9/29/2556

นิทานสีขาว เรื่อง ความทะนงตัวของแมลงวัน

ความทะนงตัวของแมลงวัน


แมลงวันตัวหนึ่งไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง มันเที่ยวบินเร่ร่อนหาของกินไปทั่ว  และไม่ได้คิดถึงอะไรมากนัก  นอกจากคิดว่า ตนเองมีความสุขสบายดีแล้วที่มีชีวิตแบบนี้ เพราะเป็นผู้ไม่มีภาระและไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย
วันหนึ่งในฤดูร้อน แมลงวันตัวนี้บินเตร็ดเตร่ไปหาของกินทางทิศเหนือพบฝูงมดง่ามฝูงหนึ่งกำลังขนอาหารไปสู่รังอย่างขะมักเขม้น แมลงวันเฝ้าสังเกตเหล่ามดง่ามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน
มดง่ามตัวหนึ่งได้ยินดังนั้น จึงเงยหน้าขึ้นมองแล้วถามแมลงวันว่า
          “มีใครในหมู่พวกเรา ทำให้ท่านขบขันถึงปานนั้นหรือ”
          “อ้อ...หามิได้หรอกท่าน”  แมลงวันร้องบอก  “ข้ามิได้ขบขันผู้ใดผู้หนึ่งในหมู่ท่าน แต่ข้าพเจ้ารู้สึกเวทนาในชะตาชีวิตของพวกเจ้ามากกว่า”
          “เวทนาเพราะสิ่งใดเล่า”  มดง่ามถาม
          “เวทนา เพราะพวกท่านต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาจึงจะมีอาหารประทังชีวิต ผิดกับตัวข้าพเจ้าที่ไม่ต้องทำอะไรเลย แต่สามารถหาอาหารมาปรนเปรอกระเพาะได้ตลอดเวลา”  แมลงวันตอบอย่างเยาะหยัน
          “ชะตาชีวิตของพวกเราทำให้ท่านรู้สึกอย่างนั้นหรือ...ผิดแล้วล่ะ ท่านต้องคิดกลับกันต่างหาก  เพราะการทำงานอย่างขยันขันแข็ง ทำให้ชีวิตของพวกเรามีคุณค่าเป็นที่ประจักษ์ทั้งตัวเราเองและผู้อื่น แต่ข้าพเจ้าก็พอเข้าใจอยู่หรอกว่า  สำหรับท่านซึ่งทำตนเสมือนอยู่ไปวันๆ นั้นคงไม่รู้จักคุณค่าที่แท้จริงของผู้อื่นหรอก  เพราะแม้แต่ตัวท่านเอง ยังทำตนให้เกิดคุณค่าใดๆ  มิได้เลย”  มดง่ามพูด
แมลงวันเมื่อได้ยินมดง่ามกล่าวดังนั้น ก็รู้สึกขุ่นเคืองใจเป็นอย่างมาก  ด้วยคิดว่ามดง่ามนั้นช่างไม่รู้สำนึกตน จึงได้พูดจากลบเกลื่อนความต่ำต้อยของตนเอง  และกล่าวแดกดันแมลงวันออกมาเช่นนั้น มันจึงชูคอขึ้นด้วยความหยิ่งผยองราวกับว่าตนคือพญาอินทรี แล้วกล่าวต่อไปว่า
          “มดง่ามเอ๋ย...ตัวท่านนั้นหาได้มีดีดังว่าไม่ และตัวข้าพเจ้าก็ไม่ได้เป็นดังเช่นคำพูดท่านด้วย  ลองคิดดูสิ ระหว่างท่านกับข้าพเจ้านั้น  ใครเล่าคือผู้ยิ่งใหญ่และถือครองบุญวาสนากว่ากัน ข้าพเจ้าจะบอกอะไรบางอย่างแก่ท่าน  ซึ่งท่านอาจจะไม่เคยรู้เลยว่า ตัวข้าพเจ้าสามารถบินวนไปรอบๆ  ที่บูชา และข้าพเจ้าก็เที่ยวดั้นด้นไปทั่วทุกวิหารของเทพเจ้ามาแล้ว  นอกจากนั้น ข้าพเจ้ายังเป็นผู้แรก ที่ได้มีโอกาสลิ้มรสเครื่องในตับไตไส้พุงของเครื่องเซ่นสรวงในวิหารเหล่านั้น
          “ท่านรู้หรือไม่ เมื่อข้าพเจ้ามองเห็นเศียรของกษัตริย์ ซึ่งเป็นเจ้าเหนือหัวของผู้คนทั่วแผ่นดินนั้น ข้าพเจ้าสามารถบินร่อนลงไปเกาะได้ในไม่ช้า...
          “นอกจากนั้น ข้าพเจ้ายังทำในเรื่องที่บุรุษทุกคนต้องอิจฉา เพราะข้าพเจ้าสามารถจุมพิตริมฝีปากสาวบริสุทธิ์ทุกคนได้ตามที่ต้องการ ซึ่งเป็นสิ่งที่บุรุษทั่วไปไม่อาจกระทำได้ตามอำเภอใจ...
          “และสุดท้าย ข้าพเจ้าขอย้ำให้ท่านฟังอีกครั้งหนึ่งว่า  ข้าพเจ้านั้น  ไม่ต้องดิ้นรนทำงาน แต่ก็มีชีวิตที่โอ่อ่าหรูหราได้อย่างง่ายดาย  ซึ่งหากเปรียบกับตัวท่าน ผู้ที่ฟันยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแล้ว ข้าพเจ้าก็คิดว่าไม่มีสิ่งใดหรอกที่จะนำมาเทียบกันได้”

มดง่ามนิ่งฟังอย่างสงบ  แล้วตอบว่า
          “แน่ทีเดียว ท่านแมลงวัน...เราต้องภาคภูมิใจเมื่อได้รับประทานอาหารกับเทพเจ้า แต่ก็ต่อเมื่อได้รับการเชื้อเชิญอย่างยินดี ไม่ใช่ถือตนเข้าไปเองโดยไม่มีการต้อนรับ  แล้วท่านเล่า เคยได้รับการเชื้อเชิญแบบนั้นหรือไม่...”
          “ท่านเคยได้ไปเยือนสถานที่บูชาอย่างนั้นหรือ?  อาจเป็นเช่นนั้นได้  แต่ท่านก็ถูกขับไล่ออกมาอย่างรวดเร็ว มิใช่หรือ...”
          “ท่านพูดถึงพระเศียรของกษัตริย์ และริมฝีปากของหญิงสาว  แต่ทั้งสองเป็นสิ่งที่ควรปกปิดจากการสัมผัส และแม้แต่เด็กยังรู้ว่าต้องให้ความเคารพ และปฏิบัติกับสิ่งเหล่านั้นอย่างให้เกียรติ  แต่ท่านเล่า เหตุใดจึงทำการล่วงละเมิดเช่นนั้นอยู่เป็นนิจ  หรือในชีวิตของท่าน ไม่เคยรู้จักกับกาลเทศะและความสงบเสงี่ยมเลย...”
          “ท่านไม่ทำงานเลยหรือ?  ใช่แล้ว  เพราะเช่นนี้อย่างไรเล่า  ท่านจึงต้องขาดแคลนบ่อยๆ  ด้วยเหตุนี้เอง ขณะเมื่อข้าพเจ้าทำงานเก็บไว้กินในฤดูหนาว ข้าพเจ้าเคยแลเห็นท่านเที่ยวหากินตามกองขยะ  และสิ่งปฏิกูลใกล้ๆ  กำแพงเมือง ซึ่งต้องเสี่ยงเผชิญกับความหนาวเย็นที่อาจจะทำให้ท่านตายได้ทุกเมื่อ...”
          “และนั่นคือเหตุผลที่ว่า เหตุใดข้าพเจ้าและเพื่อนๆ  จึงต้องทำงานกันอย่างหนักในตอนนี้ เพราะอาหารที่พวกเรากำลังขนเข้าไปในรัง  จะกลายเป็นเสบียงอาหารชั้นดี ที่ช่วยให้พวกเราอยู่รอดตลอดหน้าหนาวนั้น โดยที่ไม่ต้องออกไปเสี่ยงภัยหนาวอยู่ข้างนอก...”
          “แล้วตัวท่านเล่า ในเมื่อฤดูหนาวไม่ทำงาน  เที่ยวมาคอยรบกวนการทำงานของข้าพเจ้า ฤดูหนาวท่านก็ต้องทนจับเจ่าหลบลมหนาว  หาความปลอดภัยให้แก่ชีวิตไม่ได้เป็นธรรมดา ข้าพเจ้าคิดว่า  เท่าที่ข้าพเจ้าพูดมานี้ ก็พอจะลดความหยิ่งผยองของท่านได้มากแล้ว”
กล่าวจบมดง่ามก็ละความสนใจจากแมลงวันแล้วกลับเข้ากลุ่มมด เพื่อทำงานตามหน้าที่ตนเองอย่างแข็งขันต่อไป
ส่วนแมลงวันนั้นรู้สึกเสียหน้าอย่างมาก มันรีบบินออกไปไกลจากฝูงมด และไม่เคยกลับมาทางนี้อีกเลย

........................เธอทั้งหลาย............................
จงอย่าดูแคลนว่าผู้อื่นต้อยต่ำ แล้วทะนงตนเองว่าสูง  เพียงเพราะเห็นว่า  ตัวเองมั่งมีสุขสบายกว่าเขา เพราะนั่นเป็นเพียงเปลือกนอกที่ฉาบฉวยเกินกว่าจะเอามาตัดสินคุณค่าชีวิตของใครคนใดคนหนึ่งได้
รู้ไว้เถิดว่า สำหรับคนที่สูงส่งจริงๆ  แล้ว  เขามักจะอยู่อย่างเจียมตน และไม่อวดอ้างหรอกว่าตนเองอยู่เหนือกว่าผู้อื่น เนื่องจากคนที่สูงส่งที่แท้จริงย่อมทำตนเองให้มีคุณค่ามากพอ จนเกิดความรู้สึกอิ่มเอมในชีวิต  และไม่จำเป็นต้องยกตนเพื่อไปเปรียบเทียบ หรือคุกคาม  ข่มเหงใครๆ  เพียงเพราะต้องการให้ตนเองดูยิ่งใหญ่กว่าผู้อื่น เพราะผู้ที่ทำเช่นนี้ไม่ใช่คนที่สูงส่งอะไร...
แต่เป็นคนต่ำต้อยที่อยากให้ใครๆ รู้ว่าตนเองสูงส่งเท่านั้น
                    .....................จบเรื่องความทะนงตัวของแมลงวัน.....................

9/09/2556

นิทานสีขาว : หมากสีแดง

หมากสีแดง


ครอบครัวหนึ่งมีลูกชายสองคน ลูกชายคนโตชื่อว่า  ชาญชัย  ส่วนลูกชายคนเล็กชื่อว่า โชติช่วง
ชาญชัยเป็นพี่ที่มีนิสัยรักสงบและชอบนั่งสมาธิสวดมนต์อยู่เป็นนิจ ส่วนโชติช่วงคนน้องนั้นรักความสนุกสนาน  ชอบพบปะผู้คน และนิยมความเจริญก้าวหน้าในชีวิต
เมื่อชาญชัยและโชติช่วงเติบโตเข้าสู่วัยหนุ่ม พ่อกับแม่ก็ให้ทั้งสองแยกเรือนออกไปลองใช้ชีวิตด้วยตนเอง  ชาญชัยจึงเปิดร้านเล็กๆ ในหมู่บ้าน  ขายของกินของใช้ทั่วๆ  ไป  พอที่จะเลี้ยงตนเองได้ไม่ขัดสน ส่วนโชติช่วงคิดการใหญ่กว่าพี่ชาย  เขามองเห็นลู่ทางทำเงินมากมายรออยู่ตรงหน้า ดังนั้นเขาจึงลงทุนทำการค้าหลายๆ  แบบ  และทุ่มเทตนเองในการทำงานอย่างหนัก โดยแทบไม่ยอมพักผ่อน ซึ่งกิจการของเขาก็โตวันโตคืนและทำกำไรให้เขาอย่างงดงาม
ชาญชัยแม้จะเห็นน้องชายเจริญก้าวหน้าก็หาได้มีใจริษยาไม่ เขายังคงดำเนินชีวิตของตนเองไปเหมือนดังเช่นทุกวัน  คือ ตื่นนอนตอนตีสี่มานั่งสวดมนต์ทำสมาธิ  จากนั้นกินข้าวเช้าแล้วออกไปเปิดร้าน เมื่อถึงเวลาเย็นก็ปิดร้านมานั่งอ่านหนังสือธรรมะและคำสอนในศาสนา ก่อนจะเข้านอนก็สวดมนต์ทำสมาธิอีกครั้ง  และตื่นอีกครั้งตอนตีสี่ เป็นเช่นนี้ทุกวันไม่เคยเปลี่ยนแปลง  จนชาวบ้านพากันซุบซิบนินทาไปทั่ว ดังนั้นในวันหนึ่ง พ่อกับแม่จึงเรียกให้ชาญชัยไปหาที่บ้าน
          “พ่อกับแม่มีอะไรจะคุยกับฉันอย่างนั้นหรือ”  ชาญชัยเอ่ยถาม
          “พ่อกับแม่ไม่สบายใจเรื่องที่ชาวบ้านพูดคุยและว่าร้ายกันเกี่ยวกับลูกน่ะสิ”  พ่อบอกด้วยสีหน้าวิตกกังวล
          “ชาวบ้านว่าอะไรฉันล่ะ”  ชาญชัยถามอีก
“เขาว่าลูกขี้เกียจสันหลังยาวนัก เปิดร้านออกมานั่งเฝ้าอยู่เดี๋ยวเดียวก็ปิดไปนั่งอ่านหนังสือสบายใจอยู่ในบ้านเสียแล้ว”  แม่ของชาญชัยบอกลูกชาย
          “แล้วเขาก็ยังว่าลูกเป็นคนโง่ที่ขี้อวดอีกด้วย เขาว่าลูกมีเงินอยู่นิดหน่อย  แต่ชอบให้เงินแก่ขอทานและคนยากจน เขาว่าลูกอยากให้ใครๆ  มองว่าตนเองเป็นคนมั่งมีจึงทำเช่นนั้น  ทั้งที่จริงๆ แล้วการค้าของลูกได้กำไรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”  พ่อของชาญชัยว่า
          “ทำไมเป็นเช่นนั้นล่ะลูก ไยเจ้าไม่เอาอย่างน้อง  ลองไปดูสิ ตอนนี้กิจการของน้องขยายใหญ่โตไปถึงต่างเมืองแล้ว น้องเอาแต่ทำงานไม่ได้หลับได้นอนเพื่อหาเงินหาทองให้ได้มากๆ...แต่ดูเจ้าสิ หลายปีผ่านไปแล้วยังไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย แล้วอย่างนี้เมื่อไรเจ้าจะรวยเหมือนน้องสักทีเล่า”  แม่ของชาญชัยกล่าวอย่างเป็นห่วง
          “พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก แม้ฉันจะไม่ได้ร่ำรวย  แต่มีความสุขมาก ฉันชอบนั่งสมาธิและสวดมนต์เพราะนั่นทำใจฉันสงบ  และมีสุขภาพแข็งแรงดี ไม่เจ็บไม่ไข้  ฉันชอบอ่านหนังสือธรรมะเพราะมีประโยชน์ ทำให้ได้ขบคิดถึงความจริงของชีวิต  และนำมาปรับใช้กับตนเองได้ ถึงแม้จะไม่มีเงินมากมาย  แต่ฉันก็ชอบช่วยเหลือคนยาก เพราะทำแล้วสบายใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น  ชีวิตฉันไม่ต้องการอะไรมาก เท่าที่เป็นอยู่นี้ก็ทำให้ฉันเกิดความสุขมากพอแล้ว ฉันไม่ขวนขวายในสิ่งที่ใหญ่โตแต่ทำลายความสุขอันแท้จริงของชีวิตหรอกจ้ะ”
หลายปีผ่านไป โชติช่วงซึ่งกลายเป็นมหาเศรษฐีไปแล้วได้รับเลือกให้เป็นกำนันดูแลหมู่บ้าน กำนันโชติช่วงนั้นเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของพี่ชายแล้วก็รู้สึกขัดหูขัดตาเป็นกำลัง ด้วยความรู้สึกว่าไยมหาเศรษฐีอย่างเขาจึงมีพี่ชายที่แลดูกระจอกงอกง่อยเช่นนี้ ดังนั้นวันหนึ่ง โชติช่วงจึงให้คนไปตามชาญชัยมาพบ
เมื่อชาญชัยมาถึง โชติช่วงก็พาพี่ชายเดินชมบ้านไม้สักอันใหญ่โตโอ่อ่าของเขาอย่างภาคภูมิใจในฐานะของตน เมื่อได้ชมบ้านจนทั่วแล้ว ชาญชัยกับโชติช่วงจึงได้นั่งคุยกัน
          “บ้านของฉันใหญ่โตหรูหราดีไหมเล่า ดูสิพี่ นี่คือน้ำพักน้ำแรงของน้องชายพี่ทั้งนั้นล่ะ”
          “บ้านจะใหญ่โตหรือไม่ ไม่สำคัญเท่าอยู่แล้วมีความสุขหรือเปล่า”  ชาญชัยพูด
          “ต้องมีอยู่แล้ว!  ฉันมีเงินทองมากมายไว้ใช้จ่าย มีบริวารรายล้อมคอยรับใช้อยากได้อะไรก็ได้ทั้งนั้น  นี่แหละคือความสุขล่ะ แต่ก็ช่างเถอะฉันไม่ได้เรียกพี่มาพบเพราะเรื่องนี้หรอกนะ ฉันอยากพูดให้พี่สำนึกได้เสียที  ว่าพี่ก็อายุมากขึ้นทุกๆ  วัน น่าจะคิดทำอะไรอย่างฉันบ้าง  จะได้มีความเป็นอยู่ที่น่าดูกว่านี้ อยู่ให้สมกับที่เป็นพี่ชายกำนันอย่างไรล่ะ”
          “ไม่ล่ะ พี่พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ตอนนี้แล้ว เจ้าก็เช่นกันขวนขวายมากเกินไปสุดท้ายอาจก่อให้เกิดผลร้ายต่อตนเองได้นะ”  ชาญชัยเตือนสติน้อง  แต่นั่นทำให้โชติช่วงโกรธมาก  เขาตบโต๊ะอย่างแรง แล้วหยิบหมากสีแดงที่วางอยู่ในถาดข้างๆ ขว้างใส่หน้าพี่ชาย
          “พี่เป็นคนโง่ ดังนั้นอย่าได้บังอาจเอาความโง่ของตนเองมาสั่งสอนคนอื่นเลย หมากสีแดงนั่นฉันมอบให้พี่  ในฐานะที่เป็นคนโง่ที่สุดเท่าที่ฉันเคยพบมา ถ้าวันใดพี่เจอคนโง่กว่าตนเอง  ก็จงมอบหมากสีแดงนี้ให้เขาไปแทนเถอะ”  โชติช่วงตะโกนใส่พี่ชายด้วยอารมณ์มุทะลุดุดัน  แต่ชาญชัยไม่ได้กล่าวว่าอะไรน้องชาย เขาเก็บหมากสีแดงใส่กระเป๋าเสื้อแล้วจึงกลับบ้าน
สามปีผ่านไป ชาญชัยได้รับข่าวว่ากำนันโชติช่วงกำลังป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งขั้นรุนแรง มีความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส  และกำลังจะเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันนี้ ชาญชัยจึงรีบเดินทางไปเยี่ยมน้องชายที่บ้านไม้สักอันใหญ่โตหรูหราของเขา และเมื่อได้พบกับน้องชาย ชาญชัยก็พบวาโชติช่วงผอมซีดเซียวเป็นอย่างมาก
          “เป็นอย่างไรบ้างโชติช่วง”  ชาญชัยถามน้องชาย
          “เจ็บปวดทรมานมาก  คิดว่าคงใกล้จะไปเต็มทีแล้ว”  โชติช่วงตอบอย่างคนหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง
          “แล้วเจ้าเตรียมการไว้พร้อมหรือยัง ว่าจะเอาเงินทองติดตัวไปด้วยมากเท่าไร”  ชาญชัยถาม  โชติช่วงฟังคำถามพี่ชายก็งวยงง แต่ก็ตอบกลับไปว่า
          “เมื่อตายแล้วจะเอาไปอย่างไรล่ะพี่ แม้แต่สลึงเดียวก็ไม่มีทางเอาไปได้หรอก”          
          “แล้วสั่งบริวารให้ไปคอยต้อนรับเจ้าที่นั่นหรือไม่ ลูกเมียเจ้าล่ะ  ให้ตามไปด้วยหรือเปล่า”  ชาญชัยยังคงป้อนคำถามต่อ
          “ที่พี่พูดมานั่น...ฉันเอาอะไรไปด้วยไม่ได้เลยสักอย่าง”  โชติช่วงตอบ
เมื่อได้ยินดังนั้น ชาญชัยก็หยิบหมากสีแดงที่โชติช่วงเคยให้  ส่งคืนแก่เขา โชติช่วงมองหมากสีแดงอยู่ครู่หนึ่งจึงนึกออก
          “อะไรกัน พี่เอาหมากสีแดงมาให้ฉันทำไม”  โชติช่วงร้องอุทานด้วยความตกใจ ชาญชัยจึงกล่าวแก่น้องชายว่า
          “เพราะเจ้าคือผู้ที่โง่เขลากว่าพี่น่ะสิ...ทั้งๆ ที่เจ้าก็รู้ดีว่า  คนเราเมื่อถึงคราวต้องจากโลกนี้ไป จะไม่มีทางเอาอะไรไปได้เลยแม้แต่อย่างเดียว  แต่เจ้าก็ยังขวนขวายทำงานหนัก จนสุขภาพทรุดโทรมและส่งผลถึงชีวิตในวัยนี้  เหล่านี้คือการกระทำที่โง่จริงๆ พี่จึงต้องมอบหมากนี้คืนกลับเจ้าไป
เมื่อโชติช่วงได้ฟังดังนั้นก็คิดได้ทันที เขาได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญของชีวิตว่า แทนที่จะมุ่งมั่นศึกษาธรรมะเพื่อความสุขอันแท้จริง เขากลับสูญเสียเวลาไปมากมายกับสิ่งที่หาได้เป็นความสุขอันแท้จริงไม่ และเมื่อตายไปก็เอาสิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้เลยสักอย่าง  เสมือนว่า ที่เหนื่อยมาทั้งชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่สูญเปล่าไปโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม สำหรับโชติช่วง  กว่าที่เขาจะได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญในชีวิตบทนี้ ก็เป็นเวลาที่สายเกินไปเสียแล้ว
..................เธอทั้งหลาย...................
อย่าให้ชีวิตของเธอต้องเรียนรู้บทเรียนที่สำคัญของการใช้ชีวิตเมื่อสายไปแล้วดังเช่นโชติช่วงเลย ยิ่งไปกว่านั้น  ไม่มีใครรู้หรอกว่าชีวิตของคนๆ  หนึ่งนั้น  จะยืนยาวสักเท่าไร วันนี้เธออาจจะยังยิ้ม  เดิน  เล่น  หรือหัวเราะกับคนรอบข้างอย่างขบขัน แต่พรุ่งนี้อาจจะต้องจากโลกนี้ไปโดยไม่มีใครคาดคิด ...ความไม่แน่นอนนี้แหละ คือความจริงของชีวิตที่เธอต้องระลึกไว้เสมอ
ดังนั้น จงอย่าเสียเวลาอันมีค่าในชีวิตของเธอไปกับสิ่งที่หาประโยชน์ไม่ได้ แต่จงใช้ชีวิตของเธอให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่าอยู่เสมอ การสวดมนต์นั่งสมาธิเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่เธอควรหมั่นฝึกฝนเอาไว้ เพราะสิ่งนี้จะติดไปกับวิญญาณของเธอ และเป็นเสมือนทรัพย์สมบัติอันมีค่าที่เธอจะนำไปใช้ในชีวิตหลังความตายได้
                           .......................จบเรื่องหมากสีแดง...........................

9/08/2556

นิทานสีขาว : ความช่วยเหลือของมนตรี

ความช่วยเหลือของมนตรี
ณ โรงเรียนชายล้วนแห่งหนึ่ง คนทั่วไปต่างก็รู้กันดีว่าโรงเรียนนี้ขึ้นชื่อด้านกีฬาฟุตบอลมาก เพราะทีมฟุตบอลของโรงเรียนนี้คว้าที่หนึ่งในการแข่งขันฟุตบอลโรงเรียนระดับประเทศติดต่อกันมาแล้วหลายสมัย
มนตรี เป็นเด็กฉลาด  แข็งแรง  และมีน้ำใจเป็นนักกีฬาเสมอ เขาเล่นฟุตบอลอยู่ในทีมของโรงเรียนแห่งนี้ด้วย และเมื่อหัวหน้าทีมคนเก่าจบการศึกษาออกไป  มนตรีก็ได้รับการคัดเลือกจากเพื่อนๆ ในทีมฟุตบอลให้เป็นหัวหน้าทีมคนใหม่ด้วยคะแนนที่เป็นเอกฉันท์
การแข่งขันฟุตบอลโรงเรียนระดับประเทศของปีนี้กำลังจะมาถึงในไม่ช้า มนตรีและเพื่อนๆ ในทีมต้องฝึกซ้อมอย่างหนักทุกวันเพื่อรักษาความเป็นที่หนึ่งเอาไว้ให้ได้พวกเขาจริงจังกับเรื่องนี้มาก เพราะนี่ไม่ใช่แค่การรักษาตำแหน่งเดิมเอาไว้ให้ได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการรักษาเกียรติประวัติของทีมฟุตบอลโรงเรียนซึ่งสั่งสมกันมาหลายรุ่น และยังถือเป็นความภาคภูมิใจของทุกๆ คนในโรงเรียนอีกด้วย
เมื่อวาระการแข่งขันฟุตบอลโรงเรียนประจำปีนี้มาถึง ทีมของมนตรีก็สามารถเอาชนะทีมจากโรงเรียนอื่นได้โดยไม่ยากเย็นนัก จนในที่สุดก็เข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้ตามความคาดหมาย
          “การแข่งขันรอบสุดท้ายจะจัดขึ้นที่สนามโรงเรียนของเรา เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้เช้า  ขอให้ทุกคนมาพร้อมกันที่นี้ได้เลย”  มนตรีนัดแนะกับเพื่อนๆ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนที่บ้าน
วันต่อมาปรากฏว่าฝนตกตลอดตั้งแต่ตอนเช้ามืด เมื่อมนตรีออกจากบ้านนั้นฝนซาลงมากแล้ว  แต่ตามถนนหนทางก็ยังเปียกเฉอะแฉะ และบางแห่งก็ลื่นมาก  มนตรีต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง เพราะไม่อยากให้ตนเองได้รับบาดเจ็บก่อนการแข่งขัน
เมื่อมาถึงหน้าประตูโรงเรียน มนตรีสังเกตเห็นหญิงชราคนหนึ่งยืนตัวเปียกโชก ร่างกายของนางสั่นเทาด้วยความหนาวอย่างน่าสงสาร  หญิงชราคนนี้ยืนงกๆ  เงิ่นๆ และเฝ้าแต่มองไปยังฝั่งตรงข้าม  มนตรีคิดว่านางคงอยากข้ามไปอีกฝังแต่ไม่มีคนจูง จึงไม่กล้าข้ามไปคนเดียว เพราะพื้นถนนหน้าโรงเรียนลื่นและมีรถขับผ่านไปมามาก
มนตรีสังเกตคนอื่นๆ ที่เดินผ่านไปมา  ดูเหมือนว่าทุกๆ คนต่างก็เร่งรีบไปทำธุระของตนเองจนไม่มีใครว่างพอที่จะหันมาสนใจหญิงชราคนนี้เลย ดังนั้นมนตรีจึงเดินเข้าไปหานางและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนมีเมตตาว่า
          “ยายอยากจะข้ามไปฝั่งโน้นใช่ไหม ผมจะช่วยยายเองนะครับ”
สีหน้าของหญิงชราแจ่มใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อสักครู่ที่ผ่านมานางยังรู้สึกว่าตนเองอยู่อย่างโดดเดี่ยวคนเดียวในโลก และความสูงอายุทำให้ตนเองดูไร้ค่าจนไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ แต่ตอนนี้กลับมีเด็กคนหนึ่งเดินมาเรียกว่า  ‘ยาย’  และขันอาสาช่วยเหลือนาง ทำให้หญิงชรารู้สึกชื่นใจมาก
          “หลานชาย ช่วยพายายข้ามถนนลื่นนี้หน่อยเถอะนะ  บ้านยายอยู่ฝั่งตรงข้ามนี้เอง หลังร้านขายของนั่นล่ะ”  หญิงชราเสียงสั่นเพราะความหนาว
          “มาเถอะยาย  เดินช้าๆ  นะ ผมจะพายายไปส่งให้ถึงบ้านเลย”
แล้วมนตรีก็จับแขนหญิงชรามาโอบไว้รอบคอ พร้อมกับค่อยๆ พยุงร่างของนางเดินข้ามถนนอย่างระมัดระวัง
ตลอดทางที่เดินมาด้วยกันนั้น หญิงชราได้พูดกับมนตรีด้วยความรักใคร่ชื่นชม  นางให้พรแก่เขาไม่หยุดปาก และกล่าวชมเชยไปถึงพ่อแม่ที่สั่งสอนลูกให้เป็นคนดี จนกระทั่งมาถึงบ้านของหญิงชราแล้ว มนตรีจึงยกมือไหว้และกล่าวคำอำลาแก่นาง
          “ขอให้ผลบุญที่หลานชายทำในวันนี้ จงบันดาลให้หลานชายพบแต่ความสุขความเจริญเถิด”  นางอวยพรให้มนตรีพร้อมกับหลั่งน้ำตาด้วยความปลาบปลื้ม
มนตรีนั้น เมื่อได้ยินสิ่งที่ยายพูดก็บังเกิดพลังแห่งความปีติขึ้น เขาเดินเข้าโรงเรียนไปอย่างอิ่มเอมใจ  และเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า ความรู้สึกเป็นสุขที่ได้รับหลังจากชัยชนะการแข่งขันฟุตบอลไม่ว่าจะกี่ครั้งที่ผ่านมานั้น เทียบไม่ได้เลยกับความสุขความเปรมปรีดิ์ที่ได้รับจากการช่วยเหลือหญิงชราผู้อ่อนแอในครั้งนี้

กล่าวถึงในสนามแข่งขัน ตอนนี้มีผู้ชมเข้ามาจับจองที่นั่งเต็มทุกที่แล้ว  แต่ทีมฟุตบอลของมนตรียังไม่พร้อม พวกเขาหน้าตาเคร่งเครียด เพราะกระวนกระวายใจที่หัวหน้าทีมยังมาไม่ถึงสนามแข่งทั้งๆ ที่ใกล้จะถึงเวลาแข่งเต็มทีแล้ว  แต่แล้ว ใครคนหนึ่งในนั้นก็มองเห็นมนตรีเดินมาแต่ไกล  และตะโกนบอกให้เพื่อนๆ  หันไปมอง ทุกคนก็ตรงเข้าไปห้อมล้อมและต่อว่าเขาอย่างเผ็ดร้อนในเรื่องที่ไม่รักษาเวลา
          “ถ้าเพื่อนจะโกรธเรานั้นก็เห็นจะสมควรอยู่ แต่ขอให้ใจเย็นๆ  แล้วฟังเหตุผลเราเสียก่อน”  แล้วมนตรีก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เพื่อนฟัง หลายคนเมื่อได้ฟังมนตรีแล้วก็เข้าใจมากขึ้น แต่ก็ยังมีบางคนที่ยังไม่ยอมเข้าใจอะไรเลย เพราะคิดถึงแต่เรื่องผลการแข่งขันเป็นสำคัญ
          “แค่คนแก่คนเดียว นายจะไปลำบากลำบนช่วยเขาทำไม  เดี๋ยวพอฝนหยุดตก  ถนนแห้ง แกก็ข้ามกลับไปได้เองน่ะแหละ  นายก็น่าจะรู้นะ ว่าถ้านายมาไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น...  ทีมของเราอาจจะแพ้ก็ได้”  ลูกทีมคนหนึ่งยังคงต่อว่ามนตรีไม่เลิก
          “เพื่อน...เราไม่ได้ช่วยยายคนนั้นเพียงเพราะความแก่ของแก และเกรงว่าแกจะข้ามถนนไม่ได้เพียงอย่างเดียวหรอกนะ   แต่เราช่วยแก เพราะคิดว่าแกต้องเป็นแม่ของใครสักคน”  มนตรีกล่าวอย่างจริงจัง
          “แม่ใครก็ช่างเขาสิ... ถ้าไม่ใช่แม่ของนายแล้วนายจะสนไปทำไม   มันเรื่องอะไรกันที่นายจะต้องไปช่วยเหลือแม่ของคนอื่นด้วย”  เพื่อนคนนั้นยังถามต่อด้วยความเขลา  ซึ่งมนตรีก็รู้ดี  เขาจึงค่อยๆ อธิบายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง ทว่าแฝงไปด้วยความจริงจังว่า
          “เราช่วยแก เพราะเราคิดว่าแกคงเป็นแม่ของใครสักคน  และเราก็หวังว่า  สักวันหนึ่ง เมื่อแม่ของเราแก่ตัวลงมากๆ  และเราไม่ได้คอยช่วยเหลืออยู่ใกล้ๆ  ในตอนนั้น คงมีใครสักคนเข้ามาช่วยเหลือแม่ของเรา เหมือนกับที่เราได้ทำกับยายคนนั้นในวันนี้”
เมื่อได้ฟังคำตอบของมนตรี ทุกคนรู้สึกประทับใจในคำตอบของเขามาก  จึงไม่มีใครสงสัยในเหตุผลของมนตรีอีก ลูกทีมที่พูดต่อว่ามนตรีเมื่อครู่ก็รู้สึกละอายใจตนเองมาก เขากล่าวแก่มนตรีว่า
          “นายคงภาคภูมิใจในแม่ของนายมาก และมีแม่อยู่ในใจเสมอเลยใช่ไหม ถึงได้ทำสิ่งเหล่านี้โดยคิดไปถึงแม่ของนายด้วย”
          “แน่ล่ะเพื่อน”  มนตรีตอบ  “คนที่ไม่มีแม่ของตนเองอยู่ในหัวใจเพื่อการระลึกถึง และไม่ภาคภูมิใจในแม่ของตนเองนั้น  เป็นคนที่หาดีอันใดไม่ได้เลย  นอกจากนั้น ชีวิตของเขาก็เต็มไปด้วยความหมองเศร้า และไม่มีวันได้พบกับความสุขความเจริญหรอก”

....................เธอทั้งหลาย..........................
มนตรีนั้นเป็นเด็กที่มีความเมตตากรุณานัก เขานึกถึงความทุกข์ของผู้อื่น  และหาทางช่วยให้ความทุกข์นั้นมลายหายไป เธอว่ามนตรีเป็นคนมีความสุขไหม  ประสบความสำเร็จหรือเปล่า...ใช่แล้ว มนตรีเป็นเช่นนั้น  แม้ในเรื่องนี้เขาจะยังเป็นเด็ก แต่เราคงพอที่จะเห็นอนาคตของเขาแล้วล่ะว่า ในอนาคตเขาจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิตมากคนหนึ่ง เพราะเขาเป็นผู้มีความเมตตากรุณา  ชอบช่วยเหลือผู้อื่น  และที่สำคัญที่สุดคือ เขามีแม่ของเขาประทับอยู่ในหัวใจเสมอ
ขอให้เธอระลึกถึงแม่เหมือนดั่งมนตรี ไม่ว่าเธอจะกระทำสิ่งใดอยู่ที่ไหนก็ตาม...หากเธอมีปัญหาทุกข์เศร้าหมองใจ ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยว...เธอไม่จำเป็นต้องเข้าวัด  ไม่จำเป็นต้องขอพรจากพระ ไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ  มาเป็นที่พึ่งพิง แต่จงระลึกถึงแม่ของเธอก็พอ  จำไว้เถิดว่า ท่านคือความศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแล้วในชีวิตของเธอ  จำไว้เถิดว่า  “แม่คือพระของเรา”
....................จบเรื่องความช่วยเหลือของมนตรี.....................

9/04/2556

นิทานสีขาว : ฟรานซิสผู้ไม่เคยแก่งแย่ง

นิทานสีขาว
จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

ฟรานซิสผู้ไม่เคยแก่งแย่ง
นานมาแล้ว มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อว่า  หมู่บ้านลอแลง หมู่บ้านนี้มีประชากรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่มีอาชีพทำการเกษตร
อยู่มาปีหนึ่ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านจึงไม่อาจปลูกพืชผักได้และพืชผักเดิมที่พอจะมีเหลือติดพื้นดินอยู่บ้างก็พากันเหี่ยวแห้งเฉาตายไปตามๆ กัน  ภัยแล้งดังกล่าวนี้  ทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารอย่างหนักในหมู่บ้าน ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดเห็นจะเป็นคนยากจน  และเด็กๆ  ซึ่งพากันร้องไห้กระจองอแง เพราะความหิวโหย จนดังระงมไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
ในขณะที่หมู่บ้านแห่งนี้กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ ก็มีเศรษฐีใจบุญคนหนึ่งเดินทางผ่านมายังหมู่บ้านนี้พอดี
เศรษฐีคนนี้ เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กๆ  ก็เกิดความเวทนาสงสารเป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อสอบถามชาวบ้านได้ใจความแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เศรษฐีใจบุญจึงตัดสินใจแวะพักที่หมู่บ้านแห่งนี้ก่อน เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่เด็กๆ และชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อน
ดังนั้น เศรษฐีใจบุญจึงเข้าพบผู้นำหมู่บ้าน แล้วถามว่าตัวเขาเองพอจะช่วยอะไรคนในหมู่บ้านนี้ได้บ้าง
          “เป็นพระคุณอย่างล้นเหลือ ท่านเศรษฐี  แต่หากท่านมีใจจะช่วย พวกเราก็ขอเพียงให้ท่านช่วยบรรเทาความอดอยากหิวโหยของเด็กๆ  ก่อน ส่วนปัญหาอื่นนั้น  ทางการจะส่งความช่วยเหลือมาถึงเราในไม่ช้า”  ผู้นำหมู่บ้านกล่าวแก่เศรษฐีใจบุญอย่างซาบซึ้งใจ
          “ถ้าอย่างนั้น วานท่านผู้นำจงช่วยป่าวประกาศแก่เด็กๆ  ในหมู่บ้านแห่งนี้ด้วยว่า  ทุกๆ  เช้า ขอให้เด็กยากจนทุกคนไปรอฉันอยู่หน้าประตูโบสถ์ แล้วฉันจะนำขนมปังมาแจกจ่ายแก่พวกเขาทุกวัน  จนกว่าทางการจะส่งความช่วยเหลือมาถึง”  เศรษฐีใจบุญกล่าว
เมื่อข่าวนี้ประกาศไปทั่วหมู่บ้าน ในเช้าวันรุ่งขึ้น  ก็ปรากฏว่ามีเด็กๆ มารอการแจกขนมปังจากเศรษฐีใจบุญเป็นจำนวนมาก  และทันทีที่เด็กๆ  เห็นถุงใส่ขนมปัง พวกเขาก็กรูกันเข้ามาแย่งชิงขนมปังโดยไม่ฟังอีร้าอีรามใดๆ แม้เศรษฐีใจบุญจะบอกให้ทุกคนใจเย็นๆ  แต่เด็กๆ  เหล่านี้อดอยากมานาน และอยากได้ขนมปังมาประทังความหิวของตนโดยเร็ว ดังนั้นจึงไม่มีใครฟังคำขอร้องของเศรษฐีใจบุญ เด็กบางคนแอบหยิบขนมปังไปมากกว่าหนึ่งชิ้น  บางคนผลักเพื่อนให้พ้นทางตน บางคนดึงทึ้งผมคนข้างหน้า  และบางคนถึงกับชิงเอาขนมปังจากคนที่ได้ก่อนไปหน้าตาเฉย การแจกขนมปังเป็นไปด้วยความวุ่นวายและไร้ระเบียบเป็นที่สุด แต่เศรษฐีใจบุญไม่ได้รู้สึกโกรธเด็กๆ เขาเข้าใจดีว่าความหิวทำให้เด็กทุกคนต้องเอาตัวรอด
แล้วตอนนั้นเอง เศรษฐีใจบุญก็เหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยืนมองเพื่อนๆ แย่งขนมปังอยู่นอกกลุ่ม  และไม่ได้มีทีท่ากระวนกระวายอยากได้ขนมปังเหมือนคนอื่นๆ   เศรษฐีใจบุญรู้สึกแปลกใจ จึงเดินทางไปหาเด็กหญิงแล้วถามว่า
          “หนูไม่อยากกินขนมปังบ้างหรือ”
เด็กหญิงเงยหน้าอันซีดเซียวของเธอขึ้นมองเศรษฐีใจบุญ แล้วยิ้มน้อยๆ  ก่อนจะตอบว่า
          “หนูอยากรับประทานขนมปังค่ะ เพราะหนูหิวมากเหลือเกิน  แต่หนูไม่อยากเข้าไปแย่งชิงขนมปังกับคนอื่นๆ มันไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะทำร้ายกันเพียงเพราะขนมแค่ชิ้นเดียว แล้วเด็กเหล่านั้นก็เป็นเพื่อนเล่นของหนูทั้งนั้นเลยค่ะ”          
เมื่อเด็กคนอื่นๆ ได้ขนมปังและถอยออกไปจนหมดแล้ว เด็กหญิงจึงค่อยเดินเข้าไปหยิบขนมปังชิ้นเล็กเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ออกมาจากก้นถุง
          “หนูชื่ออะไรจ้ะ แล้วเป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน”  เศรษฐีใจดีถามด้วยความรู้สึกสนใจในตัวเด็กหญิง
          “หนูชื่อฟรานซิสค่ะ หนูอยู่กับแม่สองคนในบ้านเช่าใกล้ๆ  กับโบสถ์นี่เอง แม่ของหนูเป็นคนรับจ้างทำความสะอาดค่ะ”  เด็กหญิงตอบ พร้อมกันนั้นก็ได้กล่าวคำขอบคุณแก่เศรษฐีใจบุญที่ให้ความเมตตาช่วยบรรเทาความหิวให้แก่ตนและเพื่อนๆ จากนั้นเด็กหญิงก็กลับบ้านไป
วันรุ่งขึ้น  เด็กๆ ก็มารอการแจกขนมปังจากเศรษฐีใจบุญหน้าโบสถ์อีก  เมื่อเศรษฐีมาถึง  เด็กๆ ก็พากันกรูเข้าไปแย่งขนมปัง  และทะเลาะต่อยตีกันเป็นที่วุ่นวายอีกเช่นเคย เศรษฐีใจบุญมองหาฟรานซิส  และพบว่าเธอยังยืนรอให้เพื่อนๆ  หยิบขนมชิ้นโตๆ ไปก่อนเหมือนเดิม เศรษฐีใจบุญมองดูเธอเดินเขาไปหยิบขนมชิ้นที่เล็กที่สุดออกมาเป็นคนสุดท้าย   จากนั้นจึงเดินเข้าไปคุยกับฟรานซิส
          “เท่านี้ก็พอแล้วค่ะ ท่านเศรษฐี  ขอบพระคุณท่านอีกครั้งที่กรุณาเมตตาพวกหนู วันนี้หนูมีความสุขมากที่ได้รับความเมตตาจากท่าน”  ฟราสซิสกล่าวขอบคุณแล้วเอาขนมปังกลับบ้าน โดยมีเศรษฐีมองตามไปด้วยสายตาที่ประทับใจ
วันต่อมา  เหตุการณ์ทุกอย่างก็เป็นไปดังเดิม  เด็กๆ ยังคงแย่งขนมปังกันส่วนฟรานซิสก็ยืนรอขนมปังชิ้นเล็กที่สุดที่เหลือเป็นชิ้นสุดท้าย เด็กหญิงกล่าวขอบคุณเศรษฐีใจบุญแล้วเอาขนมปังกลับบ้านเหมือนเช่นเคย
เหตุผลที่ฟรานซิสไม่เคยกินขนมปังทันทีที่ได้ และเอากลับมาที่บ้านก่อนทุกครั้งนั้น เป็นเพราะเธอมีใจนึกถึงแม่ซึ่งต้องทำงานหนักและมีความหิวเช่นเดียวกับเธอ ดังนั้นฟรานซิสจึงไม่กินขนมปังที่ได้คนเดียว แต่เธอจะนำกลับมาให้แม่กินก่อนแล้ววันนี้ก็เช่นเดียวกัน...
เมื่อมาถึงบ้านฟรานซิสเข้าไปกราบแม่ และส่งขนมปังที่ได้รับมาให้แก่แม่ของเธอ
          “มากินขนมปังด้วยกันสิลูก”  แม่ของฟรานซิสบอกลูกสาวเมื่อเห็นเธอไปนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงมุมห้อง
          “แม่กินเถอะจ้ะ ลูกเบื่อขนมปังแล้ว  และวันนี้ลูกไม่หิวเลย”  ฟรานซิสตั้งใจปดแม่ เพราะเธอเห็นว่าขนมปังที่ได้รับในวันนี้มีขนาดเล็กมากเหลือเกิน  หากแบ่งกันกิน ก็เกรงว่าแม่ของเธอจะไม่อิ่ม
          “อย่าโกหกแม่เลยฟรานซิส...ลูกไม่มีวันเบื่อขนมปังหรอก เพราะนี่คือสิ่งที่ลูกชอบมากที่สุด...มาเถอะลูก  มานั่งกินขนมปังชิ้นนี้ด้วยกัน”  แม่ของฟรานซิสกล่าวแก่ลูกสาวอย่างรู้ทัน พร้อมกับบิขนมปังออกเป็นสองชิ้น แต่แล้วฟรานซิสกับแม่ก็ต้องตกใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีเหรียญทองคำเหรียญหนึ่งตกลงมาจากขนมปังชิ้นนั้น
          “มีเหรียญทองคำอยู่ในขนมปังได้อย่างไรกันจ๊ะแม่”  ฟรานซิสถามแม่ด้วยความตกใจ
          “ท่านเศรษฐีคงเผลอทำตกลงไปในระหว่างที่กำลังดูเขาทำขนม...ลูกจงเอาเหรียญทองคำนี้ไปคืนท่านเถิด”  แม่ของฟรานซิสบอก
ฟรานซิสจึงไปตามหาเศรษฐีใจบุญ และคืนเหรียญทองคำให้แก่เขา
          “แม่ของหนูบอก มันอาจจะหล่นลงไประหว่างทำขนมปังน่ะคะ”  เธอกล่าวด้วยสีหน้าและแววตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์
          “การกระทำของหนูทำให้ฉันประทับใจมาก เหรียญทองคำนี้ฉันตั้งใจใส่ลงไปเอง  เพื่อเป็นของขวัญที่หนูเป็นเด็กดี มีมารยาทและไม่แก่งแย่งขนมกับเพื่อน”          
          “จงนำเหรียญทองคำเหล่านี้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของหนูและแม่เถิด และจงรักษาความดีเหล่านี้ให้อยู่กับตัวหนูตลอดไป   ฉันเชื่อว่าด้วยความดีทั้งหมดของหนู จะทำให้หนูเติบโตเป็นคนที่มีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแน่นอน”
  ..........................เธอทั้งหลาย.............................
มีตัวอย่างมาให้เห็นกันมากแล้วว่า การไขว่คว้าหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตนเองด้วยการแก่งแย่งทำร้ายกันนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีใดๆ  เลย  เธออยากได้สิ่งเหล่านั้นถึงขนาดทำร้ายหัวใจตนเอง และเข่นฆ่าความสุขของผู้อื่นเลยหรือ...ถ้าอย่างนั้น สิ่งที่เธอได้มาจะมีความหมายอะไร
คนที่ได้อะไรมาด้วยการแย่งชิงนั้น แม้จะได้รับชัยชนะจากการเป็นผู้ครอบครอง แต่เขาจะไม่มีความสุขกับสิ่งนั้นนานนักหรอก ในไม่ช้าเขาก็จะต้องเริ่มไขว่คว้าหาสิ่งอื่นที่คิดว่ามีค่ายิ่งกว่าต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยสำคัญผิดไปว่าจะสามารถถมความต้องการที่ไม่มีวันเติมให้เต็มของตนเองได้
ผิดกับคนที่รู้จักการรอคอย และทำใจให้รู้จักพอกับสิ่งที่ได้มา  แม้จะไม่เคยแก่งแย่งแข่งขันกับใคร แต่การรอคอยอย่างมีสติจักนำพาสิ่งที่ต้องการมาอยู่ในครอบครองของเขาในที่สุด แม้สิ่งที่ได้มาอาจจะดูน้อยค่าเหลือเกินในความคิดของผู้อื่น แต่การรอคอยจะสอนให้เขารู้จักคุณค่าของสิ่งที่ได้รับ และความรู้จักพอก็จะสอนให้เขาตระหนักว่าสิ่งที่ได้รับมาเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับเขาเสมอ ด้วยผู้ที่รู้จักการรอคอยและรู้จักพอกับสิ่งที่ตนเองได้มานั้น ย่อมเห็นถึงคุณค่าของสิ่งที่ตนมี และไม่ปรารถนาที่จะไขว่คว้าหาสิ่งเกินจำเป็นอื่นใดมาเติมความต้องการของตนเองอีกต่อไป
...................จบเรื่องฟรานซิสผู้ไม่เคยแก่งแย่ง......................

9/03/2556

นิทานสีขาว : หัวใจของนิสรีน

นิทานสีขาว
จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

หัวใจของนิสรีน
นิสรีนเป็นหญิงสาววัยแรกแย้ม หากเปรียบไปแล้วก็เหมือนดั่งดอกไม้ตูมที่กำลังเริ่มผลิบาน นิสรีนเป็นเด็กสาวหน้าตาน่ารัก  ผิวของเธอขาวนุ่มดุจหิมะในฤดูหนาว และผมยาวสลวยของเธอนั้นมีสีดำเงางามดั่งไม้มะเกลือ นอกจากความงดงามในรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว นิสรีนยังมีกริยามารยาทที่งดงามน่าเอ็นดูสมเป็นกุลสตรี และมีจิตใจเมตตากรุณาแก่ทุกคน  ดังนั้นเธอจึงเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ และรวมไปถึงเป็นที่รักของคนในหมู่บ้านเดียวกันอีกด้วย
อยู่มาวันหนึ่งขณะที่กำลังเก็บดอกไม้อยู่ในสวนตามลำพัง นิสรีนเกิดความรู้สึกว่าตนเองหายใจขัดและเจ็บหน้าอกด้านซ้ายอย่างรุนแรง เด็กสาวเจ็บปวดทรมานมากจนแทบจะยันกายยืนไว้ไม่ไหว แต่ด้วยความเข้มแข็งที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในใจ และความคิดถึงที่มีต่อพ่อกับแม่มากในตอนนั้น ทำให้นิสรีนแข็งใจพาร่างของตนเดินกลับไปถึงบ้านได้ในที่สุด
พ่อกับแม่ของนิสรีนรีบเชิญหมอประจำหมู่บ้านมาตรวจดูอาการของบุตรสาวทันที หมอประจำหมู่บ้านใช้เวลาตรวจอยู่สักครู่ก็ออกมารายงานผลการตรวจซึ่งทำให้พ่อกับแม่ของเด็กสาวแทบจะล้มทั้งยืน
          “ข้าเสียใจด้วย นิสรีนน้อยมีปัญหาที่หัวใจ และเธอคงจะอยู่กับเราได้ไม่นาน”
          “ไม่มีวิธีใดรักษาลูกสาวข้าให้หายได้เลยหรือท่านหมอ แม้จะต้องใช้เงินทองมากมายเพียงไรข้าก็จะหามาให้ท่าน ขอเพียงท่านช่วยชีวิตลูกสาวของข้าให้ได้เท่านั้น”  พ่อของนิสรีนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
          “ข้าเสียใจด้วยจริงๆ ตอนนี้เรายังไม่มีวิธีรักษาโรคหัวใจให้หายขาดได้หรอก  โธ่..... นิสรีนน้อยผู้น่าสงสาร  หากมีวิธีใดที่ข้าจะช่วยลูกสาวของท่านได้ข้าไม่รอช้าแน่”  หมอประจำหมู่บ้านให้คำมั่น แต่ทว่าเป็นคำมั่นที่แลดูเศร้าสร้อยมาก
พ่อกับแม่ไม่ได้ปิดบังความจริงแก่นิสรีน เพราะคนในครอบครัวนี้ไม่เคยกล่าวเท็จแก่กัน นิสรีนนั่งฟังเรื่องเกี่ยวกับโรคร้ายของเธออย่างสงบ แล้วแย้มยิ้มกับพ่อและแม่เพื่อให้ทั้งสองคลายกังวลว่า
          “อย่ากังวลไปเลยจ้ะ พ่อจ๋าแม่จ๋า  ลูกไม่เป็นไรหรอก  ได้รู้ความจริงอย่างนี้ก็ดีแล้ว ลูกจะได้ใช้เวลาที่เหลือในแต่ละวันของลูกทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และคุ้มค่ามากที่สุด”
แม้จะไม่มีวิธีรักษาโรคหัวใจของนิสรีนให้หายขาด แต่นิสรีนก็ต้องไปพบหมอประจำหมู่บ้านที่โรงหมอเพื่อรับยาบรรเทาอาการปวดทรวงอกมากินทุกวัน อันเป็นวิธีรักษาเพียงวิธีเดียวในตอนนี้ที่หมอประจำหมู่บ้านจะช่วยเหลือเยียวยาเธอได้
อยู่มาวันหนึ่งขณะที่นิสรีนกำลังรอรับยาในโรงหมออยู่นั้น ชายคนหนึ่งท่าทางยากจนได้อุ้มเด็กหญิงตัวเล็กๆ  เข้ามาในโรงหมอเพื่อรอรับการรักษา เมื่อเด็กหญิงคนนั้นเห็นนิสรีนก็ส่งยิ้มให้อย่างไรเดียงสา  นิสรีนยิ้มตอบอย่างใจดี แต่ก็แอบจับสังเกตได้ว่าเด็กคนนี้ตัวเล็กและผอมเซียวผิดจากเด็กทั่วๆ  ไป และสีหน้าของพ่อเธอก็ดูอมทุกข์และเศร้าสร้อยมาก นิสรีนจึงนึกสงสัยว่าเด็กน้อยคนนี้เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายอันใดหนอ
          “ขอโทษนะคะ คุณน้า”  นิสรีนกล่าวขึ้นกับพ่อของเด็กหญิง หลังจากที่เขาปล่อยให้ลูกสาวไปวิ่งเล่นกับเด็กคนอื่นอยู่ในบริเวณนั้น  “ไม่ทราบว่าลูกสาวของคุณน้าป่วยด้วยโรคอะไรหรือคะ จึงทำให้คุณน้าดูเศร้าสร้อยถึงเพียงนี้”
ชายผู้นั้นหันมามองนิสรีนด้วยแววตาเศร้าหมอง ก่อนจะตอบว่าอย่างไร้กำลังว่า
          “น้ามียาย่าเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว เมื่อปีที่แล้ว  แม่ของแกเพิ่งป่วยตายไป  หลังจากนั้นอีกสามเดือน น้าก็พบว่ายาย่าป่วยด้วยโรคเนื้อร้ายที่ยากจะรักษาได้และต้องรอความตายเพียงอย่างเดียว”
          “แต่พอมีทางรักษาได้ไม่ใช่หรือคะ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ  แกต้องหายแน่”
นิสรีนให้กำลังใจ แต่ชายผู้นั้นกลับมีสีหน้าทุกข์ระทมยิ่งกว่าเก่า
          “ไม่หรอกหนู...ที่ประเทศของเรายังไม่มีหมอรักษาโรคนี้เลย ดังนั้นยาย่าจะไม่มีวันหายหรอก  หากไม่ได้เดินทางไปรักษายังประเทศตรงโพ้นทะเลโน้น และนั่นต้องใช้เงินมากทีเดียว  ตัวน้าเองก็เป็นเพียงช่างทำรองเท้า จะเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากที่ไหนเล่า”
นิสรีนรู้สึกสงสารช่างทำร้องเท้าและลูกสาวของเขาเป็นกำลัง เธอเก็บเอาเรื่องนี้มานอนคิดที่บ้าน และอยากหาทางช่วยเหลือให้เด็กคนนี้ได้รับการรักษา แม้ครอบครัวของนิสรีนจะจัดได้ว่าเป็นครอบครัวผู้มีอันจะกินครอบครัวหนึ่ง แต่ทรัพย์สมบัติในครอบครัวเธอก็คงไม่พอที่จะช่วยให้เด็กน้อยยาย่าได้รับการรักษายังโพ้นทะเลได้ อีกประการหนึ่ง  เธอก็ไม่อยากรบกวนทรัพย์สมบัติของพ่อและแม่มากเกินไป เพราะอยากให้ทั้งสองได้ใช้สมบัติที่มีเลี้ยงดูตนเองให้อยู่ดีกินดีจนชั่วชีวิต แทนตัวเธอที่คงไม่มีโอกาสอยู่ดูแลพ่อแม่ไปจนแก่เฒ่า
นิสรีนหมกมุ่นครุ่นคิดถึงวิธีช่วยเด็กน้อยอยู่หลายคืน จนกระทั่งคืนหนึ่งเธอก็คิดได้ว่าตัวเองควรจะทำอย่างไรเพื่อช่วยเด็กคนนี้โดยไม่ต้องเดือดร้อนคนอื่นมากนัก เมื่อคิดได้ดังนั้น  นิสรีนจึงแจ้งความคิดนี้ต่อพ่อและแม่ของเธอในทันที

“ลูกตัดสินใจว่าจะวิ่งไปทั่วประเทศ  ผ่านทุกเขตการปกครอง  ผ่านทุกหมู่บ้าน เพื่อขอรับเงินบริจาคมาช่วยยาย่าผู้น่าสงสารให้ได้เดินทางไปรักษายังโพ้นทะเล”
พ่อกับแม่ของนิสรีนตกใจมาก ต่างพากันทัดทานเป็นการใหญ่
          “ลูกกำลังเจ็บป่วยมากนะ ลืมไปแล้วหรือ...ลูกรัก  พ่อกับแม่ไม่ยอมให้ลูกไปเสี่ยงชีวิตแบบนั้นหรอก”  พ่อของนิสรีนกล่าวกล่าวแก่บุตรสาว แต่ตัวเธอนั้นมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือคนอื่นจนมองข้ามตัวเองไปนานแล้ว
          “พ่อจ๋า...ลูกไม่มีวันลืมหรอกว่าลูกกำลังป่วยหนัก และกำลังจะตาย  แต่เพราะเช่นนี้อย่างไรเล่า  ลูกจึงอยากใช้เวลาที่เหลืออยู่ของลูก ทำสิ่งที่ดีที่สุดก่อนที่ลูกจะตาย  โรคร้ายของลูกนั้นไม่มีทางรักษา แต่โรคร้ายของเด็กคนนั้นอาจหายได้ก็ได้หากเขาได้รับโอกาสนะจ้ะ”  นิสรีนกล่าวด้วยแววตามุ่งมั่น
          “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...มันจะไม่เสียแรงเปล่าหรือลูก ลองคิดดูสิว่าจะมีใครให้เงินลูกสักกี่มากน้อย เขาจะเชื่อหรือว่าลูกทำไปเพื่อช่วยเหลือคนอื่น  ไม่ใช่หลอกเอาเงินเขาไปใช้เอง ในเมื่อเขาก็ไม่รู้จักลูกสักหน่อย”  แม่ของนิสรีนว่า
          “ลูกไม่รู้หรอกจ้ะแม่ ว่าสิ่งที่ลูกทำจะประสบความสำเร็จแค่ไหน  ลูกอาจจะได้รับเงินบริจาคกลับมามากมาย หรืออาจจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย แต่ลูกก็เชื่อว่าความตั้งใจของลูกจะส่งผลดีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หรืออย่างน้อยเมื่อลูกตายไปแล้ว ดินแดนแห่งความสุขหลังความตายจะได้อ้าแขนรับลูกอย่างเต็มใจอย่างไรล่ะจ้ะ”
เมื่อไม่อาจเปลี่ยนจิตใจอันแน่วแน่ของบุตรสาวได้ พ่อกับแม่ของนิสรีนจึงเปลี่ยนทัศนคติแล้วหันมาสนับสนุนสิ่งที่เธอทำอย่างเต็มที่ พวกเขาทำแผนที่เส้นทางการเดินทางในประเทศให้แก่นิสรีน จ้างม้าข่าวไปกระจายข่าวยังหมู่บ้าน  และเขตการปกครองต่างๆ ให้ได้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้การวิ่งรับเงินบริจาคของนิสรีนบรรลุผลมากที่สุด
นิสรีนเริ่มออกวิ่งตามลำพังไปยังที่ต่างๆ ตามแผนที่ที่พ่อกับแม่ทำไว้ให้  ระหว่างทางเธอได้พบเจอผู้คนมากมาย และได้พูดคุยกับคนเหล่านั้นอย่างมีอัชฌาสัยถึงเหตุผลที่เธอต้องวิ่งรอบประเทศเพื่อหาเงินบริจาค ทำให้ผู้คนที่ได้พูดคุยกับนิสรีนรู้สึกชื่นชมในน้ำใจของนิสรีนยิ่งนัก จึงยินยอมมอบเงินบริจาคให้ด้วยความจริงใจ  อีกทั้งยังไปชักชวนเพื่อนๆ และคนรู้จักให้มาบริจาคกับเธออีกด้วย
การกระทำของนิสรีนเป็นเรื่องที่พูดกันปากต่อปากและแพร่กระจายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว ทุกคนเฝ้ารอการมาถึงของเธอและบางคนก็ขอวิ่งไปเป็นเพื่อนเธอด้วย ดังนั้นนิสรีนจึงได้รับเงินบริจาคเพิ่มมากขึ้นทุกที และได้เพื่อนร่วมเดินทางเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
ต่อมาเรื่องนี้ก็ได้แพร่เข้าไปโจษจันถึงในมหาปราสาท จนความทราบไปถึงเจ้าผู้ครองประเทศ จ้าวผู้ครองประเทศจึงสั่งให้ทหารไปสืบสาวความจริงเกี่ยวกับนิสรีนและการวิ่งขอเงินบริจาคของเธอ เมื่อรู้เรื่องทั้งหมด  จ้าวผู้ครองประเทศได้กล่าวชื่นชม       นิสรีน จากนั้นจึงมีคำสั่งให้กองทหารองครักษ์สามคนร่วมเดินทางไปด้วย  เพื่อคุ้มครอง นิสรีน  และให้ความช่วยเหลือเธอตามความเหมาะสม นอกจากนั้นยังสละเงินส่วนตัวจำนวนมากบริจาคให้แก่การเดินทางของนิสรีนอีกด้วย
หลายคนคิดว่าเงินที่นิสรีนหาได้ตอนนี้น่าจะมากพอแล้วสำหรับการรักษายาย่า จึงขอให้เธอหยุดวิ่งด้วยความเป็นห่วงว่าโรคหัวใจของเธอจะกำเริบแต่นิสรีนยังคงวิ่งต่อไปตามความตั้งใจเดิม เพราะเธอรู้ว่ายังมีคนอีกมากมาย  กำลังรอคอยที่จะทำความดีร่วมไปกับเธอ ซึ่งความช่วยเหลือจากจ้าวผู้ครองประเทศก็ทำให้การเดินทางของเธอราบรื่นและรวดเร็วขึ้นมาก จนกระทั่งการวิ่งขอรับเงินบริจาคของเธอก็สิ้นสุดลงเร็วกว่าเวลาที่คาดหมายไว้
เมื่อนิสรีนนำเงินไปให้ พ่อของเด็กหญิงยาย่าซาบซึ้งใจจนถึงกับร้องไห้และลงไปนั่งคุกเข่าพร่ำกล่าวคำสรรเสริญเธอด้วยใจจริง นิสรีนห้ามไม่ให้เขาทำเช่นนั้น และบอกว่า
          “ความช่วยเหลือเหล่านี้ไม่ได้มาจากหนูคนเดียว แต่มาจากทุกๆ  คนที่ได้มอบเงินบริจาคมาให้ ด้วยความศรัทธาและความเชื่อมั่นของพวกเขา พวกเขาอยากให้ยาย่าได้รับการรักษาและมีชีวิตที่สดใสต่อไปค่ะ”
เด็กน้อยยาย่าได้รับการรักษาโรคเนื้อร้ายของเธอยังโพ้นทะเล พ่อของเธอส่งข่าวมาให้นิสรีนและผู้บริจาคเงินทั้งหลายทราบเป็นระยะๆ  ว่า เงินของพวกเขานั้นได้ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของยาย่าให้ได้ดีขึ้นมากมายเพียงไร และหมอบอกว่า ยาย่ากำลังจะหายจากโรคร้ายได้ในไม่ช้านี้
ส่วนนิสรีนหลังกลับมาจากการวิ่งรับเงินบริจาคช่วยเหลือยาย่าแล้วก็เกิดเหตุการณ์น่าอัศจรรย์ใจขึ้นเมื่อหมอประจำหมู่บ้านมาตรวจเธออีกครั้งแล้วพบว่าหัวใจของเธอเป็นปกติดี ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใดดังที่เคยตรวจพบก่อนหน้านี้ สร้างความยินดีให้แก่พ่อแม่และที่รู้จักนิสรีนเป็นอย่างมาก
หลังจากนั้น นิสรีนสาวน้อยผู้มีหัวใจมุ่งมั่นก็ใช้ชีวิตของเธออย่างมีความสุข และเมื่อถึงวัยออกเรือน เธอได้แต่งงานกับองครักษ์หนุ่มผู้ที่เคยเข้าร่วมคุ้มครองเธอในการเดินทางครั้งนั้น และมีลูกๆ ที่แสนน่ารักน่าเอ็นดูถึงสามคน

Popular Posts

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top