8/02/2556

นิทานสีขาว : การเดินทางของชายสามคน

05:33

นิทานสีขาว

จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

การเดินทางของชายสามคน
ชายสามคนเป็นเพื่อนรักกัน อยู่มาวันหนึ่งซึ่งเป็นหน้าแล้ง  ชายสามคนได้นั่งคุยกันถึงเรื่องปากท้อง ทั้งสามต่างพากันเห็นว่าหมู่บ้านที่พวกตนอาศัยอยู่นั้นค่อนข้างแห้งแล้งกันดาร หาอาหารได้ไม่ใคร่จะพอชีพ และดูเหมือนว่าความแห้งแล้งกันดารนี้จะเพิ่มมากขึ้นทุกที
ชายคนหนึ่งนั่งพ้อกับเพื่อนทั้งสองว่า
          “พรุ่งนี้เราจะเอาอะไรกินดีเพื่อน”
ชายคนที่สองตอบอย่างซังกะตายว่า
          “ข้าสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้าแล้ว ขอให้พระองค์ส่งปลามาให้เราสักตัวเถิด”
ชายคนที่หนึ่งถามกลับว่า
          “ถ้าพระเจ้าไม่มาส่งให้เรา มีหวังเราคงอดตาย”
ชายคนที่สองตอบกลับทันทีว่า
          “พระองค์ต้องส่งปลามาให้สิ ก็ข้าอ้อนวอนขอพระองค์ทุกคืน”          
ชายคนที่สามซึ่งนั่งฟังบทสนทนาของเพื่อนทั้งสองคนอยู่นานแล้วพูดขึ้นบ้างว่า
          “ข้าว่า...ขืนเรายังทนอยู่ที่นี้ต่อไป มีหวังต้องได้อดตายกันสักวันแน่ๆ”
          “แล้วจะให้ทำไงเล่า ก็ที่นี่มันแห้งแล้งนายก็รู้”  ชายคนที่หนึ่งถามพลางอ้าปากหาว
          “ข้าเคยได้ข่าวมาจากพ่อค้าผ้า เรื่องเมืองที่อยู่หลังเขาด้านตะวันออกโน้น  พ่อค้าผ้าบอกกันว่า เมืองนั้นอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก  ข้าวปลาอาหารหาง่าย  การค้าก็รุ่งเรืองมาก ข้าว่าเราย้ายไปอยู่ที่นั้นกันเถอะเพื่อน”  ชายคนที่สามว่า
             “แต่ทางนั้นเสือดุมากนะ ขืนไปทางนั้นคงมีหวังได้กลายเป็นอาหารของเสือร้ายดอก”  ชายคนที่หนึ่งพูดอย่างตกใจ
          “ไม่เป็นไรหรอก ข้าจะสวดมนต์อ้อนวอนให้พระเจ้าช่วยปกป้องเอง”  ชายคนที่สองว่าพร้อมกับทำท่าสวดมนต์
          “เถอะนะเพื่อน เราไปอดตายเอาดาบหน้าดีกว่า  อย่ามัวแต่นอนรอความตายอยู่ที่นี้เลย ถ้าพวกเราไปถึงหมู่บ้านหลังเขานั้นโดยปลอดภัย เราก็จะได้ปักหลักทำมาหากินอยู่ที่นั้น  ไม่ต้องมานั่งอดอยากหิวโหยอยู่แบบนี้อีก”  ชายคนที่สามกล่าวอย่างมีเหตุผล
เมื่อเห็นพ้องกันว่าน่าจะไปลองตั้งรกรากอยู่ที่ใหม่ เพื่อนรักทั้งสามจึงเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น แล้วมุ่งหน้าออกจากหมู่บ้านอันแสนทุรกันดารทันที
การเดินทางข้ามเขาตะวันออกเพื่อไปยังหมู่บ้านแห่งนั้นต้องใช้เวลาเดินทางถึง 3 วัน 3 คืน  แลตลอดทางก็เป็นป่ารกทึบทั้งหมด  ดังนั้น ทั้งสามคนจึงคอยระแวดระวังภัยจากสัตว์ร้ายต่างๆ อยู่ตลอดเวลา
กระทั่งในวันที่สามเมื่อเวลาโพล้เพล้ สามสหายก็เดินทางมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านซึ่งยังคงเป็นป่าทึบอยู่ แต่ก็ยังทำให้ทั้งสามใจชื้นขึ้นมาได้ ด้วยรู้สึกว่ายิ่งเข้าใกล้หมู่บ้านเท่าไรก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น
แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ชายคนที่หนึ่งเห็นอะไรบางอย่างไหวๆ  อยู่ในพุ่มไม้ด้านหลัง  เขาจึงเขม้นมอง แล้วจู่ๆ  ก็ร้องลั่นด้วยความตกใจว่า
          “เสือ! เสือตัวใหญ่มากเลยเพื่อน  เสือตัวใหญ่ขนาดนี้เราคงวิ่งหนีไม่ทันมันแน่ เราทุกคนต้องถูกมันจับกินหมดแน่...โฮ...โฮ!”  ชายคนที่หนึ่งร้องไห้อย่างสิ้นหวัง
            “อย่ายอมแพ้สิเพื่อน  ถึงเสือตัวใหญ่แต่ถ้าเราหนีทัน  เราก็อาจจะรอดนะ”  ชายคนที่สามร้องบอกเพื่อน  แต่ชายคนที่หนึ่งนั้นดูเหมือนจะเชื่อมั่นเอาจริงๆ แล้วว่าตนไม่มีทางรอด  ดังนั้นเขาจึงเอาแต่ยินร้องไห้อย่างหวดผวา เสือเห็นดังนั้นจึงจับชายคนที่หนึ่งกินเป็นอาหารก่อนใคร เพราะจับได้ง่ายและไม่ต้องออกแรงแต่อย่างใด
ชายคนที่สามเห็นเพื่อนถูกกินเป็นอาหารก็ร้องบอกเพื่อนที่เหลืออีกคนว่า
          “วิ่งมาทางนี้เร็วๆ สิเพื่อน”
          “วิ่งไปก็ไม่รอดหรอก  ข้าจะสวดมนต์อ้อนวอนขอให้พระเจ้าช่วย พระเจ้าผู้วิเศษจะต้องเห็นใจและมาช่วยคุ้มครองเรา”  แล้วชายคนที่สองก็หลับแน่นิ่งพร้อมกับทำปากขมุบขมิบสวดมนต์ถึงพระเจ้า
             “โธ่เพื่อนเอ๋ย! ถ้าเราไม่มีความพยายามทำอะไรด้วยตัวเองก่อนแล้ว  ไหนเลยพระเจ้าจะทรงเมตตามาช่วยเรา เราต้องช่วยเหลือตนเองให้ถึงทีสุดก่อนสิเพื่อน ไม่ใช่รอคอนแต่ความช่วยเหลือจากคนอื่นแบบนี้ ขืนรอไปก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรเขาจะหยิบยื่นมาให้เรา”
แต่ชายคนที่สองไม่รับฟังเพื่อน เขาพร่ำแต่สวดมนต์ขอให้พระเจ้าช่วย เสือจึงตรงเข้าขย้ำเขาเป็นเหยื่อรายที่สอง
เมื่อเสียเพื่อนรักทั้งสองคนไปแล้ว ชายคนที่สามก็คิดว่าเขาจะไม่ยอมให้ตนตกเป็นอาหารของเสือร้ายดังเพื่อนทั้งสองคนอย่างเด็ดขาด คิดได้ดังนั้น  เขาจึงรีบปีนขึ้นต้นไม้ที่สูงที่สุดอย่างรวดเร็ว เสือเห็นดังนั้นก็เกรงว่าเหยื่อรายที่สามของตนจะหนีรอดไปได้ จึงกระโจนเข้ามากระแทกต้นไม้อย่างแรง เพื่อให้คนที่สามที่กำลังปีนต้นไม้อย่างแข็งขันตกลงมาเป็นอาหารของตนให้ได้
ชายคนที่สามนั้นแท้จริงแล้วปีนต้นไม้ได้ไม่เก่งแต่อย่างใด และแรงกระแทกของเสือก็รุนแรงเกินจนทำให้เขาเกือบจะตกลงมาอยู่หลายครั้ง แต่เพราะใจที่สู้ และคิดว่าตนเองต้องรอดชีวิตให้ได้จึงแข็งใจเกาะต้นไม้ไว้แน่น
ฝ่ายเสือเองก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน มันมีกำลังมากเพราะได้กินเนื้อมนุษย์ไปแล้วถึงสองคน และยังอยากได้อีกสักหนึ่งคนเป็นอาหารตบท้าย  ดังนั้นมันจึงกระแทกต้นไม้ไม่ยอมหยุด และเมื่อเห็นว่าชายคนที่สามเริ่มสิ้นเรี่ยวแรง  มันก็ออกแรงกระแทกต้นไม้หนักขึ้น จนในที่สุดชายคนที่สามก็ร่วงหล่นลงมา
แต่ก่อนที่เสือจะตรงเข้าขย้ำร่างของชายคนที่สาม ก็พลันเกิดเสียงหนึ่งดังสนั่นขึ้นมา เสือตกใจคิดว่าเป็นเสียงปืนของนายพรานที่ออกล่าสัตว์อยู่ในบริเวณนั้นเป็นประจำ มันจึงรีบหนีเข้าป่าในทันที  ชายคนที่สามเห็นดังนั้นจึงรีบมองหาต้นเสียง พบแต่เพียงลูกมะพร้าวขนาดใหญ่ตกอยู่ใกล้ๆ  ตัวเขา จึงรู้ว่าแท้จริงแล้วเสียงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเสียงที่เกิดจากลูกมะพร้าวที่ตกลงมาเพราะแรงกระแทกของเสือนั้นเอง
ท้ายที่สุดแล้ว ชายคนที่สามก็รอดชีวิตจากเสือร้ายและเดินทางไปถึงหมู่บ้านอย่างปลอดภัย หลังจากนั้น  ชายผู้นี้ก็ได้เริ่มต้นทำมาหากินในหมู่บ้านแห่งนั้นอย่างขยันขันแข็ง จนสุดท้ายเขาก็มีฐานะร่ำรวยและสร้างครอบครัวที่แสนสุขได้

                                                               เธอทั้งหลาย...

 
คนทุกคนเมื่อมีชีวิตแล้วย่อมต้องมีปัญหาในชีวิตเกิดขึ้นมาคู่กัน เพื่อเป็นบททดสอบคุณภาพชีวิตของคนๆ นั้น จงอย่ายอมแพ้กับปัญหาที่อย่างไรเธอก็ต้องเจอ แต่จงสู้และแก้ไขมันให้ได้ การแก้ปัญหานั้นขอให้ทำด้วยสติของตนเอง นึกให้ดี  วิเคราะห์ให้ได้ว่าควรแก้ปัญหาเหล่านั้นเช่นไร  ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนที่จะมองหาความช่วยเหลือจากผู้ใดก็ตาม จงแก้ไขมันด้วยตัวของเธอเองให้ดีที่สุดเสียก่อน  จงถามตัวเองว่า  “ฉันได้พยายามจนถึงที่สุดแล้วจริงๆ  หรือ”
พระเจ้าทรงมีพระเมตตา แต่พระองค์ก็ทรงเลือกผู้ที่สมควรแก่ความช่วยเหลือของพระองค์ด้วยเช่นกัน ....จบ

Written by

We are Creative Blogger Theme Wavers which provides user friendly, effective and easy to use themes. Each support has free and providing HD support screen casting.

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top