7/31/2556

นิทานสีขาว : ฟรานซิสผู้ไม่เคยแก่งแย่ง

ฟรานซิสผู้ไม่เคยแก่งแย่ง

นิทานสีขาว
จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

นิทานสีขาว


นานมาแล้ว มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อว่า  หมู่บ้านลอแลง หมู่บ้านนี้มีประชากรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่มีอาชีพทำการเกษตร
อยู่มาปีหนึ่ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านจึงไม่อาจปลูกพืชผักได้และพืชผักเดิมที่พอจะมีเหลือติดพื้นดินอยู่บ้างก็พากันเหี่ยวแห้งเฉาตายไปตามๆ กัน  ภัยแล้งดังกล่าวนี้  ทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารอย่างหนักในหมู่บ้าน ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดเห็นจะเป็นคนยากจน  และเด็กๆ  ซึ่งพากันร้องไห้กระจองอแง เพราะความหิวโหย จนดังระงมไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
ในขณะที่หมู่บ้านแห่งนี้กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ ก็มีเศรษฐีใจบุญคนหนึ่งเดินทางผ่านมายังหมู่บ้านนี้พอดี
เศรษฐีคนนี้ เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กๆ  ก็เกิดความเวทนาสงสารเป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อสอบถามชาวบ้านได้ใจความแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เศรษฐีใจบุญจึงตัดสินใจแวะพักที่หมู่บ้านแห่งนี้ก่อน เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่เด็กๆ และชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อน
ดังนั้น เศรษฐีใจบุญจึงเข้าพบผู้นำหมู่บ้าน แล้วถามว่าตัวเขาเองพอจะช่วยอะไรคนในหมู่บ้านนี้ได้บ้าง
          “เป็นพระคุณอย่างล้นเหลือ ท่านเศรษฐี  แต่หากท่านมีใจจะช่วย พวกเราก็ขอเพียงให้ท่านช่วยบรรเทาความอดอยากหิวโหยของเด็กๆ  ก่อน ส่วนปัญหาอื่นนั้น  ทางการจะส่งความช่วยเหลือมาถึงเราในไม่ช้า”  ผู้นำหมู่บ้านกล่าวแก่เศรษฐีใจบุญอย่างซาบซึ้งใจ
          “ถ้าอย่างนั้น วานท่านผู้นำจงช่วยป่าวประกาศแก่เด็กๆ  ในหมู่บ้านแห่งนี้ด้วยว่า  ทุกๆ  เช้า ขอให้เด็กยากจนทุกคนไปรอฉันอยู่หน้าประตูโบสถ์ แล้วฉันจะนำขนมปังมาแจกจ่ายแก่พวกเขาทุกวัน  จนกว่าทางการจะส่งความช่วยเหลือมาถึง”  เศรษฐีใจบุญกล่าว
เมื่อข่าวนี้ประกาศไปทั่วหมู่บ้าน ในเช้าวันรุ่งขึ้น  ก็ปรากฏว่ามีเด็กๆ มารอการแจกขนมปังจากเศรษฐีใจบุญเป็นจำนวนมาก  และทันทีที่เด็กๆ  เห็นถุงใส่ขนมปัง พวกเขาก็กรูกันเข้ามาแย่งชิงขนมปังโดยไม่ฟังอีร้าอีรามใดๆ แม้เศรษฐีใจบุญจะบอกให้ทุกคนใจเย็นๆ  แต่เด็กๆ  เหล่านี้อดอยากมานาน และอยากได้ขนมปังมาประทังความหิวของตนโดยเร็ว ดังนั้นจึงไม่มีใครฟังคำขอร้องของเศรษฐีใจบุญ เด็กบางคนแอบหยิบขนมปังไปมากกว่าหนึ่งชิ้น  บางคนผลักเพื่อนให้พ้นทางตน บางคนดึงทึ้งผมคนข้างหน้า  และบางคนถึงกับชิงเอาขนมปังจากคนที่ได้ก่อนไปหน้าตาเฉย การแจกขนมปังเป็นไปด้วยความวุ่นวายและไร้ระเบียบเป็นที่สุด แต่เศรษฐีใจบุญไม่ได้รู้สึกโกรธเด็กๆ เขาเข้าใจดีว่าความหิวทำให้เด็กทุกคนต้องเอาตัวรอด
แล้วตอนนั้นเอง เศรษฐีใจบุญก็เหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยืนมองเพื่อนๆ แย่งขนมปังอยู่นอกกลุ่ม  และไม่ได้มีทีท่ากระวนกระวายอยากได้ขนมปังเหมือนคนอื่นๆ   เศรษฐีใจบุญรู้สึกแปลกใจ จึงเดินทางไปหาเด็กหญิงแล้วถามว่า
          “หนูไม่อยากกินขนมปังบ้างหรือ”
เด็กหญิงเงยหน้าอันซีดเซียวของเธอขึ้นมองเศรษฐีใจบุญ แล้วยิ้มน้อยๆ  ก่อนจะตอบว่า
          “หนูอยากรับประทานขนมปังค่ะ เพราะหนูหิวมากเหลือเกิน  แต่หนูไม่อยากเข้าไปแย่งชิงขนมปังกับคนอื่นๆ มันไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะทำร้ายกันเพียงเพราะขนมแค่ชิ้นเดียว แล้วเด็กเหล่านั้นก็เป็นเพื่อนเล่นของหนูทั้งนั้นเลยค่ะ”          
เมื่อเด็กคนอื่นๆ ได้ขนมปังและถอยออกไปจนหมดแล้ว เด็กหญิงจึงค่อยเดินเข้าไปหยิบขนมปังชิ้นเล็กเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ออกมาจากก้นถุง
          “หนูชื่ออะไรจ้ะ แล้วเป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน”  เศรษฐีใจดีถามด้วยความรู้สึกสนใจในตัวเด็กหญิง
          “หนูชื่อฟรานซิสค่ะ หนูอยู่กับแม่สองคนในบ้านเช่าใกล้ๆ  กับโบสถ์นี่เอง แม่ของหนูเป็นคนรับจ้างทำความสะอาดค่ะ”  เด็กหญิงตอบ พร้อมกันนั้นก็ได้กล่าวคำขอบคุณแก่เศรษฐีใจบุญที่ให้ความเมตตาช่วยบรรเทาความหิวให้แก่ตนและเพื่อนๆ จากนั้นเด็กหญิงก็กลับบ้านไป
วันรุ่งขึ้น  เด็กๆ ก็มารอการแจกขนมปังจากเศรษฐีใจบุญหน้าโบสถ์อีก  เมื่อเศรษฐีมาถึง  เด็กๆ ก็พากันกรูเข้าไปแย่งขนมปัง  และทะเลาะต่อยตีกันเป็นที่วุ่นวายอีกเช่นเคย เศรษฐีใจบุญมองหาฟรานซิส  และพบว่าเธอยังยืนรอให้เพื่อนๆ  หยิบขนมชิ้นโตๆ ไปก่อนเหมือนเดิม เศรษฐีใจบุญมองดูเธอเดินเขาไปหยิบขนมชิ้นที่เล็กที่สุดออกมาเป็นคนสุดท้าย   จากนั้นจึงเดินเข้าไปคุยกับฟรานซิส
          “เท่านี้ก็พอแล้วค่ะ ท่านเศรษฐี  ขอบพระคุณท่านอีกครั้งที่กรุณาเมตตาพวกหนู วันนี้หนูมีความสุขมากที่ได้รับความเมตตาจากท่าน”  ฟราสซิสกล่าวขอบคุณแล้วเอาขนมปังกลับบ้าน โดยมีเศรษฐีมองตามไปด้วยสายตาที่ประทับใจ
วันต่อมา  เหตุการณ์ทุกอย่างก็เป็นไปดังเดิม  เด็กๆ ยังคงแย่งขนมปังกันส่วนฟรานซิสก็ยืนรอขนมปังชิ้นเล็กที่สุดที่เหลือเป็นชิ้นสุดท้าย เด็กหญิงกล่าวขอบคุณเศรษฐีใจบุญแล้วเอาขนมปังกลับบ้านเหมือนเช่นเคย
เหตุผลที่ฟรานซิสไม่เคยกินขนมปังทันทีที่ได้ และเอากลับมาที่บ้านก่อนทุกครั้งนั้น เป็นเพราะเธอมีใจนึกถึงแม่ซึ่งต้องทำงานหนักและมีความหิวเช่นเดียวกับเธอ ดังนั้นฟรานซิสจึงไม่กินขนมปังที่ได้คนเดียว แต่เธอจะนำกลับมาให้แม่กินก่อนแล้ววันนี้ก็เช่นเดียวกัน...
เมื่อมาถึงบ้านฟรานซิสเข้าไปกราบแม่ และส่งขนมปังที่ได้รับมาให้แก่แม่ของเธอ
          “มากินขนมปังด้วยกันสิลูก”  แม่ของฟรานซิสบอกลูกสาวเมื่อเห็นเธอไปนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงมุมห้อง
          “แม่กินเถอะจ้ะ ลูกเบื่อขนมปังแล้ว  และวันนี้ลูกไม่หิวเลย”  ฟรานซิสตั้งใจปดแม่ เพราะเธอเห็นว่าขนมปังที่ได้รับในวันนี้มีขนาดเล็กมากเหลือเกิน  หากแบ่งกันกิน ก็เกรงว่าแม่ของเธอจะไม่อิ่ม
          “อย่าโกหกแม่เลยฟรานซิส...ลูกไม่มีวันเบื่อขนมปังหรอก เพราะนี่คือสิ่งที่ลูกชอบมากที่สุด...มาเถอะลูก  มานั่งกินขนมปังชิ้นนี้ด้วยกัน”  แม่ของฟรานซิสกล่าวแก่ลูกสาวอย่างรู้ทัน พร้อมกับบิขนมปังออกเป็นสองชิ้น แต่แล้วฟรานซิสกับแม่ก็ต้องตกใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีเหรียญทองคำเหรียญหนึ่งตกลงมาจากขนมปังชิ้นนั้น
          “มีเหรียญทองคำอยู่ในขนมปังได้อย่างไรกันจ๊ะแม่”  ฟรานซิสถามแม่ด้วยความตกใจ
          “ท่านเศรษฐีคงเผลอทำตกลงไปในระหว่างที่กำลังดูเขาทำขนม...ลูกจงเอาเหรียญทองคำนี้ไปคืนท่านเถิด”  แม่ของฟรานซิสบอก
ฟรานซิสจึงไปตามหาเศรษฐีใจบุญ และคืนเหรียญทองคำให้แก่เขา
          “แม่ของหนูบอก มันอาจจะหล่นลงไประหว่างทำขนมปังน่ะคะ”  เธอกล่าวด้วยสีหน้าและแววตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์
          “การกระทำของหนูทำให้ฉันประทับใจมาก เหรียญทองคำนี้ฉันตั้งใจใส่ลงไปเอง  เพื่อเป็นของขวัญที่หนูเป็นเด็กดี มีมารยาทและไม่แก่งแย่งขนมกับเพื่อน”          
          “จงนำเหรียญทองคำเหล่านี้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของหนูและแม่เถิด และจงรักษาความดีเหล่านี้ให้อยู่กับตัวหนูตลอดไป   ฉันเชื่อว่าด้วยความดีทั้งหมดของหนู จะทำให้หนูเติบโตเป็นคนที่มีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแน่นอน”
  ..........................เธอทั้งหลาย.............................
มีตัวอย่างมาให้เห็นกันมากแล้วว่า การไขว่คว้าหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตนเองด้วยการแก่งแย่งทำร้ายกันนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีใดๆ  เลย  เธออยากได้สิ่งเหล่านั้นถึงขนาดทำร้ายหัวใจตนเอง และเข่นฆ่าความสุขของผู้อื่นเลยหรือ...ถ้าอย่างนั้น สิ่งที่เธอได้มาจะมีความหมายอะไร
คนที่ได้อะไรมาด้วยการแย่งชิงนั้น แม้จะได้รับชัยชนะจากการเป็นผู้ครอบครอง แต่เขาจะไม่มีความสุขกับสิ่งนั้นนานนักหรอก ในไม่ช้าเขาก็จะต้องเริ่มไขว่คว้าหาสิ่งอื่นที่คิดว่ามีค่ายิ่งกว่าต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยสำคัญผิดไปว่าจะสามารถถมความต้องการที่ไม่มีวันเติมให้เต็มของตนเองได้
ผิดกับคนที่รู้จักการรอคอย และทำใจให้รู้จักพอกับสิ่งที่ได้มา  แม้จะไม่เคยแก่งแย่งแข่งขันกับใคร แต่การรอคอยอย่างมีสติจักนำพาสิ่งที่ต้องการมาอยู่ในครอบครองของเขาในที่สุด แม้สิ่งที่ได้มาอาจจะดูน้อยค่าเหลือเกินในความคิดของผู้อื่น แต่การรอคอยจะสอนให้เขารู้จักคุณค่าของสิ่งที่ได้รับ และความรู้จักพอก็จะสอนให้เขาตระหนักว่าสิ่งที่ได้รับมาเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับเขาเสมอ ด้วยผู้ที่รู้จักการรอคอยและรู้จักพอกับสิ่งที่ตนเองได้มานั้น ย่อมเห็นถึงคุณค่าของสิ่งที่ตนมี และไม่ปรารถนาที่จะไขว่คว้าหาสิ่งเกินจำเป็นอื่นใดมาเติมความต้องการของตนเองอีกต่อไป
...................จบเรื่องฟรานซิสผู้ไม่เคยแก่งแย่ง......................

7/29/2556

นิทานสีขาว : คุณค่าของกล้วยหอม

คุณค่าของกล้วยหอม

นิทานสีขาว
จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

image

 


ณ บ้านน้อยในป่าใหญ่หลังหนึ่ง  มีพ่อกับลูกชายวัยเก้าขวบที่เป็นใบ้อาศัยอยู่ด้วยกัน พ่อคนนี้เป็นคนที่เคร่งครัดในศาสนามาก  ทุกๆ  เช้าและก่อนนอน ผู้เป็นพ่อจะนั่งอยู่หน้าพระพุทธรูปขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วพร่ำสวดมนต์ด้วยน้ำเสียงอันดังเป็นเวลานาน ด้วยความเป็นคนที่เคร่งครัดในศาสนา ผู้เป็นพ่อจึงอยากให้ลูกชายมีการปฏิบัติเช่นเดียวกับตน แต่เนื่องจากลูกชายของเขาเป็นใบ้ไม่สามารถออกเสียงสวดมนต์ได้ เขาจึงจำเป็นต้องปล่อยเลยตามเลย  และรู้สึกไม่สมหวังดังใจในตัวลูกชายอยู่ลึกๆ ด้วยเกรงว่าเมื่อเติบใหญ่เป็นผู้ใหญ่แล้ว  ลูกชายจะเป็นคนไม่ยึดมั่นในศาสนา จนประพฤติตนเป็นคนไม่ดีและสร้างความเดือนร้อนให้แก่ผู้อื่น
วันหนึ่ง หลังจากที่สวดมนต์ตอนเช้าเสร็จแล้ว  ผู้เป็นพ่อได้เรียกลูกชายให้เข้ามาหาในห้องพระ แล้วยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้  พร้อมกับบอกว่า
          “นี่ลูกเอ๋ย เจ้าจงนำเงินนี้ไปเลือกซื้อกล้วยหอมที่งามที่สุดมาให้พ่อสักหวีหนึ่งนะ พ่อจะนำมาทำพิธีบูชาพระพุทธเจ้าเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตเรา...จำไว้นะลูก ต้องเลือกเอาหวีที่ดีที่สุดเท่านั้น และเจ้าต้องกลับมาให้ทันก่อนเวลาพระอาทิตย์อยู่ตรงหัวด้วยล่ะ”  ผู้เป็นพ่อกำชับ ซึ่งลูกชายก็พยักหน้ารับคำเป็นอย่างดี แล้วออกจากบ้านไป
เวลาผ่านไปกระทั่งบ่ายคล้อยแล้ว ลูกชายก็ยังไม่กลับมา  ผู้เป็นพ่อรู้สึกโมโหลูกชายเป็นอย่างมากที่กล้าขัดคำสั่ง เถลไถลไม่ยอมกลับบ้าน  จนทำให้ไม่ได้ทำพิธีบูชาพระพุทธเจ้าดังที่ตั้งใจไว้ เขาเดินหยิบไม้เรียวและยืนจังก้ารอลูกอยู่ตรงประตูบ้าน
หลังจากนั้นไม่นาน ลูกชายก็กลับมาถึงบ้าน  และทันทีที่ได้เห็นหน้าลูก ผู้เป็นพ่อก็ตะคอกถามว่า
          “มัวไปทั่วเล่นที่ไหนจึงเพิ่งกลับมาเอาป่านนี้ รู้ไหม...เพราะเจ้ามาช้าพ่อจึงต้องพลาดพิธีบูชาพระพุทธเจ้าในวันนี้ไป”
และเมื่อมองไม่เห็นกล้วยหอมในมือของผู้เป็นลูก เขาก็รู้สึกโมโหมากขึ้นอีก
          “ที่พ่อให้เงินเจ้าไปซื้อกล้วยหอม เจ้าไม่ได้ทำอย่างนั้นเรอะ อย่างนั้นก็จงเอาเงินของพ่อคืนมาเสียเดี๋ยวนี้”
แต่ลูกชายไม่มีเงินคืนให้แก่พ่อของเขา เขาส่ายหน้าและทำไม้ทำมือเพื่อจะสื่อสารอะไรบางอย่าง
ฝ่ายพ่อนั้น แค่ได้รู้ว่าลูกไม่ได้ซื้อกล้วยหอมและไม่มีเงินกลับมาคืนก็โกรธจนขาดสติ ด้วยคิดว่าลูกคงเอาเงินไปซื้อขนมจนหมดสิ้น เขาเงื้อไม้เรียวและกระหน่ำฟาดไปที่น่องของลูกอย่างแรง เด็กชายได้รับความเจ็บปวดมาก  แต่เขาพูดไม่ได้ จึงได้แต่ส่งเสียงครางขอความเห็นใจจากผู้เป็นพ่อ ซึ่งขณะนี้ไม่มีแก่ใจรับฟังเสียงเว้าวอนใดๆ จากลูกชายทั้งสิ้น
          “เพราะเจ้าไม่สวดมนต์ เจ้าจึงกลายเป็นคนเลว  ลูกไม่รักดีเช่นเจ้า  สู้ไม่มีเสียเลยจะดีกว่า”  ผู้เป็นพ่อว่า  พร้อมกับลงไม่เรียวบนน่องของบุตรชายต่อไปอย่างไม่ยั้ง
ขณะนั้นเองมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ชายผู้เป็นพ่อจึงหยุดเฆี่ยนตีลูกชายแล้วเปิดประตูออกไปดู พบหญิงแปลกหน้าคนหนึ่งยืนอยู่  แขนข้างหนึ่งของนางอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยเอาไว้ ส่วนแขนอีกข้างก็คล้องตะกร้าใบใหญ่ที่มีผ้าคลุมปิดของที่อยู่ภายใน
          “นางมาเยือนบ้านของข้าด้วยเหตุอันใดหรือ”  ชายผู้เป็นพ่อถามอย่างแปลกใจ เพราะเขาไม่เคยรู้จักหญิงคนนี้และลูกสาวของเธอมาก่อน
          “ข้าและลูกสาวนำของกำนัลมามอบให้แก่ครอบครัวท่าน”  หญิงผู้นี้กล่าวตอบอย่างมีไมตรี
          “อย่างนั้นคงจะผิดบ้านแล้ว เพราะข้าไม่เคยรู้จักนางหรือลูกของนางมาก่อน”  ชายผู้เป็นพ่อปฏิเสธ
          “หากท่านเป็นบิดาของบุตรชายใบ้ผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตา ก็เห็นจะไม่ผิดหรอก”  นางตอบพร้อมกับแย้มรอยยิ้ม
ชายผู้เป็นพ่อรู้สึกพิศวงมากที่หญิงนางนี้รู้จักลูกชายของเขา เขาจึงสอบถามเรื่องราวทั้งหมดจากนาง ซึ่งได้เล่าสิ่งที่เกิดแก่ตนเองในวันนี้ให้ฟังว่า
          “ข้าเป็นหญิงม่ายจากต่างเมือง เมื่อสามีของข้าตาย  เมืองนั้นก็ไร้ซึ่งที่พึ่ง ข้าจึงต้องอุ้มลูกเดินทางรอนแรมเพื่อมาตามหาญาติที่เหลืออยู่ในเมืองนี้ แต่กว่าจะเดินทางมาถึงที่นี่ต้องใช้เวลานานมาก  เงินที่ติดตัวมาก็ร่อยหรอ ทำให้ข้าและลูกไม่มีอะไรกินมาสามวันแล้ว
          “ขณะที่เรายังตามหาญาติไม่เจอและไม่มีเงินซื้อข้าวกิน ก็เผอิญเห็นลูกชายของท่านเดินถือกล้วยหอมหวีงามผ่านมาพอดี ลูกสาวของข้าทนความหิวไม่ไหวจึงวิ่งไปหาลูกชายท่านเพื่อจะขอกล้วยหอมกิน แต่ยังไม่ทันจะวิ่งไปถึงลูกสาวของข้าก็หมดแรงล้มลงเสียก่อน  ข้าจึงรีบวิ่งตามลูกไป แล้วก็หมดแรงล้มลงเช่นกัน  ลูกชายของท่านเห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาช่วยพวกเรา แล้วส่งกล้วยหอมให้เราสองแม่ลูกกินทั้งหวี  นอกจากนั้นก็ยังหาน้ำดื่มมาให้เราด้วย หากไม่มีลูกของท่าน  เราคงหาชีวิตไม่แล้ว ต้องขอขอบคุณลูกชายของท่านมากจริงๆ”
กล่าวจบหญิงนางนี้ก็ส่งตะกร้าจากมือนางให้แก่ชายผู้เป็นพ่อ แล้วจากไป
ชายผู้เป็นพ่อเปิดผ้าคลุมออกดูพบว่าในตะกร้าใบนั้นเต็มไปด้วยกล้วยหอมหวีงามอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต นอกจากนั้นยังทำให้เขาฉุกคิดถึงอะไรบางอย่างที่ตนเองไม่เคยคิดมาก่อน
ชายผู้เป็นพ่อรีบกลับเข้าไปในบ้านและตรงเข้าไปสวมกอดลูกชาย พร้อมทั้งกล่าวคำขอโทษต่างๆ  นานา เขากล่าวแก่ลูกชายอย่างสำนึกผิดว่า
          “ลูกรักของพ่อ อภัยให้พ่อที่โง่เขลาคนนี้ด้วยเถิด  พ่อนั้นคิดเสมอว่า การสวดมนต์ด้วยเสียงอันดังจะทำให้พ่อเข้าถึงแก่นแห่งพระธรรมได้ นอกจากนั้นการบูชาพระพุทธเจ้าด้วยกล้วยหอมอยู่เสมอก็จะทำให้พ่อได้รับแต่สิ่งดีๆ ในชีวิต  แต่พ่อคิดฉาบฉวยเกินไป  กล้วยหอมของลูกและของพ่อนั้นต่างคุณค่ากันมาก กล้วยหอมของพ่อมีไว้เพื่อบูชาพระพุทธรูป แต่แท้จริงแล้วพ่อทำไปเพื่อตัวเองทั้งนั้น แต่กล้วยหอมของลูกนั้นมีค่าถึงขนาดช่วยชีวิตผู้อื่นให้รอดพ้นจากความตายได้เลยทีเดียว และพ่อคิดว่าขณะนี้พระพุทธองค์คงกำลังให้พรในความเมตตากรุณาของลูกอยู่ก็เป็นได้

.......................เธอทั้งหลาย................................
สิ่งใดๆ ก็ตามในโลกนี้จะมีคุณค่าอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น เธออาจจะให้ความสำคัญกับบางสิ่งบางอย่างอย่างมากมาย เพราะคิดว่าสิ่งนั้นช่างมีคุณค่ามากนัก แต่ถ้าเธอยังไม่ได้ใช้มันให้เกิดประโยชน์จริงๆ หรือไม่เคยรู้วิธีที่จะใช้มันให้เกิดประโยชน์ใดๆ  เลย สิ่งนั้นก็ยังไม่ใช่สิ่งที่มีคุณค่านักหรอก
                  ........................จบเรื่องคุณค่าของกล้วยหอม.........................

มีลมหายใจเป็นเพื่อนสนิท
มีกัณลยาณมิตรเป็นพระพุทธเจ้า

Popular Posts

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top