6/18/2556

นิทานสีขาว : หัวใจของนิสรีน

08:18

นิทานสีขาว
จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

หัวใจของนิสรีน
นิสรีนเป็นหญิงสาววัยแรกแย้ม หากเปรียบไปแล้วก็เหมือนดั่งดอกไม้ตูมที่กำลังเริ่มผลิบาน นิสรีนเป็นเด็กสาวหน้าตาน่ารัก  ผิวของเธอขาวนุ่มดุจหิมะในฤดูหนาว และผมยาวสลวยของเธอนั้นมีสีดำเงางามดั่งไม้มะเกลือ นอกจากความงดงามในรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว นิสรีนยังมีกริยามารยาทที่งดงามน่าเอ็นดูสมเป็นกุลสตรี และมีจิตใจเมตตากรุณาแก่ทุกคน  ดังนั้นเธอจึงเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ และรวมไปถึงเป็นที่รักของคนในหมู่บ้านเดียวกันอีกด้วย
อยู่มาวันหนึ่งขณะที่กำลังเก็บดอกไม้อยู่ในสวนตามลำพัง นิสรีนเกิดความรู้สึกว่าตนเองหายใจขัดและเจ็บหน้าอกด้านซ้ายอย่างรุนแรง เด็กสาวเจ็บปวดทรมานมากจนแทบจะยันกายยืนไว้ไม่ไหว แต่ด้วยความเข้มแข็งที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในใจ และความคิดถึงที่มีต่อพ่อกับแม่มากในตอนนั้น ทำให้นิสรีนแข็งใจพาร่างของตนเดินกลับไปถึงบ้านได้ในที่สุด
พ่อกับแม่ของนิสรีนรีบเชิญหมอประจำหมู่บ้านมาตรวจดูอาการของบุตรสาวทันที หมอประจำหมู่บ้านใช้เวลาตรวจอยู่สักครู่ก็ออกมารายงานผลการตรวจซึ่งทำให้พ่อกับแม่ของเด็กสาวแทบจะล้มทั้งยืน
          “ข้าเสียใจด้วย นิสรีนน้อยมีปัญหาที่หัวใจ และเธอคงจะอยู่กับเราได้ไม่นาน”
          “ไม่มีวิธีใดรักษาลูกสาวข้าให้หายได้เลยหรือท่านหมอ แม้จะต้องใช้เงินทองมากมายเพียงไรข้าก็จะหามาให้ท่าน ขอเพียงท่านช่วยชีวิตลูกสาวของข้าให้ได้เท่านั้น”  พ่อของนิสรีนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
          “ข้าเสียใจด้วยจริงๆ ตอนนี้เรายังไม่มีวิธีรักษาโรคหัวใจให้หายขาดได้หรอก  โธ่..... นิสรีนน้อยผู้น่าสงสาร  หากมีวิธีใดที่ข้าจะช่วยลูกสาวของท่านได้ข้าไม่รอช้าแน่”  หมอประจำหมู่บ้านให้คำมั่น แต่ทว่าเป็นคำมั่นที่แลดูเศร้าสร้อยมาก
พ่อกับแม่ไม่ได้ปิดบังความจริงแก่นิสรีน เพราะคนในครอบครัวนี้ไม่เคยกล่าวเท็จแก่กัน นิสรีนนั่งฟังเรื่องเกี่ยวกับโรคร้ายของเธออย่างสงบ แล้วแย้มยิ้มกับพ่อและแม่เพื่อให้ทั้งสองคลายกังวลว่า
          “อย่ากังวลไปเลยจ้ะ พ่อจ๋าแม่จ๋า  ลูกไม่เป็นไรหรอก  ได้รู้ความจริงอย่างนี้ก็ดีแล้ว ลูกจะได้ใช้เวลาที่เหลือในแต่ละวันของลูกทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และคุ้มค่ามากที่สุด”
แม้จะไม่มีวิธีรักษาโรคหัวใจของนิสรีนให้หายขาด แต่นิสรีนก็ต้องไปพบหมอประจำหมู่บ้านที่โรงหมอเพื่อรับยาบรรเทาอาการปวดทรวงอกมากินทุกวัน อันเป็นวิธีรักษาเพียงวิธีเดียวในตอนนี้ที่หมอประจำหมู่บ้านจะช่วยเหลือเยียวยาเธอได้
อยู่มาวันหนึ่งขณะที่นิสรีนกำลังรอรับยาในโรงหมออยู่นั้น ชายคนหนึ่งท่าทางยากจนได้อุ้มเด็กหญิงตัวเล็กๆ  เข้ามาในโรงหมอเพื่อรอรับการรักษา เมื่อเด็กหญิงคนนั้นเห็นนิสรีนก็ส่งยิ้มให้อย่างไรเดียงสา  นิสรีนยิ้มตอบอย่างใจดี แต่ก็แอบจับสังเกตได้ว่าเด็กคนนี้ตัวเล็กและผอมเซียวผิดจากเด็กทั่วๆ  ไป และสีหน้าของพ่อเธอก็ดูอมทุกข์และเศร้าสร้อยมาก นิสรีนจึงนึกสงสัยว่าเด็กน้อยคนนี้เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายอันใดหนอ
          “ขอโทษนะคะ คุณน้า”  นิสรีนกล่าวขึ้นกับพ่อของเด็กหญิง หลังจากที่เขาปล่อยให้ลูกสาวไปวิ่งเล่นกับเด็กคนอื่นอยู่ในบริเวณนั้น  “ไม่ทราบว่าลูกสาวของคุณน้าป่วยด้วยโรคอะไรหรือคะ จึงทำให้คุณน้าดูเศร้าสร้อยถึงเพียงนี้”
ชายผู้นั้นหันมามองนิสรีนด้วยแววตาเศร้าหมอง ก่อนจะตอบว่าอย่างไร้กำลังว่า
          “น้ามียาย่าเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว เมื่อปีที่แล้ว  แม่ของแกเพิ่งป่วยตายไป  หลังจากนั้นอีกสามเดือน น้าก็พบว่ายาย่าป่วยด้วยโรคเนื้อร้ายที่ยากจะรักษาได้และต้องรอความตายเพียงอย่างเดียว”
          “แต่พอมีทางรักษาได้ไม่ใช่หรือคะ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ  แกต้องหายแน่”
นิสรีนให้กำลังใจ แต่ชายผู้นั้นกลับมีสีหน้าทุกข์ระทมยิ่งกว่าเก่า
          “ไม่หรอกหนู...ที่ประเทศของเรายังไม่มีหมอรักษาโรคนี้เลย ดังนั้นยาย่าจะไม่มีวันหายหรอก  หากไม่ได้เดินทางไปรักษายังประเทศตรงโพ้นทะเลโน้น และนั่นต้องใช้เงินมากทีเดียว  ตัวน้าเองก็เป็นเพียงช่างทำรองเท้า จะเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากที่ไหนเล่า”
นิสรีนรู้สึกสงสารช่างทำร้องเท้าและลูกสาวของเขาเป็นกำลัง เธอเก็บเอาเรื่องนี้มานอนคิดที่บ้าน และอยากหาทางช่วยเหลือให้เด็กคนนี้ได้รับการรักษา แม้ครอบครัวของนิสรีนจะจัดได้ว่าเป็นครอบครัวผู้มีอันจะกินครอบครัวหนึ่ง แต่ทรัพย์สมบัติในครอบครัวเธอก็คงไม่พอที่จะช่วยให้เด็กน้อยยาย่าได้รับการรักษายังโพ้นทะเลได้ อีกประการหนึ่ง  เธอก็ไม่อยากรบกวนทรัพย์สมบัติของพ่อและแม่มากเกินไป เพราะอยากให้ทั้งสองได้ใช้สมบัติที่มีเลี้ยงดูตนเองให้อยู่ดีกินดีจนชั่วชีวิต แทนตัวเธอที่คงไม่มีโอกาสอยู่ดูแลพ่อแม่ไปจนแก่เฒ่า
นิสรีนหมกมุ่นครุ่นคิดถึงวิธีช่วยเด็กน้อยอยู่หลายคืน จนกระทั่งคืนหนึ่งเธอก็คิดได้ว่าตัวเองควรจะทำอย่างไรเพื่อช่วยเด็กคนนี้โดยไม่ต้องเดือดร้อนคนอื่นมากนัก เมื่อคิดได้ดังนั้น  นิสรีนจึงแจ้งความคิดนี้ต่อพ่อและแม่ของเธอในทันที

“ลูกตัดสินใจว่าจะวิ่งไปทั่วประเทศ  ผ่านทุกเขตการปกครอง  ผ่านทุกหมู่บ้าน เพื่อขอรับเงินบริจาคมาช่วยยาย่าผู้น่าสงสารให้ได้เดินทางไปรักษายังโพ้นทะเล”
พ่อกับแม่ของนิสรีนตกใจมาก ต่างพากันทัดทานเป็นการใหญ่
          “ลูกกำลังเจ็บป่วยมากนะ ลืมไปแล้วหรือ...ลูกรัก  พ่อกับแม่ไม่ยอมให้ลูกไปเสี่ยงชีวิตแบบนั้นหรอก”  พ่อของนิสรีนกล่าวกล่าวแก่บุตรสาว แต่ตัวเธอนั้นมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือคนอื่นจนมองข้ามตัวเองไปนานแล้ว
          “พ่อจ๋า...ลูกไม่มีวันลืมหรอกว่าลูกกำลังป่วยหนัก และกำลังจะตาย  แต่เพราะเช่นนี้อย่างไรเล่า  ลูกจึงอยากใช้เวลาที่เหลืออยู่ของลูก ทำสิ่งที่ดีที่สุดก่อนที่ลูกจะตาย  โรคร้ายของลูกนั้นไม่มีทางรักษา แต่โรคร้ายของเด็กคนนั้นอาจหายได้ก็ได้หากเขาได้รับโอกาสนะจ้ะ”  นิสรีนกล่าวด้วยแววตามุ่งมั่น
          “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...มันจะไม่เสียแรงเปล่าหรือลูก ลองคิดดูสิว่าจะมีใครให้เงินลูกสักกี่มากน้อย เขาจะเชื่อหรือว่าลูกทำไปเพื่อช่วยเหลือคนอื่น  ไม่ใช่หลอกเอาเงินเขาไปใช้เอง ในเมื่อเขาก็ไม่รู้จักลูกสักหน่อย”  แม่ของนิสรีนว่า
          “ลูกไม่รู้หรอกจ้ะแม่ ว่าสิ่งที่ลูกทำจะประสบความสำเร็จแค่ไหน  ลูกอาจจะได้รับเงินบริจาคกลับมามากมาย หรืออาจจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย แต่ลูกก็เชื่อว่าความตั้งใจของลูกจะส่งผลดีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หรืออย่างน้อยเมื่อลูกตายไปแล้ว ดินแดนแห่งความสุขหลังความตายจะได้อ้าแขนรับลูกอย่างเต็มใจอย่างไรล่ะจ้ะ”
เมื่อไม่อาจเปลี่ยนจิตใจอันแน่วแน่ของบุตรสาวได้ พ่อกับแม่ของนิสรีนจึงเปลี่ยนทัศนคติแล้วหันมาสนับสนุนสิ่งที่เธอทำอย่างเต็มที่ พวกเขาทำแผนที่เส้นทางการเดินทางในประเทศให้แก่นิสรีน จ้างม้าข่าวไปกระจายข่าวยังหมู่บ้าน  และเขตการปกครองต่างๆ ให้ได้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้การวิ่งรับเงินบริจาคของนิสรีนบรรลุผลมากที่สุด
นิสรีนเริ่มออกวิ่งตามลำพังไปยังที่ต่างๆ ตามแผนที่ที่พ่อกับแม่ทำไว้ให้  ระหว่างทางเธอได้พบเจอผู้คนมากมาย และได้พูดคุยกับคนเหล่านั้นอย่างมีอัชฌาสัยถึงเหตุผลที่เธอต้องวิ่งรอบประเทศเพื่อหาเงินบริจาค ทำให้ผู้คนที่ได้พูดคุยกับนิสรีนรู้สึกชื่นชมในน้ำใจของนิสรีนยิ่งนัก จึงยินยอมมอบเงินบริจาคให้ด้วยความจริงใจ  อีกทั้งยังไปชักชวนเพื่อนๆ และคนรู้จักให้มาบริจาคกับเธออีกด้วย
การกระทำของนิสรีนเป็นเรื่องที่พูดกันปากต่อปากและแพร่กระจายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว ทุกคนเฝ้ารอการมาถึงของเธอและบางคนก็ขอวิ่งไปเป็นเพื่อนเธอด้วย ดังนั้นนิสรีนจึงได้รับเงินบริจาคเพิ่มมากขึ้นทุกที และได้เพื่อนร่วมเดินทางเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
ต่อมาเรื่องนี้ก็ได้แพร่เข้าไปโจษจันถึงในมหาปราสาท จนความทราบไปถึงเจ้าผู้ครองประเทศ จ้าวผู้ครองประเทศจึงสั่งให้ทหารไปสืบสาวความจริงเกี่ยวกับนิสรีนและการวิ่งขอเงินบริจาคของเธอ เมื่อรู้เรื่องทั้งหมด  จ้าวผู้ครองประเทศได้กล่าวชื่นชม       นิสรีน จากนั้นจึงมีคำสั่งให้กองทหารองครักษ์สามคนร่วมเดินทางไปด้วย  เพื่อคุ้มครอง นิสรีน  และให้ความช่วยเหลือเธอตามความเหมาะสม นอกจากนั้นยังสละเงินส่วนตัวจำนวนมากบริจาคให้แก่การเดินทางของนิสรีนอีกด้วย
หลายคนคิดว่าเงินที่นิสรีนหาได้ตอนนี้น่าจะมากพอแล้วสำหรับการรักษายาย่า จึงขอให้เธอหยุดวิ่งด้วยความเป็นห่วงว่าโรคหัวใจของเธอจะกำเริบแต่นิสรีนยังคงวิ่งต่อไปตามความตั้งใจเดิม เพราะเธอรู้ว่ายังมีคนอีกมากมาย  กำลังรอคอยที่จะทำความดีร่วมไปกับเธอ ซึ่งความช่วยเหลือจากจ้าวผู้ครองประเทศก็ทำให้การเดินทางของเธอราบรื่นและรวดเร็วขึ้นมาก จนกระทั่งการวิ่งขอรับเงินบริจาคของเธอก็สิ้นสุดลงเร็วกว่าเวลาที่คาดหมายไว้
เมื่อนิสรีนนำเงินไปให้ พ่อของเด็กหญิงยาย่าซาบซึ้งใจจนถึงกับร้องไห้และลงไปนั่งคุกเข่าพร่ำกล่าวคำสรรเสริญเธอด้วยใจจริง นิสรีนห้ามไม่ให้เขาทำเช่นนั้น และบอกว่า
          “ความช่วยเหลือเหล่านี้ไม่ได้มาจากหนูคนเดียว แต่มาจากทุกๆ  คนที่ได้มอบเงินบริจาคมาให้ ด้วยความศรัทธาและความเชื่อมั่นของพวกเขา พวกเขาอยากให้ยาย่าได้รับการรักษาและมีชีวิตที่สดใสต่อไปค่ะ”
เด็กน้อยยาย่าได้รับการรักษาโรคเนื้อร้ายของเธอยังโพ้นทะเล พ่อของเธอส่งข่าวมาให้นิสรีนและผู้บริจาคเงินทั้งหลายทราบเป็นระยะๆ  ว่า เงินของพวกเขานั้นได้ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของยาย่าให้ได้ดีขึ้นมากมายเพียงไร และหมอบอกว่า ยาย่ากำลังจะหายจากโรคร้ายได้ในไม่ช้านี้
ส่วนนิสรีนหลังกลับมาจากการวิ่งรับเงินบริจาคช่วยเหลือยาย่าแล้วก็เกิดเหตุการณ์น่าอัศจรรย์ใจขึ้นเมื่อหมอประจำหมู่บ้านมาตรวจเธออีกครั้งแล้วพบว่าหัวใจของเธอเป็นปกติดี ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใดดังที่เคยตรวจพบก่อนหน้านี้ สร้างความยินดีให้แก่พ่อแม่และที่รู้จักนิสรีนเป็นอย่างมาก
หลังจากนั้น นิสรีนสาวน้อยผู้มีหัวใจมุ่งมั่นก็ใช้ชีวิตของเธออย่างมีความสุข และเมื่อถึงวัยออกเรือน เธอได้แต่งงานกับองครักษ์หนุ่มผู้ที่เคยเข้าร่วมคุ้มครองเธอในการเดินทางครั้งนั้น และมีลูกๆ ที่แสนน่ารักน่าเอ็นดูถึงสามคน

............................................เธอทั้งหลาย...
การมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นนั้นสำคัญมาก เพราะสิ่งนี้จะสอนให้เธอรู้จักการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน  ทำให้เธอไม่เห็นแก่ตัว หรือนึกถึงแต่ความสุขของตนเองเพียงผู้เดียว คนที่เสียสละความสุขส่วนตนเพื่อคนอื่นนั้นสุดท้ายแล้วจะรู้สึกเป็นสุขยิ่งกว่าอย่างน่าอัศจรรย์ใจ แม้จะสูญเสียสิ่งที่เป็นของตนไปให้ผู้อื่นแล้วก็ตาม
จงอย่าตั้งคำถามเลยว่า ทำไปแล้วได้อะไร เพราะความเสียสละนั้นเป็นสิ่งที่กระทำอยู่บนพื้นฐานของความบริสุทธิ์ใจ การเสียสละของเธออาจจะไม่ก่อให้เกิดผลใดๆ กระทั่งบางครั้งอาจแลดูสูญเปล่าไปด้วยซ้ำ หรือเธออาจจะได้รับสิ่งที่ไม่คาดฝันอันแสนวิเศษจากการเสียสละนั้น
ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร อย่างน้อยก็ขอให้เธอดีใจไว้เถิดว่า  ในหนึ่งชีวิตที่เกิดมานี้ เธอเป็นคนดีคนหนึ่งที่ทำให้โลกของเราน่าอยู่มากขึ้น
                            .................จบเรื่องหัวใจของนิสรีน.....................

Written by

We are Creative Blogger Theme Wavers which provides user friendly, effective and easy to use themes. Each support has free and providing HD support screen casting.

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top