9/09/2556

นิทานสีขาว : หมากสีแดง

07:57

หมากสีแดง


ครอบครัวหนึ่งมีลูกชายสองคน ลูกชายคนโตชื่อว่า  ชาญชัย  ส่วนลูกชายคนเล็กชื่อว่า โชติช่วง
ชาญชัยเป็นพี่ที่มีนิสัยรักสงบและชอบนั่งสมาธิสวดมนต์อยู่เป็นนิจ ส่วนโชติช่วงคนน้องนั้นรักความสนุกสนาน  ชอบพบปะผู้คน และนิยมความเจริญก้าวหน้าในชีวิต
เมื่อชาญชัยและโชติช่วงเติบโตเข้าสู่วัยหนุ่ม พ่อกับแม่ก็ให้ทั้งสองแยกเรือนออกไปลองใช้ชีวิตด้วยตนเอง  ชาญชัยจึงเปิดร้านเล็กๆ ในหมู่บ้าน  ขายของกินของใช้ทั่วๆ  ไป  พอที่จะเลี้ยงตนเองได้ไม่ขัดสน ส่วนโชติช่วงคิดการใหญ่กว่าพี่ชาย  เขามองเห็นลู่ทางทำเงินมากมายรออยู่ตรงหน้า ดังนั้นเขาจึงลงทุนทำการค้าหลายๆ  แบบ  และทุ่มเทตนเองในการทำงานอย่างหนัก โดยแทบไม่ยอมพักผ่อน ซึ่งกิจการของเขาก็โตวันโตคืนและทำกำไรให้เขาอย่างงดงาม
ชาญชัยแม้จะเห็นน้องชายเจริญก้าวหน้าก็หาได้มีใจริษยาไม่ เขายังคงดำเนินชีวิตของตนเองไปเหมือนดังเช่นทุกวัน  คือ ตื่นนอนตอนตีสี่มานั่งสวดมนต์ทำสมาธิ  จากนั้นกินข้าวเช้าแล้วออกไปเปิดร้าน เมื่อถึงเวลาเย็นก็ปิดร้านมานั่งอ่านหนังสือธรรมะและคำสอนในศาสนา ก่อนจะเข้านอนก็สวดมนต์ทำสมาธิอีกครั้ง  และตื่นอีกครั้งตอนตีสี่ เป็นเช่นนี้ทุกวันไม่เคยเปลี่ยนแปลง  จนชาวบ้านพากันซุบซิบนินทาไปทั่ว ดังนั้นในวันหนึ่ง พ่อกับแม่จึงเรียกให้ชาญชัยไปหาที่บ้าน
          “พ่อกับแม่มีอะไรจะคุยกับฉันอย่างนั้นหรือ”  ชาญชัยเอ่ยถาม
          “พ่อกับแม่ไม่สบายใจเรื่องที่ชาวบ้านพูดคุยและว่าร้ายกันเกี่ยวกับลูกน่ะสิ”  พ่อบอกด้วยสีหน้าวิตกกังวล
          “ชาวบ้านว่าอะไรฉันล่ะ”  ชาญชัยถามอีก
“เขาว่าลูกขี้เกียจสันหลังยาวนัก เปิดร้านออกมานั่งเฝ้าอยู่เดี๋ยวเดียวก็ปิดไปนั่งอ่านหนังสือสบายใจอยู่ในบ้านเสียแล้ว”  แม่ของชาญชัยบอกลูกชาย
          “แล้วเขาก็ยังว่าลูกเป็นคนโง่ที่ขี้อวดอีกด้วย เขาว่าลูกมีเงินอยู่นิดหน่อย  แต่ชอบให้เงินแก่ขอทานและคนยากจน เขาว่าลูกอยากให้ใครๆ  มองว่าตนเองเป็นคนมั่งมีจึงทำเช่นนั้น  ทั้งที่จริงๆ แล้วการค้าของลูกได้กำไรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”  พ่อของชาญชัยว่า
          “ทำไมเป็นเช่นนั้นล่ะลูก ไยเจ้าไม่เอาอย่างน้อง  ลองไปดูสิ ตอนนี้กิจการของน้องขยายใหญ่โตไปถึงต่างเมืองแล้ว น้องเอาแต่ทำงานไม่ได้หลับได้นอนเพื่อหาเงินหาทองให้ได้มากๆ...แต่ดูเจ้าสิ หลายปีผ่านไปแล้วยังไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย แล้วอย่างนี้เมื่อไรเจ้าจะรวยเหมือนน้องสักทีเล่า”  แม่ของชาญชัยกล่าวอย่างเป็นห่วง
          “พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก แม้ฉันจะไม่ได้ร่ำรวย  แต่มีความสุขมาก ฉันชอบนั่งสมาธิและสวดมนต์เพราะนั่นทำใจฉันสงบ  และมีสุขภาพแข็งแรงดี ไม่เจ็บไม่ไข้  ฉันชอบอ่านหนังสือธรรมะเพราะมีประโยชน์ ทำให้ได้ขบคิดถึงความจริงของชีวิต  และนำมาปรับใช้กับตนเองได้ ถึงแม้จะไม่มีเงินมากมาย  แต่ฉันก็ชอบช่วยเหลือคนยาก เพราะทำแล้วสบายใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น  ชีวิตฉันไม่ต้องการอะไรมาก เท่าที่เป็นอยู่นี้ก็ทำให้ฉันเกิดความสุขมากพอแล้ว ฉันไม่ขวนขวายในสิ่งที่ใหญ่โตแต่ทำลายความสุขอันแท้จริงของชีวิตหรอกจ้ะ”
หลายปีผ่านไป โชติช่วงซึ่งกลายเป็นมหาเศรษฐีไปแล้วได้รับเลือกให้เป็นกำนันดูแลหมู่บ้าน กำนันโชติช่วงนั้นเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของพี่ชายแล้วก็รู้สึกขัดหูขัดตาเป็นกำลัง ด้วยความรู้สึกว่าไยมหาเศรษฐีอย่างเขาจึงมีพี่ชายที่แลดูกระจอกงอกง่อยเช่นนี้ ดังนั้นวันหนึ่ง โชติช่วงจึงให้คนไปตามชาญชัยมาพบ
เมื่อชาญชัยมาถึง โชติช่วงก็พาพี่ชายเดินชมบ้านไม้สักอันใหญ่โตโอ่อ่าของเขาอย่างภาคภูมิใจในฐานะของตน เมื่อได้ชมบ้านจนทั่วแล้ว ชาญชัยกับโชติช่วงจึงได้นั่งคุยกัน
          “บ้านของฉันใหญ่โตหรูหราดีไหมเล่า ดูสิพี่ นี่คือน้ำพักน้ำแรงของน้องชายพี่ทั้งนั้นล่ะ”
          “บ้านจะใหญ่โตหรือไม่ ไม่สำคัญเท่าอยู่แล้วมีความสุขหรือเปล่า”  ชาญชัยพูด
          “ต้องมีอยู่แล้ว!  ฉันมีเงินทองมากมายไว้ใช้จ่าย มีบริวารรายล้อมคอยรับใช้อยากได้อะไรก็ได้ทั้งนั้น  นี่แหละคือความสุขล่ะ แต่ก็ช่างเถอะฉันไม่ได้เรียกพี่มาพบเพราะเรื่องนี้หรอกนะ ฉันอยากพูดให้พี่สำนึกได้เสียที  ว่าพี่ก็อายุมากขึ้นทุกๆ  วัน น่าจะคิดทำอะไรอย่างฉันบ้าง  จะได้มีความเป็นอยู่ที่น่าดูกว่านี้ อยู่ให้สมกับที่เป็นพี่ชายกำนันอย่างไรล่ะ”
          “ไม่ล่ะ พี่พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ตอนนี้แล้ว เจ้าก็เช่นกันขวนขวายมากเกินไปสุดท้ายอาจก่อให้เกิดผลร้ายต่อตนเองได้นะ”  ชาญชัยเตือนสติน้อง  แต่นั่นทำให้โชติช่วงโกรธมาก  เขาตบโต๊ะอย่างแรง แล้วหยิบหมากสีแดงที่วางอยู่ในถาดข้างๆ ขว้างใส่หน้าพี่ชาย
          “พี่เป็นคนโง่ ดังนั้นอย่าได้บังอาจเอาความโง่ของตนเองมาสั่งสอนคนอื่นเลย หมากสีแดงนั่นฉันมอบให้พี่  ในฐานะที่เป็นคนโง่ที่สุดเท่าที่ฉันเคยพบมา ถ้าวันใดพี่เจอคนโง่กว่าตนเอง  ก็จงมอบหมากสีแดงนี้ให้เขาไปแทนเถอะ”  โชติช่วงตะโกนใส่พี่ชายด้วยอารมณ์มุทะลุดุดัน  แต่ชาญชัยไม่ได้กล่าวว่าอะไรน้องชาย เขาเก็บหมากสีแดงใส่กระเป๋าเสื้อแล้วจึงกลับบ้าน
สามปีผ่านไป ชาญชัยได้รับข่าวว่ากำนันโชติช่วงกำลังป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งขั้นรุนแรง มีความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส  และกำลังจะเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันนี้ ชาญชัยจึงรีบเดินทางไปเยี่ยมน้องชายที่บ้านไม้สักอันใหญ่โตหรูหราของเขา และเมื่อได้พบกับน้องชาย ชาญชัยก็พบวาโชติช่วงผอมซีดเซียวเป็นอย่างมาก
          “เป็นอย่างไรบ้างโชติช่วง”  ชาญชัยถามน้องชาย
          “เจ็บปวดทรมานมาก  คิดว่าคงใกล้จะไปเต็มทีแล้ว”  โชติช่วงตอบอย่างคนหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง
          “แล้วเจ้าเตรียมการไว้พร้อมหรือยัง ว่าจะเอาเงินทองติดตัวไปด้วยมากเท่าไร”  ชาญชัยถาม  โชติช่วงฟังคำถามพี่ชายก็งวยงง แต่ก็ตอบกลับไปว่า
          “เมื่อตายแล้วจะเอาไปอย่างไรล่ะพี่ แม้แต่สลึงเดียวก็ไม่มีทางเอาไปได้หรอก”          
          “แล้วสั่งบริวารให้ไปคอยต้อนรับเจ้าที่นั่นหรือไม่ ลูกเมียเจ้าล่ะ  ให้ตามไปด้วยหรือเปล่า”  ชาญชัยยังคงป้อนคำถามต่อ
          “ที่พี่พูดมานั่น...ฉันเอาอะไรไปด้วยไม่ได้เลยสักอย่าง”  โชติช่วงตอบ
เมื่อได้ยินดังนั้น ชาญชัยก็หยิบหมากสีแดงที่โชติช่วงเคยให้  ส่งคืนแก่เขา โชติช่วงมองหมากสีแดงอยู่ครู่หนึ่งจึงนึกออก
          “อะไรกัน พี่เอาหมากสีแดงมาให้ฉันทำไม”  โชติช่วงร้องอุทานด้วยความตกใจ ชาญชัยจึงกล่าวแก่น้องชายว่า
          “เพราะเจ้าคือผู้ที่โง่เขลากว่าพี่น่ะสิ...ทั้งๆ ที่เจ้าก็รู้ดีว่า  คนเราเมื่อถึงคราวต้องจากโลกนี้ไป จะไม่มีทางเอาอะไรไปได้เลยแม้แต่อย่างเดียว  แต่เจ้าก็ยังขวนขวายทำงานหนัก จนสุขภาพทรุดโทรมและส่งผลถึงชีวิตในวัยนี้  เหล่านี้คือการกระทำที่โง่จริงๆ พี่จึงต้องมอบหมากนี้คืนกลับเจ้าไป
เมื่อโชติช่วงได้ฟังดังนั้นก็คิดได้ทันที เขาได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญของชีวิตว่า แทนที่จะมุ่งมั่นศึกษาธรรมะเพื่อความสุขอันแท้จริง เขากลับสูญเสียเวลาไปมากมายกับสิ่งที่หาได้เป็นความสุขอันแท้จริงไม่ และเมื่อตายไปก็เอาสิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้เลยสักอย่าง  เสมือนว่า ที่เหนื่อยมาทั้งชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่สูญเปล่าไปโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม สำหรับโชติช่วง  กว่าที่เขาจะได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญในชีวิตบทนี้ ก็เป็นเวลาที่สายเกินไปเสียแล้ว
..................เธอทั้งหลาย...................
อย่าให้ชีวิตของเธอต้องเรียนรู้บทเรียนที่สำคัญของการใช้ชีวิตเมื่อสายไปแล้วดังเช่นโชติช่วงเลย ยิ่งไปกว่านั้น  ไม่มีใครรู้หรอกว่าชีวิตของคนๆ  หนึ่งนั้น  จะยืนยาวสักเท่าไร วันนี้เธออาจจะยังยิ้ม  เดิน  เล่น  หรือหัวเราะกับคนรอบข้างอย่างขบขัน แต่พรุ่งนี้อาจจะต้องจากโลกนี้ไปโดยไม่มีใครคาดคิด ...ความไม่แน่นอนนี้แหละ คือความจริงของชีวิตที่เธอต้องระลึกไว้เสมอ
ดังนั้น จงอย่าเสียเวลาอันมีค่าในชีวิตของเธอไปกับสิ่งที่หาประโยชน์ไม่ได้ แต่จงใช้ชีวิตของเธอให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่าอยู่เสมอ การสวดมนต์นั่งสมาธิเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่เธอควรหมั่นฝึกฝนเอาไว้ เพราะสิ่งนี้จะติดไปกับวิญญาณของเธอ และเป็นเสมือนทรัพย์สมบัติอันมีค่าที่เธอจะนำไปใช้ในชีวิตหลังความตายได้
                           .......................จบเรื่องหมากสีแดง...........................

Written by

We are Creative Blogger Theme Wavers which provides user friendly, effective and easy to use themes. Each support has free and providing HD support screen casting.

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top