6/30/2556

นิทานสีขาว : ทองม้วนคนใจดี

06:11

ทองม้วนคนใจดี

นิทานสีขาว
จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

image

 

ทองม้วน กับ เมธี เป็นเพื่อนอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน  ทองม้วนเป็นคนใจดีมีเมตตา ชอบช่วยเหลือผู้อื่น  ทว่ามีสติปัญญาในการเล่าเรียนค่อนข้างน้อย  อ่านเขียนได้ช้า แต่เขาก็รู้ตัวและมีความพยายามในการศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างมาก ส่วนเมธีนั้นเป็นคนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนก่อนประโยชน์ของผู้อื่นเสมอ แต่เขามีสติปัญญาในการศึกษาเป็นเลิศ  เมื่อสอบทีไรก็มักจะได้คะแนนสูงกว่าเพื่อนๆ ที่ร่วมศึกษาด้วยกันเสมอ
วันหนึ่ง ท่านเจ้าอาวาสผู้เป็นอาจารย์อบรมวิชาการให้แก่เด็กหนุ่มในหมู่บ้านได้รับข่าวจากเจ้าเมืองขอให้คัดเลือกเด็กหนุ่มสองคนไปเข้าสอบเพื่อคัดเลือกเป็นขุนนางฝ่ายการปกครองในเมืองหลวง ตำแหน่งนี้เป็นที่รู้กันดีว่าสำคัญมาก หากใครสามารถสอบผ่านและเข้าไปทำงานในตำแหน่งนี้ได้  ก็จะมีโอกาสเติบโตทางราชการสูง อีกทั้งยังเป็นที่เกรงขามของผู้คนทั่วไปอีกด้วย
ท่านเจ้าอาวาสครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจส่งเมธี เด็กหนุ่มผู้มีสติปัญญาทางการศึกษามากที่สุด  และทองม้วน เด็กหนุ่มผู้มีจิตใจดีงามที่สุดในหมู่บ้าน เดินทางไปเข้ารับการสอบคัดเลือกครั้งนี้ด้วยกัน
ทองม้วนนั้นไม่ได้คาดหวังว่าตนจะต้องสอบได้ แต่คิดว่าจะพยายามทำข้อสอบให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้  ส่วนเมธีนั้นคิดต่างออกไป เขาอยากจะเข้าทำงานในเมืองหลวงและคิดว่าอย่างไรเสีย ตนเองก็ต้องผ่านการสอบคัดเลือกอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ข่าวจากเจ้าเมืองมาถึงหมู่บ้านนี้ก็เมื่อใกล้วันสอบคัดเลือกเข้าไปมากแล้ว ดังนั้นทองม้วนกับเมธีจึงต้องเก็บสัมภาระและเร่งรีบเดินทางออกจากหมู่บ้านในเวลานั้นทันที หากเดินทางทั้งกลางวันและกลางคืนก็น่าจะถึงเมืองหลวงภายในเวลาสามวัน
การเดินทางอย่างเร่งรีบของทั้งสองผ่านไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งเข้าสู่วันที่สาม ซึ่งใกล้จะถึงเมืองหลวงเต็มที  แต่ระหว่างทางนั้นเอง ทองม้วนกับเมธีก็เห็นชายชราผู้หนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ข้างทาง  ทองม้วนเห็นดังนั้น ด้วยความใจดีมีเมตตา เขาจึงรีบปรี่เข้าไปดูชายชราผู้นั้นทันทีด้วยความเป็นห่วง
          “ลุงจ๊ะ ลุง...ลุงเป็นอะไรหรือเปล่า”  ทองม้วนประคองร่างของชายชราขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง
          “สงสัยจะตายแล้วกระมัง...อย่าไปยุ่งเลยน่า เดี๋ยวใครมาเห็นหาว่าพวกเราเป็นคนทำจะพากันซวยไปเปล่าๆ  นะ”  เมธีพูดพร้อมกับฉุดมือทองม้วนให้ลุกขึ้น  แต่ทองม้วนยังคงสงสารและห่วงใยชายชรา ไม่ยอมลุกไปไหน  เขาใช้นิ้วอังใต้จมูกชายชรา พบว่ายังคงมีลมหายใจอยู่
          “ลุงคนนี้ยังไม่ตายนะ  ถ้าเราช่วย เขาก็จะรอด”  ทองม้วนบอกเพื่อน
          “แต่เราต้องรีบไปสอบให้ทันนะ”  เมธีทักท้วง
          “น่าเพื่อน แค่ช่วยคนไม่ทำให้เราเสียเวลาขนาดนั้นหรอก”
พูดจบทองม้วนก็แบกร่างของชายชราขึ้นบนหลัง แล้วพาไปนอนใต้ร่มไม้  โดยมีเมธีเดินตามมาอย่างรู้สึกคัดเคืองใจ จากนั้นทองม้วนก็ใช้น้ำดื่มที่พกติดตัวมาเทใส่ผ้า แล้วเช็ดหน้าเช็ดตาให้ชายชราจนเขาฟื้น
             “ลุงฟื้นแล้ว”  ทองม้วนอุทานด้วยความดีใจ
ชายชรามองหน้าทองม้วนกับเมธีแล้วถามว่าทั้งสองคนเป็นใคร และตนเองมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร
          “เราสองคนกำลังเดินทางไปเมืองหลวง แต่พอมาถึงตรงนี้ก็เจอลุงนอนสลบอยู่ข้างทางน่ะจ้ะ”  ทองม้วนบอก
          “อ้อ...จริงสินะ”  เหมือนชายชราจะพึ่งนึกขึ้นมาได้  “เมื่อคืนข้าเดินทางออกทำธุระต่างเมือง แล้วรีบเดินทางกลับเมืองหลวงโดยไม่ได้พักผ่อนเลย  สงสัยร่างกายคงทนไม่ไหว เลยเป็นลมพลัดตกจากหลังม้า ถ้าพวกเจ้าไม่มาพบมีหวังข้าคงกลายเป็นวิญญาณเฝ้าข้างทางเป็นแน่”
          “แล้วนี่ลุงเดินไวหรือเปล่าจ๊ะ”  ทองม้วนถามด้วยความเป็นห่วง
          “โอย...สงสัยจะไม่ไหวล่ะ  พ่อหนุ่มเอ๊ย ข้ามันแก่แล้ว  ลองได้ตกจากหลังม้าสักทีก็คงเจ็บหนักไปอีกหลายวันนั้นแหละ นี้ก็ไม่รู้ว่าจะกลับเข้าเมืองหลวงอย่างไรเหมือนกัน ข้ามีธุระด่วนที่จะต้องรีบกลับไปทำเสียด้วยสิ ถ้าอย่างไรคงต้องรบกวนพ่อหนุ่มทั้งสองเสียแล้วล่ะ”  ชายชราขอร้อง
          “โอ๊ย!  ไม่ได้หรอกลุง  เราสองคนต้องรีบไปสอบนะ ถ้าขืนมัวแบกลุงไปส่งที่บ้านอยู่เราก็ไปไม่ทันสอบน่ะสิ”  เมธีว่าอย่างอารมณ์เสียเพราะรู้สึกว่าชายชราคนนี้ขอมากเกินไป
          “อย่าพูดอย่างนั้นสิ เพื่อน  ช่วยคนสำคัญกว่านะ”  ทองม้วนเตือนสติเพื่อน
          “เอ้า!...เชิญเจ้าแสดงบทคนใจดีไปตามสบายเลย ข้าไม่เอาด้วยหรอก  อนาคตที่สดใสกำลังรออยู่ข้างหน้า และข้าจะต้องเป็นขุนนางฝ่ายการปกครองให้ได้ ถ้าเจ้ามัวแต่ช่วยตาลุงนี่จนพลาดการสอบไปก็สมควรแล้ว...ข้าไปก่อนล่ะ”  เมธีกล่าวแก่ทองม้วนด้วยน้ำเสียงที่หมางเมินแล้วหันหลังเดินจากไปอย่างไม่แยแส
          "รีบเดินตามเพื่อนของเจ้าไปสิพ่อหนุ่ม นี่คงใกล้หมดเวลาสอบเต็มทีแล้ว  อีกประเดี๋ยวคงมีคนผ่านมาทางนี้บ้างหรอกน่ะ แล้วข้าจะขอให้เขาช่วยพากลับไปเมืองหลวงเอง  เขาไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”  ชายชรากล่าวอย่างเห็นอกเห็นใจ  แต่ทองม้วนไม่ได้เสียใจมากมายอย่างที่ชายชราคิด เขากล่าวแก่ชายชราด้วยหัวใจของผู้มีเมตตาว่า
          “ข้าไม่อาจทิ้งลุงให้นั่งรอความช่วยเหลือที่ไม่รู้จะผ่านมาเมื่อไรได้หรอก ถ้าข้าทิ้งลุงไว้ตรงนี้เพื่อไปสอบ  ข้าก็คงไม่มีแก่ใจทำข้อสอบหรอก เพราะมัวแต่คิดเป็นห่วงลุง แล้วก็คิดว่าตนเองนั้นเลวเต็มที”
          “แต่การสอบครั้งนี้สำคัญมากนะ เจ้ารู้หรือไม่  ไม่บ่อยนักหรอกที่ทางการจะจัดการสอบคัดเลือกขุนนางฝ่ายการปกครอง ถ้าเจ้าไม่ได้เข้าสอบครั้งนี้  ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสอีกเมื่อไรนะ”  ชายชราว่า
          “ช่างเถอะจ้ะ  ลุง  ความจริงฉันก็ไม่ใช่คนเก่งอะไรหรอก ออกจะมีสติปัญญาที่อ่อนด้อยเสียด้วยซ้ำ  ถึงจะได้สอบครั้งนี้ ก็ใช่ว่าจะสอบติดเสียเมื่อไร  อย่าคิดมากเลยจ้ะ  ลุง บอกฉันมาเถิดว่าลุงต้องการให้ฉันพาลุงไปส่งที่ไหน”  ทองม้วนพูดออกมาจากใจจริง เมื่อได้ฟังดังนั้น  ชายชราก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจของทองม้วน และรู้สึกซาบซึ้งใจชายหนุ่มเป็นอย่างมาก
ดังนั้น ทองม้วนจึงแบกชายชราขึ้นหลังแล้วเดินทางเข้าเมืองหลวงต่อไป ระหว่างที่แบกชายชรานั้น  แม่จะเหนื่อยและล้าเพียงใดแต่ชายหนุ่มก็ไม่ปริปากบ่น เขาเดินไปตามทางที่ชายชราบอกจนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าพระราชวัง
            “บ้านลุงอยู่ในพระราชวังหรือ”  ทองม้วนถามอย่างพาซื่อ
          “ใช่ซะที่ไหนกัน ข้าทำงานในนี้ต่างหากเล่า”  ชายชราตอบพร้อมกับหัวเราะขบขัน
นายทหารที่เฝ้าประตูพระราชวังเพ่งมองมายังทองม้วน แล้วรีบวิ่งเข้ามาหาทันที
          “ท่านอำมาตย์!  ไยท่านจึงเป็นเช่นนี้ เกิดอะไรขึ้นกับท่านขอรับ”  ทหารคนนั้นร้องด้วยความตกใจ แต่ทองม้วนนี่สิ...ตกใจเสียยิ่งกว่า
          “มีอุบัติเหตุนิดหน่อย การสอบเสร็จสิ้นลงแล้วหรือยังล่ะ”  ชายชราผู้ที่แท้จริงแล้วเป็นถึงอำมาตย์ชั้นเอกในฝ่ายการปกครองเอ่ยถาม
            “การสอบเสร็จสิ้นไปเมื่อไม่นานมานี้เองขอรับ และเราได้ผู้ที่สอบได้คะแนนสูงสุดมาแล้ว  5  คน ตอนนี้ทุกคนกำลังรอท่านเพื่อมารับรองผลการคัดเลือกอยู่พอดีขอรับ”
เมื่อได้ยินดังนั้น อำมาตย์ฝ่ายการปกครองจึงให้ทหารจัดหาเก้าอี้รถเข็นและพาเขาไปยังห้องที่จัดไว้สำหรับผู้ผ่านการคัดเลือก โดยให้ทองม้วนเดินเคียงคู่ไปด้วย
ครั้นมาถึงหน้าห้อง ทองม้วนได้มองผ่านประตูที่เปิดรออยู่  แล้วเข้าไปข้างใน พบว่าในห้องนั้นมีผู้ที่สอบผ่านห้าคนกำลังนั่งคอยอยู่แล้ว และหนึ่งในนั้นคือเมธีซึ่งกำลังนั่งยิ้มหน้าบานรวมอยู่ด้วย
          “ขณะนี้ ท่านอำมาตย์ชั้นเอกแห่งฝ่ายการปกครองได้มาถึงแล้ว  ขอทุกท่านจงลุกขึ้น และทำความเคารพแก่ท่าน”  นายทหารกล่าวนำ ทุกคนในที่นั้นทำความเคารพอำมาตย์ฝ่ายการปกครองอย่างพร้อมเพรียง ยกเว้นเมธีที่ยืนหน้าซีดเผือด ท่าทางตกใจเป็นอย่างมาก
          “ว่าอย่างไร...นี่เจ้าสอบผ่านด้วยรึ แสดงว่าเจ้าคงจะมีสติปัญญาทางการศึกษามิใช่น้อย”  อำมาตย์ฝ่ายการปกครองกล่าวทักเมธีอย่างเยาะๆ
          “ขะ...ขอบคุณท่านอำมาตย์ที่กล่าวชมข้าขอรับ”  เมธีตอบรับคำชมนั้นด้วยความกระอักกระอ่วนใจ เพราะเขาไม่ได้รู้สึกเลยสักนิดว่านั่นคือคำชม แต่เหมือนเป็นการประชดเสียมากกว่า
          “สำหรับเมืองของเราซึ่งให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของประชาชนมากนั้น ขุนนางฝ่ายการปกครองนับเป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุด และเมืองของเราก็ต้องการคนดีมีเมตตา  ไม่เห็นแก่ลาภยศ เห็นอกเห็นใจในความเดือนร้อนของชาวบ้าน  เข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดการเอารัดเอาเปรียบประชาชนกอบโกยผลประโยชน์เข้าสู่ตนเอง และไม่อนาทรร้อนใจยามชาวบ้านเดือดร้อนซึ่งบุคคลดังกล่าวนี้ ไม่มีทางที่ข้าจะรับเข้ามาเป็นขุนนางอย่างเด็ดขาด...”  อำมาตย์ฝ่ายปกครองกล่าวแก่ผู้ผ่านการคัดเลือกด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ ซึ่งทองม้วนสังเกตเห็นว่า  ในเวลานี้อำมาตย์ฝ่ายการปกครองดูน่าเกรงขามยิ่งนัก จนเหมือนเป็นคนละคนกับชายชราที่ทองม้วนได้ช่วยเหลือเอาไว้
          “ดังเช่นคนอย่างเจ้า”  อำมาตย์ฝ่ายการปกครองชี้นิ้วไปทางเมธี ซึ่งมีท่าทางหวาดผวาอย่างหนัก
          “แม้เจ้าจะสอบได้คะแนนดี แต่ข้าได้ประจักษ์แก่ตนเองแล้วว่า  ความฉลาดแต่ไร้คุณธรรมแห่งความเมตตากรุณา และคิดถึงแต่เรื่องของตนเองอย่างเจ้า จะสร้างความเดือนร้อนให้แก่ประชาชนไม่รู้จักจบสิ้น  เพราะฉะนั้น ด้วยสิทธิ์ขาดในการสอบคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่งนี้ของข้า ข้าขอปลดเจ้าออกจากผู้ที่ผ่านการคัดเลือก และให้สิทธิ์พิเศษแก่ทองม้วนผู้พรั่งพร้อมด้วยคุณธรรมแห่งความดี เข้าทำงานในตำแหน่งนี้อย่างภาคภูมิ”
ว่าแล้วอำมาตย์ฝ่ายการปกครองก็สั่งให้ทหารนำตัวเมธีออกนอกเขตพระราชวังทันที
          “จำไว้เถิดว่า สำหรับผู้ปกครองแล้ว  คุณธรรมย่อมมีค่าและควรมาก่อนความล้ำเลิศทางสติปัญญาเสมอ ขอให้พวกเจ้าละทิ้งความเห็นแก่ได้ และตั้งใจทำงานในหน้าที่นี้เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนไปจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ”
กล่าวจบ อำมาตย์ฝ่ายการปกครองก็มอบตราประจำตำแหน่งให้แก่ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกทั้งห้าคน ซึ่งมีทองม้วนคนใจดีรวมอยู่ในนั้นด้วย
                       ............................เธอทั้งหลาย...............................
อย่างที่อำมาตย์ฝ่ายการปกครองกล่าวไว้  “จงให้ความสำคัญกับคุณธรรม  มากกว่าความล้ำเลิศทางสติปัญญา”  เพราะคุณธรรมจะทำให้เธอไม่เห็นแก่ตัวและอยากให้ความช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ แต่การมีสติปัญญาที่เลอเลิศ  ทว่าไร้คุณธรรม มักสร้างเธอให้กลายเป็นคนลุ่มหลงในผลประโยชน์แห่งตน และล่วงล้ำเข้าสู่เส้นทางที่ชั่วร้ายได้โดยง่าย
จงช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อเห็นว่าเขาได้รับความเดือดร้อนเถิด แม้การลงแรงครั้งนี้  เธอจะไม่ได้รับอะไรเป็นการตอบแทนเลย แต่ขอให้มั่นใจเถิดว่าตัวเธอจะพบแต่ความสุขความเจริญ และมีคนที่พร้อมให้ความช่วยเหลือเธอในทุกๆ ที่เช่นเดียวกัน                        .......................จบเรื่องทองม้วนคนใจดี.....................

Written by

We are Creative Blogger Theme Wavers which provides user friendly, effective and easy to use themes. Each support has free and providing HD support screen casting.

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top