8/03/2556

นิทานสีขาว : ความช่วยเหลือของมนตรี

07:17

นิทานสีขาว
จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

ความช่วยเหลือของมนตรี
ณ โรงเรียนชายล้วนแห่งหนึ่ง คนทั่วไปต่างก็รู้กันดีว่าโรงเรียนนี้ขึ้นชื่อด้านกีฬาฟุตบอลมาก เพราะทีมฟุตบอลของโรงเรียนนี้คว้าที่หนึ่งในการแข่งขันฟุตบอลโรงเรียนระดับประเทศติดต่อกันมาแล้วหลายสมัย
มนตรี เป็นเด็กฉลาด  แข็งแรง  และมีน้ำใจเป็นนักกีฬาเสมอ เขาเล่นฟุตบอลอยู่ในทีมของโรงเรียนแห่งนี้ด้วย และเมื่อหัวหน้าทีมคนเก่าจบการศึกษาออกไป  มนตรีก็ได้รับการคัดเลือกจากเพื่อนๆ ในทีมฟุตบอลให้เป็นหัวหน้าทีมคนใหม่ด้วยคะแนนที่เป็นเอกฉันท์
การแข่งขันฟุตบอลโรงเรียนระดับประเทศของปีนี้กำลังจะมาถึงในไม่ช้า มนตรีและเพื่อนๆ ในทีมต้องฝึกซ้อมอย่างหนักทุกวันเพื่อรักษาความเป็นที่หนึ่งเอาไว้ให้ได้พวกเขาจริงจังกับเรื่องนี้มาก เพราะนี่ไม่ใช่แค่การรักษาตำแหน่งเดิมเอาไว้ให้ได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการรักษาเกียรติประวัติของทีมฟุตบอลโรงเรียนซึ่งสั่งสมกันมาหลายรุ่น และยังถือเป็นความภาคภูมิใจของทุกๆ คนในโรงเรียนอีกด้วย
เมื่อวาระการแข่งขันฟุตบอลโรงเรียนประจำปีนี้มาถึง ทีมของมนตรีก็สามารถเอาชนะทีมจากโรงเรียนอื่นได้โดยไม่ยากเย็นนัก จนในที่สุดก็เข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้ตามความคาดหมาย
          “การแข่งขันรอบสุดท้ายจะจัดขึ้นที่สนามโรงเรียนของเรา เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้เช้า  ขอให้ทุกคนมาพร้อมกันที่นี้ได้เลย”  มนตรีนัดแนะกับเพื่อนๆ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนที่บ้าน
วันต่อมาปรากฏว่าฝนตกตลอดตั้งแต่ตอนเช้ามืด เมื่อมนตรีออกจากบ้านนั้นฝนซาลงมากแล้ว  แต่ตามถนนหนทางก็ยังเปียกเฉอะแฉะ และบางแห่งก็ลื่นมาก  มนตรีต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง เพราะไม่อยากให้ตนเองได้รับบาดเจ็บก่อนการแข่งขัน
เมื่อมาถึงหน้าประตูโรงเรียน มนตรีสังเกตเห็นหญิงชราคนหนึ่งยืนตัวเปียกโชก ร่างกายของนางสั่นเทาด้วยความหนาวอย่างน่าสงสาร  หญิงชราคนนี้ยืนงกๆ  เงิ่นๆ และเฝ้าแต่มองไปยังฝั่งตรงข้าม  มนตรีคิดว่านางคงอยากข้ามไปอีกฝังแต่ไม่มีคนจูง จึงไม่กล้าข้ามไปคนเดียว เพราะพื้นถนนหน้าโรงเรียนลื่นและมีรถขับผ่านไปมามาก
มนตรีสังเกตคนอื่นๆ ที่เดินผ่านไปมา  ดูเหมือนว่าทุกๆ คนต่างก็เร่งรีบไปทำธุระของตนเองจนไม่มีใครว่างพอที่จะหันมาสนใจหญิงชราคนนี้เลย ดังนั้นมนตรีจึงเดินเข้าไปหานางและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนมีเมตตาว่า
          “ยายอยากจะข้ามไปฝั่งโน้นใช่ไหม ผมจะช่วยยายเองนะครับ”
สีหน้าของหญิงชราแจ่มใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อสักครู่ที่ผ่านมานางยังรู้สึกว่าตนเองอยู่อย่างโดดเดี่ยวคนเดียวในโลก และความสูงอายุทำให้ตนเองดูไร้ค่าจนไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ แต่ตอนนี้กลับมีเด็กคนหนึ่งเดินมาเรียกว่า  ‘ยาย’  และขันอาสาช่วยเหลือนาง ทำให้หญิงชรารู้สึกชื่นใจมาก
          “หลานชาย ช่วยพายายข้ามถนนลื่นนี้หน่อยเถอะนะ  บ้านยายอยู่ฝั่งตรงข้ามนี้เอง หลังร้านขายของนั่นล่ะ”  หญิงชราเสียงสั่นเพราะความหนาว
          “มาเถอะยาย  เดินช้าๆ  นะ ผมจะพายายไปส่งให้ถึงบ้านเลย”
แล้วมนตรีก็จับแขนหญิงชรามาโอบไว้รอบคอ พร้อมกับค่อยๆ พยุงร่างของนางเดินข้ามถนนอย่างระมัดระวัง
ตลอดทางที่เดินมาด้วยกันนั้น หญิงชราได้พูดกับมนตรีด้วยความรักใคร่ชื่นชม  นางให้พรแก่เขาไม่หยุดปาก และกล่าวชมเชยไปถึงพ่อแม่ที่สั่งสอนลูกให้เป็นคนดี จนกระทั่งมาถึงบ้านของหญิงชราแล้ว มนตรีจึงยกมือไหว้และกล่าวคำอำลาแก่นาง
          “ขอให้ผลบุญที่หลานชายทำในวันนี้ จงบันดาลให้หลานชายพบแต่ความสุขความเจริญเถิด”  นางอวยพรให้มนตรีพร้อมกับหลั่งน้ำตาด้วยความปลาบปลื้ม
มนตรีนั้น เมื่อได้ยินสิ่งที่ยายพูดก็บังเกิดพลังแห่งความปีติขึ้น เขาเดินเข้าโรงเรียนไปอย่างอิ่มเอมใจ  และเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า ความรู้สึกเป็นสุขที่ได้รับหลังจากชัยชนะการแข่งขันฟุตบอลไม่ว่าจะกี่ครั้งที่ผ่านมานั้น เทียบไม่ได้เลยกับความสุขความเปรมปรีดิ์ที่ได้รับจากการช่วยเหลือหญิงชราผู้อ่อนแอในครั้งนี้

กล่าวถึงในสนามแข่งขัน ตอนนี้มีผู้ชมเข้ามาจับจองที่นั่งเต็มทุกที่แล้ว  แต่ทีมฟุตบอลของมนตรียังไม่พร้อม พวกเขาหน้าตาเคร่งเครียด เพราะกระวนกระวายใจที่หัวหน้าทีมยังมาไม่ถึงสนามแข่งทั้งๆ ที่ใกล้จะถึงเวลาแข่งเต็มทีแล้ว  แต่แล้ว ใครคนหนึ่งในนั้นก็มองเห็นมนตรีเดินมาแต่ไกล  และตะโกนบอกให้เพื่อนๆ  หันไปมอง ทุกคนก็ตรงเข้าไปห้อมล้อมและต่อว่าเขาอย่างเผ็ดร้อนในเรื่องที่ไม่รักษาเวลา
          “ถ้าเพื่อนจะโกรธเรานั้นก็เห็นจะสมควรอยู่ แต่ขอให้ใจเย็นๆ  แล้วฟังเหตุผลเราเสียก่อน”  แล้วมนตรีก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เพื่อนฟัง หลายคนเมื่อได้ฟังมนตรีแล้วก็เข้าใจมากขึ้น แต่ก็ยังมีบางคนที่ยังไม่ยอมเข้าใจอะไรเลย เพราะคิดถึงแต่เรื่องผลการแข่งขันเป็นสำคัญ
          “แค่คนแก่คนเดียว นายจะไปลำบากลำบนช่วยเขาทำไม  เดี๋ยวพอฝนหยุดตก  ถนนแห้ง แกก็ข้ามกลับไปได้เองน่ะแหละ  นายก็น่าจะรู้นะ ว่าถ้านายมาไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น...  ทีมของเราอาจจะแพ้ก็ได้”  ลูกทีมคนหนึ่งยังคงต่อว่ามนตรีไม่เลิก
          “เพื่อน...เราไม่ได้ช่วยยายคนนั้นเพียงเพราะความแก่ของแก และเกรงว่าแกจะข้ามถนนไม่ได้เพียงอย่างเดียวหรอกนะ   แต่เราช่วยแก เพราะคิดว่าแกต้องเป็นแม่ของใครสักคน”  มนตรีกล่าวอย่างจริงจัง
          “แม่ใครก็ช่างเขาสิ... ถ้าไม่ใช่แม่ของนายแล้วนายจะสนไปทำไม   มันเรื่องอะไรกันที่นายจะต้องไปช่วยเหลือแม่ของคนอื่นด้วย”  เพื่อนคนนั้นยังถามต่อด้วยความเขลา  ซึ่งมนตรีก็รู้ดี  เขาจึงค่อยๆ อธิบายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง ทว่าแฝงไปด้วยความจริงจังว่า
          “เราช่วยแก เพราะเราคิดว่าแกคงเป็นแม่ของใครสักคน  และเราก็หวังว่า  สักวันหนึ่ง เมื่อแม่ของเราแก่ตัวลงมากๆ  และเราไม่ได้คอยช่วยเหลืออยู่ใกล้ๆ  ในตอนนั้น คงมีใครสักคนเข้ามาช่วยเหลือแม่ของเรา เหมือนกับที่เราได้ทำกับยายคนนั้นในวันนี้”
เมื่อได้ฟังคำตอบของมนตรี ทุกคนรู้สึกประทับใจในคำตอบของเขามาก  จึงไม่มีใครสงสัยในเหตุผลของมนตรีอีก ลูกทีมที่พูดต่อว่ามนตรีเมื่อครู่ก็รู้สึกละอายใจตนเองมาก เขากล่าวแก่มนตรีว่า
          “นายคงภาคภูมิใจในแม่ของนายมาก และมีแม่อยู่ในใจเสมอเลยใช่ไหม ถึงได้ทำสิ่งเหล่านี้โดยคิดไปถึงแม่ของนายด้วย”
          “แน่ล่ะเพื่อน”  มนตรีตอบ  “คนที่ไม่มีแม่ของตนเองอยู่ในหัวใจเพื่อการระลึกถึง และไม่ภาคภูมิใจในแม่ของตนเองนั้น  เป็นคนที่หาดีอันใดไม่ได้เลย  นอกจากนั้น ชีวิตของเขาก็เต็มไปด้วยความหมองเศร้า และไม่มีวันได้พบกับความสุขความเจริญหรอก”

....................เธอทั้งหลาย..........................
มนตรีนั้นเป็นเด็กที่มีความเมตตากรุณานัก เขานึกถึงความทุกข์ของผู้อื่น  และหาทางช่วยให้ความทุกข์นั้นมลายหายไป เธอว่ามนตรีเป็นคนมีความสุขไหม  ประสบความสำเร็จหรือเปล่า...ใช่แล้ว มนตรีเป็นเช่นนั้น  แม้ในเรื่องนี้เขาจะยังเป็นเด็ก แต่เราคงพอที่จะเห็นอนาคตของเขาแล้วล่ะว่า ในอนาคตเขาจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิตมากคนหนึ่ง เพราะเขาเป็นผู้มีความเมตตากรุณา  ชอบช่วยเหลือผู้อื่น  และที่สำคัญที่สุดคือ เขามีแม่ของเขาประทับอยู่ในหัวใจเสมอ
ขอให้เธอระลึกถึงแม่เหมือนดั่งมนตรี ไม่ว่าเธอจะกระทำสิ่งใดอยู่ที่ไหนก็ตาม...หากเธอมีปัญหาทุกข์เศร้าหมองใจ ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยว...เธอไม่จำเป็นต้องเข้าวัด  ไม่จำเป็นต้องขอพรจากพระ ไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ  มาเป็นที่พึ่งพิง แต่จงระลึกถึงแม่ของเธอก็พอ  จำไว้เถิดว่า ท่านคือความศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแล้วในชีวิตของเธอ  จำไว้เถิดว่า  “แม่คือพระของเรา”
....................จบเรื่องความช่วยเหลือของมนตรี.....................

Written by

We are Creative Blogger Theme Wavers which provides user friendly, effective and easy to use themes. Each support has free and providing HD support screen casting.

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top