6/25/2556

นิทานสีขาว : ความรักสงบของเจ้าชายฮีบี

07:44

นิทานสีขาว
จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

image

ความรักสงบของเจ้าชายฮิบี
ณ เมืองฮาบิบี  กษัตริย์โฮบีผู้ทรงชราภาพมากแล้ว  กำลังกลุ้มพระทัยในเรื่องที่ว่า เมื่อพระองค์สละราชสมบัติแล้ว จะให้พระโอรสองค์ใดขึ้นครองราชย์สมบัติต่อจากพระองค์ระหว่างเจ้าชายฮูบี พระโอรสองค์โต  ผู้มีจิตใจฮึกเหิมและฝักใฝ่ความยิ่งใหญ่  กับเจ้าชายฮิบี พระโอรสองค์เล็ก ผู้มีจิตใจอ่อนโยนและรักสงบ
ในพระทัยของกษัตริย์โฮบีนั้น ทรงเอนเอียงไปทางพระโอรสองค์เล็กมากกว่า  เนื่องจากเห็นว่า อุปนิสัยอ่อนโยนและรักสงบของเจ้าชายฮิบีจะทำให้บ้านเมืองพบกับความสุขสงบ ประชาชนไม่ต้องทุกข์กับภัยสงคราม  ผิดกับเจ้าชายฮูบี ผู้ทรงรักการก่อสงครามเป็นชีวิตจิตใจ
อย่างไรก็ตามเหล่าเสนาอำมาตย์หาได้มีความนึกคิดอย่างกษัตริย์โฮบีไม่ บรรดาเสนาอำมาตย์ส่วนใหญ่กลับนิยมชมชอบในความฮึกเหิมของเจ้าชายฮูบีมากกว่า เนื่องจากเห็นว่าเจ้าชายฮูบีจะสามารถขยายอาณาเขตของบ้านเมืองและสร้างความเจริญได้มากกว่าเจ้าชายฮิบีผู้รักสงบและพอใจสิ่งที่พระองค์มีอยู่เสมอ หลายคนถึงกับแอบพูดคุยกันหลับหลังว่า ความรักสงบของเจ้าชายฮิบีนั้นแท้จริงน่าจะเป็นเพราะความขี้ขลาดเสียมากกว่า
สุดท้ายแล้วเมื่อเสียงสนับสนุนแตกออกเป็นสองฝ่าย กษัตริย์โฮบีจึงตัดสินพระทัยแบ่งเมืองของพระองค์ออกเป็นสองเมือง แล้วมอบเมืองให้พระโอรสองค์ละเมือง โดยให้พระโอรสทั้งสองทดลองเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองของตนเองเป็นเวลา  3  เดือน
          “ให้เจ้าทั้งสองปกครองบ้านเมืองของตนตามต้องที่การ เมื่อครบสามเดือนแล้ว  เราจะมาตัดสินกันโดยดูที่ประชากร เมืองใดประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่า ถือว่ากษัตริย์แห่งเมืองนั้นมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นกษัตริย์แห่งฮาบิบีต่อจากเราสืบไป”  กษัตริย์ตรัสแก่เจ้าชายทั้งสองและเหล่าเสนาอำมาตย์
เมืองฮาบิบีถูกแบ่งออกเป็นสองเมืองทันที เจ้าชายฮูบีพระโอรสองค์โตทรงรับสั่งว่า
          “เมืองของเราจักเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่อลังการ ความหรูหราทั้งมวลจักปรากฏในเมืองนี้ และเราจักก่อสงครามเพื่อประกาศชื่อเสียงแห่งเมืองเรา และขยายอาณาเขตของประเทศเราให้กว้างไกลไปทั่วแผ่นดิน”
แล้วเจ้าชายฮูบีก็หมกมุ่นอยู่กับการสร้างบ้านเมืองของพระองค์ให้ใหญ่โตโอ่อ่าด้วยการเก็บภาษีอากรจากประชาชนเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังหมั่นเตรียมทัพออกไปทำศึกสงครามเพื่อขยายอาณาเขตอย่างไม่ขาดระยะ
ส่วนเจ้าชายฮิบีพระโอรสองค์เล็กนั้นไม่ได้ทรงหมายมั่นว่าจะต้องได้ราชสมบัติแต่อย่างใด พระองค์เพียงต้องการปกครองบ้านเมืองที่ได้รับมอบหมายจากพระบิดาให้ดีที่สุดเท่านั้น จึงทรงตรัสรับสั่งว่า
          “เราจักปกครองบ้านเมืองโดยคุณธรรมในตัวของเราเอง ขอให้ทุกคนดำเนินชีวิตของตนไปดังเช่นเก่าก่อนด้วยความสุขสงบ  แล้วค่อยๆ พัฒนาบ้านเมืองของเราไปพร้อมๆ กันอย่างมั่นคง”
แล้วเจ้าชายฮิบีก็ปกครองบ้านเมืองของพระองค์ด้วยวิถีแห่งธรรมะ ไม่มีการสร้างเมืองใหม่  หรือสรรหาความหรูหราใดๆ มาใส่ไว้ในเมืองของพระองค์แต่อย่างใด และเมื่อเรื่องนี้ล่วงรู้ไปถึงเจ้าชายฮูบีพระเชษฐา  ก็ทำให้พระองค์ถึงกับสรวลลั่น พร้อมกับตรัสว่า
          “น้องชายของข้าคงจักขี้ขลาดตาขาวเหลือคณานับ จนถึงเวลานี้แล้ว  กลับไม่คิดทำสิ่งใดให้บ้านเมืองตนเจริญรุ่งเรืองขึ้นแต่อย่างใด เห็นทีว่าไม่ต้องรอให้ครบสามเดือนแล้วกระมัง”
สามเดือนผ่านไป ถึงเวลาตัดสินตำแหน่งกษัตริย์  ทุกคนมาพร้อมกัน ณ ลานประชุมหน้าพระราชวังเพื่อฟังผลการตัดสินจากเจ้าชายโฮบี ฝ่ายเจ้าชายฮูบีนั้นทรงกระหยิ่มพระทัยว่าตำแหน่งกษัตริย์ต้องตกเป็นของพระองค์อย่างแน่แท้ ส่วนเจ้าชายฮิบีทรงวางเฉย  มิได้แสดงอาการใดๆ ออกมา
            “ถึงเวลาประกาศตำแหน่งกษัตริย์องค์ใหม่แห่งเมืองฮาบิบีแล้ว”  กษัตริย์โฮบีทรงประกาศด้วยพระสุรเสียงที่ดังก้องไปทั่วบริเวณ ประชาชนต่างพากันโห่ร้องอย่างกึกก้อง
          “จากที่ได้รับมอบหมายให้โอรสทั้งสองของข้าทดลองปกครองบ้านเมือง บัดนี้  ข้าแน่ใจเป็นแน่แท้แล้วว่า  ตำแหน่งกษัตริย์องค์ใหม่แห่งฮาบิบี สมควรจักตกเป็นของ...”
เจ้าชายฮูบีทรงปรายพระเนตรไปทางเจ้าชายฮิบีอย่างผู้มีชัย ในขณะที่เจ้าชายฮิบียังทรงวางเฉยเช่นเดิม
            “โอรสองค์เล็กของข้า ผู้ดำรงไว้ด้วยความอ่อนโยนและรักสงบ เจ้าชายฮิบี”
เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีจากผู้สนับสนุนเจ้าชายฮูบีต่างก็พากันโห่ร้องแสดงความยินดีกับเจ้าชายฮิบีด้วย
          “เสด็จพ่อ!”  เจ้าชายฮูบีตะโกนขึ้นท่ามกลางเสียงโห่ร้อง  “ทรงไร้ความเป็นธรรมยิ่งนัก แค่ทอดพระเนตรก็ทำให้พระองค์ทรงเห็นแล้วมิใช่หรือว่าบ้านเมืองที่ปกครองโดยลูกนั้นเจริญรุ่งเรืองกว่าน้องเป็นไหนๆ”
          “ฮูบีลูกรัก...เจ้ารู้ได้อย่างไรเล่าว่า บ้านเมืองของเจ้านั้นเจริญกว่าของน้องชายเจ้า”  กษัตริย์โฮบีตรัสถาม
          “ในเวลาเพียงแค่สามเดือนที่เสด็จพ่อทรงกำหนด บ้านเมืองของลูกนั้นได้ขยายอาณาเขตออกไปกว้างไกลนัก ในขณะที่บ้านเมืองของน้องยังมีอาณาเขตเท่าเดิม”  เจ้าชายฮูบีตรัสตอบ
          “แล้วความสุขของมวลชนในบ้านเมืองของเจ้าเล่า”
          “ลูกสร้างบ้านเมืองของลูกอย่างใหญ่โตโอ่อ่าเจริญรุ่งเรือง นี่เอง...คือความสุขของประชาชนที่อยู่ในบ้านเมืองของลูก ลูกแจกจ่ายเครื่องแต่งกายที่แสนจะหรูหราให้แก่พวกเขา นี่เอง...คือความสุขของประชาชนใต้การปกครองของลูก เหล่านี้อย่างไรเล่าคือความสุขที่ลูกได้มอบให้แก่ประชาชนทั่วแผ่นดินของลูก”          
กษัตริย์โฮบีทอดพระเนตรพระโอรสองค์โตด้วยแววตาแห่งความเศร้าสร้อย พร้อมกับตรัสว่า
          “ฮูบีเอ๋ย...แม้เจ้าจะเป็นนักรบผู้เกรียงไกร แต่เจ้าหามีคุณสมบัติในการครองใจมวลชนไม่ ความหรูหราฟู่ฟ่าที่เจ้ามอบให้แก่พวกเขาและคิดว่านั่นคือความสุขนั้น เป็นสิ่งที่เจ้าคิดไปเองทั้งนั้น  ฮูบีลูกรัก...การตัดสินตำแหน่งกษัตริย์ของพ่อ มิได้วัดจากบ้านเมืองใดเจริญกว่าของใคร  แต่พ่อวัดความสุขจากร้อยยิ้มของประชาชน เจ้าให้ความเจริญรุ่งเรืองทางด้านวัตถุแก่ไพร่ฟ้าของเจ้า แต่กลับผลาญความสุขทางจิตใจของพวกเขาไปจนสิ้น เจ้าเก็บภาษีอากรจากหยาดเหงื่อของชาวบ้านเพื่อมาสร้างเมืองอันแสนวิจิตร กวาดต้อนบุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัวพวกเขาไปทำศึกสงครามจนเกิดลูกกำพร้าไปทั่วแผ่นดิน...พูดได้ว่าในสามเดือนที่ผ่านมานี้ประชาชนของเจ้าไม่รู้จักการยิ้มเสียแล้วละฮูบีเอ๋ย ดังนี้แล้ว...ลองหันมองไปยังเมืองของน้องชายเจ้าสิลูก ไพร่ฟ้าในความปกครองของฮิบีมีแต่รอยยิ้มและความผ่องแผ้วในจิตใจ  พ่อเชื่อว่า ความสุขในใจซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ จักทำให้บ้านเมืองของฮิบีค่อยๆ เจริญรุ่งเรืองไปในทางที่ดีและเหมาะสมกับความเป็นอยู่ของประชาชนมากที่สุด”
          “แต่เสด็จพ่อ”  เจ้าชายฮูบีค้าน  “ฮิบีนั้นขี้ขลาดเกินกว่าจะเป็นกษัตริย์ได้ ฮิบีน้องชายของข้าไม่ชอบการออกศึก  ไม่เคยแม้แต่จะจับดาบ อย่างนั้นแล้วเมื่อมีภัยอันตรายมาสู่บ้านเมือง จักกล้าเอาชีวิตมาปกป้องประชาชนกระนั้นหรือ”

ตอนนั้นเอง  จู่ๆ ก็มีนกยักษ์ตัวหนึ่งบินโฉบเข้ามาเหนือศีรษะของเหล่าประชาชนที่ชุมนุมอยู่หน้าลานพระราชวัง สร้างความแตกตื่นให้แก่ประชาชน ณ ที่นั้นเป็นอย่างมาก  และทันใดนั้นเอง หญิงชาวบ้านคนหนึ่งก็หวีดร้องขึ้นอย่างตกใจว่า
          “ช่วยด้วยเจ้าค่า! บุตรชายวัยทารกของข้า  ถูกเจ้านกยักษ์จับตัวไปแล้ว  ช่วยด้วยเจ้าค่า! ช่วยบุตรชายของข้าด้วย”
ทุกคนแหงนหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้า นกยักษ์ตัวนั้นยังคงบินวนเวียนไปมา กรงเล็บของมันจิกร่างทารกน้อยที่กำลังแผดเสียงร้องเพราะความตกใจไว้อย่างน่าหวาดเสียว
             “เราจักยิงธนูฆ่านกยักษ์ตัวนั้น”  เจ้าชายฮิบีทรงห้ามพระเชษฐา  “ศรของท่านพี่อาจพลาดไปปลิดชีพทารกน้อย หรือหากยิงถูกนกยักษ์ ทารกน้อยผู้นั้นก็อาจตกลงมาจากที่สูงเสียชีวิตได้”
          “อย่ามัวแต่พูดมากน่าฮิบี เจ้ามันคนขี้ขลาด  ถ้าเจ้าไม่กล้าสู้กับเจ้านกนั่น  ก็ถอยออกไปเลย”  เจ้าชายฮูบีตรัสอย่างดูแคลน
            “จงฟังน้องของท่านบ้างเถิด เจ้าชายฮูบีผู้คิดว่าตนเองกล้าหาญอยู่เสมอ”  นกยักษ์กล่าวขึ้นมาบ้าง  “ข้านั้นหาใช่นกธรรมดาไม่ การบาดเจ็บและล้มตายของข้าจักสร้างความพินาศย่อยยับให้เกิดขึ้นในแผ่นดินของท่าน หากศรของท่านสร้างบาดแผลให้กับข้า หนึ่งหยดโลหิตของข้าจักกลายเป็นห่าฝนกรดหลั่งรดแผ่นดินของท่าน หากร่างทั้งร่างของข้าแตกดับและร่วงลงสู่เบื้องล่าง ก็จักเกิดเป็นไฟบัลลัยกัลป์ขึ้น...ฟังอย่างนี้แล้ว ท่านยังจักสังหารข้าอีกหรือไม่เจ้าชายฮูบีผู้กล้าหาญ”  นกยักษ์กล่าวอย่างเย้ยหยัน
            “อย่างนั้น เราจงมาตกลงกันดีๆ  เถิดนกยักษ์ มีสิ่งใดบ้างเล่าที่จักแลกกับชีวิตของทารกน้อยคนนั้นได้”  เจ้าชายฮิบีตรัสถาม
          “สำหรับข้าแล้ว เห็นจะไม่มีสิ่งใดมาเทียบกับเลือดเนื้อของทารกผู้นี้ได้ นี่คืออาหารอันโอชะที่ข้าได้เลือกหามาเป็นอย่างดีแล้ว หรือไม่...ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่ข้าสามารถรับไว้แทนชีวิตของทารกผู้นี้”          
             “สิ่งนั้นคืออะไร จงบอกเรา  เราจักหาให้ท่านในทันที”  กษัตริย์โฮบีทรงตรัสถามขึ้น
          “เลือดเนื้อเชื้อไขของกษัตริย์ ที่มีน้ำหนักเท่ากับทารกผู้นี้”  นกยักษ์ตอบในทันที
          “ว่าอย่างไรนะ! เลือดเนื้อเชื้อไขของกษัตริย์รึ นี่เจ้าหมายถึงการแลกชีวิตของทารกคนนั้นกับโอรสของข้าอย่างนั้นหรือ”  กษัตริย์โฮบีร้องถามขึ้นด้วยความตกพระทัย
          “ใช่แล้ว”  นกยักษ์ตอบย้ำ
แม่ของทารกน้อยนั้น เมื่อเห็นลูกของตนถูกกรงเล็บหยาบใหญ่จิกร่างไว้แน่น และตัวเด็กน้อยเองก็แผดเสียงร้องไห้ไม่ยอมหยุด  ก็ได้แต่ร้องไห้จนสิ้นเรี่ยวแรง ยืนทรงกายต่อไปไม่ไหว แต่ก็ยังสู้อุตส่าห์อดทนคลานมาหยุดแทบเท้าเจ้าชายฮูบีเพื่อขอให้พระองค์ทรงช่วยเหลือ
             “ได้โปรดเถิดเพคะเจ้าชายฮูบี ได้โปรดช่วยบุตรชายคนเดียวของหม่อมฉัน...พระองค์คือเจ้าชายผู้กล้าหาญ และตัวหม่อมฉันก็บูชาในความกล้าหาญของพระองค์เสมอมา  ได้โปรดใช้ความกล้าหาญของท่าน สละเลือดเนื้อของพระองค์แต่เพียงนิดเพื่อช่วยบุตรหลานของหม่อมฉันด้วย”          
แต่เจ้าชายฮิบีตรัสตอบอย่างพิโรธว่า
          “บังอาจนัก! เจ้าเป็นแม่ย่อมรักลูก  นั่นเป็นเรื่องธรรมดา  แต่ความเจียมตัวในเจ้านั้นหามีไม่ มีอย่างที่ไหนจักมาขอให้เราซึ่งเป็นถึงโอรสองค์โตของกษัตริย์เสียสละเลือดเนื้อเพื่อช่วยชีวิตลูกของเจ้าซึ่งเป็นเพียงชนชั้นไพร่ เมื่อลูกของเจ้าเป็นไพร่  ก็สมควรต้องเสียสละเลือดชีวิตเพื่อองค์ราชาอยู่แล้ว ดังนั้นจงยอมให้นกยักษ์จับลูกเจ้าไปเสียแต่โดยดีเถิด แล้วเราจักมอบถุงทองใบใหญ่ให้เพื่อชดเชยกับการเสียสละชีวิตของลูกชายเจ้า”          
แม่ของเด็กเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้ราวปิ่มว่าใจจะขาด ด้วยรู้สึกหมดความหวังในการได้บุตรชายคืนมาสู่อ้อมกอดแล้วเป็นแน่  แต่จู่ๆ เจ้าชายฮิบีก็ทรงมีรับสั่งแก่ทหารว่า
          “ไปนำตาชั่งมาให้เรา เราจักแลกเลือดเนื้อของเรากับทารกน้อยผู้นั้น”
สิ้นเสียงรับสั่งจากเจ้าชาย เสียงฮือฮาของผู้คนในบริเวณนั้นก็ดังกระหึ่มขึ้น ไม่มีใครคาดคิดว่าเจ้าชายฮิบีผู้รักสงบจนดูเหมือนขี้ขลาดจะกล้าทำเช่นนั้น
             “แน่ใจรึ”  นกยักษ์ถามอย่าเล่นลิ้น
          “เรานั้นเป็นเจ้าเหนือหัวของราษฎร เป็นเสมือนพ่อของประชาชน  เมื่อลูกเดือดร้อนใยพ่อจะนิ่งเฉยอยู่ได้ ข้ารู้ถึงจิตใจของนางผู้เป็นแม่  ถ้าเจ้าขอชีวิตนางเพื่อแลกกับบุตรชาย นางก็คงไม่มีทางอิดออดเลย  หากผู้เป็นพ่อมีหน้าที่ต้องคุ้มครองลูกแล้วไซร้ เมื่อเราเป็นพ่อของปวงชน มันก็เป็นเรื่องสมควรที่เราจะรักษาชีวิตบุตรในปกครองของเราเอาไว้”  เจ้าชายฮิบีตรัสอย่างหนักแน่น  จนมารดาของทารกผู้นั้นเกิดความศรัทธาอย่างเหลือล้น ก้มลงกราบแทบเท้าเจ้าชายฮิบี ซึ่งพระองค์ทรงรับไว้ด้วยรอยยิ้มที่แสนอ่อนโยน
เมื่อทหารนำตาชั่งมาให้ นกยักษ์ก็หย่อนทารกที่ยังคงร้องไห้จ้าไว้ในตาชั่งข้างหนึ่ง ขณะที่เจ้าชายฮิบีเองก็ยกมีดขึ้นเฉือนเนื้อของพระองค์ก้อนหนึ่ง ซึ่งทรงคำนวณแล้วว่าน่าจะเท่ากับน้ำหนักของทารกผู้นี้วางลงบนตาชั่งอีกข้างหนึ่งด้วย แต่ปรากฏว่าตาชั่งไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด
เจ้าชายฮิบีจึงกัดฟันตัดแขนข้างซ้ายของพระองค์ วางไปบนตาชั่งด้วย...แต่ตาชั่งก็ยังไม่ขยับเขยื้อนแต่อย่างใด
เจ้าชายจึงทรงส่งมีดให้เจ้าชายฮูบีซึ่งกำลังยืนแน่นิ่งตกตะลึงในการกระทำของพระอนุชาอยู่
          “ช่วยตัดแขนขวาของน้องหย่อนลงไปในตาชั่งที”  เจ้าชายฮิบีตรัสขอ...แต่เมื่อทำเช่นนั้นแล้วตาชั่งก็ยังไม่เขยื้อน

          “จะทำอย่างไรต่อไปเล่า  เจ้าชายฮิบี  เนื้อที่ท่านให้ ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะพอนะ”  นกยักษ์หยอกเย้า
เจ้าชายฮิบีทรงเจ็บปวดร่างกายอย่างแสนสาหัส แต่พระองค์ยังตั้งมั่นที่จะช่วยเหลือทารกน้อยให้ได้ ในที่สุดจึงทรงตัดสินพระทัยก้าวขึ้นไปนั่งบนตาชั่งทั้งพระองค์ ตาชั่งทั้งสองด้านจึงเท่ากันในที่สุด กษัตริย์โฮบีเห็นดังนั้นถึงกับทรงหมดเรี่ยวแรง เมื่อคิดว่าพระองค์จะต้องสละชีวิตพระโอรสองค์เล็กให้กับนกยักษ์ไปจนสิ้น
ฝ่ายนกยักษ์เมื่อเห็นสิ่งที่เจ้าชายฮิบีทำ ก็ถึงกับหัวเราะร่า  พร้อมกับฉับพลันนั้นเอง ร่างของนกยักษ์ก็กลับกลายเป็นสี่เทพารักษ์ผู้คุ้มครองเมืองฮาบิบีมาช้านาน
          “เห็นชอบ เห็นชอบ  เห็นชอบ”  สี่เทพารักษ์กล่าวขึ้นพร้อมกัน  “เราได้ทดสอบแล้ว ฮิบีคือผู้ที่เหมาะจะเป็นกษัตริย์แห่งเมืองฮาบิบีต่อไป เพราะฮิบีมองเห็นคุณค่าในชีวิตของประชาชนแม้จักเป็นเพียงหนึ่งชีวิตน้อยๆ  ก็ตาม เห็นหรือไม่เล่า  ฮูบี  น้องชายของเจ้าหาได้ขี้ขลาดอย่างที่เจ้าคิดไม่ เขากล้าที่จะปกป้องชีวิตของประชาชนด้วยชีวิตของตนเอง  ในขณะที่เจ้าไม่กล้าทำ เห็นทีว่า  เจ้าคงต้องเรียนรู้คุณธรรมของพระราชาจากน้องชายของเจ้าเสียแล้ว...ฮ่า ฮ่า ฮ่า”          
กล่าวจบเทพารักษ์ทั้งสี่ก็หายวับไป พร้อมกับร่างกายที่โดนตัดขาดของเจ้าชายฮิบีก็กลับมาประสานกันอย่างเดิม โดยไร้ความเจ็บปวดหรือร่องรอยบาดแผลใดๆ
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เจ้าชายฮิบีได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์ฮิบี แห่งเมืองฮาบิบีด้วยความเห็นชอบจากทุกฝ่าย ไม่เว้นแม้แต่เจ้าชายฮูบี
และแล้วกษัตริย์ฮิบีผู้ทรงรักความสงบแต่ทว่ามีความกล้าหาญในจิตใจผู้นี้ก็สามารถปกครองบ้านเมืองจนกลายเป็นกษัตริย์ที่ประชาชนรักมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองฮาบิบีเลยทีเดียว

                                          เธอทั้งหลาย...
การเป็นผู้นำนั้น อาศัยแต่อำนาจความยิ่งใหญ่เพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้เธอเป็นผู้นำที่ครองใจใครได้อย่างถาวรดอก เธอจักต้องมีคุณธรรมอื่นประกอบด้วย  เช่น  ความอ่อนโยน  ความถ่อมตน ความกล้าหาญและความยุติธรรม แล้วคนในปกครองจักให้การสนับสนุนเธอเต็มแรงกายแรงใจของเขา งานของเธอก็จักสำเร็จลุล่วงอย่างมีคุณภาพ นอกจากนั้นเธอก็จะเป็นผู้นำซึ่งเป็นที่ต้องการของใครต่อใครอยู่เสมอ มิใช่บุคคลที่พรั่งพร้อมไปด้วยอำนาจน่าเกรงขาม แต่ผู้คนต่างพากันเบือนหน้าหนีและสาปแช่งเมื่อลับหลัง
บางครั้ง เธออาจเห็นว่า  คนบางคนช่างดูเหมือนไม่มีความสามารถอะไรในตัวเองเลย เธอจึงไม่เคยคารพเขา  แต่คนอ่อนน้อมบางคน เขาไม่นิยมแสดงความสามารถของตนเพื่อโอ่อวดใครๆ  หรอก เขาจะนิ่งเงียบไม่แสดงอาการและคอยมองสิ่งรอบๆ  ตัวอย่างใช้ปัญญาอยู่เสมอ แต่เมื่อเธอมีความเดือดร้อนอันใด เขาอาจจะเป็นคนที่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้เธอได้ดีกว่าใครๆ  ก็ได้  ฉะนั้น จงอย่าดูถูกผู้อื่นด้วยการพิจารณาอย่างฉาบฉวยแล้วคิดว่าเขาไม่มีดีอะไร แต่จงมองให้ทะลุไปถึงข้างในจิตใจ  มองถึงเหตุผลของเขาแล้วเธอจักเข้าใจว่า ใครคือคนที่เธอควรให้ความเคารพนับถือมากที่สุด

....................จบเรื่องความรักสงบของเจ้าชายฮิบี..................

Written by

We are Creative Blogger Theme Wavers which provides user friendly, effective and easy to use themes. Each support has free and providing HD support screen casting.

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top