7/29/2556

Pin It

นิทานสีขาว : คุณค่าของกล้วยหอม

. 7/29/2556

คุณค่าของกล้วยหอม

นิทานสีขาว
จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

image

 


ณ บ้านน้อยในป่าใหญ่หลังหนึ่ง  มีพ่อกับลูกชายวัยเก้าขวบที่เป็นใบ้อาศัยอยู่ด้วยกัน พ่อคนนี้เป็นคนที่เคร่งครัดในศาสนามาก  ทุกๆ  เช้าและก่อนนอน ผู้เป็นพ่อจะนั่งอยู่หน้าพระพุทธรูปขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วพร่ำสวดมนต์ด้วยน้ำเสียงอันดังเป็นเวลานาน ด้วยความเป็นคนที่เคร่งครัดในศาสนา ผู้เป็นพ่อจึงอยากให้ลูกชายมีการปฏิบัติเช่นเดียวกับตน แต่เนื่องจากลูกชายของเขาเป็นใบ้ไม่สามารถออกเสียงสวดมนต์ได้ เขาจึงจำเป็นต้องปล่อยเลยตามเลย  และรู้สึกไม่สมหวังดังใจในตัวลูกชายอยู่ลึกๆ ด้วยเกรงว่าเมื่อเติบใหญ่เป็นผู้ใหญ่แล้ว  ลูกชายจะเป็นคนไม่ยึดมั่นในศาสนา จนประพฤติตนเป็นคนไม่ดีและสร้างความเดือนร้อนให้แก่ผู้อื่น
วันหนึ่ง หลังจากที่สวดมนต์ตอนเช้าเสร็จแล้ว  ผู้เป็นพ่อได้เรียกลูกชายให้เข้ามาหาในห้องพระ แล้วยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้  พร้อมกับบอกว่า
          “นี่ลูกเอ๋ย เจ้าจงนำเงินนี้ไปเลือกซื้อกล้วยหอมที่งามที่สุดมาให้พ่อสักหวีหนึ่งนะ พ่อจะนำมาทำพิธีบูชาพระพุทธเจ้าเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตเรา...จำไว้นะลูก ต้องเลือกเอาหวีที่ดีที่สุดเท่านั้น และเจ้าต้องกลับมาให้ทันก่อนเวลาพระอาทิตย์อยู่ตรงหัวด้วยล่ะ”  ผู้เป็นพ่อกำชับ ซึ่งลูกชายก็พยักหน้ารับคำเป็นอย่างดี แล้วออกจากบ้านไป
เวลาผ่านไปกระทั่งบ่ายคล้อยแล้ว ลูกชายก็ยังไม่กลับมา  ผู้เป็นพ่อรู้สึกโมโหลูกชายเป็นอย่างมากที่กล้าขัดคำสั่ง เถลไถลไม่ยอมกลับบ้าน  จนทำให้ไม่ได้ทำพิธีบูชาพระพุทธเจ้าดังที่ตั้งใจไว้ เขาเดินหยิบไม้เรียวและยืนจังก้ารอลูกอยู่ตรงประตูบ้าน
หลังจากนั้นไม่นาน ลูกชายก็กลับมาถึงบ้าน  และทันทีที่ได้เห็นหน้าลูก ผู้เป็นพ่อก็ตะคอกถามว่า
          “มัวไปทั่วเล่นที่ไหนจึงเพิ่งกลับมาเอาป่านนี้ รู้ไหม...เพราะเจ้ามาช้าพ่อจึงต้องพลาดพิธีบูชาพระพุทธเจ้าในวันนี้ไป”
และเมื่อมองไม่เห็นกล้วยหอมในมือของผู้เป็นลูก เขาก็รู้สึกโมโหมากขึ้นอีก
          “ที่พ่อให้เงินเจ้าไปซื้อกล้วยหอม เจ้าไม่ได้ทำอย่างนั้นเรอะ อย่างนั้นก็จงเอาเงินของพ่อคืนมาเสียเดี๋ยวนี้”
แต่ลูกชายไม่มีเงินคืนให้แก่พ่อของเขา เขาส่ายหน้าและทำไม้ทำมือเพื่อจะสื่อสารอะไรบางอย่าง
ฝ่ายพ่อนั้น แค่ได้รู้ว่าลูกไม่ได้ซื้อกล้วยหอมและไม่มีเงินกลับมาคืนก็โกรธจนขาดสติ ด้วยคิดว่าลูกคงเอาเงินไปซื้อขนมจนหมดสิ้น เขาเงื้อไม้เรียวและกระหน่ำฟาดไปที่น่องของลูกอย่างแรง เด็กชายได้รับความเจ็บปวดมาก  แต่เขาพูดไม่ได้ จึงได้แต่ส่งเสียงครางขอความเห็นใจจากผู้เป็นพ่อ ซึ่งขณะนี้ไม่มีแก่ใจรับฟังเสียงเว้าวอนใดๆ จากลูกชายทั้งสิ้น
          “เพราะเจ้าไม่สวดมนต์ เจ้าจึงกลายเป็นคนเลว  ลูกไม่รักดีเช่นเจ้า  สู้ไม่มีเสียเลยจะดีกว่า”  ผู้เป็นพ่อว่า  พร้อมกับลงไม่เรียวบนน่องของบุตรชายต่อไปอย่างไม่ยั้ง
ขณะนั้นเองมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ชายผู้เป็นพ่อจึงหยุดเฆี่ยนตีลูกชายแล้วเปิดประตูออกไปดู พบหญิงแปลกหน้าคนหนึ่งยืนอยู่  แขนข้างหนึ่งของนางอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยเอาไว้ ส่วนแขนอีกข้างก็คล้องตะกร้าใบใหญ่ที่มีผ้าคลุมปิดของที่อยู่ภายใน
          “นางมาเยือนบ้านของข้าด้วยเหตุอันใดหรือ”  ชายผู้เป็นพ่อถามอย่างแปลกใจ เพราะเขาไม่เคยรู้จักหญิงคนนี้และลูกสาวของเธอมาก่อน
          “ข้าและลูกสาวนำของกำนัลมามอบให้แก่ครอบครัวท่าน”  หญิงผู้นี้กล่าวตอบอย่างมีไมตรี
          “อย่างนั้นคงจะผิดบ้านแล้ว เพราะข้าไม่เคยรู้จักนางหรือลูกของนางมาก่อน”  ชายผู้เป็นพ่อปฏิเสธ
          “หากท่านเป็นบิดาของบุตรชายใบ้ผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตา ก็เห็นจะไม่ผิดหรอก”  นางตอบพร้อมกับแย้มรอยยิ้ม
ชายผู้เป็นพ่อรู้สึกพิศวงมากที่หญิงนางนี้รู้จักลูกชายของเขา เขาจึงสอบถามเรื่องราวทั้งหมดจากนาง ซึ่งได้เล่าสิ่งที่เกิดแก่ตนเองในวันนี้ให้ฟังว่า
          “ข้าเป็นหญิงม่ายจากต่างเมือง เมื่อสามีของข้าตาย  เมืองนั้นก็ไร้ซึ่งที่พึ่ง ข้าจึงต้องอุ้มลูกเดินทางรอนแรมเพื่อมาตามหาญาติที่เหลืออยู่ในเมืองนี้ แต่กว่าจะเดินทางมาถึงที่นี่ต้องใช้เวลานานมาก  เงินที่ติดตัวมาก็ร่อยหรอ ทำให้ข้าและลูกไม่มีอะไรกินมาสามวันแล้ว
          “ขณะที่เรายังตามหาญาติไม่เจอและไม่มีเงินซื้อข้าวกิน ก็เผอิญเห็นลูกชายของท่านเดินถือกล้วยหอมหวีงามผ่านมาพอดี ลูกสาวของข้าทนความหิวไม่ไหวจึงวิ่งไปหาลูกชายท่านเพื่อจะขอกล้วยหอมกิน แต่ยังไม่ทันจะวิ่งไปถึงลูกสาวของข้าก็หมดแรงล้มลงเสียก่อน  ข้าจึงรีบวิ่งตามลูกไป แล้วก็หมดแรงล้มลงเช่นกัน  ลูกชายของท่านเห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาช่วยพวกเรา แล้วส่งกล้วยหอมให้เราสองแม่ลูกกินทั้งหวี  นอกจากนั้นก็ยังหาน้ำดื่มมาให้เราด้วย หากไม่มีลูกของท่าน  เราคงหาชีวิตไม่แล้ว ต้องขอขอบคุณลูกชายของท่านมากจริงๆ”
กล่าวจบหญิงนางนี้ก็ส่งตะกร้าจากมือนางให้แก่ชายผู้เป็นพ่อ แล้วจากไป
ชายผู้เป็นพ่อเปิดผ้าคลุมออกดูพบว่าในตะกร้าใบนั้นเต็มไปด้วยกล้วยหอมหวีงามอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต นอกจากนั้นยังทำให้เขาฉุกคิดถึงอะไรบางอย่างที่ตนเองไม่เคยคิดมาก่อน
ชายผู้เป็นพ่อรีบกลับเข้าไปในบ้านและตรงเข้าไปสวมกอดลูกชาย พร้อมทั้งกล่าวคำขอโทษต่างๆ  นานา เขากล่าวแก่ลูกชายอย่างสำนึกผิดว่า
          “ลูกรักของพ่อ อภัยให้พ่อที่โง่เขลาคนนี้ด้วยเถิด  พ่อนั้นคิดเสมอว่า การสวดมนต์ด้วยเสียงอันดังจะทำให้พ่อเข้าถึงแก่นแห่งพระธรรมได้ นอกจากนั้นการบูชาพระพุทธเจ้าด้วยกล้วยหอมอยู่เสมอก็จะทำให้พ่อได้รับแต่สิ่งดีๆ ในชีวิต  แต่พ่อคิดฉาบฉวยเกินไป  กล้วยหอมของลูกและของพ่อนั้นต่างคุณค่ากันมาก กล้วยหอมของพ่อมีไว้เพื่อบูชาพระพุทธรูป แต่แท้จริงแล้วพ่อทำไปเพื่อตัวเองทั้งนั้น แต่กล้วยหอมของลูกนั้นมีค่าถึงขนาดช่วยชีวิตผู้อื่นให้รอดพ้นจากความตายได้เลยทีเดียว และพ่อคิดว่าขณะนี้พระพุทธองค์คงกำลังให้พรในความเมตตากรุณาของลูกอยู่ก็เป็นได้

.......................เธอทั้งหลาย................................
สิ่งใดๆ ก็ตามในโลกนี้จะมีคุณค่าอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น เธออาจจะให้ความสำคัญกับบางสิ่งบางอย่างอย่างมากมาย เพราะคิดว่าสิ่งนั้นช่างมีคุณค่ามากนัก แต่ถ้าเธอยังไม่ได้ใช้มันให้เกิดประโยชน์จริงๆ หรือไม่เคยรู้วิธีที่จะใช้มันให้เกิดประโยชน์ใดๆ  เลย สิ่งนั้นก็ยังไม่ใช่สิ่งที่มีคุณค่านักหรอก
                  ........................จบเรื่องคุณค่าของกล้วยหอม.........................

มีลมหายใจเป็นเพื่อนสนิท
มีกัณลยาณมิตรเป็นพระพุทธเจ้า

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

 
Powered by Blogger.com | Template by 7-templates - free-7