากนายอยากจะกลับ นายก็กลับไปคนเดียวเลยไป”
อย่างไรเจ้าเสือก็ยังเป็นเพื่อนรักของเจ้าลิง เจ้าลิงรู้สึกสงสารเสือน้อยที่โดนรุมว่าและไม่อยากให้เขากลับคนเดียว แต่ตัวเองยังอยากอยู่เล่นต่อจึงบอกแก่เสือน้อยว่า
          “รอกลับด้วยกันเถอะน่า เสือน้อย  นี่ก็ใกล้สี่โมงเย็นอยู่แล้ว กว่าจะเดินออกไปถึงถนนก็ไม่แน่ว่าจะทันรถเที่ยวสุดท้ายหรือเปล่า”
แต่เสือน้อยยึดมั่นในคำพูดที่ให้ไว้กับผู้ใหญ่ เขากล่าวแก่เจ้าลิงว่า
          “ไม่ละเพื่อน ฉันไม่อยากให้พ่อกับแม่ไม่เชื่อใจฉันอีกต่อไป  ฉันต้องรักษาคำพูดของตัวเอง ถ้าเพื่อนไม่กลับก็ไม่เป็นไร แต่ฉันคงต้องกลับแล้วล่ะ”
          “แล้วถ้าไม่มีรถล่ะ”  เจ้าลิงถาม
          “ไม่มีก็ไม่เป็นไร  ฉันจะเดินกลับบ้านเอง อาจจะถึงช้าแต่ก็ดีกว่าอยู่เล่นต่อแล้วผิดคำพูดที่ให้ไว้กับพ่อและแม่”  เสือน้อยตอบเจ้าลิง ก่อนจะเดินจากไป
เป็นจริงดังที่เจ้าลิงสันนิษฐาน รถเที่ยวสุดท้ายออกไปแล้ว  เมื่อเสือน้อยวิ่งมาถึงถนน เขารู้สึกใจคอห่อเหี่ยวและสิ้นความหวัง
          ‘เอาเถอะ  เดินก็เดิน ถึงทางจะไกลและอาจจะถึงบ้านเมื่อมืดมากแล้ว  แต่ก็ยังดีกว่าผิดคำพูด พ่อกับแม่คงเข้าใจเรา’  เสือน้อยคิด แล้วปลุกแรงใจให้ฮึดสู้อีกครั้ง
ระยะทางที่เดินด้วยเท้านั้นยาวไกลผิดจากตอนที่นั่งรถมามากทีเดียว เสือน้อยรู้สึกเมื่อยล้าสุดบรรยาย  และตอนนั้นก็ค่ำมากแล้ว แต่เสือน้อยก็ยังเดินไปไม่ถึงไหนสักที
          “เราต้องกลับให้ถึงบ้าน เราต้องกลับให้ถึงบ้าน”  เสือน้อยพูดกับตัวเอง แล้วทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงแตรรถยนต์ เสือน้อยแหงนหน้าขึ้นมองพบว่าเป็นรถของพ่อเจ้าลิงนั่นเอง
          “ขึ้นมาสิเสือน้อย เดี๋ยวเราจะได้ไปรับเจ้าลิงกัน น้ารู้เรื่องที่เจ้าลิงลูกจอมดื้อของน้าหมดแล้วล่ะ”  พ่อลิงว่า
          “น้าลิงรู้ได้ยังไงกันครับ”  เสือน้อยถามด้วยความแปลกใจ  เมื่อขึ้นมานั่งบนรถ
พ่อลิงยิ้ม ก่อนจะตอบว่า  “คุณโลมาเจ้าของร้านอาหารเป็นเพื่อนกับน้าเอง เขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด  เลยเขียนจดหมายฝากคนขับรถประจำทางมาบอกน้า พ่อกับแม่ของเสือน้อยก็รู้เรื่องแล้วเหมือนกันนะ”
          “พ่อกับแม่เสือโกรธผมมากไหมครับ”  เสือน้อยถามเสียงอ่อย
          “ไม่หรอก พวกเขาเข้าใจดีว่าเสือน้อยไม่อยากทิ้งเจ้าลิง  เลยต้องตกรถ แต่เสือน้อยก็รักษาคำพูด  อุตส่าห์เดินกลับบ้านทั้งที่ระยะทางก็ไกลซะขนาดนี้ เสือน้อยไม่ได้ตั้งใจจะมาไม่ทันรถ  อย่างนี้ใครจะโกรธลงล่ะ แต่สำหรับเจ้าลิงดื้อลูกของน้านั้น  เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”  พ่อลิงดูท่าทางขึงขังขึ้นในตอนท้าย
          “น้าลิงจะทำอะไรลิงน้อยหรือครับ”  เสือน้อยเป็นห่วงเพื่อน
          “รู้ไหมว่าแม่ของเจ้าลิงน่ะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟทีเดียว บอกว่าจะไม่ยอมเชื่อคำพูดใดๆ  ของเจ้าลิงอีกแล้ว น้าว่านี่เป็นการทำโทษที่สาสมที่สุดสำหรับผู้ไม่รักษาคำพูดแล้วล่ะนะ”
เสือน้อยฟังคำตอบของพ่อลิงแล้วดีใจที่ตนเองรักษาคำพูดที่ให้ไว้กับพ่อและแม่ เขาคงไม่มีความสุขถ้าต้องกลายเป็นผู้ที่ไม่มีใครเชื่อถือ เขาไม่อยากมีชีวิตแบบนั้น ความไว้ใจจากคนอื่นทำให้เสือน้อยรู้สึกว่าตนเองเป็นเด็กดีที่ใครๆ  ก็ต้องการ และยังสร้างความภาคภูมิใจให้พ่อกับแม่อีกด้วย
หลังกลับจากทะเลวันนั้น เสือน้อยก็ไม่ค่อยได้พบหน้าค่าตาของเจ้าลิงเพื่อนรักสักเท่าไร ถ้าอยากเล่นกันเสือน้อยก็ต้องไปหาเจ้าลิงที่บ้าน  แต่ก็ชวนออกมาเล่นนอกบ้านไม่ได้ เพราะแม่ของเจ้าลิงยังโกรธเจ้าลิงมากอยู่ เธอสั่งกักบริเวณลูกชายจอมซนให้อยู่แต่ในบ้านตลอดเทอม ห้าแม้แม่ยื่นหน้าออกไปนอกหน้าต่าง เสือน้อยรู้ว่าเจ้าลิงที่ชอบวิ่งเล่นเป็นชีวิตจิตใจต้องทุกข์ทรมานเพียงไรเมื่อตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้  เพราะเจ้าลิงได้ผิดคำพูดจนทำให้แม่ของเขาเกิดความระแวง และไม่เชื่อคำพูดของลูกชายตนเองอีกต่อไป


...............เธอทั้งหลาย................
การรักษาคำพูดนั้นสำคัญมาก เพราะคนรอบข้างมักจะตีค่าเราด้วยสิ่งนี้อยู่เสมอ โดยเฉพาะผู้ที่เธอต้องทำงานร่วมกับเขา  หากเธอเป็นคนพูดส่งเดช  ละทิ้งคำพูด และไม่รักษาคุณค่าของเรื่องที่ตนพูดออกมาแล้ว ใครจะอยากเสี่ยงมาร่วมงานกับคนดีแต่พูดอย่างเธอกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นลูกน้องของใครสักคนหนึ่ง เจ้านายของเธอคงไม่อยากมอบหมายงานชิ้นสำคัญให้เธอทำเท่าไรนักหรอก เพราะแม้เธอจะรับคำด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นว่า  ”ฉันทำได้”  แต่เขาก็ยังมองไม่เห็นอนาคตของงานชิ้นนี้อยู่ดี สุดท้ายเขาจึงไม่ให้เธอแตะต้องงานดังกล่าว แล้วเธอก็หมดโอกาสก้าวหน้าไปอีกขั้น...น่าเจ็บปวดไหม
คิดดีๆ ก่อนจะหลุดคำมั่นใดๆ  ออกไป  และเมื่อพูดออกไปแล้ว เธอก็ต้องรักษาคำพูดนั้นไว้ให้จงได้ เพราะเมื่อไรที่เธอไม่รักษาคำพูดแม้เพียงหนึ่งครั้ง  สำหรับคนบางคน นั่นอาจเป็นความเชื่อใจเพียงครั้งเดียวที่เธอจะได้รับจากเขาทั้งชีวิต
                                  ..............จบเรื่องคำพูดของเสือน้อย...............

10/15/2556

นิทานสีขาว : คนโลภกับคนขี้อิจฉา

นิทานสีขาว

คนโลภกับคนขี้อิจฉา จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคนโลภกับคนขี้อิจฉามาเจอกัน...
นานมาแล้ว มีชายสองคนเป็นเพื่อนกัน  คนหนึ่งมีความโลภเป็นนิสัย  ชื่อว่า  ‘พิศาล’  อีกคนหนึ่งมีความอิจฉาเป็นนิสัย  ชื่อว่า  ‘ถวิล’
พิศาลกับถวิลนั้น  คบหากันเป็นเพื่อนกันมานานแล้ว แต่จัดอยู่ในประเภทเพื่อนกินมากกว่าเพื่อนตาย เพราะทั้งสองไม่เคยมีความจริงใจมอบให้แก่กัน แต่ยังคงคบกันอยู่ได้จนกระทั่งทุกวันนี้ ก็เพราะไม่มีใครอื่นอยากเข้ามาคบหาสมาคมด้วย
วันหนึ่ง พิศาลได้ข่าวว่า  ตรงศาลพระภูมิท้ายหมู่บ้าน มีเทวดาองค์หนึ่งมาสิงสถิตให้ความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านที่เดือดร้อน ความโลภที่เป็นนิสัยพื้นเพของพิศาลได้สั่งให้เขาเร่งรีบเดินไปท้ายหมู่บ้าน เพื่อขอพรจากเทวดาให้ตัวเองมั่งมีเงินทองมากกว่าผู้ใด
เมื่อไปถึงศาลพระภูมิท้ายหมู่บ้าน พิศาลก้มลงกราบไหว้ศาลพระภูมิเป็นการใหญ่ พร้อมกับอ้อนวอนขอให้เทวดาที่สิงสถิตอยู่รับฟังคำของของเขา
ฝ่ายเทวดานั้น เมื่อเห็นพิศลาก็หยั่งรู้ด้วยญาณวิเศษทันทีว่า  มนุษย์ผู้นี้เป็นคนโลภ ไร้ซึ่งคุณธรรม  และไม่สมควรได้รับการช่วยเหลือจากตน แต่เพราะเห็นว่าพิศาลเฝ้าอ้อนวอนอยู่นั้นแล้ว เทวดาจึงยอมปรากฏกายขึ้นเพื่อพูดคุยด้วย
          “ว่าอย่างไรเจ้า”  เทวดาทักทายพิศาล
พิศาลเห็นเทวดาปรากฏออกมาทักทายก็ดีใจมาก รีบละล่ำละลักพูดกับเทวดาว่า
          “ท่านเทวดาผู้ยิ่งใหญ่ ข้าได้ทราบข่าวมาว่าท่านเป็นเทวดาที่มีความเมตตานัก ท่านให้ความช่วยเหลือชาวบ้านพ้นความเดือดร้อนมาแล้วมากมาย ดังนั้นข้าจึงอยากขอความช่วยเหลือจากท่านบ้าง”
          “ที่ว่าได้ช่วยเหลือคนนั้น เห็นจะไม่ผิด  แต่ข้ามิได้ช่วยเหลือทุกคนที่มาขอดอกนะเจ้า ข้าช่วยให้คนยากจนมีเงินทองพ้นจากความเดือดร้อนหากเขาขยันขันแข็งทำมาหากินมากพอ ข้าให้พรแก่มานพหนุ่มหากเขาพากเพียรใฝ่รู้เป็นนิสัย ข้าช่วยหญิงมีบุตรยากตั้งครรภ์ได้ง่ายขึ้น แต่นางต้องเป็นผู้ที่ทำกรรมดีมาก่อนเป็นเวลานานแล้ว ข้าช่วยทุกคนที่เป็นคนดีมีคุณธรรม  มักทำคุณประโยชน์แก่ผู้อื่น เพราะบุคคลเหล่านี้คือผู้ที่ข้ามั่นใจว่า  เมื่อให้พรแก่พวกเขาไปแล้ว พรของข้าจะไม่มีวันสูญเปล่าและก่อให้เกิดประโยชน์สุขเผื่อแผ่ไปถึงคนอื่นๆ  ด้วย”  เทวดากล่าวให้พิศาลได้รู้ตัวเป็นนัยๆ  แต่พิศาลไม่รู้จักคำว่าคุณธรรม เขาเป็นคนขลาดและมีใจที่คิดอยากได้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นไม่ว่าเทวดาจะกล่าวอะไรออกมาก็ตาม เขาก็คิดว่าเขาคือผู้ที่เทวดาสมควรมอบสิ่งที่ร้องขอให้ เพราะเขาอยากได้สิ่งเหล่านั้นมากมายเหลือเกิน
          “ข้าเป็นคนดีนะท่านเทวดา ข้าทำงานหนักเหมือนกัน  แต่ทำเท่าไรก็ไม่เห็นจะมีเงินมากมายเท่าคนอื่นเขาสักที”  พิศาลว่า
          “นั่นเป็นเพราะเจ้ายังพยายามไม่พอ”  เทวดาตอบ เพราะหยั่งรู้ด้วยญาณวิเศษอีกเช่นกันว่า พิศาลไม่ใช่คนที่ตั้งใจทำงานนัก
          “แต่ข้าอยากได้เงินทองมากกว่านี้ ได้โปรดเถิดท่านเทวดา  ข้าอยากได้เงินทองมากกว่าที่ข้ามีอยู่ในตอนนี้สักพันเท่า”  พิศาลยังคงอ้อนวอนขอพรเทวดาต่อไปโดยไม่ฟังอะไร
เทวดาคิดว่า ป่วยการที่จะสอนคนเขลาให้สำนึกได้ด้วยการพูดจาสั่งสอน ดังนั้นเทวดาจึงกล่าวแก่พิศาลว่า
          “ก็ได้  ข้าจะให้พรตามที่เจ้าขอ แต่เชื่อเถอะว่า เจ้าจะไม่มีวันมีความสุขจากทรัพย์สมบัติมากมายที่เจ้าต้องการดอก...กลับไปที่บ้านของเจ้าเถิด ข้าได้เนรมิตเงินทองมากมายให้เจ้าที่นั้นแล้ว”
กล่าวจบ ร่างของเทวดาก็หายลับเข้าไปในศาลพระภูมิ ส่วนพิศาลก็รีบวิ่งกลับบ้านเพื่อไปชมเงินทองมากมายเหล่านั้นทันที

เมื่อมาถึงบ้าน  พิศาลก็ต้องตกใจมาก เพราะถวิลมานั่งอยู่ในบ้านของเขาแล้ว อีกทั้งยังโกยเงินทองมากมายที่กองอยู่ในบ้านของเขาขึ้นมาเพ่งพินิจด้วยดวงตาที่มีความหมาย
          “วางเงินนั้นลงเถะเพื่อน เพราะทั้งหมดนั้นเป็นของข้า”  พิศาลติงถวิล พร้อมกับคว้าเอาเงินทองในเมือของเขามาใส่ไว้ในกองของมันตามเดิม
          “เจ้าไปเอาเงินมากมายก่ายกองนี้มาจากไหนกันเพื่อน จะว่าเป็นเงินที่ได้จากการทำงานก็เห็นจะไม่ใช่  เพราะเราทำงานด้วยกันมาตลอด ข้ามีเท่าไร  เจ้าควรจะมีเท่านั้นสิ  ถึงจะถูก”  ถวิลถามด้วยความสงสัย
          “เรื่องของข้าน่ะ”  พิศาลบอกปัดอย่างรำคาญ
          “ว่าไงนะ...เรื่องของเจ้าเรอะ...พูดอย่างนี้คงไม่ได้มีความหมายว่าเจ้าไปขโมยเงินของคนอื่นมาหรอกนะ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น  ข้าคงต้องไปแจ้งให้ท่านหัวหน้าหมู่บ้านรู้เสียแล้วล่ะ”  ถวิลกล่าวอย่างคนเจ้าเล่ห์
          “ข้าไม่ได้ขโมยใครมาทั้งนั้น! นี่คือสิ่งที่ท่านเทวดาตรงศาลพระภูมิท้ายหมู่บ้านให้ข้ามา  ข้าขอของข้ามาเอง”  พิศาลรีบบอก
          “งั้นรึ...ไม่ได้ขโมยใครมาก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนทีหลังนะเพื่อน”  ถวิลว่าเสมือนหวังดี แต่ในใจนั้นลุกโชนด้วยเปลเพลิงแห่งความอิจฉา
ดังนั้น ถวิลจึงรีบลาพิศาลกลับบ้าน  โดยอ้างว่าปวดหัวอยากพักผ่อน แต่แท้จริงแล้วกลับเดินมุ่งตรงไปยังศาลพระภูมิท้ายหมู่บ้านทันที
          “ท่านเทวดา”  ถวิลยกมือไหว้หน้าศาลพระภูมิ  “ข้าเป็นเพื่อนกับพิศาล คนที่ท่านมอบเงินทองมากมายแก่เขา”
ฝ่ายเทวดานั้น นั่งฟังคำถวิลอยู่ในศาลพระภูมิก็รู้สึกขบขันเหลือประมาณ
          ‘เออแนะ...สวรรค์ช่างจับคนโลภกับคนขี้อิจฉามาเป็นคู่กันได้ เป็นคู่ที่เหมาะสมกันดีแท้  เสมือนผีเน่ากับโลงผุก็ไม่ปาน เห็นทีว่าเราคงต้องให้บทเรียนสักอย่างกับเจ้าสองคนเสียแล้ว’
เมื่อคิดได้ดังนั้น เทวดาก็ส่งเสียงออกไปกล่าวแก่ถวิลว่า
          “เราคือเทวดา เราจะให้สิ่งที่เจ้าต้องการ  จงขอเรามา”
          “ท่านเทวดา ข้าเป็นเพื่อนกับพิศาลมาช้านาน  เมื่อเขาได้อะไร ข้าก็สมควรได้ในสิ่งเดียวกันนั้นด้วย  แต่ไม่ล่ะ...ข้าเชื่อว่า เขาจะมาขอท่านเรื่อยๆ  เพราะฉะนั้น  หากพิศาลขอสิ่งใด ข้าขอของสิ่งนั้นมากกว่าอีกเท่าตัวหนึ่ง”  ถวิลร้องขอ
          “ย่อมได้ ข้าจะให้ตามที่เจ้าขอ  แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเจ้า นั่นก็เป็นเพราะความโลภและความขี้อิจฉาของพวกเจ้าเอง...จำเอาไว้ให้ดี”  เทวดากล่าวเตือน
          “สิ่งที่ข้าจะได้ ก็มีแต่เพียงความร่ำรวยมั่งคั่งเท่านั้นแหละท่าน ที่สำคัญข้ายังมีมากกว่าเพื่อนของข้าอีกด้วย  สำหรับข้าแล้ว นี่ถือเป็นเรื่องที่สำคัญนักแล”  ถวิลพูดอย่างกระหยิ่มใจ ก่อนจะกราบเทวดาแล้วเดินกลับบ้านไป เทวดามองตามถวิลแล้วยิ้มอย่างสมเพชเวทนาเล็กน้อย
วันรุ่งขึ้น พิศาลก็มาหาเทวดาแล้วกล่าวขอทรัพย์สมบัติอย่างอื่นอีก
          “เจ้าถวิลคนถ่อย! มันขี้อิจฉานัก  เห็นว่าข้ามีแล้วอยากจะได้บ้าง  ซ้ำยังขอมากกว่าข้าเสียอีก ดีล่ะท่านเทวดา  ครั้งนี้ขอบ้านหลังใหญ่ๆ ให้ข้าสักหลังนะท่าน”
          “ได้สิ”  เทวดาว่า  “บ้านหลังใหญ่รอเจ้าอยู่แล้ว”
ไม่นานนัก พิศาลก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบมาหาเทวดาอีก
          “เจ้าถวิลมันได้บ้านหลังใหญ่กว่าข้าอีกแน่ะ ดีล่ะ  ครั้งนี้ข้าขอข้าทาสบริวารมากมายมาไว้ใช้สอยนะ ท่านเทวดา”
          “ได้สิ ข้าบริวารมากมายรอเจ้าอยู่แล้ว”
สักพัก พิศาลก็มาหาเทวดาอีก
          “ขอที่ดินกว้างสุดลูกหูลูกตาให้ข้าด้วยเถิด ท่านเทวดา ข้าจะเอาไว้เสริมบารมี”
หลังจากนั้นพิศาลก็มาหาเทวดา เพื่อขอทรัพย์สมบัติอีกเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จักพอ...
แต่ไม่ว่าพิศาลจะขออะไร ถวิลผู้เป็นเพื่อนก็จะได้มากกว่าเป็นสองเท่า ทำให้พิศาลรู้สึกโมโหและหงุดหงิดใจเป็นอย่างมาก วิธีเดียวที่จะช่วยดับความรู้สึกนี้คือการไปขอทรัพย์สมบัติเพิ่มจากเทวดา  ดังนั้น พิศาลจึงรีบไปหาเทวดายังศาลพระภูมิท้ายหมู่บ้านทันที แต่เมื่อไปถึงก็พบถวิลนั่งกราบไหว้เทวดาอยู่ในที่นั้นแล้ว
          “จะมาขออะไรจากท่านเทวดาอีกล่ะเพื่อน”  ถวิลร้องทักพิศาลด้วยรอยยิ้มที่ไร้ความจริงใจเป็นที่สุด
          “แกอยากจะรู้ไปทำไมเล่า หรือจะได้ขอตามข้าด้วยอย่างนั้นรึ”  พิศาลโต้ตอบอย่างหัวเสีย
          “อ๋อ...”  ถวิลลากเสียงยาว  “ข้าไม่จำเป็นต้องรู้หรอกว่าเพื่อนขออะไร  เพราะถ้าเพื่อนขออะไร ข้าก็จะได้สิ่งนั้นมากกว่าเพื่อนเป็นสองเท่าเสมอล่ะ”
          “ตลอดมาเมื่อข้ามีอะไร เจ้าก็จะไปสรรหาสิ่งที่ดีกว่าและมีมากกว่ามาไว้ที่ตัวเองเสมอ เจ้ามันเป็นคนขี้อิจฉา!  เห็นคนอื่นมีแล้วทนไม่ได้  ต้องมีอย่างเขาด้วย!”  พิศาลต่อว่าเพื่อนอย่างรุนแรง
          “อย่าว่าแต่คนอื่นเขาเลย เพราะเจ้าเป็นคนไม่รู้จักพอ  ละโมบโลภมากอยากได้นั้นได้นี่ไม่มีที่สิ้นสุด  ใช่! ข้าอิจฉาเจ้า  ก็แล้วทำไม อย่างไรข้าก็จะต้องได้ในทุกสิ่งที่มากกว่าเจ้าเสมอไปนั่นแหละ ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า”
พิศาลฟังถวิลหัวเราะเยาะตนแล้วรู้สึกเดือดดาลเป็นอย่างมาก เขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า  โดยไม่ทันได้คิดอะไรให้ดีเสียก่อน พิศาลร้องขอเทวดาออกไปว่า
          “ท่านเทวดา  ข้าขอให้ดวงตาของข้า เหลืออยู่เพียงข้างเดียวเท่านั้น”
เทวดาให้พรนั้นตามความปรารถนาทันที
ดังนั้น พิศาลคนละโมบจึงเสียดวงตาของเขาไปหนึ่งข้าง ส่วนถวิลคนขี้อิจฉาก็สูญเสียดวงตาของตนไปทั้งคู่
          “ข้าบอกเจ้าแล้ว การได้อะไรมาโดยไม่ชอบนั้น  มักนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเสมอ”  เทวดากล่าว พร้อมกับหายตัวกลับสวรรค์โดยไม่ลงมายังโลกมนุษย์อีกเลย
ส่วนพิศาลและถวิลนั้น ได้ใช้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ได้รับจากเทวดา มารักษาดวงตาที่มืดบอดและอำนวยความสะดวกให้แก่ชีวิตที่ไร้ดวงตาของตนไปจนหมดสิ้น สุดท้าย  พวกเขาก็สิ้นเนื้อประดาตัว กลายเป็นคนพิการที่มีชีวิตลำบากลำบนไปจนสิ้นอายุขัย
..................เธอทั้งหลาย.......................
เห็นจะไม่ผิดนักหรอกถ้าจะบอกว่า ความโลภและความอิจฉานั้น  เป็นเพื่อนรักกันมากทีเดียว เพราะเมื่อความโลภและความอิจฉามาเกี่ยวข้องใกล้ชิดกันแล้ว ต่างก็รังแต่จะชักนำกันไปสู่ความหายนะอย่างสนุกสนาน  ความโลภไม่เกี่ยงงอนความอิจฉา และความอิจฉาจะไม่มีวันปฏิเสธความโลภ ทั้งสองเป็นหายนะแห่งชีวิตมนุษย์ที่คอยเกื้อหนุนกันอยู่เสมอ
ความรู้จักพอนั้นสำคัญมากทีเดียวเธอเอ๋ย เพราะความพอใจจะเป็นเสมือนเกราะแก้วคุ้มครองเธอ ให้พ้นจากภัยแห่งความโลภและความอิจฉา  หากเธอมุ่งมั่นที่จะทำอะไรสักอย่าง และเธอก็พยายามจนถึงที่สุดแล้ว  ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร เธอก็ควรพอใจในผลที่ออกมานั้น  แล้วครั้งต่อไป  เธออาจจะพยายามทำให้ดีขึ้นอีกได้ แต่ไม่ต้องพยายามจนทำลายความรู้จักพอในตนเอง แล้วเปิดโอกาสให้ความโลภรวมทั้งความอิจฉา เข้ามายึดครองหัวใจที่บริสุทธิ์ของเธอได้
หากเธอมีไม่มากเท่าคนอื่น แต่เธอรู้สึกว่า  ชีวิตตนเองก็มีความสุขที่สุดแล้ว  เธอจะอยากมีไปทำไมอีกเล่า ถ้าเธอมีมากเท่าคนอื่น  แต่ต้องสูญเสียความสุขทั้งชีวิตไป  เธอจะยอมแลกกับมันจริงๆ หรือ
                         ...................จบเรื่องคนโลภกับคนขี้อิจฉา.....................

10/09/2556

นิทานสีขาว เจ้าของโรงสี บุตรชาย และลาชั้นดี

เจ้าของโรงสี บุตรชาย  และลาชั้นดี
นานมาแล้ว  ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง  มีเจ้าของโรงสีผู้เป็นพ่อ อาศัยอยู่กับบุตรชายวัยแปดขวบในที่ดินผืนเล็กๆ  ของตน สองคนพ่อลูกอยู่กันอย่างพอมีพอกิน แต่ถือว่ามีความสุขดีมาก
วันหนึ่ง เจ้าของโรงสีผู้เป็นพ่อเกิดความคิดว่า ตนน่าจะขยายขนาดของโรงสีให้ใหญ่โตขึ้นอีกสักหน่อย จึงบอกแก่บุตรชายว่า
            “พรุ่งนี้ลูกต้องตื่นแต่เช้านะ พ่อจะนำลาของเราไปขายในเมืองสักหนึ่งตัว  เพื่อนำเงินมาลงทุนขยับขยายโรงสี  ใครๆ ก็พูดว่าลาของเรานั้นมีแรงดี  เพราะฉะนั้นพ่อคิดว่า เราน่าจะขายลาได้ราคาดีทีเดียวล่ะ”
เช้าวันต่อมา สองพ่อลูกจึงต้อนลาเดินทางเข้าเมืองแต่เช้าตรู่ เขากับบุตรชายช่วยกันต้อนลาอย่างทะนุถนอม  ด้วยกลัวว่า หากลาบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยระหว่างเดินทาง อาจทำให้เสียราคาได้
เมื่อเดินมาได้ไม่ไกลนัก ก็ปรากฏหญิงสาวที่เพิ่งกลับมาจากในเมืองกลุ่มหนึ่งเดินสวนมาพอดี หญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่มนั้นเห็นพ่อกับบุตรชายช่วยกันต้อนลาให้เดินไป  ก็หัวเราะขึ้น พร้อมกับพูดกับเพื่อนๆ  ของหล่อนว่า
           “ดูนั่นซี พวกเธอเคยเห็นใครที่โง่ขนาดนั้นไหม  พวกเขาช่วยกันต้อนลา ในขณะที่ตัวเองต้องเดินไปเอง  ทั้งๆ ที่พอจะขี่มันได้แท้ๆ”
เจ้าของโรงสีเมื่อได้ยินถ้อยคำเช่นนี้ ก็รู้สึกอับอาย  จึงหันไปบอกบุตรชายว่า
           “ลูกเอ๋ย ขึ้นมาขี่ลาเถอะเดี๋ยวจะมีคนว่าเราว่าโง่อีก”
เจ้าของโรงสีช่วยอุ้มบุตรชายนั่งบนหลังลา จากนั้นเขาก็เดินเคียงไปข้างๆ ด้วยความรู้สึกที่สบายใจขึ้น
เดินมาได้สักครู่ เจ้าของโรงสีก็สวนทางกับสุภาพบุรุษสูงอายุกลุ่มหนึ่ง เมื่อเห็นเจ้าของโรงสีเดินเคียงกับลาโดยมีบุตรชายนั่งอยู่บนหลังลาเช่นนั้น พวกสุภาพบุรุษสูงอายุก็หันไปวิพากษ์วิจารณ์กันในกลุ่มว่า
           “นั่นปะไร...เห็นไหมล่ะท่าน นี่แหละคือเครื่องพิสูจน์ในเรื่องที่ข้าพเจ้าเคยพูดเอาไว้ ทุกวันนี้ไม่มีใครสนใจไยดีอะไรกับคนแก่นักหรอก ดูเจ้าเด็กนั้นสิมันช่างขี้เกียจจนน่าตำหนินัก  มีอย่างที่ไหน ตัวเองเป็นลูกแต่กลับขึ้นขี่ลาสบายใจแล้วปล่อยให้พ่อเดินตามอย่างนั้น...ข้าพเจ้าเห็นแล้วทนไม่ได้จริงๆ”  แล้วเขาก็หันไปต่อว่าบุตรชายของเจ้าของโรงสีอย่างดุดัน
           “ลงมาเดี๋ยวนี้นะ เจ้าเด็กถ่อย! ให้พ่อของเจ้าได้พักแข้งพักขาที่เมื่อยล้าเสียบ้างสิ”
เจ้าของโรงสีได้ฟังดังนั้นก็รีบบอกให้บุตรชายลงมาจากหลังลา ส่วนตนเองก็ขึ้นขี่แทนที่
เดินมาได้สักครู่ ก็พบกับกลุ่มของผู้หญิงละเด็ก คราวนี้มีเสียงหลานเสียงประณามขึ้นมาว่า
           “คนแก่เห็นแก่ตัว! ตัวเองขี่ลาสบายใจ  แล้วปล่อยให้เด็กตัวเล็กขนาดนั้นเดินไปได้อย่างไรนะ แย่ที่สุดเลย”
เจ้าของโรงสีได้ฟังดังนั้น ก็ให้บุตรชายขึ้นมานั่งบนหลังตน แล้วออกเดินทางต่อไป
เมื่อคนทั้งสองเดินทางมาจนใกล้ถึงเขตเมือง ก็มีชายแปลกหน้าคนหนึ่งเดินเข้ามาขวางทางไว้ พร้อมกับถามเจ้าของโรงสีว่า
          “ขอโทษที่ต้องทำให้ท่านเสียเวลา แต่ข้าพเจ้ามีเรื่องข้องใจเรื่องหนึ่ง อยากกล่าวถามท่านสักหน่อย”
          “เชิญท่านกล่าวมาได้เลย”  เจ้าของโรงสีตอบรับไมตรี
          “ไม่ทราบว่า  ลาตัวนี้เป็นของท่านจริงๆ หรือ”  ชายแปลกหน้าถาม
          “ถูกแล้ว”  เจ้าของโรงสีตอบ
          “จริงรึ!”  ชายแปลกหน้าอุทานเสียงลั่น  “เป็นการยากจริงๆ  ที่จะเชื่อเช่นนั้น”

          “ทำไมเล่าท่าน”  เจ้าของโรงสีเริ่มกังวล เห็นทีว่าเขาคงทำอะไรกับลาตัวนี้ผิดไปสักอย่าง
          “เพราะคงไม่มีเจ้าของที่แท้จริงคนใด กล้าใช้งานลาของเขาหนักเช่นนี้หรอก”  ชายแปลหน้าบอก
         “อย่างนั้นข้าพเจ้าควรทำเช่นใด จึงจะเหมือนเจ้าของลาที่แท้จริง”  เจ้าของโรงสีถามอย่างทุกข์ใจ
         “ท่านก็อย่าใช้งานมันหนักนักสิ และหากท่านเป็นเจ้าของลาจริง  ท่านและบุตรชายของท่านคงช่วยกันแบกลาตัวนี้เสีย มากกว่าที่จะให้มันต้องแบกพวกท่านอยู่อย่างนั้น”  ชายแปลกหน้าแนะนำ
เจ้าของโรงสีทำหน้ายุ่งยากใจอยู่ประเดี๋ยว ก่อนจะตอบว่า
         “เอาล่ะ  เพื่อให้เป็นที่พอใจของท่าน ข้าพเจ้าจะพยายาม”
ดังนั้นเจ้าของโรงสีจึงบอกให้บุตรชายไปหาเชือกมาหนึ่งขด แล้วเอามามัดที่ขาคู่หน้าและหลังของลา ส่วนตัวเขาก็หาท่อนไม้ในบริเวณนั้นสอดเข้าไปในช่องระหว่างขาทั้งสองคู่ของลาที่ถูกมัด จากนั้น  สองพ่อลูกก็ช่วยกันยกไม้ที่สอดร่างของลาขึ้น แล้วแบกลาเข้าไปขายต่อในเมือง

สภาพคนสองคน  และลาหนึ่งตัวในตอนนี้นั้น เรียกได้ว่าพิลึกพิลั่นเป็นที่สุด  แต่เจ้าของโรงสียังไม่รู้ตัว และคิดว่าเขาได้ทำสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว จนกระทั่งเมื่อต้องเดินข้ามสะพานไปนั้นเอง...
ตรงสะพานนั้นมีชาวบ้านสัญจรไปมามากมาย ดังนั้นเมื่อทุกคนเห็นเจ้าของโรงสีและบุตรชายหามลาเดินอยู่ในสภาพประหลาดเช่นนั้น จึงพากันชี้ชวนให้ดูเป็นที่ขบขัน หลายคนถึงขนาดวิ่งตามไปดูและส่งเสียงหัวเราะเกรียวกราว
ลาเป็นสัตว์ที่ไม่ชอบเสียงเอะอะอยู่แล้วโดยธรรมชาติ อีกทั้งตนก็กำลังตกอยู่ในสภาพลำบากทุลักทุเล มันจึงออกแรงดิ้นจนเชือกขาดและพลัดตกลงไปในแม่น้ำ เจ้าของโรงสีได้แต่มองดูสายน้ำที่เชี่ยวกรากพัดพาลาของตนหายลับไปจากสายตา โดยที่ไม่สามารถช่วยอะไรมันได้เลย
           “ถ้าเราเดินมากับลาอย่างตอนแรก ไม่ต้องเชื่อคำใคร  ป่านนี้เราคงนำลาไปขายในเมืองได้แล้วนะจ้ะพ่อ”  บุตรชายเจ้าของโรงสีกล่าวอย่างไร้เดียงสา ซึ่งทำให้เจ้าของโรงสีรู้สึกละอายใจและสำนึกได้ เขากล่าวแก่บุตรชายว่า
           “ใช่แล้วลูก เป็นเพราะพ่อไม่มีความหนักแน่นในความคิดของตนเอง เราจึงไม่ได้ขายลาอย่างที่ตั้งใจไว้ อย่างนี้โรงสีของเราก็ขยับขยายไปมากกว่านี้ไม่ได้  ซ้ำร้ายเรายังต้องสูญเสียลา ซึ่งเป็นสมบัติสำคัญของเราไปอีกด้วย”
.....................เธอทั้งหลาย...........................
การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เป็นเรื่องดีแน่แท้ทีเดียว  แต่การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น กับการยอมทำตามความคิดเห็นของทุกคน ย่อมเป็นคนละเรื่องกัน
เมื่อเธอมุ่งมั่นว่าจะทำสิ่งใดแล้ว เธอย่อมมีจุดหมายเป็นของตนเองและมีวิธีที่จะไปให้ถึงจุดหมายนั้นอยู่แล้วภายในใจ แต่บางครั้ง  เธอก็จำเป็นต้องเปิดใจรับฟังคำติติง หรือข้อแนะนำของคนที่มีประสบการณ์มากกว่ามาใคร่ครวญดูบ้างอย่างมีเหตุผล ประสบการณ์ของเขาอาจช่วยเกื้อหนุนความคิดของเธอ และทำให้งานชิ้นนั้นสำเร็จเร็วขึ้น หรือประสบการณ์ของเขาอาจจะไม่มีประโยชน์อะไรกับงานของเธอเลยก็ได้...ทั้งสองประการนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ดังนั้น  ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม  เธอจะต้องมีวิจารณญาณในการรับฟังให้มาก ก่อนจะนำมาปรับใช้กับตนเอง
จำไว้เถิดว่า การทำอะไรก็ตามเพื่อให้ออกมาเป็นที่พอใจแก่คนทุกคนนั้น  ไม่มีทางเป็นไปได้ และสิ่งๆ   นั้นก็มักจะไม่ประสบความสำเร็จหรอก  ยิ่งไปกว่านั้น ก็อาจจะทำให้เธอต้องสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดไปอย่างน่าเศร้าอีกด้วย
              .................จบเรื่องเจ้าของโรงสี  บุตรชาย และลาชั้นดี..................

Popular Posts

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top