8/25/2556

นิทานสีขาว : คุณค่าของกล้วยหอม

คุณค่าของกล้วยหอม
ณ บ้านน้อยในป่าใหญ่หลังหนึ่ง  มีพ่อกับลูกชายวัยเก้าขวบที่เป็นใบ้อาศัยอยู่ด้วยกัน พ่อคนนี้เป็นคนที่เคร่งครัดในศาสนามาก  ทุกๆ  เช้าและก่อนนอน ผู้เป็นพ่อจะนั่งอยู่หน้าพระพุทธรูปขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วพร่ำสวดมนต์ด้วยน้ำเสียงอันดังเป็นเวลานาน ด้วยความเป็นคนที่เคร่งครัดในศาสนา ผู้เป็นพ่อจึงอยากให้ลูกชายมีการปฏิบัติเช่นเดียวกับตน แต่เนื่องจากลูกชายของเขาเป็นใบ้ไม่สามารถออกเสียงสวดมนต์ได้ เขาจึงจำเป็นต้องปล่อยเลยตามเลย  และรู้สึกไม่สมหวังดังใจในตัวลูกชายอยู่ลึกๆ ด้วยเกรงว่าเมื่อเติบใหญ่เป็นผู้ใหญ่แล้ว  ลูกชายจะเป็นคนไม่ยึดมั่นในศาสนา จนประพฤติตนเป็นคนไม่ดีและสร้างความเดือนร้อนให้แก่ผู้อื่น
วันหนึ่ง หลังจากที่สวดมนต์ตอนเช้าเสร็จแล้ว  ผู้เป็นพ่อได้เรียกลูกชายให้เข้ามาหาในห้องพระ แล้วยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้  พร้อมกับบอกว่า
          “นี่ลูกเอ๋ย เจ้าจงนำเงินนี้ไปเลือกซื้อกล้วยหอมที่งามที่สุดมาให้พ่อสักหวีหนึ่งนะ พ่อจะนำมาทำพิธีบูชาพระพุทธเจ้าเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตเรา...จำไว้นะลูก ต้องเลือกเอาหวีที่ดีที่สุดเท่านั้น และเจ้าต้องกลับมาให้ทันก่อนเวลาพระอาทิตย์อยู่ตรงหัวด้วยล่ะ”  ผู้เป็นพ่อกำชับ ซึ่งลูกชายก็พยักหน้ารับคำเป็นอย่างดี แล้วออกจากบ้านไป
เวลาผ่านไปกระทั่งบ่ายคล้อยแล้ว ลูกชายก็ยังไม่กลับมา  ผู้เป็นพ่อรู้สึกโมโหลูกชายเป็นอย่างมากที่กล้าขัดคำสั่ง เถลไถลไม่ยอมกลับบ้าน  จนทำให้ไม่ได้ทำพิธีบูชาพระพุทธเจ้าดังที่ตั้งใจไว้ เขาเดินหยิบไม้เรียวและยืนจังก้ารอลูกอยู่ตรงประตูบ้าน
หลังจากนั้นไม่นาน ลูกชายก็กลับมาถึงบ้าน  และทันทีที่ได้เห็นหน้าลูก ผู้เป็นพ่อก็ตะคอกถามว่า
          “มัวไปทั่วเล่นที่ไหนจึงเพิ่งกลับมาเอาป่านนี้ รู้ไหม...เพราะเจ้ามาช้าพ่อจึงต้องพลาดพิธีบูชาพระพุทธเจ้าในวันนี้ไป”
และเมื่อมองไม่เห็นกล้วยหอมในมือของผู้เป็นลูก เขาก็รู้สึกโมโหมากขึ้นอีก
          “ที่พ่อให้เงินเจ้าไปซื้อกล้วยหอม เจ้าไม่ได้ทำอย่างนั้นเรอะ อย่างนั้นก็จงเอาเงินของพ่อคืนมาเสียเดี๋ยวนี้”
แต่ลูกชายไม่มีเงินคืนให้แก่พ่อของเขา เขาส่ายหน้าและทำไม้ทำมือเพื่อจะสื่อสารอะไรบางอย่าง
ฝ่ายพ่อนั้น แค่ได้รู้ว่าลูกไม่ได้ซื้อกล้วยหอมและไม่มีเงินกลับมาคืนก็โกรธจนขาดสติ ด้วยคิดว่าลูกคงเอาเงินไปซื้อขนมจนหมดสิ้น เขาเงื้อไม้เรียวและกระหน่ำฟาดไปที่น่องของลูกอย่างแรง เด็กชายได้รับความเจ็บปวดมาก  แต่เขาพูดไม่ได้ จึงได้แต่ส่งเสียงครางขอความเห็นใจจากผู้เป็นพ่อ ซึ่งขณะนี้ไม่มีแก่ใจรับฟังเสียงเว้าวอนใดๆ จากลูกชายทั้งสิ้น
          “เพราะเจ้าไม่สวดมนต์ เจ้าจึงกลายเป็นคนเลว  ลูกไม่รักดีเช่นเจ้า  สู้ไม่มีเสียเลยจะดีกว่า”  ผู้เป็นพ่อว่า  พร้อมกับลงไม่เรียวบนน่องของบุตรชายต่อไปอย่างไม่ยั้ง
ขณะนั้นเองมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ชายผู้เป็นพ่อจึงหยุดเฆี่ยนตีลูกชายแล้วเปิดประตูออกไปดู พบหญิงแปลกหน้าคนหนึ่งยืนอยู่  แขนข้างหนึ่งของนางอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยเอาไว้ ส่วนแขนอีกข้างก็คล้องตะกร้าใบใหญ่ที่มีผ้าคลุมปิดของที่อยู่ภายใน
          “นางมาเยือนบ้านของข้าด้วยเหตุอันใดหรือ”  ชายผู้เป็นพ่อถามอย่างแปลกใจ เพราะเขาไม่เคยรู้จักหญิงคนนี้และลูกสาวของเธอมาก่อน
          “ข้าและลูกสาวนำของกำนัลมามอบให้แก่ครอบครัวท่าน”  หญิงผู้นี้กล่าวตอบอย่างมีไมตรี
          “อย่างนั้นคงจะผิดบ้านแล้ว เพราะข้าไม่เคยรู้จักนางหรือลูกของนางมาก่อน”  ชายผู้เป็นพ่อปฏิเสธ
          “หากท่านเป็นบิดาของบุตรชายใบ้ผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตา ก็เห็นจะไม่ผิดหรอก”  นางตอบพร้อมกับแย้มรอยยิ้ม
ชายผู้เป็นพ่อรู้สึกพิศวงมากที่หญิงนางนี้รู้จักลูกชายของเขา เขาจึงสอบถามเรื่องราวทั้งหมดจากนาง ซึ่งได้เล่าสิ่งที่เกิดแก่ตนเองในวันนี้ให้ฟังว่า
          “ข้าเป็นหญิงม่ายจากต่างเมือง เมื่อสามีของข้าตาย  เมืองนั้นก็ไร้ซึ่งที่พึ่ง ข้าจึงต้องอุ้มลูกเดินทางรอนแรมเพื่อมาตามหาญาติที่เหลืออยู่ในเมืองนี้ แต่กว่าจะเดินทางมาถึงที่นี่ต้องใช้เวลานานมาก  เงินที่ติดตัวมาก็ร่อยหรอ ทำให้ข้าและลูกไม่มีอะไรกินมาสามวันแล้ว
          “ขณะที่เรายังตามหาญาติไม่เจอและไม่มีเงินซื้อข้าวกิน ก็เผอิญเห็นลูกชายของท่านเดินถือกล้วยหอมหวีงามผ่านมาพอดี ลูกสาวของข้าทนความหิวไม่ไหวจึงวิ่งไปหาลูกชายท่านเพื่อจะขอกล้วยหอมกิน แต่ยังไม่ทันจะวิ่งไปถึงลูกสาวของข้าก็หมดแรงล้มลงเสียก่อน  ข้าจึงรีบวิ่งตามลูกไป แล้วก็หมดแรงล้มลงเช่นกัน  ลูกชายของท่านเห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาช่วยพวกเรา แล้วส่งกล้วยหอมให้เราสองแม่ลูกกินทั้งหวี  นอกจากนั้นก็ยังหาน้ำดื่มมาให้เราด้วย หากไม่มีลูกของท่าน  เราคงหาชีวิตไม่แล้ว ต้องขอขอบคุณลูกชายของท่านมากจริงๆ”
กล่าวจบหญิงนางนี้ก็ส่งตะกร้าจากมือนางให้แก่ชายผู้เป็นพ่อ แล้วจากไป
ชายผู้เป็นพ่อเปิดผ้าคลุมออกดูพบว่าในตะกร้าใบนั้นเต็มไปด้วยกล้วยหอมหวีงามอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต นอกจากนั้นยังทำให้เขาฉุกคิดถึงอะไรบางอย่างที่ตนเองไม่เคยคิดมาก่อน
ชายผู้เป็นพ่อรีบกลับเข้าไปในบ้านและตรงเข้าไปสวมกอดลูกชาย พร้อมทั้งกล่าวคำขอโทษต่างๆ  นานา เขากล่าวแก่ลูกชายอย่างสำนึกผิดว่า
          “ลูกรักของพ่อ อภัยให้พ่อที่โง่เขลาคนนี้ด้วยเถิด  พ่อนั้นคิดเสมอว่า การสวดมนต์ด้วยเสียงอันดังจะทำให้พ่อเข้าถึงแก่นแห่งพระธรรมได้ นอกจากนั้นการบูชาพระพุทธเจ้าด้วยกล้วยหอมอยู่เสมอก็จะทำให้พ่อได้รับแต่สิ่งดีๆ ในชีวิต  แต่พ่อคิดฉาบฉวยเกินไป  กล้วยหอมของลูกและของพ่อนั้นต่างคุณค่ากันมาก กล้วยหอมของพ่อมีไว้เพื่อบูชาพระพุทธรูป แต่แท้จริงแล้วพ่อทำไปเพื่อตัวเองทั้งนั้น แต่กล้วยหอมของลูกนั้นมีค่าถึงขนาดช่วยชีวิตผู้อื่นให้รอดพ้นจากความตายได้เลยทีเดียว และพ่อคิดว่าขณะนี้พระพุทธองค์คงกำลังให้พรในความเมตตากรุณาของลูกอยู่ก็เป็นได้

.......................เธอทั้งหลาย................................
สิ่งใดๆ ก็ตามในโลกนี้จะมีคุณค่าอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น เธออาจจะให้ความสำคัญกับบางสิ่งบางอย่างอย่างมากมาย เพราะคิดว่าสิ่งนั้นช่างมีคุณค่ามากนัก แต่ถ้าเธอยังไม่ได้ใช้มันให้เกิดประโยชน์จริงๆ หรือไม่เคยรู้วิธีที่จะใช้มันให้เกิดประโยชน์ใดๆ  เลย สิ่งนั้นก็ยังไม่ใช่สิ่งที่มีคุณค่านักหรอก
                  ........................จบเรื่องคุณค่าของกล้วยหอม.........................

นิทานสีขาว ทองม้วนคนใจดี

ทองม้วนคนใจดี
ทองม้วน กับ เมธี เป็นเพื่อนอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน  ทองม้วนเป็นคนใจดีมีเมตตา ชอบช่วยเหลือผู้อื่น  ทว่ามีสติปัญญาในการเล่าเรียนค่อนข้างน้อย  อ่านเขียนได้ช้า แต่เขาก็รู้ตัวและมีความพยายามในการศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างมาก ส่วนเมธีนั้นเป็นคนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนก่อนประโยชน์ของผู้อื่นเสมอ แต่เขามีสติปัญญาในการศึกษาเป็นเลิศ  เมื่อสอบทีไรก็มักจะได้คะแนนสูงกว่าเพื่อนๆ ที่ร่วมศึกษาด้วยกันเสมอ
วันหนึ่ง ท่านเจ้าอาวาสผู้เป็นอาจารย์อบรมวิชาการให้แก่เด็กหนุ่มในหมู่บ้านได้รับข่าวจากเจ้าเมืองขอให้คัดเลือกเด็กหนุ่มสองคนไปเข้าสอบเพื่อคัดเลือกเป็นขุนนางฝ่ายการปกครองในเมืองหลวง ตำแหน่งนี้เป็นที่รู้กันดีว่าสำคัญมาก หากใครสามารถสอบผ่านและเข้าไปทำงานในตำแหน่งนี้ได้  ก็จะมีโอกาสเติบโตทางราชการสูง อีกทั้งยังเป็นที่เกรงขามของผู้คนทั่วไปอีกด้วย   ท่านเจ้าอาวาสครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจส่งเมธี เด็กหนุ่มผู้มีสติปัญญาทางการศึกษามากที่สุด  และทองม้วน เด็กหนุ่มผู้มีจิตใจดีงามที่สุดในหมู่บ้าน เดินทางไปเข้ารับการสอบคัดเลือกครั้งนี้ด้วยกัน
ทองม้วนนั้นไม่ได้คาดหวังว่าตนจะต้องสอบได้ แต่คิดว่าจะพยายามทำข้อสอบให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้  ส่วนเมธีนั้นคิดต่างออกไป เขาอยากจะเข้าทำงานในเมืองหลวงและคิดว่าอย่างไรเสีย ตนเองก็ต้องผ่านการสอบคัดเลือกอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ข่าวจากเจ้าเมืองมาถึงหมู่บ้านนี้ก็เมื่อใกล้วันสอบคัดเลือกเข้าไปมากแล้ว ดังนั้นทองม้วนกับเมธีจึงต้องเก็บสัมภาระและเร่งรีบเดินทางออกจากหมู่บ้านในเวลานั้นทันที หากเดินทางทั้งกลางวันและกลางคืนก็น่าจะถึงเมืองหลวงภายในเวลาสามวัน
การเดินทางอย่างเร่งรีบของทั้งสองผ่านไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งเข้าสู่วันที่สาม ซึ่งใกล้จะถึงเมืองหลวงเต็มที  แต่ระหว่างทางนั้นเอง ทองม้วนกับเมธีก็เห็นชายชราผู้หนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ข้างทาง  ทองม้วนเห็นดังนั้น ด้วยความใจดีมีเมตตา เขาจึงรีบปรี่เข้าไปดูชายชราผู้นั้นทันทีด้วยความเป็นห่วง
          “ลุงจ๊ะ ลุง...ลุงเป็นอะไรหรือเปล่า”  ทองม้วนประคองร่างของชายชราขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง
          “สงสัยจะตายแล้วกระมัง...อย่าไปยุ่งเลยน่า เดี๋ยวใครมาเห็นหาว่าพวกเราเป็นคนทำจะพากันซวยไปเปล่าๆ  นะ”  เมธีพูดพร้อมกับฉุดมือทองม้วนให้ลุกขึ้น  แต่ทองม้วนยังคงสงสารและห่วงใยชายชรา ไม่ยอมลุกไปไหน  เขาใช้นิ้วอังใต้จมูกชายชรา พบว่ายังคงมีลมหายใจอยู่
          “ลุงคนนี้ยังไม่ตายนะ  ถ้าเราช่วย เขาก็จะรอด”  ทองม้วนบอกเพื่อน
          “แต่เราต้องรีบไปสอบให้ทันนะ”  เมธีทักท้วง
          “น่าเพื่อน แค่ช่วยคนไม่ทำให้เราเสียเวลาขนาดนั้นหรอก”
พูดจบทองม้วนก็แบกร่างของชายชราขึ้นบนหลัง แล้วพาไปนอนใต้ร่มไม้  โดยมีเมธีเดินตามมาอย่างรู้สึกคัดเคืองใจ จากนั้นทองม้วนก็ใช้น้ำดื่มที่พกติดตัวมาเทใส่ผ้า แล้วเช็ดหน้าเช็ดตาให้ชายชราจนเขาฟื้น
             “ลุงฟื้นแล้ว”  ทองม้วนอุทานด้วยความดีใจ
ชายชรามองหน้าทองม้วนกับเมธีแล้วถามว่าทั้งสองคนเป็นใคร และตนเองมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร
          “เราสองคนกำลังเดินทางไปเมืองหลวง แต่พอมาถึงตรงนี้ก็เจอลุงนอนสลบอยู่ข้างทางน่ะจ้ะ”  ทองม้วนบอก
          “อ้อ...จริงสินะ”  เหมือนชายชราจะพึ่งนึกขึ้นมาได้  “เมื่อคืนข้าเดินทางออกทำธุระต่างเมือง แล้วรีบเดินทางกลับเมืองหลวงโดยไม่ได้พักผ่อนเลย  สงสัยร่างกายคงทนไม่ไหว เลยเป็นลมพลัดตกจากหลังม้า ถ้าพวกเจ้าไม่มาพบมีหวังข้าคงกลายเป็นวิญญาณเฝ้าข้างทางเป็นแน่”
          “แล้วนี่ลุงเดินไวหรือเปล่าจ๊ะ”  ทองม้วนถามด้วยความเป็นห่วง
          “โอย...สงสัยจะไม่ไหวล่ะ  พ่อหนุ่มเอ๊ย ข้ามันแก่แล้ว  ลองได้ตกจากหลังม้าสักทีก็คงเจ็บหนักไปอีกหลายวันนั้นแหละ นี้ก็ไม่รู้ว่าจะกลับเข้าเมืองหลวงอย่างไรเหมือนกัน ข้ามีธุระด่วนที่จะต้องรีบกลับไปทำเสียด้วยสิ ถ้าอย่างไรคงต้องรบกวนพ่อหนุ่มทั้งสองเสียแล้วล่ะ”  ชายชราขอร้อง
          “โอ๊ย!  ไม่ได้หรอกลุง  เราสองคนต้องรีบไปสอบนะ ถ้าขืนมัวแบกลุงไปส่งที่บ้านอยู่เราก็ไปไม่ทันสอบน่ะสิ”  เมธีว่าอย่างอารมณ์เสียเพราะรู้สึกว่าชายชราคนนี้ขอมากเกินไป
          “อย่าพูดอย่างนั้นสิ เพื่อน  ช่วยคนสำคัญกว่านะ”  ทองม้วนเตือนสติเพื่อน
          “เอ้า!...เชิญเจ้าแสดงบทคนใจดีไปตามสบายเลย ข้าไม่เอาด้วยหรอก  อนาคตที่สดใสกำลังรออยู่ข้างหน้า และข้าจะต้องเป็นขุนนางฝ่ายการปกครองให้ได้ ถ้าเจ้ามัวแต่ช่วยตาลุงนี่จนพลาดการสอบไปก็สมควรแล้ว...ข้าไปก่อนล่ะ”  เมธีกล่าวแก่ทองม้วนด้วยน้ำเสียงที่หมางเมินแล้วหันหลังเดินจากไปอย่างไม่แยแส
          "รีบเดินตามเพื่อนของเจ้าไปสิพ่อหนุ่ม นี่คงใกล้หมดเวลาสอบเต็มทีแล้ว  อีกประเดี๋ยวคงมีคนผ่านมาทางนี้บ้างหรอกน่ะ แล้วข้าจะขอให้เขาช่วยพากลับไปเมืองหลวงเอง  เขาไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”  ชายชรากล่าวอย่างเห็นอกเห็นใจ  แต่ทองม้วนไม่ได้เสียใจมากมายอย่างที่ชายชราคิด เขากล่าวแก่ชายชราด้วยหัวใจของผู้มีเมตตาว่า
          “ข้าไม่อาจทิ้งลุงให้นั่งรอความช่วยเหลือที่ไม่รู้จะผ่านมาเมื่อไรได้หรอก ถ้าข้าทิ้งลุงไว้ตรงนี้เพื่อไปสอบ  ข้าก็คงไม่มีแก่ใจทำข้อสอบหรอก เพราะมัวแต่คิดเป็นห่วงลุง แล้วก็คิดว่าตนเองนั้นเลวเต็มที”
          “แต่การสอบครั้งนี้สำคัญมากนะ เจ้ารู้หรือไม่  ไม่บ่อยนักหรอกที่ทางการจะจัดการสอบคัดเลือกขุนนางฝ่ายการปกครอง ถ้าเจ้าไม่ได้เข้าสอบครั้งนี้  ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสอีกเมื่อไรนะ”  ชายชราว่า
          “ช่างเถอะจ้ะ  ลุง  ความจริงฉันก็ไม่ใช่คนเก่งอะไรหรอก ออกจะมีสติปัญญาที่อ่อนด้อยเสียด้วยซ้ำ  ถึงจะได้สอบครั้งนี้ ก็ใช่ว่าจะสอบติดเสียเมื่อไร  อย่าคิดมากเลยจ้ะ  ลุง บอกฉันมาเถิดว่าลุงต้องการให้ฉันพาลุงไปส่งที่ไหน”  ทองม้วนพูดออกมาจากใจจริง เมื่อได้ฟังดังนั้น  ชายชราก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจของทองม้วน และรู้สึกซาบซึ้งใจชายหนุ่มเป็นอย่างมาก
ดังนั้น ทองม้วนจึงแบกชายชราขึ้นหลังแล้วเดินทางเข้าเมืองหลวงต่อไป ระหว่างที่แบกชายชรานั้น  แม่จะเหนื่อยและล้าเพียงใดแต่ชายหนุ่มก็ไม่ปริปากบ่น เขาเดินไปตามทางที่ชายชราบอกจนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าพระราชวัง
            “บ้านลุงอยู่ในพระราชวังหรือ”  ทองม้วนถามอย่างพาซื่อ
          “ใช่ซะที่ไหนกัน ข้าทำงานในนี้ต่างหากเล่า”  ชายชราตอบพร้อมกับหัวเราะขบขัน
นายทหารที่เฝ้าประตูพระราชวังเพ่งมองมายังทองม้วน แล้วรีบวิ่งเข้ามาหาทันที
          “ท่านอำมาตย์!  ไยท่านจึงเป็นเช่นนี้ เกิดอะไรขึ้นกับท่านขอรับ”  ทหารคนนั้นร้องด้วยความตกใจ แต่ทองม้วนนี่สิ...ตกใจเสียยิ่งกว่า
          “มีอุบัติเหตุนิดหน่อย การสอบเสร็จสิ้นลงแล้วหรือยังล่ะ”  ชายชราผู้ที่แท้จริงแล้วเป็นถึงอำมาตย์ชั้นเอกในฝ่ายการปกครองเอ่ยถาม
            “การสอบเสร็จสิ้นไปเมื่อไม่นานมานี้เองขอรับ และเราได้ผู้ที่สอบได้คะแนนสูงสุดมาแล้ว  5  คน ตอนนี้ทุกคนกำลังรอท่านเพื่อมารับรองผลการคัดเลือกอยู่พอดีขอรับ”
เมื่อได้ยินดังนั้น อำมาตย์ฝ่ายการปกครองจึงให้ทหารจัดหาเก้าอี้รถเข็นและพาเขาไปยังห้องที่จัดไว้สำหรับผู้ผ่านการคัดเลือก โดยให้ทองม้วนเดินเคียงคู่ไปด้วย
ครั้นมาถึงหน้าห้อง ทองม้วนได้มองผ่านประตูที่เปิดรออยู่  แล้วเข้าไปข้างใน พบว่าในห้องนั้นมีผู้ที่สอบผ่านห้าคนกำลังนั่งคอยอยู่แล้ว และหนึ่งในนั้นคือเมธีซึ่งกำลังนั่งยิ้มหน้าบานรวมอยู่ด้วย
          “ขณะนี้ ท่านอำมาตย์ชั้นเอกแห่งฝ่ายการปกครองได้มาถึงแล้ว  ขอทุกท่านจงลุกขึ้น และทำความเคารพแก่ท่าน”  นายทหารกล่าวนำ ทุกคนในที่นั้นทำความเคารพอำมาตย์ฝ่ายการปกครองอย่างพร้อมเพรียง ยกเว้นเมธีที่ยืนหน้าซีดเผือด ท่าทางตกใจเป็นอย่างมาก
          “ว่าอย่างไร...นี่เจ้าสอบผ่านด้วยรึ แสดงว่าเจ้าคงจะมีสติปัญญาทางการศึกษามิใช่น้อย”  อำมาตย์ฝ่ายการปกครองกล่าวทักเมธีอย่างเยาะๆ
          “ขะ...ขอบคุณท่านอำมาตย์ที่กล่าวชมข้าขอรับ”  เมธีตอบรับคำชมนั้นด้วยความกระอักกระอ่วนใจ เพราะเขาไม่ได้รู้สึกเลยสักนิดว่านั่นคือคำชม แต่เหมือนเป็นการประชดเสียมากกว่า
          “สำหรับเมืองของเราซึ่งให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของประชาชนมากนั้น ขุนนางฝ่ายการปกครองนับเป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุด และเมืองของเราก็ต้องการคนดีมีเมตตา  ไม่เห็นแก่ลาภยศ เห็นอกเห็นใจในความเดือนร้อนของชาวบ้าน  เข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดการเอารัดเอาเปรียบประชาชนกอบโกยผลประโยชน์เข้าสู่ตนเอง และไม่อนาทรร้อนใจยามชาวบ้านเดือดร้อนซึ่งบุคคลดังกล่าวนี้ ไม่มีทางที่ข้าจะรับเข้ามาเป็นขุนนางอย่างเด็ดขาด...”  อำมาตย์ฝ่ายปกครองกล่าวแก่ผู้ผ่านการคัดเลือกด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ ซึ่งทองม้วนสังเกตเห็นว่า  ในเวลานี้อำมาตย์ฝ่ายการปกครองดูน่าเกรงขามยิ่งนัก จนเหมือนเป็นคนละคนกับชายชราที่ทองม้วนได้ช่วยเหลือเอาไว้
          “ดังเช่นคนอย่างเจ้า”  อำมาตย์ฝ่ายการปกครองชี้นิ้วไปทางเมธี ซึ่งมีท่าทางหวาดผวาอย่างหนัก
          “แม้เจ้าจะสอบได้คะแนนดี แต่ข้าได้ประจักษ์แก่ตนเองแล้วว่า  ความฉลาดแต่ไร้คุณธรรมแห่งความเมตตากรุณา และคิดถึงแต่เรื่องของตนเองอย่างเจ้า จะสร้างความเดือนร้อนให้แก่ประชาชนไม่รู้จักจบสิ้น  เพราะฉะนั้น ด้วยสิทธิ์ขาดในการสอบคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่งนี้ของข้า ข้าขอปลดเจ้าออกจากผู้ที่ผ่านการคัดเลือก และให้สิทธิ์พิเศษแก่ทองม้วนผู้พรั่งพร้อมด้วยคุณธรรมแห่งความดี เข้าทำงานในตำแหน่งนี้อย่างภาคภูมิ”
ว่าแล้วอำมาตย์ฝ่ายการปกครองก็สั่งให้ทหารนำตัวเมธีออกนอกเขตพระราชวังทันที
          “จำไว้เถิดว่า สำหรับผู้ปกครองแล้ว  คุณธรรมย่อมมีค่าและควรมาก่อนความล้ำเลิศทางสติปัญญาเสมอ ขอให้พวกเจ้าละทิ้งความเห็นแก่ได้ และตั้งใจทำงานในหน้าที่นี้เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนไปจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ”
กล่าวจบ อำมาตย์ฝ่ายการปกครองก็มอบตราประจำตำแหน่งให้แก่ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกทั้งห้าคน ซึ่งมีทองม้วนคนใจดีรวมอยู่ในนั้นด้วย
                       ............................เธอทั้งหลาย...............................
อย่างที่อำมาตย์ฝ่ายการปกครองกล่าวไว้  “จงให้ความสำคัญกับคุณธรรม  มากกว่าความล้ำเลิศทางสติปัญญา”  เพราะคุณธรรมจะทำให้เธอไม่เห็นแก่ตัวและอยากให้ความช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ แต่การมีสติปัญญาที่เลอเลิศ  ทว่าไร้คุณธรรม มักสร้างเธอให้กลายเป็นคนลุ่มหลงในผลประโยชน์แห่งตน และล่วงล้ำเข้าสู่เส้นทางที่ชั่วร้ายได้โดยง่าย
จงช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อเห็นว่าเขาได้รับความเดือดร้อนเถิด แม้การลงแรงครั้งนี้  เธอจะไม่ได้รับอะไรเป็นการตอบแทนเลย แต่ขอให้มั่นใจเถิดว่าตัวเธอจะพบแต่ความสุขความเจริญ และมีคนที่พร้อมให้ความช่วยเหลือเธอในทุกๆ ที่เช่นเดียวกัน                        .......................จบเรื่องทองม้วนคนใจดี.....................

8/09/2556

นิทานสีขาว เรื่อง น้ำกับทิฐิ

นิทานสีขาว
จาก เรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

น้ำกับทิฐิ
นานมาแล้วมีชายคนหนึ่งชื่อว่า  ทิฐิ เขาเป็นคนที่มีนิสัยอวดดื้อถือดีไม่ต่างจากชื่อ เพราะเมื่อได้ลองเชื่อมั่นสิ่งใดแล้ว ทิฐิคนนี้ก็จะยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นไม่เปลี่ยน และจะไม่ยอมรับฟังข้อคิดเห็นที่ผิดไปจากความเชื่อเดิมโดยเด็ดขาด แม้ว่านี่จะแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนเอาจริงเอาจังและเคร่งครัดกับชีวิต แต่บางครั้งเขาก็ดื้อรั้นมากเกินไปจนขาดเหตุผล  และทำให้สูญเสียสิ่งดีๆ ในชีวิตมากมาย โดยที่เขาเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน
เนื่องจากทิฐิไม่ใช่คนร่ำรวย ดังนั้นเขาจึงต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมาใช้จ่าย จนกระทั่งมีฐานะขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว  ทิฐิจึงคิดหยุดพักตัวเองจากการงาน แล้วเดินทางไปเรื่อยๆ เพื่อเที่ยวชมโลกกว้าง
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น ทิฐิจึงจัดการฝากบ้านไว้กับญาติพี่น้อง แล้วเก็บสัมภาระออกเดินทางทันที
ทิฐิเดินทางไปยังที่ต่างๆ ชมนั้นแลนี่  และพูดคุยกับผู้คนที่อยู่ในที่เหล่านั้นมากมาย การท่องโลกกว้างของทิฐิน่าจะทำให้เขามีความรู้ดีๆ  หรือเกิดทัศนคติใหม่ๆ ขึ้นมาบ้าง แต่เมื่อไรก็ตามที่มีคนกล่าวคำซึ่งผิดไปจากความรู้หรือความเชื่อมั่นเดิมของเขา ทิฐิก็จะรีบกล่าวแก่คนๆ  นั้นทันทีว่า
          “นั่นไม่ถูกเลยนะ ที่จริงแล้วมันต้องเป็นอย่างที่ข้ารู้มาต่างหาก”
สิ่งนี้เองทำให้การเดินทางไปทั่วโลกของเขา แทบจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดขึ้นในชีวิตของเขาเลย
จนกระทั่งวันหนึ่งทิฐิได้พลัดหลงเข้าไปในทะเลทรายอันแสนแห้งแล้ง และไร้ผู้คนสัญจร  เขาหลงทางอยู่ในดินแดนแห่งนั้นสามวันสามคืน จนกระทั่งอาหารและน้ำดื่มร่อยหรอและหมดลงในที่สุด  ทิฐิจึงเดินต่อไปไม่ไหว เขาล้มลงนอนบนผืนทรายอย่างคนสิ้นเรี่ยวแรง
แต่ทิฐิยังไม่อยากตายตอนนี้ ดังนั้นแม้ร่างกายของจะอ่อนระโหยโรงแรงขนาดไหน แต่เขาก็รวบรวมพลังใจของตนเฝ้ากล่าวคำภาวนาขอความเมตตาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเหลือเขาด้วย
          “ข้าแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ได้โปรดเมตตาข้า  ผู้ซึ่งไม่เคยเบียดเบียนใคร  ขอทรงประทานน้ำมาให้ข้า โปรดแบ่งน้ำของท่านให้ข้าได้รักษาชีวิตของตนเองไว้ แม้เพียงหนึ่งหยดก็ยังดี”
แล้วในตอนนั้นเอง ทิฐิก็เห็นชายแปลกหน้าชาวเยอรมันคนหนึ่งเดินตรงมาหาเขา  ทิฐิดีใจสุดจะกล่าว แล้วรีบพูดขึ้นทันทีว่า
          “โอ้...ท่านผู้เป็นความหวังของข้า โปรดแบ่งน้ำของท่านให้ข้าดื่มด้วยเถิด”
ชายคนนั้นยื่นถุงหนังสีน้ำตาลในมือของเขาให้ทิฐิ แล้วกล่าวว่า
          “นี่คือ  วาสซ่าร์ จงดื่มเสียสิ”
แต่ทิฐิไม่อยากได้วาสซ่าร์  เขาอยากได้น้ำ ดังนั้นเขาจึงปฏิเสธที่จะรับถุงหนังสีน้ำตาลจากชายแปลกหน้าคนนั้น ชายคนนั้นจึงเดินจากไป
ทิฐิภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง คราวนี้มีชายชาวจีนคนหนึ่งเดินถือถุงหนังสีแดงเขามายื่นให้แก่ทิฐิ
          “นี่คือ น้ำ  ใช่หรือไม่”  ทิฐิถามชายชาวจีน
          “นี่คือ  ซือจุ้ย  จงดื่มเสียสิ”  ชายชาวจีนตอบ
ทิฐิรู้สึกไม่พอใจ  ตอนนี้เขากระหายน้ำมากเหลือเกินแล้ว แต่ทำไมชายผู้นี้จึงนำซือจุ้ย มามอบให้แก่เขา   ทิฐิจึงปฏิเสธถุงหนังสีแดงของชายชาวจีน  ชายชาวจีนจึงเดินจากไป
ทิฐิเริ่มภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีก และครั้งนี้มีผู้หญิงชาวอินเดียคนหนึ่งมาปรากฏกายตรงหน้าของเขาในแทบจะทันที
          “เธอผู้มีใจเมตตา ขอน้ำให้ข้าดื่มหน่อยเถิด”  ทิฐิพึมพำคำอ้อนวอนออกจากริมฝีปากที่แห้งผาก
          “นี้คือ  ปานี จงดื่มเสียสิ”  หญิงชาวอินเดียกล่าวพร้อมกับยื่นถุงหนังสีเขียวให้แก่ทิฐิ แต่นั่นทำให้ทิฐิโกรธมาก  เขารวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ยกแขนปัดถุงหนังสีเขียวให้พ้นหน้า แล้วพูดอย่างโกรธเคืองว่า
          “ข้าไม่เอาของๆ  เจ้า ข้าจะตายเพราะขาดน้ำอยู่แล้ว ข้าต้องการน้ำเท่านั้น!”
หญิงอินเดียเมื่อได้ฟังดังนั้นก็เดินจากไปอีกคน ทิฐิเฝ้าอ้อนวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีใครนำอะไรมายื่นให้เขาอีกแล้ว
จิตของทิฐิกำลังหลุดลอยออกจากร่างที่ใกล้แตกดับ แล้วในตอนนั้นเองเสียงๆ  หนึ่งก็ดังแว่วๆ ให้ได้ยินว่า
          “ทิฐิคนถือดีเอ๋ย  เราช่วยเจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับไม่เคยให้โอกาสตัวเองเลย  หากเจ้าเปิดใจให้กว้าง และยอมรับในข้อดีของสิ่งที่ไม่คุ้นเคยเสียบ้าง เจ้าก็คงรู้ว่าสิ่งที่อยู่ในถุงหนังทั้งสามนั้น ต่างก็เป็นน้ำดื่มบริสุทธิ์ทั้งสิ้น”
เมื่อสิ้นเสียงแว่วนั้น ทิฐิคนถือดีก็สิ้นลมหายใจทันที

เธอทั้งหลาย....
เรื่องราวของทิฐินั้น สอนให้เราเปิดตาตนเองให้กว้าง  แล้วมองสิ่งต่างๆ รอบตัวด้วยสายตาและหัวใจที่ไร้อคติ  หากเธอปิดกั้นหัวใจและสายตาของเธอไว้   เธอก็อาจพลาดสิ่งดีๆ  ในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย  ซึ่งบางครั้งสิ่งดีๆ เหล่านั้นก็อาจจะไม่หวนกลับมาหาเธออีกแล้ว
หรืออีกนัยหนึ่ง นิทานเรื่องนี้กำลังบอกเธอทุกคนซึ่งนับถือศาสนาต่างกัน แต่กำลังยืนอยู่บนโลกใบเดียวกัน  จงอย่าลืมว่า ศาสนาทุกศาสนานั้นถือกำเนิดขึ้นด้วยความปรารถนาที่จะให้มีคนดีๆ อยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก  แม้คำสอนบางประการจะแตกต่างกัน แม้เสียงสวดมนต์จะเป็นคนละเสียง  และธรรมเนียมปฏิบัติก็ไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย แต่เธอทุกคนล้วนได้รับการปลูกฝังให้เติบโตเป็นคนดีเหมือนกัน
ดังนั้นขอให้เธอเปิดใจตัวเองให้กว้าง และเคารพในคำสอนของศาสนาอื่นๆ  แม้เธอจะไม่ได้เป็นศาสนิกชนของศาสนานั้น เธออาจจะนำคำสอนของเขามาประยุกต์ใช้กับตัวเองบ้าง ถ้าพบว่ามันเข้ากันได้ดีกับการดำเนินชีวิตของเธอ  ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน หากเธอจะนำคำสอนเหล่านั้นมาปฏิบัติ ในเมื่อทุกศาสนาล้วนหมายมั่นที่จะพิชิตยอดเขาเดียวกัน  นั่นคือ “ยอดเขาแห่งความดี ความรัก และความเมตตา”
                    ...........................จบเรื่องน้ำกับทิฐิ...................................

8/07/2556

นิทานสีขาวเรื่อง คนโลภกับคนขี้อิจฉา

คนโลภกับคนขี้อิจฉา จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคนโลภกับคนขี้อิจฉามาเจอกัน...
นานมาแล้ว มีชายสองคนเป็นเพื่อนกัน  คนหนึ่งมีความโลภเป็นนิสัย  ชื่อว่า  ‘พิศาล’  อีกคนหนึ่งมีความอิจฉาเป็นนิสัย  ชื่อว่า  ‘ถวิล’
พิศาลกับถวิลนั้น  คบหากันเป็นเพื่อนกันมานานแล้ว แต่จัดอยู่ในประเภทเพื่อนกินมากกว่าเพื่อนตาย เพราะทั้งสองไม่เคยมีความจริงใจมอบให้แก่กัน แต่ยังคงคบกันอยู่ได้จนกระทั่งทุกวันนี้ ก็เพราะไม่มีใครอื่นอยากเข้ามาคบหาสมาคมด้วย
วันหนึ่ง พิศาลได้ข่าวว่า  ตรงศาลพระภูมิท้ายหมู่บ้าน มีเทวดาองค์หนึ่งมาสิงสถิตให้ความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านที่เดือดร้อน ความโลภที่เป็นนิสัยพื้นเพของพิศาลได้สั่งให้เขาเร่งรีบเดินไปท้ายหมู่บ้าน เพื่อขอพรจากเทวดาให้ตัวเองมั่งมีเงินทองมากกว่าผู้ใด
เมื่อไปถึงศาลพระภูมิท้ายหมู่บ้าน พิศาลก้มลงกราบไหว้ศาลพระภูมิเป็นการใหญ่ พร้อมกับอ้อนวอนขอให้เทวดาที่สิงสถิตอยู่รับฟังคำของของเขา
ฝ่ายเทวดานั้น เมื่อเห็นพิศลาก็หยั่งรู้ด้วยญาณวิเศษทันทีว่า  มนุษย์ผู้นี้เป็นคนโลภ ไร้ซึ่งคุณธรรม  และไม่สมควรได้รับการช่วยเหลือจากตน แต่เพราะเห็นว่าพิศาลเฝ้าอ้อนวอนอยู่นั้นแล้ว เทวดาจึงยอมปรากฏกายขึ้นเพื่อพูดคุยด้วย
          “ว่าอย่างไรเจ้า”  เทวดาทักทายพิศาล
พิศาลเห็นเทวดาปรากฏออกมาทักทายก็ดีใจมาก รีบละล่ำละลักพูดกับเทวดาว่า
          “ท่านเทวดาผู้ยิ่งใหญ่ ข้าได้ทราบข่าวมาว่าท่านเป็นเทวดาที่มีความเมตตานัก ท่านให้ความช่วยเหลือชาวบ้านพ้นความเดือดร้อนมาแล้วมากมาย ดังนั้นข้าจึงอยากขอความช่วยเหลือจากท่านบ้าง”
          “ที่ว่าได้ช่วยเหลือคนนั้น เห็นจะไม่ผิด  แต่ข้ามิได้ช่วยเหลือทุกคนที่มาขอดอกนะเจ้า ข้าช่วยให้คนยากจนมีเงินทองพ้นจากความเดือดร้อนหากเขาขยันขันแข็งทำมาหากินมากพอ ข้าให้พรแก่มานพหนุ่มหากเขาพากเพียรใฝ่รู้เป็นนิสัย ข้าช่วยหญิงมีบุตรยากตั้งครรภ์ได้ง่ายขึ้น แต่นางต้องเป็นผู้ที่ทำกรรมดีมาก่อนเป็นเวลานานแล้ว ข้าช่วยทุกคนที่เป็นคนดีมีคุณธรรม  มักทำคุณประโยชน์แก่ผู้อื่น เพราะบุคคลเหล่านี้คือผู้ที่ข้ามั่นใจว่า  เมื่อให้พรแก่พวกเขาไปแล้ว พรของข้าจะไม่มีวันสูญเปล่าและก่อให้เกิดประโยชน์สุขเผื่อแผ่ไปถึงคนอื่นๆ  ด้วย”  เทวดากล่าวให้พิศาลได้รู้ตัวเป็นนัยๆ  แต่พิศาลไม่รู้จักคำว่าคุณธรรม เขาเป็นคนขลาดและมีใจที่คิดอยากได้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นไม่ว่าเทวดาจะกล่าวอะไรออกมาก็ตาม เขาก็คิดว่าเขาคือผู้ที่เทวดาสมควรมอบสิ่งที่ร้องขอให้ เพราะเขาอยากได้สิ่งเหล่านั้นมากมายเหลือเกิน
          “ข้าเป็นคนดีนะท่านเทวดา ข้าทำงานหนักเหมือนกัน  แต่ทำเท่าไรก็ไม่เห็นจะมีเงินมากมายเท่าคนอื่นเขาสักที”  พิศาลว่า
          “นั่นเป็นเพราะเจ้ายังพยายามไม่พอ”  เทวดาตอบ เพราะหยั่งรู้ด้วยญาณวิเศษอีกเช่นกันว่า พิศาลไม่ใช่คนที่ตั้งใจทำงานนัก
          “แต่ข้าอยากได้เงินทองมากกว่านี้ ได้โปรดเถิดท่านเทวดา  ข้าอยากได้เงินทองมากกว่าที่ข้ามีอยู่ในตอนนี้สักพันเท่า”  พิศาลยังคงอ้อนวอนขอพรเทวดาต่อไปโดยไม่ฟังอะไร
เทวดาคิดว่า ป่วยการที่จะสอนคนเขลาให้สำนึกได้ด้วยการพูดจาสั่งสอน ดังนั้นเทวดาจึงกล่าวแก่พิศาลว่า
          “ก็ได้  ข้าจะให้พรตามที่เจ้าขอ แต่เชื่อเถอะว่า เจ้าจะไม่มีวันมีความสุขจากทรัพย์สมบัติมากมายที่เจ้าต้องการดอก...กลับไปที่บ้านของเจ้าเถิด ข้าได้เนรมิตเงินทองมากมายให้เจ้าที่นั้นแล้ว”
กล่าวจบ ร่างของเทวดาก็หายลับเข้าไปในศาลพระภูมิ ส่วนพิศาลก็รีบวิ่งกลับบ้านเพื่อไปชมเงินทองมากมายเหล่านั้นทันที

เมื่อมาถึงบ้าน  พิศาลก็ต้องตกใจมาก เพราะถวิลมานั่งอยู่ในบ้านของเขาแล้ว อีกทั้งยังโกยเงินทองมากมายที่กองอยู่ในบ้านของเขาขึ้นมาเพ่งพินิจด้วยดวงตาที่มีความหมาย
          “วางเงินนั้นลงเถะเพื่อน เพราะทั้งหมดนั้นเป็นของข้า”  พิศาลติงถวิล พร้อมกับคว้าเอาเงินทองในเมือของเขามาใส่ไว้ในกองของมันตามเดิม
          “เจ้าไปเอาเงินมากมายก่ายกองนี้มาจากไหนกันเพื่อน จะว่าเป็นเงินที่ได้จากการทำงานก็เห็นจะไม่ใช่  เพราะเราทำงานด้วยกันมาตลอด ข้ามีเท่าไร  เจ้าควรจะมีเท่านั้นสิ  ถึงจะถูก”  ถวิลถามด้วยความสงสัย
          “เรื่องของข้าน่ะ”  พิศาลบอกปัดอย่างรำคาญ
          “ว่าไงนะ...เรื่องของเจ้าเรอะ...พูดอย่างนี้คงไม่ได้มีความหมายว่าเจ้าไปขโมยเงินของคนอื่นมาหรอกนะ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น  ข้าคงต้องไปแจ้งให้ท่านหัวหน้าหมู่บ้านรู้เสียแล้วล่ะ”  ถวิลกล่าวอย่างคนเจ้าเล่ห์
          “ข้าไม่ได้ขโมยใครมาทั้งนั้น! นี่คือสิ่งที่ท่านเทวดาตรงศาลพระภูมิท้ายหมู่บ้านให้ข้ามา  ข้าขอของข้ามาเอง”  พิศาลรีบบอก
          “งั้นรึ...ไม่ได้ขโมยใครมาก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนทีหลังนะเพื่อน”  ถวิลว่าเสมือนหวังดี แต่ในใจนั้นลุกโชนด้วยเปลเพลิงแห่งความอิจฉา
ดังนั้น ถวิลจึงรีบลาพิศาลกลับบ้าน  โดยอ้างว่าปวดหัวอยากพักผ่อน แต่แท้จริงแล้วกลับเดินมุ่งตรงไปยังศาลพระภูมิท้ายหมู่บ้านทันที
          “ท่านเทวดา”  ถวิลยกมือไหว้หน้าศาลพระภูมิ  “ข้าเป็นเพื่อนกับพิศาล คนที่ท่านมอบเงินทองมากมายแก่เขา”
ฝ่ายเทวดานั้น นั่งฟังคำถวิลอยู่ในศาลพระภูมิก็รู้สึกขบขันเหลือประมาณ
          ‘เออแนะ...สวรรค์ช่างจับคนโลภกับคนขี้อิจฉามาเป็นคู่กันได้ เป็นคู่ที่เหมาะสมกันดีแท้  เสมือนผีเน่ากับโลงผุก็ไม่ปาน เห็นทีว่าเราคงต้องให้บทเรียนสักอย่างกับเจ้าสองคนเสียแล้ว’
เมื่อคิดได้ดังนั้น เทวดาก็ส่งเสียงออกไปกล่าวแก่ถวิลว่า
          “เราคือเทวดา เราจะให้สิ่งที่เจ้าต้องการ  จงขอเรามา”
          “ท่านเทวดา ข้าเป็นเพื่อนกับพิศาลมาช้านาน  เมื่อเขาได้อะไร ข้าก็สมควรได้ในสิ่งเดียวกันนั้นด้วย  แต่ไม่ล่ะ...ข้าเชื่อว่า เขาจะมาขอท่านเรื่อยๆ  เพราะฉะนั้น  หากพิศาลขอสิ่งใด ข้าขอของสิ่งนั้นมากกว่าอีกเท่าตัวหนึ่ง”  ถวิลร้องขอ
          “ย่อมได้ ข้าจะให้ตามที่เจ้าขอ  แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเจ้า นั่นก็เป็นเพราะความโลภและความขี้อิจฉาของพวกเจ้าเอง...จำเอาไว้ให้ดี”  เทวดากล่าวเตือน
          “สิ่งที่ข้าจะได้ ก็มีแต่เพียงความร่ำรวยมั่งคั่งเท่านั้นแหละท่าน ที่สำคัญข้ายังมีมากกว่าเพื่อนของข้าอีกด้วย  สำหรับข้าแล้ว นี่ถือเป็นเรื่องที่สำคัญนักแล”  ถวิลพูดอย่างกระหยิ่มใจ ก่อนจะกราบเทวดาแล้วเดินกลับบ้านไป เทวดามองตามถวิลแล้วยิ้มอย่างสมเพชเวทนาเล็กน้อย
วันรุ่งขึ้น พิศาลก็มาหาเทวดาแล้วกล่าวขอทรัพย์สมบัติอย่างอื่นอีก
          “เจ้าถวิลคนถ่อย! มันขี้อิจฉานัก  เห็นว่าข้ามีแล้วอยากจะได้บ้าง  ซ้ำยังขอมากกว่าข้าเสียอีก ดีล่ะท่านเทวดา  ครั้งนี้ขอบ้านหลังใหญ่ๆ ให้ข้าสักหลังนะท่าน”
          “ได้สิ”  เทวดาว่า  “บ้านหลังใหญ่รอเจ้าอยู่แล้ว”
ไม่นานนัก พิศาลก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบมาหาเทวดาอีก
          “เจ้าถวิลมันได้บ้านหลังใหญ่กว่าข้าอีกแน่ะ ดีล่ะ  ครั้งนี้ข้าขอข้าทาสบริวารมากมายมาไว้ใช้สอยนะ ท่านเทวดา”
          “ได้สิ ข้าบริวารมากมายรอเจ้าอยู่แล้ว”
สักพัก พิศาลก็มาหาเทวดาอีก
          “ขอที่ดินกว้างสุดลูกหูลูกตาให้ข้าด้วยเถิด ท่านเทวดา ข้าจะเอาไว้เสริมบารมี”
หลังจากนั้นพิศาลก็มาหาเทวดา เพื่อขอทรัพย์สมบัติอีกเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จักพอ...
แต่ไม่ว่าพิศาลจะขออะไร ถวิลผู้เป็นเพื่อนก็จะได้มากกว่าเป็นสองเท่า ทำให้พิศาลรู้สึกโมโหและหงุดหงิดใจเป็นอย่างมาก วิธีเดียวที่จะช่วยดับความรู้สึกนี้คือการไปขอทรัพย์สมบัติเพิ่มจากเทวดา  ดังนั้น พิศาลจึงรีบไปหาเทวดายังศาลพระภูมิท้ายหมู่บ้านทันที แต่เมื่อไปถึงก็พบถวิลนั่งกราบไหว้เทวดาอยู่ในที่นั้นแล้ว
          “จะมาขออะไรจากท่านเทวดาอีกล่ะเพื่อน”  ถวิลร้องทักพิศาลด้วยรอยยิ้มที่ไร้ความจริงใจเป็นที่สุด
          “แกอยากจะรู้ไปทำไมเล่า หรือจะได้ขอตามข้าด้วยอย่างนั้นรึ”  พิศาลโต้ตอบอย่างหัวเสีย
          “อ๋อ...”  ถวิลลากเสียงยาว  “ข้าไม่จำเป็นต้องรู้หรอกว่าเพื่อนขออะไร  เพราะถ้าเพื่อนขออะไร ข้าก็จะได้สิ่งนั้นมากกว่าเพื่อนเป็นสองเท่าเสมอล่ะ”
          “ตลอดมาเมื่อข้ามีอะไร เจ้าก็จะไปสรรหาสิ่งที่ดีกว่าและมีมากกว่ามาไว้ที่ตัวเองเสมอ เจ้ามันเป็นคนขี้อิจฉา!  เห็นคนอื่นมีแล้วทนไม่ได้  ต้องมีอย่างเขาด้วย!”  พิศาลต่อว่าเพื่อนอย่างรุนแรง
          “อย่าว่าแต่คนอื่นเขาเลย เพราะเจ้าเป็นคนไม่รู้จักพอ  ละโมบโลภมากอยากได้นั้นได้นี่ไม่มีที่สิ้นสุด  ใช่! ข้าอิจฉาเจ้า  ก็แล้วทำไม อย่างไรข้าก็จะต้องได้ในทุกสิ่งที่มากกว่าเจ้าเสมอไปนั่นแหละ ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า”
พิศาลฟังถวิลหัวเราะเยาะตนแล้วรู้สึกเดือดดาลเป็นอย่างมาก เขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า  โดยไม่ทันได้คิดอะไรให้ดีเสียก่อน พิศาลร้องขอเทวดาออกไปว่า
          “ท่านเทวดา  ข้าขอให้ดวงตาของข้า เหลืออยู่เพียงข้างเดียวเท่านั้น”
เทวดาให้พรนั้นตามความปรารถนาทันที
ดังนั้น พิศาลคนละโมบจึงเสียดวงตาของเขาไปหนึ่งข้าง ส่วนถวิลคนขี้อิจฉาก็สูญเสียดวงตาของตนไปทั้งคู่
          “ข้าบอกเจ้าแล้ว การได้อะไรมาโดยไม่ชอบนั้น  มักนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเสมอ”  เทวดากล่าว พร้อมกับหายตัวกลับสวรรค์โดยไม่ลงมายังโลกมนุษย์อีกเลย
ส่วนพิศาลและถวิลนั้น ได้ใช้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ได้รับจากเทวดา มารักษาดวงตาที่มืดบอดและอำนวยความสะดวกให้แก่ชีวิตที่ไร้ดวงตาของตนไปจนหมดสิ้น สุดท้าย  พวกเขาก็สิ้นเนื้อประดาตัว กลายเป็นคนพิการที่มีชีวิตลำบากลำบนไปจนสิ้นอายุขัย
..................เธอทั้งหลาย.......................
เห็นจะไม่ผิดนักหรอกถ้าจะบอกว่า ความโลภและความอิจฉานั้น  เป็นเพื่อนรักกันมากทีเดียว เพราะเมื่อความโลภและความอิจฉามาเกี่ยวข้องใกล้ชิดกันแล้ว ต่างก็รังแต่จะชักนำกันไปสู่ความหายนะอย่างสนุกสนาน  ความโลภไม่เกี่ยงงอนความอิจฉา และความอิจฉาจะไม่มีวันปฏิเสธความโลภ ทั้งสองเป็นหายนะแห่งชีวิตมนุษย์ที่คอยเกื้อหนุนกันอยู่เสมอ
ความรู้จักพอนั้นสำคัญมากทีเดียวเธอเอ๋ย เพราะความพอใจจะเป็นเสมือนเกราะแก้วคุ้มครองเธอ ให้พ้นจากภัยแห่งความโลภและความอิจฉา  หากเธอมุ่งมั่นที่จะทำอะไรสักอย่าง และเธอก็พยายามจนถึงที่สุดแล้ว  ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร เธอก็ควรพอใจในผลที่ออกมานั้น  แล้วครั้งต่อไป  เธออาจจะพยายามทำให้ดีขึ้นอีกได้ แต่ไม่ต้องพยายามจนทำลายความรู้จักพอในตนเอง แล้วเปิดโอกาสให้ความโลภรวมทั้งความอิจฉา เข้ามายึดครองหัวใจที่บริสุทธิ์ของเธอได้
หากเธอมีไม่มากเท่าคนอื่น แต่เธอรู้สึกว่า  ชีวิตตนเองก็มีความสุขที่สุดแล้ว  เธอจะอยากมีไปทำไมอีกเล่า ถ้าเธอมีมากเท่าคนอื่น  แต่ต้องสูญเสียความสุขทั้งชีวิตไป  เธอจะยอมแลกกับมันจริงๆ หรือ
                         ...................จบเรื่องคนโลภกับคนขี้อิจฉา.....................

8/03/2556

นิทานสีขาว : ความช่วยเหลือของมนตรี

นิทานสีขาว
จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

ความช่วยเหลือของมนตรี
ณ โรงเรียนชายล้วนแห่งหนึ่ง คนทั่วไปต่างก็รู้กันดีว่าโรงเรียนนี้ขึ้นชื่อด้านกีฬาฟุตบอลมาก เพราะทีมฟุตบอลของโรงเรียนนี้คว้าที่หนึ่งในการแข่งขันฟุตบอลโรงเรียนระดับประเทศติดต่อกันมาแล้วหลายสมัย
มนตรี เป็นเด็กฉลาด  แข็งแรง  และมีน้ำใจเป็นนักกีฬาเสมอ เขาเล่นฟุตบอลอยู่ในทีมของโรงเรียนแห่งนี้ด้วย และเมื่อหัวหน้าทีมคนเก่าจบการศึกษาออกไป  มนตรีก็ได้รับการคัดเลือกจากเพื่อนๆ ในทีมฟุตบอลให้เป็นหัวหน้าทีมคนใหม่ด้วยคะแนนที่เป็นเอกฉันท์
การแข่งขันฟุตบอลโรงเรียนระดับประเทศของปีนี้กำลังจะมาถึงในไม่ช้า มนตรีและเพื่อนๆ ในทีมต้องฝึกซ้อมอย่างหนักทุกวันเพื่อรักษาความเป็นที่หนึ่งเอาไว้ให้ได้พวกเขาจริงจังกับเรื่องนี้มาก เพราะนี่ไม่ใช่แค่การรักษาตำแหน่งเดิมเอาไว้ให้ได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการรักษาเกียรติประวัติของทีมฟุตบอลโรงเรียนซึ่งสั่งสมกันมาหลายรุ่น และยังถือเป็นความภาคภูมิใจของทุกๆ คนในโรงเรียนอีกด้วย
เมื่อวาระการแข่งขันฟุตบอลโรงเรียนประจำปีนี้มาถึง ทีมของมนตรีก็สามารถเอาชนะทีมจากโรงเรียนอื่นได้โดยไม่ยากเย็นนัก จนในที่สุดก็เข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้ตามความคาดหมาย
          “การแข่งขันรอบสุดท้ายจะจัดขึ้นที่สนามโรงเรียนของเรา เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้เช้า  ขอให้ทุกคนมาพร้อมกันที่นี้ได้เลย”  มนตรีนัดแนะกับเพื่อนๆ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนที่บ้าน
วันต่อมาปรากฏว่าฝนตกตลอดตั้งแต่ตอนเช้ามืด เมื่อมนตรีออกจากบ้านนั้นฝนซาลงมากแล้ว  แต่ตามถนนหนทางก็ยังเปียกเฉอะแฉะ และบางแห่งก็ลื่นมาก  มนตรีต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง เพราะไม่อยากให้ตนเองได้รับบาดเจ็บก่อนการแข่งขัน
เมื่อมาถึงหน้าประตูโรงเรียน มนตรีสังเกตเห็นหญิงชราคนหนึ่งยืนตัวเปียกโชก ร่างกายของนางสั่นเทาด้วยความหนาวอย่างน่าสงสาร  หญิงชราคนนี้ยืนงกๆ  เงิ่นๆ และเฝ้าแต่มองไปยังฝั่งตรงข้าม  มนตรีคิดว่านางคงอยากข้ามไปอีกฝังแต่ไม่มีคนจูง จึงไม่กล้าข้ามไปคนเดียว เพราะพื้นถนนหน้าโรงเรียนลื่นและมีรถขับผ่านไปมามาก
มนตรีสังเกตคนอื่นๆ ที่เดินผ่านไปมา  ดูเหมือนว่าทุกๆ คนต่างก็เร่งรีบไปทำธุระของตนเองจนไม่มีใครว่างพอที่จะหันมาสนใจหญิงชราคนนี้เลย ดังนั้นมนตรีจึงเดินเข้าไปหานางและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนมีเมตตาว่า
          “ยายอยากจะข้ามไปฝั่งโน้นใช่ไหม ผมจะช่วยยายเองนะครับ”
สีหน้าของหญิงชราแจ่มใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อสักครู่ที่ผ่านมานางยังรู้สึกว่าตนเองอยู่อย่างโดดเดี่ยวคนเดียวในโลก และความสูงอายุทำให้ตนเองดูไร้ค่าจนไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ แต่ตอนนี้กลับมีเด็กคนหนึ่งเดินมาเรียกว่า  ‘ยาย’  และขันอาสาช่วยเหลือนาง ทำให้หญิงชรารู้สึกชื่นใจมาก
          “หลานชาย ช่วยพายายข้ามถนนลื่นนี้หน่อยเถอะนะ  บ้านยายอยู่ฝั่งตรงข้ามนี้เอง หลังร้านขายของนั่นล่ะ”  หญิงชราเสียงสั่นเพราะความหนาว
          “มาเถอะยาย  เดินช้าๆ  นะ ผมจะพายายไปส่งให้ถึงบ้านเลย”
แล้วมนตรีก็จับแขนหญิงชรามาโอบไว้รอบคอ พร้อมกับค่อยๆ พยุงร่างของนางเดินข้ามถนนอย่างระมัดระวัง
ตลอดทางที่เดินมาด้วยกันนั้น หญิงชราได้พูดกับมนตรีด้วยความรักใคร่ชื่นชม  นางให้พรแก่เขาไม่หยุดปาก และกล่าวชมเชยไปถึงพ่อแม่ที่สั่งสอนลูกให้เป็นคนดี จนกระทั่งมาถึงบ้านของหญิงชราแล้ว มนตรีจึงยกมือไหว้และกล่าวคำอำลาแก่นาง
          “ขอให้ผลบุญที่หลานชายทำในวันนี้ จงบันดาลให้หลานชายพบแต่ความสุขความเจริญเถิด”  นางอวยพรให้มนตรีพร้อมกับหลั่งน้ำตาด้วยความปลาบปลื้ม
มนตรีนั้น เมื่อได้ยินสิ่งที่ยายพูดก็บังเกิดพลังแห่งความปีติขึ้น เขาเดินเข้าโรงเรียนไปอย่างอิ่มเอมใจ  และเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า ความรู้สึกเป็นสุขที่ได้รับหลังจากชัยชนะการแข่งขันฟุตบอลไม่ว่าจะกี่ครั้งที่ผ่านมานั้น เทียบไม่ได้เลยกับความสุขความเปรมปรีดิ์ที่ได้รับจากการช่วยเหลือหญิงชราผู้อ่อนแอในครั้งนี้

กล่าวถึงในสนามแข่งขัน ตอนนี้มีผู้ชมเข้ามาจับจองที่นั่งเต็มทุกที่แล้ว  แต่ทีมฟุตบอลของมนตรียังไม่พร้อม พวกเขาหน้าตาเคร่งเครียด เพราะกระวนกระวายใจที่หัวหน้าทีมยังมาไม่ถึงสนามแข่งทั้งๆ ที่ใกล้จะถึงเวลาแข่งเต็มทีแล้ว  แต่แล้ว ใครคนหนึ่งในนั้นก็มองเห็นมนตรีเดินมาแต่ไกล  และตะโกนบอกให้เพื่อนๆ  หันไปมอง ทุกคนก็ตรงเข้าไปห้อมล้อมและต่อว่าเขาอย่างเผ็ดร้อนในเรื่องที่ไม่รักษาเวลา
          “ถ้าเพื่อนจะโกรธเรานั้นก็เห็นจะสมควรอยู่ แต่ขอให้ใจเย็นๆ  แล้วฟังเหตุผลเราเสียก่อน”  แล้วมนตรีก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เพื่อนฟัง หลายคนเมื่อได้ฟังมนตรีแล้วก็เข้าใจมากขึ้น แต่ก็ยังมีบางคนที่ยังไม่ยอมเข้าใจอะไรเลย เพราะคิดถึงแต่เรื่องผลการแข่งขันเป็นสำคัญ
          “แค่คนแก่คนเดียว นายจะไปลำบากลำบนช่วยเขาทำไม  เดี๋ยวพอฝนหยุดตก  ถนนแห้ง แกก็ข้ามกลับไปได้เองน่ะแหละ  นายก็น่าจะรู้นะ ว่าถ้านายมาไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น...  ทีมของเราอาจจะแพ้ก็ได้”  ลูกทีมคนหนึ่งยังคงต่อว่ามนตรีไม่เลิก
          “เพื่อน...เราไม่ได้ช่วยยายคนนั้นเพียงเพราะความแก่ของแก และเกรงว่าแกจะข้ามถนนไม่ได้เพียงอย่างเดียวหรอกนะ   แต่เราช่วยแก เพราะคิดว่าแกต้องเป็นแม่ของใครสักคน”  มนตรีกล่าวอย่างจริงจัง
          “แม่ใครก็ช่างเขาสิ... ถ้าไม่ใช่แม่ของนายแล้วนายจะสนไปทำไม   มันเรื่องอะไรกันที่นายจะต้องไปช่วยเหลือแม่ของคนอื่นด้วย”  เพื่อนคนนั้นยังถามต่อด้วยความเขลา  ซึ่งมนตรีก็รู้ดี  เขาจึงค่อยๆ อธิบายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง ทว่าแฝงไปด้วยความจริงจังว่า
          “เราช่วยแก เพราะเราคิดว่าแกคงเป็นแม่ของใครสักคน  และเราก็หวังว่า  สักวันหนึ่ง เมื่อแม่ของเราแก่ตัวลงมากๆ  และเราไม่ได้คอยช่วยเหลืออยู่ใกล้ๆ  ในตอนนั้น คงมีใครสักคนเข้ามาช่วยเหลือแม่ของเรา เหมือนกับที่เราได้ทำกับยายคนนั้นในวันนี้”
เมื่อได้ฟังคำตอบของมนตรี ทุกคนรู้สึกประทับใจในคำตอบของเขามาก  จึงไม่มีใครสงสัยในเหตุผลของมนตรีอีก ลูกทีมที่พูดต่อว่ามนตรีเมื่อครู่ก็รู้สึกละอายใจตนเองมาก เขากล่าวแก่มนตรีว่า
          “นายคงภาคภูมิใจในแม่ของนายมาก และมีแม่อยู่ในใจเสมอเลยใช่ไหม ถึงได้ทำสิ่งเหล่านี้โดยคิดไปถึงแม่ของนายด้วย”
          “แน่ล่ะเพื่อน”  มนตรีตอบ  “คนที่ไม่มีแม่ของตนเองอยู่ในหัวใจเพื่อการระลึกถึง และไม่ภาคภูมิใจในแม่ของตนเองนั้น  เป็นคนที่หาดีอันใดไม่ได้เลย  นอกจากนั้น ชีวิตของเขาก็เต็มไปด้วยความหมองเศร้า และไม่มีวันได้พบกับความสุขความเจริญหรอก”

....................เธอทั้งหลาย..........................
มนตรีนั้นเป็นเด็กที่มีความเมตตากรุณานัก เขานึกถึงความทุกข์ของผู้อื่น  และหาทางช่วยให้ความทุกข์นั้นมลายหายไป เธอว่ามนตรีเป็นคนมีความสุขไหม  ประสบความสำเร็จหรือเปล่า...ใช่แล้ว มนตรีเป็นเช่นนั้น  แม้ในเรื่องนี้เขาจะยังเป็นเด็ก แต่เราคงพอที่จะเห็นอนาคตของเขาแล้วล่ะว่า ในอนาคตเขาจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิตมากคนหนึ่ง เพราะเขาเป็นผู้มีความเมตตากรุณา  ชอบช่วยเหลือผู้อื่น  และที่สำคัญที่สุดคือ เขามีแม่ของเขาประทับอยู่ในหัวใจเสมอ
ขอให้เธอระลึกถึงแม่เหมือนดั่งมนตรี ไม่ว่าเธอจะกระทำสิ่งใดอยู่ที่ไหนก็ตาม...หากเธอมีปัญหาทุกข์เศร้าหมองใจ ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยว...เธอไม่จำเป็นต้องเข้าวัด  ไม่จำเป็นต้องขอพรจากพระ ไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ  มาเป็นที่พึ่งพิง แต่จงระลึกถึงแม่ของเธอก็พอ  จำไว้เถิดว่า ท่านคือความศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแล้วในชีวิตของเธอ  จำไว้เถิดว่า  “แม่คือพระของเรา”
....................จบเรื่องความช่วยเหลือของมนตรี.....................

8/02/2556

นิทานสีขาว : การเดินทางของชายสามคน

นิทานสีขาว

จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

การเดินทางของชายสามคน
ชายสามคนเป็นเพื่อนรักกัน อยู่มาวันหนึ่งซึ่งเป็นหน้าแล้ง  ชายสามคนได้นั่งคุยกันถึงเรื่องปากท้อง ทั้งสามต่างพากันเห็นว่าหมู่บ้านที่พวกตนอาศัยอยู่นั้นค่อนข้างแห้งแล้งกันดาร หาอาหารได้ไม่ใคร่จะพอชีพ และดูเหมือนว่าความแห้งแล้งกันดารนี้จะเพิ่มมากขึ้นทุกที
ชายคนหนึ่งนั่งพ้อกับเพื่อนทั้งสองว่า
          “พรุ่งนี้เราจะเอาอะไรกินดีเพื่อน”
ชายคนที่สองตอบอย่างซังกะตายว่า
          “ข้าสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้าแล้ว ขอให้พระองค์ส่งปลามาให้เราสักตัวเถิด”
ชายคนที่หนึ่งถามกลับว่า
          “ถ้าพระเจ้าไม่มาส่งให้เรา มีหวังเราคงอดตาย”
ชายคนที่สองตอบกลับทันทีว่า
          “พระองค์ต้องส่งปลามาให้สิ ก็ข้าอ้อนวอนขอพระองค์ทุกคืน”          
ชายคนที่สามซึ่งนั่งฟังบทสนทนาของเพื่อนทั้งสองคนอยู่นานแล้วพูดขึ้นบ้างว่า
          “ข้าว่า...ขืนเรายังทนอยู่ที่นี้ต่อไป มีหวังต้องได้อดตายกันสักวันแน่ๆ”
          “แล้วจะให้ทำไงเล่า ก็ที่นี่มันแห้งแล้งนายก็รู้”  ชายคนที่หนึ่งถามพลางอ้าปากหาว
          “ข้าเคยได้ข่าวมาจากพ่อค้าผ้า เรื่องเมืองที่อยู่หลังเขาด้านตะวันออกโน้น  พ่อค้าผ้าบอกกันว่า เมืองนั้นอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก  ข้าวปลาอาหารหาง่าย  การค้าก็รุ่งเรืองมาก ข้าว่าเราย้ายไปอยู่ที่นั้นกันเถอะเพื่อน”  ชายคนที่สามว่า
             “แต่ทางนั้นเสือดุมากนะ ขืนไปทางนั้นคงมีหวังได้กลายเป็นอาหารของเสือร้ายดอก”  ชายคนที่หนึ่งพูดอย่างตกใจ
          “ไม่เป็นไรหรอก ข้าจะสวดมนต์อ้อนวอนให้พระเจ้าช่วยปกป้องเอง”  ชายคนที่สองว่าพร้อมกับทำท่าสวดมนต์
          “เถอะนะเพื่อน เราไปอดตายเอาดาบหน้าดีกว่า  อย่ามัวแต่นอนรอความตายอยู่ที่นี้เลย ถ้าพวกเราไปถึงหมู่บ้านหลังเขานั้นโดยปลอดภัย เราก็จะได้ปักหลักทำมาหากินอยู่ที่นั้น  ไม่ต้องมานั่งอดอยากหิวโหยอยู่แบบนี้อีก”  ชายคนที่สามกล่าวอย่างมีเหตุผล
เมื่อเห็นพ้องกันว่าน่าจะไปลองตั้งรกรากอยู่ที่ใหม่ เพื่อนรักทั้งสามจึงเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น แล้วมุ่งหน้าออกจากหมู่บ้านอันแสนทุรกันดารทันที
การเดินทางข้ามเขาตะวันออกเพื่อไปยังหมู่บ้านแห่งนั้นต้องใช้เวลาเดินทางถึง 3 วัน 3 คืน  แลตลอดทางก็เป็นป่ารกทึบทั้งหมด  ดังนั้น ทั้งสามคนจึงคอยระแวดระวังภัยจากสัตว์ร้ายต่างๆ อยู่ตลอดเวลา
กระทั่งในวันที่สามเมื่อเวลาโพล้เพล้ สามสหายก็เดินทางมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านซึ่งยังคงเป็นป่าทึบอยู่ แต่ก็ยังทำให้ทั้งสามใจชื้นขึ้นมาได้ ด้วยรู้สึกว่ายิ่งเข้าใกล้หมู่บ้านเท่าไรก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น
แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ชายคนที่หนึ่งเห็นอะไรบางอย่างไหวๆ  อยู่ในพุ่มไม้ด้านหลัง  เขาจึงเขม้นมอง แล้วจู่ๆ  ก็ร้องลั่นด้วยความตกใจว่า
          “เสือ! เสือตัวใหญ่มากเลยเพื่อน  เสือตัวใหญ่ขนาดนี้เราคงวิ่งหนีไม่ทันมันแน่ เราทุกคนต้องถูกมันจับกินหมดแน่...โฮ...โฮ!”  ชายคนที่หนึ่งร้องไห้อย่างสิ้นหวัง
            “อย่ายอมแพ้สิเพื่อน  ถึงเสือตัวใหญ่แต่ถ้าเราหนีทัน  เราก็อาจจะรอดนะ”  ชายคนที่สามร้องบอกเพื่อน  แต่ชายคนที่หนึ่งนั้นดูเหมือนจะเชื่อมั่นเอาจริงๆ แล้วว่าตนไม่มีทางรอด  ดังนั้นเขาจึงเอาแต่ยินร้องไห้อย่างหวดผวา เสือเห็นดังนั้นจึงจับชายคนที่หนึ่งกินเป็นอาหารก่อนใคร เพราะจับได้ง่ายและไม่ต้องออกแรงแต่อย่างใด
ชายคนที่สามเห็นเพื่อนถูกกินเป็นอาหารก็ร้องบอกเพื่อนที่เหลืออีกคนว่า
          “วิ่งมาทางนี้เร็วๆ สิเพื่อน”
          “วิ่งไปก็ไม่รอดหรอก  ข้าจะสวดมนต์อ้อนวอนขอให้พระเจ้าช่วย พระเจ้าผู้วิเศษจะต้องเห็นใจและมาช่วยคุ้มครองเรา”  แล้วชายคนที่สองก็หลับแน่นิ่งพร้อมกับทำปากขมุบขมิบสวดมนต์ถึงพระเจ้า
             “โธ่เพื่อนเอ๋ย! ถ้าเราไม่มีความพยายามทำอะไรด้วยตัวเองก่อนแล้ว  ไหนเลยพระเจ้าจะทรงเมตตามาช่วยเรา เราต้องช่วยเหลือตนเองให้ถึงทีสุดก่อนสิเพื่อน ไม่ใช่รอคอนแต่ความช่วยเหลือจากคนอื่นแบบนี้ ขืนรอไปก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรเขาจะหยิบยื่นมาให้เรา”
แต่ชายคนที่สองไม่รับฟังเพื่อน เขาพร่ำแต่สวดมนต์ขอให้พระเจ้าช่วย เสือจึงตรงเข้าขย้ำเขาเป็นเหยื่อรายที่สอง
เมื่อเสียเพื่อนรักทั้งสองคนไปแล้ว ชายคนที่สามก็คิดว่าเขาจะไม่ยอมให้ตนตกเป็นอาหารของเสือร้ายดังเพื่อนทั้งสองคนอย่างเด็ดขาด คิดได้ดังนั้น  เขาจึงรีบปีนขึ้นต้นไม้ที่สูงที่สุดอย่างรวดเร็ว เสือเห็นดังนั้นก็เกรงว่าเหยื่อรายที่สามของตนจะหนีรอดไปได้ จึงกระโจนเข้ามากระแทกต้นไม้อย่างแรง เพื่อให้คนที่สามที่กำลังปีนต้นไม้อย่างแข็งขันตกลงมาเป็นอาหารของตนให้ได้
ชายคนที่สามนั้นแท้จริงแล้วปีนต้นไม้ได้ไม่เก่งแต่อย่างใด และแรงกระแทกของเสือก็รุนแรงเกินจนทำให้เขาเกือบจะตกลงมาอยู่หลายครั้ง แต่เพราะใจที่สู้ และคิดว่าตนเองต้องรอดชีวิตให้ได้จึงแข็งใจเกาะต้นไม้ไว้แน่น
ฝ่ายเสือเองก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน มันมีกำลังมากเพราะได้กินเนื้อมนุษย์ไปแล้วถึงสองคน และยังอยากได้อีกสักหนึ่งคนเป็นอาหารตบท้าย  ดังนั้นมันจึงกระแทกต้นไม้ไม่ยอมหยุด และเมื่อเห็นว่าชายคนที่สามเริ่มสิ้นเรี่ยวแรง  มันก็ออกแรงกระแทกต้นไม้หนักขึ้น จนในที่สุดชายคนที่สามก็ร่วงหล่นลงมา
แต่ก่อนที่เสือจะตรงเข้าขย้ำร่างของชายคนที่สาม ก็พลันเกิดเสียงหนึ่งดังสนั่นขึ้นมา เสือตกใจคิดว่าเป็นเสียงปืนของนายพรานที่ออกล่าสัตว์อยู่ในบริเวณนั้นเป็นประจำ มันจึงรีบหนีเข้าป่าในทันที  ชายคนที่สามเห็นดังนั้นจึงรีบมองหาต้นเสียง พบแต่เพียงลูกมะพร้าวขนาดใหญ่ตกอยู่ใกล้ๆ  ตัวเขา จึงรู้ว่าแท้จริงแล้วเสียงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเสียงที่เกิดจากลูกมะพร้าวที่ตกลงมาเพราะแรงกระแทกของเสือนั้นเอง
ท้ายที่สุดแล้ว ชายคนที่สามก็รอดชีวิตจากเสือร้ายและเดินทางไปถึงหมู่บ้านอย่างปลอดภัย หลังจากนั้น  ชายผู้นี้ก็ได้เริ่มต้นทำมาหากินในหมู่บ้านแห่งนั้นอย่างขยันขันแข็ง จนสุดท้ายเขาก็มีฐานะร่ำรวยและสร้างครอบครัวที่แสนสุขได้

                                                               เธอทั้งหลาย...

 
คนทุกคนเมื่อมีชีวิตแล้วย่อมต้องมีปัญหาในชีวิตเกิดขึ้นมาคู่กัน เพื่อเป็นบททดสอบคุณภาพชีวิตของคนๆ นั้น จงอย่ายอมแพ้กับปัญหาที่อย่างไรเธอก็ต้องเจอ แต่จงสู้และแก้ไขมันให้ได้ การแก้ปัญหานั้นขอให้ทำด้วยสติของตนเอง นึกให้ดี  วิเคราะห์ให้ได้ว่าควรแก้ปัญหาเหล่านั้นเช่นไร  ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนที่จะมองหาความช่วยเหลือจากผู้ใดก็ตาม จงแก้ไขมันด้วยตัวของเธอเองให้ดีที่สุดเสียก่อน  จงถามตัวเองว่า  “ฉันได้พยายามจนถึงที่สุดแล้วจริงๆ  หรือ”
พระเจ้าทรงมีพระเมตตา แต่พระองค์ก็ทรงเลือกผู้ที่สมควรแก่ความช่วยเหลือของพระองค์ด้วยเช่นกัน ....จบ

Popular Posts

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top