6/30/2556

นิทานสีขาว : ทองม้วนคนใจดี

ทองม้วนคนใจดี

นิทานสีขาว
จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

image

 

ทองม้วน กับ เมธี เป็นเพื่อนอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน  ทองม้วนเป็นคนใจดีมีเมตตา ชอบช่วยเหลือผู้อื่น  ทว่ามีสติปัญญาในการเล่าเรียนค่อนข้างน้อย  อ่านเขียนได้ช้า แต่เขาก็รู้ตัวและมีความพยายามในการศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างมาก ส่วนเมธีนั้นเป็นคนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนก่อนประโยชน์ของผู้อื่นเสมอ แต่เขามีสติปัญญาในการศึกษาเป็นเลิศ  เมื่อสอบทีไรก็มักจะได้คะแนนสูงกว่าเพื่อนๆ ที่ร่วมศึกษาด้วยกันเสมอ
วันหนึ่ง ท่านเจ้าอาวาสผู้เป็นอาจารย์อบรมวิชาการให้แก่เด็กหนุ่มในหมู่บ้านได้รับข่าวจากเจ้าเมืองขอให้คัดเลือกเด็กหนุ่มสองคนไปเข้าสอบเพื่อคัดเลือกเป็นขุนนางฝ่ายการปกครองในเมืองหลวง ตำแหน่งนี้เป็นที่รู้กันดีว่าสำคัญมาก หากใครสามารถสอบผ่านและเข้าไปทำงานในตำแหน่งนี้ได้  ก็จะมีโอกาสเติบโตทางราชการสูง อีกทั้งยังเป็นที่เกรงขามของผู้คนทั่วไปอีกด้วย
ท่านเจ้าอาวาสครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจส่งเมธี เด็กหนุ่มผู้มีสติปัญญาทางการศึกษามากที่สุด  และทองม้วน เด็กหนุ่มผู้มีจิตใจดีงามที่สุดในหมู่บ้าน เดินทางไปเข้ารับการสอบคัดเลือกครั้งนี้ด้วยกัน
ทองม้วนนั้นไม่ได้คาดหวังว่าตนจะต้องสอบได้ แต่คิดว่าจะพยายามทำข้อสอบให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้  ส่วนเมธีนั้นคิดต่างออกไป เขาอยากจะเข้าทำงานในเมืองหลวงและคิดว่าอย่างไรเสีย ตนเองก็ต้องผ่านการสอบคัดเลือกอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ข่าวจากเจ้าเมืองมาถึงหมู่บ้านนี้ก็เมื่อใกล้วันสอบคัดเลือกเข้าไปมากแล้ว ดังนั้นทองม้วนกับเมธีจึงต้องเก็บสัมภาระและเร่งรีบเดินทางออกจากหมู่บ้านในเวลานั้นทันที หากเดินทางทั้งกลางวันและกลางคืนก็น่าจะถึงเมืองหลวงภายในเวลาสามวัน
การเดินทางอย่างเร่งรีบของทั้งสองผ่านไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งเข้าสู่วันที่สาม ซึ่งใกล้จะถึงเมืองหลวงเต็มที  แต่ระหว่างทางนั้นเอง ทองม้วนกับเมธีก็เห็นชายชราผู้หนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ข้างทาง  ทองม้วนเห็นดังนั้น ด้วยความใจดีมีเมตตา เขาจึงรีบปรี่เข้าไปดูชายชราผู้นั้นทันทีด้วยความเป็นห่วง
          “ลุงจ๊ะ ลุง...ลุงเป็นอะไรหรือเปล่า”  ทองม้วนประคองร่างของชายชราขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง
          “สงสัยจะตายแล้วกระมัง...อย่าไปยุ่งเลยน่า เดี๋ยวใครมาเห็นหาว่าพวกเราเป็นคนทำจะพากันซวยไปเปล่าๆ  นะ”  เมธีพูดพร้อมกับฉุดมือทองม้วนให้ลุกขึ้น  แต่ทองม้วนยังคงสงสารและห่วงใยชายชรา ไม่ยอมลุกไปไหน  เขาใช้นิ้วอังใต้จมูกชายชรา พบว่ายังคงมีลมหายใจอยู่
          “ลุงคนนี้ยังไม่ตายนะ  ถ้าเราช่วย เขาก็จะรอด”  ทองม้วนบอกเพื่อน
          “แต่เราต้องรีบไปสอบให้ทันนะ”  เมธีทักท้วง
          “น่าเพื่อน แค่ช่วยคนไม่ทำให้เราเสียเวลาขนาดนั้นหรอก”
พูดจบทองม้วนก็แบกร่างของชายชราขึ้นบนหลัง แล้วพาไปนอนใต้ร่มไม้  โดยมีเมธีเดินตามมาอย่างรู้สึกคัดเคืองใจ จากนั้นทองม้วนก็ใช้น้ำดื่มที่พกติดตัวมาเทใส่ผ้า แล้วเช็ดหน้าเช็ดตาให้ชายชราจนเขาฟื้น
             “ลุงฟื้นแล้ว”  ทองม้วนอุทานด้วยความดีใจ
ชายชรามองหน้าทองม้วนกับเมธีแล้วถามว่าทั้งสองคนเป็นใคร และตนเองมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร
          “เราสองคนกำลังเดินทางไปเมืองหลวง แต่พอมาถึงตรงนี้ก็เจอลุงนอนสลบอยู่ข้างทางน่ะจ้ะ”  ทองม้วนบอก
          “อ้อ...จริงสินะ”  เหมือนชายชราจะพึ่งนึกขึ้นมาได้  “เมื่อคืนข้าเดินทางออกทำธุระต่างเมือง แล้วรีบเดินทางกลับเมืองหลวงโดยไม่ได้พักผ่อนเลย  สงสัยร่างกายคงทนไม่ไหว เลยเป็นลมพลัดตกจากหลังม้า ถ้าพวกเจ้าไม่มาพบมีหวังข้าคงกลายเป็นวิญญาณเฝ้าข้างทางเป็นแน่”
          “แล้วนี่ลุงเดินไวหรือเปล่าจ๊ะ”  ทองม้วนถามด้วยความเป็นห่วง
          “โอย...สงสัยจะไม่ไหวล่ะ  พ่อหนุ่มเอ๊ย ข้ามันแก่แล้ว  ลองได้ตกจากหลังม้าสักทีก็คงเจ็บหนักไปอีกหลายวันนั้นแหละ นี้ก็ไม่รู้ว่าจะกลับเข้าเมืองหลวงอย่างไรเหมือนกัน ข้ามีธุระด่วนที่จะต้องรีบกลับไปทำเสียด้วยสิ ถ้าอย่างไรคงต้องรบกวนพ่อหนุ่มทั้งสองเสียแล้วล่ะ”  ชายชราขอร้อง
          “โอ๊ย!  ไม่ได้หรอกลุง  เราสองคนต้องรีบไปสอบนะ ถ้าขืนมัวแบกลุงไปส่งที่บ้านอยู่เราก็ไปไม่ทันสอบน่ะสิ”  เมธีว่าอย่างอารมณ์เสียเพราะรู้สึกว่าชายชราคนนี้ขอมากเกินไป
          “อย่าพูดอย่างนั้นสิ เพื่อน  ช่วยคนสำคัญกว่านะ”  ทองม้วนเตือนสติเพื่อน
          “เอ้า!...เชิญเจ้าแสดงบทคนใจดีไปตามสบายเลย ข้าไม่เอาด้วยหรอก  อนาคตที่สดใสกำลังรออยู่ข้างหน้า และข้าจะต้องเป็นขุนนางฝ่ายการปกครองให้ได้ ถ้าเจ้ามัวแต่ช่วยตาลุงนี่จนพลาดการสอบไปก็สมควรแล้ว...ข้าไปก่อนล่ะ”  เมธีกล่าวแก่ทองม้วนด้วยน้ำเสียงที่หมางเมินแล้วหันหลังเดินจากไปอย่างไม่แยแส
          "รีบเดินตามเพื่อนของเจ้าไปสิพ่อหนุ่ม นี่คงใกล้หมดเวลาสอบเต็มทีแล้ว  อีกประเดี๋ยวคงมีคนผ่านมาทางนี้บ้างหรอกน่ะ แล้วข้าจะขอให้เขาช่วยพากลับไปเมืองหลวงเอง  เขาไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”  ชายชรากล่าวอย่างเห็นอกเห็นใจ  แต่ทองม้วนไม่ได้เสียใจมากมายอย่างที่ชายชราคิด เขากล่าวแก่ชายชราด้วยหัวใจของผู้มีเมตตาว่า
          “ข้าไม่อาจทิ้งลุงให้นั่งรอความช่วยเหลือที่ไม่รู้จะผ่านมาเมื่อไรได้หรอก ถ้าข้าทิ้งลุงไว้ตรงนี้เพื่อไปสอบ  ข้าก็คงไม่มีแก่ใจทำข้อสอบหรอก เพราะมัวแต่คิดเป็นห่วงลุง แล้วก็คิดว่าตนเองนั้นเลวเต็มที”
          “แต่การสอบครั้งนี้สำคัญมากนะ เจ้ารู้หรือไม่  ไม่บ่อยนักหรอกที่ทางการจะจัดการสอบคัดเลือกขุนนางฝ่ายการปกครอง ถ้าเจ้าไม่ได้เข้าสอบครั้งนี้  ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสอีกเมื่อไรนะ”  ชายชราว่า
          “ช่างเถอะจ้ะ  ลุง  ความจริงฉันก็ไม่ใช่คนเก่งอะไรหรอก ออกจะมีสติปัญญาที่อ่อนด้อยเสียด้วยซ้ำ  ถึงจะได้สอบครั้งนี้ ก็ใช่ว่าจะสอบติดเสียเมื่อไร  อย่าคิดมากเลยจ้ะ  ลุง บอกฉันมาเถิดว่าลุงต้องการให้ฉันพาลุงไปส่งที่ไหน”  ทองม้วนพูดออกมาจากใจจริง เมื่อได้ฟังดังนั้น  ชายชราก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจของทองม้วน และรู้สึกซาบซึ้งใจชายหนุ่มเป็นอย่างมาก
ดังนั้น ทองม้วนจึงแบกชายชราขึ้นหลังแล้วเดินทางเข้าเมืองหลวงต่อไป ระหว่างที่แบกชายชรานั้น  แม่จะเหนื่อยและล้าเพียงใดแต่ชายหนุ่มก็ไม่ปริปากบ่น เขาเดินไปตามทางที่ชายชราบอกจนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าพระราชวัง
            “บ้านลุงอยู่ในพระราชวังหรือ”  ทองม้วนถามอย่างพาซื่อ
          “ใช่ซะที่ไหนกัน ข้าทำงานในนี้ต่างหากเล่า”  ชายชราตอบพร้อมกับหัวเราะขบขัน
นายทหารที่เฝ้าประตูพระราชวังเพ่งมองมายังทองม้วน แล้วรีบวิ่งเข้ามาหาทันที
          “ท่านอำมาตย์!  ไยท่านจึงเป็นเช่นนี้ เกิดอะไรขึ้นกับท่านขอรับ”  ทหารคนนั้นร้องด้วยความตกใจ แต่ทองม้วนนี่สิ...ตกใจเสียยิ่งกว่า
          “มีอุบัติเหตุนิดหน่อย การสอบเสร็จสิ้นลงแล้วหรือยังล่ะ”  ชายชราผู้ที่แท้จริงแล้วเป็นถึงอำมาตย์ชั้นเอกในฝ่ายการปกครองเอ่ยถาม
            “การสอบเสร็จสิ้นไปเมื่อไม่นานมานี้เองขอรับ และเราได้ผู้ที่สอบได้คะแนนสูงสุดมาแล้ว  5  คน ตอนนี้ทุกคนกำลังรอท่านเพื่อมารับรองผลการคัดเลือกอยู่พอดีขอรับ”
เมื่อได้ยินดังนั้น อำมาตย์ฝ่ายการปกครองจึงให้ทหารจัดหาเก้าอี้รถเข็นและพาเขาไปยังห้องที่จัดไว้สำหรับผู้ผ่านการคัดเลือก โดยให้ทองม้วนเดินเคียงคู่ไปด้วย
ครั้นมาถึงหน้าห้อง ทองม้วนได้มองผ่านประตูที่เปิดรออยู่  แล้วเข้าไปข้างใน พบว่าในห้องนั้นมีผู้ที่สอบผ่านห้าคนกำลังนั่งคอยอยู่แล้ว และหนึ่งในนั้นคือเมธีซึ่งกำลังนั่งยิ้มหน้าบานรวมอยู่ด้วย
          “ขณะนี้ ท่านอำมาตย์ชั้นเอกแห่งฝ่ายการปกครองได้มาถึงแล้ว  ขอทุกท่านจงลุกขึ้น และทำความเคารพแก่ท่าน”  นายทหารกล่าวนำ ทุกคนในที่นั้นทำความเคารพอำมาตย์ฝ่ายการปกครองอย่างพร้อมเพรียง ยกเว้นเมธีที่ยืนหน้าซีดเผือด ท่าทางตกใจเป็นอย่างมาก
          “ว่าอย่างไร...นี่เจ้าสอบผ่านด้วยรึ แสดงว่าเจ้าคงจะมีสติปัญญาทางการศึกษามิใช่น้อย”  อำมาตย์ฝ่ายการปกครองกล่าวทักเมธีอย่างเยาะๆ
          “ขะ...ขอบคุณท่านอำมาตย์ที่กล่าวชมข้าขอรับ”  เมธีตอบรับคำชมนั้นด้วยความกระอักกระอ่วนใจ เพราะเขาไม่ได้รู้สึกเลยสักนิดว่านั่นคือคำชม แต่เหมือนเป็นการประชดเสียมากกว่า
          “สำหรับเมืองของเราซึ่งให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของประชาชนมากนั้น ขุนนางฝ่ายการปกครองนับเป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุด และเมืองของเราก็ต้องการคนดีมีเมตตา  ไม่เห็นแก่ลาภยศ เห็นอกเห็นใจในความเดือนร้อนของชาวบ้าน  เข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดการเอารัดเอาเปรียบประชาชนกอบโกยผลประโยชน์เข้าสู่ตนเอง และไม่อนาทรร้อนใจยามชาวบ้านเดือดร้อนซึ่งบุคคลดังกล่าวนี้ ไม่มีทางที่ข้าจะรับเข้ามาเป็นขุนนางอย่างเด็ดขาด...”  อำมาตย์ฝ่ายปกครองกล่าวแก่ผู้ผ่านการคัดเลือกด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ ซึ่งทองม้วนสังเกตเห็นว่า  ในเวลานี้อำมาตย์ฝ่ายการปกครองดูน่าเกรงขามยิ่งนัก จนเหมือนเป็นคนละคนกับชายชราที่ทองม้วนได้ช่วยเหลือเอาไว้
          “ดังเช่นคนอย่างเจ้า”  อำมาตย์ฝ่ายการปกครองชี้นิ้วไปทางเมธี ซึ่งมีท่าทางหวาดผวาอย่างหนัก
          “แม้เจ้าจะสอบได้คะแนนดี แต่ข้าได้ประจักษ์แก่ตนเองแล้วว่า  ความฉลาดแต่ไร้คุณธรรมแห่งความเมตตากรุณา และคิดถึงแต่เรื่องของตนเองอย่างเจ้า จะสร้างความเดือนร้อนให้แก่ประชาชนไม่รู้จักจบสิ้น  เพราะฉะนั้น ด้วยสิทธิ์ขาดในการสอบคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่งนี้ของข้า ข้าขอปลดเจ้าออกจากผู้ที่ผ่านการคัดเลือก และให้สิทธิ์พิเศษแก่ทองม้วนผู้พรั่งพร้อมด้วยคุณธรรมแห่งความดี เข้าทำงานในตำแหน่งนี้อย่างภาคภูมิ”
ว่าแล้วอำมาตย์ฝ่ายการปกครองก็สั่งให้ทหารนำตัวเมธีออกนอกเขตพระราชวังทันที
          “จำไว้เถิดว่า สำหรับผู้ปกครองแล้ว  คุณธรรมย่อมมีค่าและควรมาก่อนความล้ำเลิศทางสติปัญญาเสมอ ขอให้พวกเจ้าละทิ้งความเห็นแก่ได้ และตั้งใจทำงานในหน้าที่นี้เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนไปจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ”
กล่าวจบ อำมาตย์ฝ่ายการปกครองก็มอบตราประจำตำแหน่งให้แก่ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกทั้งห้าคน ซึ่งมีทองม้วนคนใจดีรวมอยู่ในนั้นด้วย
                       ............................เธอทั้งหลาย...............................
อย่างที่อำมาตย์ฝ่ายการปกครองกล่าวไว้  “จงให้ความสำคัญกับคุณธรรม  มากกว่าความล้ำเลิศทางสติปัญญา”  เพราะคุณธรรมจะทำให้เธอไม่เห็นแก่ตัวและอยากให้ความช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ แต่การมีสติปัญญาที่เลอเลิศ  ทว่าไร้คุณธรรม มักสร้างเธอให้กลายเป็นคนลุ่มหลงในผลประโยชน์แห่งตน และล่วงล้ำเข้าสู่เส้นทางที่ชั่วร้ายได้โดยง่าย
จงช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อเห็นว่าเขาได้รับความเดือดร้อนเถิด แม้การลงแรงครั้งนี้  เธอจะไม่ได้รับอะไรเป็นการตอบแทนเลย แต่ขอให้มั่นใจเถิดว่าตัวเธอจะพบแต่ความสุขความเจริญ และมีคนที่พร้อมให้ความช่วยเหลือเธอในทุกๆ ที่เช่นเดียวกัน                        .......................จบเรื่องทองม้วนคนใจดี.....................

6/29/2556

นิทานสีขาว : น้ำกับทิฐิ

น้ำกับทิฐิ

นิทานสีขาว
จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

image


นานมาแล้วมีชายคนหนึ่งชื่อว่า  ทิฐิ เขาเป็นคนที่มีนิสัยอวดดื้อถือดีไม่ต่างจากชื่อ เพราะเมื่อได้ลองเชื่อมั่นสิ่งใดแล้ว ทิฐิคนนี้ก็จะยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นไม่เปลี่ยน และจะไม่ยอมรับฟังข้อคิดเห็นที่ผิดไปจากความเชื่อเดิมโดยเด็ดขาด แม้ว่านี่จะแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนเอาจริงเอาจังและเคร่งครัดกับชีวิต แต่บางครั้งเขาก็ดื้อรั้นมากเกินไปจนขาดเหตุผล  และทำให้สูญเสียสิ่งดีๆ ในชีวิตมากมาย โดยที่เขาเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน
เนื่องจากทิฐิไม่ใช่คนร่ำรวย ดังนั้นเขาจึงต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมาใช้จ่าย จนกระทั่งมีฐานะขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว  ทิฐิจึงคิดหยุดพักตัวเองจากการงาน แล้วเดินทางไปเรื่อยๆ เพื่อเที่ยวชมโลกกว้าง
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น ทิฐิจึงจัดการฝากบ้านไว้กับญาติพี่น้อง แล้วเก็บสัมภาระออกเดินทางทันที
ทิฐิเดินทางไปยังที่ต่างๆ ชมนั้นแลนี่  และพูดคุยกับผู้คนที่อยู่ในที่เหล่านั้นมากมาย การท่องโลกกว้างของทิฐิน่าจะทำให้เขามีความรู้ดีๆ  หรือเกิดทัศนคติใหม่ๆ ขึ้นมาบ้าง แต่เมื่อไรก็ตามที่มีคนกล่าวคำซึ่งผิดไปจากความรู้หรือความเชื่อมั่นเดิมของเขา ทิฐิก็จะรีบกล่าวแก่คนๆ  นั้นทันทีว่า
          “นั่นไม่ถูกเลยนะ ที่จริงแล้วมันต้องเป็นอย่างที่ข้ารู้มาต่างหาก”
สิ่งนี้เองทำให้การเดินทางไปทั่วโลกของเขา แทบจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดขึ้นในชีวิตของเขาเลย
จนกระทั่งวันหนึ่งทิฐิได้พลัดหลงเข้าไปในทะเลทรายอันแสนแห้งแล้ง และไร้ผู้คนสัญจร  เขาหลงทางอยู่ในดินแดนแห่งนั้นสามวันสามคืน จนกระทั่งอาหารและน้ำดื่มร่อยหรอและหมดลงในที่สุด  ทิฐิจึงเดินต่อไปไม่ไหว เขาล้มลงนอนบนผืนทรายอย่างคนสิ้นเรี่ยวแรง
แต่ทิฐิยังไม่อยากตายตอนนี้ ดังนั้นแม้ร่างกายของจะอ่อนระโหยโรงแรงขนาดไหน แต่เขาก็รวบรวมพลังใจของตนเฝ้ากล่าวคำภาวนาขอความเมตตาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเหลือเขาด้วย
          “ข้าแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ได้โปรดเมตตาข้า  ผู้ซึ่งไม่เคยเบียดเบียนใคร  ขอทรงประทานน้ำมาให้ข้า โปรดแบ่งน้ำของท่านให้ข้าได้รักษาชีวิตของตนเองไว้ แม้เพียงหนึ่งหยดก็ยังดี”
แล้วในตอนนั้นเอง ทิฐิก็เห็นชายแปลกหน้าชาวเยอรมันคนหนึ่งเดินตรงมาหาเขา  ทิฐิดีใจสุดจะกล่าว แล้วรีบพูดขึ้นทันทีว่า
          “โอ้...ท่านผู้เป็นความหวังของข้า โปรดแบ่งน้ำของท่านให้ข้าดื่มด้วยเถิด”
ชายคนนั้นยื่นถุงหนังสีน้ำตาลในมือของเขาให้ทิฐิ แล้วกล่าวว่า
          “นี่คือ  วาสซ่าร์ จงดื่มเสียสิ”
แต่ทิฐิไม่อยากได้วาสซ่าร์  เขาอยากได้น้ำ ดังนั้นเขาจึงปฏิเสธที่จะรับถุงหนังสีน้ำตาลจากชายแปลกหน้าคนนั้น ชายคนนั้นจึงเดินจากไป
ทิฐิภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง คราวนี้มีชายชาวจีนคนหนึ่งเดินถือถุงหนังสีแดงเขามายื่นให้แก่ทิฐิ
          “นี่คือ น้ำ  ใช่หรือไม่”  ทิฐิถามชายชาวจีน
          “นี่คือ  ซือจุ้ย  จงดื่มเสียสิ”  ชายชาวจีนตอบ
ทิฐิรู้สึกไม่พอใจ  ตอนนี้เขากระหายน้ำมากเหลือเกินแล้ว แต่ทำไมชายผู้นี้จึงนำซือจุ้ย มามอบให้แก่เขา   ทิฐิจึงปฏิเสธถุงหนังสีแดงของชายชาวจีน  ชายชาวจีนจึงเดินจากไป
ทิฐิเริ่มภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีก และครั้งนี้มีผู้หญิงชาวอินเดียคนหนึ่งมาปรากฏกายตรงหน้าของเขาในแทบจะทันที
          “เธอผู้มีใจเมตตา ขอน้ำให้ข้าดื่มหน่อยเถิด”  ทิฐิพึมพำคำอ้อนวอนออกจากริมฝีปากที่แห้งผาก
          “นี้คือ  ปานี จงดื่มเสียสิ”  หญิงชาวอินเดียกล่าวพร้อมกับยื่นถุงหนังสีเขียวให้แก่ทิฐิ แต่นั่นทำให้ทิฐิโกรธมาก  เขารวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ยกแขนปัดถุงหนังสีเขียวให้พ้นหน้า แล้วพูดอย่างโกรธเคืองว่า
          “ข้าไม่เอาของๆ  เจ้า ข้าจะตายเพราะขาดน้ำอยู่แล้ว ข้าต้องการน้ำเท่านั้น!”
หญิงอินเดียเมื่อได้ฟังดังนั้นก็เดินจากไปอีกคน ทิฐิเฝ้าอ้อนวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีใครนำอะไรมายื่นให้เขาอีกแล้ว
จิตของทิฐิกำลังหลุดลอยออกจากร่างที่ใกล้แตกดับ แล้วในตอนนั้นเองเสียงๆ  หนึ่งก็ดังแว่วๆ ให้ได้ยินว่า
          “ทิฐิคนถือดีเอ๋ย  เราช่วยเจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับไม่เคยให้โอกาสตัวเองเลย  หากเจ้าเปิดใจให้กว้าง และยอมรับในข้อดีของสิ่งที่ไม่คุ้นเคยเสียบ้าง เจ้าก็คงรู้ว่าสิ่งที่อยู่ในถุงหนังทั้งสามนั้น ต่างก็เป็นน้ำดื่มบริสุทธิ์ทั้งสิ้น”
เมื่อสิ้นเสียงแว่วนั้น ทิฐิคนถือดีก็สิ้นลมหายใจทันที

                                                    เธอทั้งหลาย....
เรื่องราวของทิฐินั้น สอนให้เราเปิดตาตนเองให้กว้าง  แล้วมองสิ่งต่างๆ รอบตัวด้วยสายตาและหัวใจที่ไร้อคติ  หากเธอปิดกั้นหัวใจและสายตาของเธอไว้   เธอก็อาจพลาดสิ่งดีๆ  ในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย  ซึ่งบางครั้งสิ่งดีๆ เหล่านั้นก็อาจจะไม่หวนกลับมาหาเธออีกแล้ว
หรืออีกนัยหนึ่ง นิทานเรื่องนี้กำลังบอกเธอทุกคนซึ่งนับถือศาสนาต่างกัน แต่กำลังยืนอยู่บนโลกใบเดียวกัน  จงอย่าลืมว่า ศาสนาทุกศาสนานั้นถือกำเนิดขึ้นด้วยความปรารถนาที่จะให้มีคนดีๆ อยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก  แม้คำสอนบางประการจะแตกต่างกัน แม้เสียงสวดมนต์จะเป็นคนละเสียง  และธรรมเนียมปฏิบัติก็ไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย แต่เธอทุกคนล้วนได้รับการปลูกฝังให้เติบโตเป็นคนดีเหมือนกัน
ดังนั้นขอให้เธอเปิดใจตัวเองให้กว้าง และเคารพในคำสอนของศาสนาอื่นๆ  แม้เธอจะไม่ได้เป็นศาสนิกชนของศาสนานั้น เธออาจจะนำคำสอนของเขามาประยุกต์ใช้กับตัวเองบ้าง ถ้าพบว่ามันเข้ากันได้ดีกับการดำเนินชีวิตของเธอ  ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน หากเธอจะนำคำสอนเหล่านั้นมาปฏิบัติ ในเมื่อทุกศาสนาล้วนหมายมั่นที่จะพิชิตยอดเขาเดียวกัน  นั่นคือ “ยอดเขาแห่งความดี ความรัก และความเมตตา”
                    ...........................จบเรื่องน้ำกับทิฐิ...................................

6/28/2556

นิทานสีขาว : การเดินทางของชายสามคน

นิทานสีขาว
จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

image

การเดินทางของชายสามคน
ชายสามคนเป็นเพื่อนรักกัน อยู่มาวันหนึ่งซึ่งเป็นหน้าแล้ง  ชายสามคนได้นั่งคุยกันถึงเรื่องปากท้อง ทั้งสามต่างพากันเห็นว่าหมู่บ้านที่พวกตนอาศัยอยู่นั้นค่อนข้างแห้งแล้งกันดาร หาอาหารได้ไม่ใคร่จะพอชีพ และดูเหมือนว่าความแห้งแล้งกันดารนี้จะเพิ่มมากขึ้นทุกที
ชายคนหนึ่งนั่งพ้อกับเพื่อนทั้งสองว่า
          “พรุ่งนี้เราจะเอาอะไรกินดีเพื่อน”
ชายคนที่สองตอบอย่างซังกะตายว่า
          “ข้าสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้าแล้ว ขอให้พระองค์ส่งปลามาให้เราสักตัวเถิด”
ชายคนที่หนึ่งถามกลับว่า
          “ถ้าพระเจ้าไม่มาส่งให้เรา มีหวังเราคงอดตาย”
ชายคนที่สองตอบกลับทันทีว่า
          “พระองค์ต้องส่งปลามาให้สิ ก็ข้าอ้อนวอนขอพระองค์ทุกคืน”          
ชายคนที่สามซึ่งนั่งฟังบทสนทนาของเพื่อนทั้งสองคนอยู่นานแล้วพูดขึ้นบ้างว่า
          “ข้าว่า...ขืนเรายังทนอยู่ที่นี้ต่อไป มีหวังต้องได้อดตายกันสักวันแน่ๆ”
          “แล้วจะให้ทำไงเล่า ก็ที่นี่มันแห้งแล้งนายก็รู้”  ชายคนที่หนึ่งถามพลางอ้าปากหาว
          “ข้าเคยได้ข่าวมาจากพ่อค้าผ้า เรื่องเมืองที่อยู่หลังเขาด้านตะวันออกโน้น  พ่อค้าผ้าบอกกันว่า เมืองนั้นอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก  ข้าวปลาอาหารหาง่าย  การค้าก็รุ่งเรืองมาก ข้าว่าเราย้ายไปอยู่ที่นั้นกันเถอะเพื่อน”  ชายคนที่สามว่า
             “แต่ทางนั้นเสือดุมากนะ ขืนไปทางนั้นคงมีหวังได้กลายเป็นอาหารของเสือร้ายดอก”  ชายคนที่หนึ่งพูดอย่างตกใจ
          “ไม่เป็นไรหรอก ข้าจะสวดมนต์อ้อนวอนให้พระเจ้าช่วยปกป้องเอง”  ชายคนที่สองว่าพร้อมกับทำท่าสวดมนต์
          “เถอะนะเพื่อน เราไปอดตายเอาดาบหน้าดีกว่า  อย่ามัวแต่นอนรอความตายอยู่ที่นี้เลย ถ้าพวกเราไปถึงหมู่บ้านหลังเขานั้นโดยปลอดภัย เราก็จะได้ปักหลักทำมาหากินอยู่ที่นั้น  ไม่ต้องมานั่งอดอยากหิวโหยอยู่แบบนี้อีก”  ชายคนที่สามกล่าวอย่างมีเหตุผล
เมื่อเห็นพ้องกันว่าน่าจะไปลองตั้งรกรากอยู่ที่ใหม่ เพื่อนรักทั้งสามจึงเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น แล้วมุ่งหน้าออกจากหมู่บ้านอันแสนทุรกันดารทันที
การเดินทางข้ามเขาตะวันออกเพื่อไปยังหมู่บ้านแห่งนั้นต้องใช้เวลาเดินทางถึง 3 วัน 3 คืน  แลตลอดทางก็เป็นป่ารกทึบทั้งหมด  ดังนั้น ทั้งสามคนจึงคอยระแวดระวังภัยจากสัตว์ร้ายต่างๆ อยู่ตลอดเวลา
กระทั่งในวันที่สามเมื่อเวลาโพล้เพล้ สามสหายก็เดินทางมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านซึ่งยังคงเป็นป่าทึบอยู่ แต่ก็ยังทำให้ทั้งสามใจชื้นขึ้นมาได้ ด้วยรู้สึกว่ายิ่งเข้าใกล้หมู่บ้านเท่าไรก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น
แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ชายคนที่หนึ่งเห็นอะไรบางอย่างไหวๆ  อยู่ในพุ่มไม้ด้านหลัง  เขาจึงเขม้นมอง แล้วจู่ๆ  ก็ร้องลั่นด้วยความตกใจว่า
          “เสือ! เสือตัวใหญ่มากเลยเพื่อน  เสือตัวใหญ่ขนาดนี้เราคงวิ่งหนีไม่ทันมันแน่ เราทุกคนต้องถูกมันจับกินหมดแน่...โฮ...โฮ!”  ชายคนที่หนึ่งร้องไห้อย่างสิ้นหวัง
            “อย่ายอมแพ้สิเพื่อน  ถึงเสือตัวใหญ่แต่ถ้าเราหนีทัน  เราก็อาจจะรอดนะ”  ชายคนที่สามร้องบอกเพื่อน  แต่ชายคนที่หนึ่งนั้นดูเหมือนจะเชื่อมั่นเอาจริงๆ แล้วว่าตนไม่มีทางรอด  ดังนั้นเขาจึงเอาแต่ยินร้องไห้อย่างหวดผวา เสือเห็นดังนั้นจึงจับชายคนที่หนึ่งกินเป็นอาหารก่อนใคร เพราะจับได้ง่ายและไม่ต้องออกแรงแต่อย่างใด
ชายคนที่สามเห็นเพื่อนถูกกินเป็นอาหารก็ร้องบอกเพื่อนที่เหลืออีกคนว่า
          “วิ่งมาทางนี้เร็วๆ สิเพื่อน”
          “วิ่งไปก็ไม่รอดหรอก  ข้าจะสวดมนต์อ้อนวอนขอให้พระเจ้าช่วย พระเจ้าผู้วิเศษจะต้องเห็นใจและมาช่วยคุ้มครองเรา”  แล้วชายคนที่สองก็หลับแน่นิ่งพร้อมกับทำปากขมุบขมิบสวดมนต์ถึงพระเจ้า
             “โธ่เพื่อนเอ๋ย! ถ้าเราไม่มีความพยายามทำอะไรด้วยตัวเองก่อนแล้ว  ไหนเลยพระเจ้าจะทรงเมตตามาช่วยเรา เราต้องช่วยเหลือตนเองให้ถึงทีสุดก่อนสิเพื่อน ไม่ใช่รอคอนแต่ความช่วยเหลือจากคนอื่นแบบนี้ ขืนรอไปก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรเขาจะหยิบยื่นมาให้เรา”
แต่ชายคนที่สองไม่รับฟังเพื่อน เขาพร่ำแต่สวดมนต์ขอให้พระเจ้าช่วย เสือจึงตรงเข้าขย้ำเขาเป็นเหยื่อรายที่สอง
เมื่อเสียเพื่อนรักทั้งสองคนไปแล้ว ชายคนที่สามก็คิดว่าเขาจะไม่ยอมให้ตนตกเป็นอาหารของเสือร้ายดังเพื่อนทั้งสองคนอย่างเด็ดขาด คิดได้ดังนั้น  เขาจึงรีบปีนขึ้นต้นไม้ที่สูงที่สุดอย่างรวดเร็ว เสือเห็นดังนั้นก็เกรงว่าเหยื่อรายที่สามของตนจะหนีรอดไปได้ จึงกระโจนเข้ามากระแทกต้นไม้อย่างแรง เพื่อให้คนที่สามที่กำลังปีนต้นไม้อย่างแข็งขันตกลงมาเป็นอาหารของตนให้ได้
ชายคนที่สามนั้นแท้จริงแล้วปีนต้นไม้ได้ไม่เก่งแต่อย่างใด และแรงกระแทกของเสือก็รุนแรงเกินจนทำให้เขาเกือบจะตกลงมาอยู่หลายครั้ง แต่เพราะใจที่สู้ และคิดว่าตนเองต้องรอดชีวิตให้ได้จึงแข็งใจเกาะต้นไม้ไว้แน่น
ฝ่ายเสือเองก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน มันมีกำลังมากเพราะได้กินเนื้อมนุษย์ไปแล้วถึงสองคน และยังอยากได้อีกสักหนึ่งคนเป็นอาหารตบท้าย  ดังนั้นมันจึงกระแทกต้นไม้ไม่ยอมหยุด และเมื่อเห็นว่าชายคนที่สามเริ่มสิ้นเรี่ยวแรง  มันก็ออกแรงกระแทกต้นไม้หนักขึ้น จนในที่สุดชายคนที่สามก็ร่วงหล่นลงมา
แต่ก่อนที่เสือจะตรงเข้าขย้ำร่างของชายคนที่สาม ก็พลันเกิดเสียงหนึ่งดังสนั่นขึ้นมา เสือตกใจคิดว่าเป็นเสียงปืนของนายพรานที่ออกล่าสัตว์อยู่ในบริเวณนั้นเป็นประจำ มันจึงรีบหนีเข้าป่าในทันที  ชายคนที่สามเห็นดังนั้นจึงรีบมองหาต้นเสียง พบแต่เพียงลูกมะพร้าวขนาดใหญ่ตกอยู่ใกล้ๆ  ตัวเขา จึงรู้ว่าแท้จริงแล้วเสียงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเสียงที่เกิดจากลูกมะพร้าวที่ตกลงมาเพราะแรงกระแทกของเสือนั้นเอง
ท้ายที่สุดแล้ว ชายคนที่สามก็รอดชีวิตจากเสือร้ายและเดินทางไปถึงหมู่บ้านอย่างปลอดภัย หลังจากนั้น  ชายผู้นี้ก็ได้เริ่มต้นทำมาหากินในหมู่บ้านแห่งนั้นอย่างขยันขันแข็ง จนสุดท้ายเขาก็มีฐานะร่ำรวยและสร้างครอบครัวที่แสนสุขได้

เธอทั้งหลาย...
คนทุกคนเมื่อมีชีวิตแล้วย่อมต้องมีปัญหาในชีวิตเกิดขึ้นมาคู่กัน เพื่อเป็นบททดสอบคุณภาพชีวิตของคนๆ นั้น จงอย่ายอมแพ้กับปัญหาที่อย่างไรเธอก็ต้องเจอ แต่จงสู้และแก้ไขมันให้ได้
การแก้ปัญหานั้นขอให้ทำด้วยสติของตนเอง นึกให้ดี  วิเคราะห์ให้ได้ว่าควรแก้ปัญหาเหล่านั้นเช่นไร  ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนที่จะมองหาความช่วยเหลือจากผู้ใดก็ตาม จงแก้ไขมันด้วยตัวของเธอเองให้ดีที่สุดเสียก่อน  จงถามตัวเองว่า  “ฉันได้พยายามจนถึงที่สุดแล้วจริงๆ  หรือ” พระเจ้าทรงมีพระเมตตา แต่พระองค์ก็ทรงเลือกผู้ที่สมควรแก่ความช่วยเหลือของพระองค์ด้วยเช่นกัน ....จบ

6/25/2556

นิทานสีขาว : ความรักสงบของเจ้าชายฮีบี

นิทานสีขาว
จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

image

ความรักสงบของเจ้าชายฮิบี
ณ เมืองฮาบิบี  กษัตริย์โฮบีผู้ทรงชราภาพมากแล้ว  กำลังกลุ้มพระทัยในเรื่องที่ว่า เมื่อพระองค์สละราชสมบัติแล้ว จะให้พระโอรสองค์ใดขึ้นครองราชย์สมบัติต่อจากพระองค์ระหว่างเจ้าชายฮูบี พระโอรสองค์โต  ผู้มีจิตใจฮึกเหิมและฝักใฝ่ความยิ่งใหญ่  กับเจ้าชายฮิบี พระโอรสองค์เล็ก ผู้มีจิตใจอ่อนโยนและรักสงบ
ในพระทัยของกษัตริย์โฮบีนั้น ทรงเอนเอียงไปทางพระโอรสองค์เล็กมากกว่า  เนื่องจากเห็นว่า อุปนิสัยอ่อนโยนและรักสงบของเจ้าชายฮิบีจะทำให้บ้านเมืองพบกับความสุขสงบ ประชาชนไม่ต้องทุกข์กับภัยสงคราม  ผิดกับเจ้าชายฮูบี ผู้ทรงรักการก่อสงครามเป็นชีวิตจิตใจ
อย่างไรก็ตามเหล่าเสนาอำมาตย์หาได้มีความนึกคิดอย่างกษัตริย์โฮบีไม่ บรรดาเสนาอำมาตย์ส่วนใหญ่กลับนิยมชมชอบในความฮึกเหิมของเจ้าชายฮูบีมากกว่า เนื่องจากเห็นว่าเจ้าชายฮูบีจะสามารถขยายอาณาเขตของบ้านเมืองและสร้างความเจริญได้มากกว่าเจ้าชายฮิบีผู้รักสงบและพอใจสิ่งที่พระองค์มีอยู่เสมอ หลายคนถึงกับแอบพูดคุยกันหลับหลังว่า ความรักสงบของเจ้าชายฮิบีนั้นแท้จริงน่าจะเป็นเพราะความขี้ขลาดเสียมากกว่า
สุดท้ายแล้วเมื่อเสียงสนับสนุนแตกออกเป็นสองฝ่าย กษัตริย์โฮบีจึงตัดสินพระทัยแบ่งเมืองของพระองค์ออกเป็นสองเมือง แล้วมอบเมืองให้พระโอรสองค์ละเมือง โดยให้พระโอรสทั้งสองทดลองเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองของตนเองเป็นเวลา  3  เดือน
          “ให้เจ้าทั้งสองปกครองบ้านเมืองของตนตามต้องที่การ เมื่อครบสามเดือนแล้ว  เราจะมาตัดสินกันโดยดูที่ประชากร เมืองใดประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่า ถือว่ากษัตริย์แห่งเมืองนั้นมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นกษัตริย์แห่งฮาบิบีต่อจากเราสืบไป”  กษัตริย์ตรัสแก่เจ้าชายทั้งสองและเหล่าเสนาอำมาตย์
เมืองฮาบิบีถูกแบ่งออกเป็นสองเมืองทันที เจ้าชายฮูบีพระโอรสองค์โตทรงรับสั่งว่า
          “เมืองของเราจักเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่อลังการ ความหรูหราทั้งมวลจักปรากฏในเมืองนี้ และเราจักก่อสงครามเพื่อประกาศชื่อเสียงแห่งเมืองเรา และขยายอาณาเขตของประเทศเราให้กว้างไกลไปทั่วแผ่นดิน”
แล้วเจ้าชายฮูบีก็หมกมุ่นอยู่กับการสร้างบ้านเมืองของพระองค์ให้ใหญ่โตโอ่อ่าด้วยการเก็บภาษีอากรจากประชาชนเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังหมั่นเตรียมทัพออกไปทำศึกสงครามเพื่อขยายอาณาเขตอย่างไม่ขาดระยะ
ส่วนเจ้าชายฮิบีพระโอรสองค์เล็กนั้นไม่ได้ทรงหมายมั่นว่าจะต้องได้ราชสมบัติแต่อย่างใด พระองค์เพียงต้องการปกครองบ้านเมืองที่ได้รับมอบหมายจากพระบิดาให้ดีที่สุดเท่านั้น จึงทรงตรัสรับสั่งว่า
          “เราจักปกครองบ้านเมืองโดยคุณธรรมในตัวของเราเอง ขอให้ทุกคนดำเนินชีวิตของตนไปดังเช่นเก่าก่อนด้วยความสุขสงบ  แล้วค่อยๆ พัฒนาบ้านเมืองของเราไปพร้อมๆ กันอย่างมั่นคง”
แล้วเจ้าชายฮิบีก็ปกครองบ้านเมืองของพระองค์ด้วยวิถีแห่งธรรมะ ไม่มีการสร้างเมืองใหม่  หรือสรรหาความหรูหราใดๆ มาใส่ไว้ในเมืองของพระองค์แต่อย่างใด และเมื่อเรื่องนี้ล่วงรู้ไปถึงเจ้าชายฮูบีพระเชษฐา  ก็ทำให้พระองค์ถึงกับสรวลลั่น พร้อมกับตรัสว่า
          “น้องชายของข้าคงจักขี้ขลาดตาขาวเหลือคณานับ จนถึงเวลานี้แล้ว  กลับไม่คิดทำสิ่งใดให้บ้านเมืองตนเจริญรุ่งเรืองขึ้นแต่อย่างใด เห็นทีว่าไม่ต้องรอให้ครบสามเดือนแล้วกระมัง”
สามเดือนผ่านไป ถึงเวลาตัดสินตำแหน่งกษัตริย์  ทุกคนมาพร้อมกัน ณ ลานประชุมหน้าพระราชวังเพื่อฟังผลการตัดสินจากเจ้าชายโฮบี ฝ่ายเจ้าชายฮูบีนั้นทรงกระหยิ่มพระทัยว่าตำแหน่งกษัตริย์ต้องตกเป็นของพระองค์อย่างแน่แท้ ส่วนเจ้าชายฮิบีทรงวางเฉย  มิได้แสดงอาการใดๆ ออกมา
            “ถึงเวลาประกาศตำแหน่งกษัตริย์องค์ใหม่แห่งเมืองฮาบิบีแล้ว”  กษัตริย์โฮบีทรงประกาศด้วยพระสุรเสียงที่ดังก้องไปทั่วบริเวณ ประชาชนต่างพากันโห่ร้องอย่างกึกก้อง
          “จากที่ได้รับมอบหมายให้โอรสทั้งสองของข้าทดลองปกครองบ้านเมือง บัดนี้  ข้าแน่ใจเป็นแน่แท้แล้วว่า  ตำแหน่งกษัตริย์องค์ใหม่แห่งฮาบิบี สมควรจักตกเป็นของ...”
เจ้าชายฮูบีทรงปรายพระเนตรไปทางเจ้าชายฮิบีอย่างผู้มีชัย ในขณะที่เจ้าชายฮิบียังทรงวางเฉยเช่นเดิม
            “โอรสองค์เล็กของข้า ผู้ดำรงไว้ด้วยความอ่อนโยนและรักสงบ เจ้าชายฮิบี”
เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีจากผู้สนับสนุนเจ้าชายฮูบีต่างก็พากันโห่ร้องแสดงความยินดีกับเจ้าชายฮิบีด้วย
          “เสด็จพ่อ!”  เจ้าชายฮูบีตะโกนขึ้นท่ามกลางเสียงโห่ร้อง  “ทรงไร้ความเป็นธรรมยิ่งนัก แค่ทอดพระเนตรก็ทำให้พระองค์ทรงเห็นแล้วมิใช่หรือว่าบ้านเมืองที่ปกครองโดยลูกนั้นเจริญรุ่งเรืองกว่าน้องเป็นไหนๆ”
          “ฮูบีลูกรัก...เจ้ารู้ได้อย่างไรเล่าว่า บ้านเมืองของเจ้านั้นเจริญกว่าของน้องชายเจ้า”  กษัตริย์โฮบีตรัสถาม
          “ในเวลาเพียงแค่สามเดือนที่เสด็จพ่อทรงกำหนด บ้านเมืองของลูกนั้นได้ขยายอาณาเขตออกไปกว้างไกลนัก ในขณะที่บ้านเมืองของน้องยังมีอาณาเขตเท่าเดิม”  เจ้าชายฮูบีตรัสตอบ
          “แล้วความสุขของมวลชนในบ้านเมืองของเจ้าเล่า”
          “ลูกสร้างบ้านเมืองของลูกอย่างใหญ่โตโอ่อ่าเจริญรุ่งเรือง นี่เอง...คือความสุขของประชาชนที่อยู่ในบ้านเมืองของลูก ลูกแจกจ่ายเครื่องแต่งกายที่แสนจะหรูหราให้แก่พวกเขา นี่เอง...คือความสุขของประชาชนใต้การปกครองของลูก เหล่านี้อย่างไรเล่าคือความสุขที่ลูกได้มอบให้แก่ประชาชนทั่วแผ่นดินของลูก”          
กษัตริย์โฮบีทอดพระเนตรพระโอรสองค์โตด้วยแววตาแห่งความเศร้าสร้อย พร้อมกับตรัสว่า
          “ฮูบีเอ๋ย...แม้เจ้าจะเป็นนักรบผู้เกรียงไกร แต่เจ้าหามีคุณสมบัติในการครองใจมวลชนไม่ ความหรูหราฟู่ฟ่าที่เจ้ามอบให้แก่พวกเขาและคิดว่านั่นคือความสุขนั้น เป็นสิ่งที่เจ้าคิดไปเองทั้งนั้น  ฮูบีลูกรัก...การตัดสินตำแหน่งกษัตริย์ของพ่อ มิได้วัดจากบ้านเมืองใดเจริญกว่าของใคร  แต่พ่อวัดความสุขจากร้อยยิ้มของประชาชน เจ้าให้ความเจริญรุ่งเรืองทางด้านวัตถุแก่ไพร่ฟ้าของเจ้า แต่กลับผลาญความสุขทางจิตใจของพวกเขาไปจนสิ้น เจ้าเก็บภาษีอากรจากหยาดเหงื่อของชาวบ้านเพื่อมาสร้างเมืองอันแสนวิจิตร กวาดต้อนบุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัวพวกเขาไปทำศึกสงครามจนเกิดลูกกำพร้าไปทั่วแผ่นดิน...พูดได้ว่าในสามเดือนที่ผ่านมานี้ประชาชนของเจ้าไม่รู้จักการยิ้มเสียแล้วละฮูบีเอ๋ย ดังนี้แล้ว...ลองหันมองไปยังเมืองของน้องชายเจ้าสิลูก ไพร่ฟ้าในความปกครองของฮิบีมีแต่รอยยิ้มและความผ่องแผ้วในจิตใจ  พ่อเชื่อว่า ความสุขในใจซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ จักทำให้บ้านเมืองของฮิบีค่อยๆ เจริญรุ่งเรืองไปในทางที่ดีและเหมาะสมกับความเป็นอยู่ของประชาชนมากที่สุด”
          “แต่เสด็จพ่อ”  เจ้าชายฮูบีค้าน  “ฮิบีนั้นขี้ขลาดเกินกว่าจะเป็นกษัตริย์ได้ ฮิบีน้องชายของข้าไม่ชอบการออกศึก  ไม่เคยแม้แต่จะจับดาบ อย่างนั้นแล้วเมื่อมีภัยอันตรายมาสู่บ้านเมือง จักกล้าเอาชีวิตมาปกป้องประชาชนกระนั้นหรือ”

ตอนนั้นเอง  จู่ๆ ก็มีนกยักษ์ตัวหนึ่งบินโฉบเข้ามาเหนือศีรษะของเหล่าประชาชนที่ชุมนุมอยู่หน้าลานพระราชวัง สร้างความแตกตื่นให้แก่ประชาชน ณ ที่นั้นเป็นอย่างมาก  และทันใดนั้นเอง หญิงชาวบ้านคนหนึ่งก็หวีดร้องขึ้นอย่างตกใจว่า
          “ช่วยด้วยเจ้าค่า! บุตรชายวัยทารกของข้า  ถูกเจ้านกยักษ์จับตัวไปแล้ว  ช่วยด้วยเจ้าค่า! ช่วยบุตรชายของข้าด้วย”
ทุกคนแหงนหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้า นกยักษ์ตัวนั้นยังคงบินวนเวียนไปมา กรงเล็บของมันจิกร่างทารกน้อยที่กำลังแผดเสียงร้องเพราะความตกใจไว้อย่างน่าหวาดเสียว
             “เราจักยิงธนูฆ่านกยักษ์ตัวนั้น”  เจ้าชายฮิบีทรงห้ามพระเชษฐา  “ศรของท่านพี่อาจพลาดไปปลิดชีพทารกน้อย หรือหากยิงถูกนกยักษ์ ทารกน้อยผู้นั้นก็อาจตกลงมาจากที่สูงเสียชีวิตได้”
          “อย่ามัวแต่พูดมากน่าฮิบี เจ้ามันคนขี้ขลาด  ถ้าเจ้าไม่กล้าสู้กับเจ้านกนั่น  ก็ถอยออกไปเลย”  เจ้าชายฮูบีตรัสอย่างดูแคลน
            “จงฟังน้องของท่านบ้างเถิด เจ้าชายฮูบีผู้คิดว่าตนเองกล้าหาญอยู่เสมอ”  นกยักษ์กล่าวขึ้นมาบ้าง  “ข้านั้นหาใช่นกธรรมดาไม่ การบาดเจ็บและล้มตายของข้าจักสร้างความพินาศย่อยยับให้เกิดขึ้นในแผ่นดินของท่าน หากศรของท่านสร้างบาดแผลให้กับข้า หนึ่งหยดโลหิตของข้าจักกลายเป็นห่าฝนกรดหลั่งรดแผ่นดินของท่าน หากร่างทั้งร่างของข้าแตกดับและร่วงลงสู่เบื้องล่าง ก็จักเกิดเป็นไฟบัลลัยกัลป์ขึ้น...ฟังอย่างนี้แล้ว ท่านยังจักสังหารข้าอีกหรือไม่เจ้าชายฮูบีผู้กล้าหาญ”  นกยักษ์กล่าวอย่างเย้ยหยัน
            “อย่างนั้น เราจงมาตกลงกันดีๆ  เถิดนกยักษ์ มีสิ่งใดบ้างเล่าที่จักแลกกับชีวิตของทารกน้อยคนนั้นได้”  เจ้าชายฮิบีตรัสถาม
          “สำหรับข้าแล้ว เห็นจะไม่มีสิ่งใดมาเทียบกับเลือดเนื้อของทารกผู้นี้ได้ นี่คืออาหารอันโอชะที่ข้าได้เลือกหามาเป็นอย่างดีแล้ว หรือไม่...ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่ข้าสามารถรับไว้แทนชีวิตของทารกผู้นี้”          
             “สิ่งนั้นคืออะไร จงบอกเรา  เราจักหาให้ท่านในทันที”  กษัตริย์โฮบีทรงตรัสถามขึ้น
          “เลือดเนื้อเชื้อไขของกษัตริย์ ที่มีน้ำหนักเท่ากับทารกผู้นี้”  นกยักษ์ตอบในทันที
          “ว่าอย่างไรนะ! เลือดเนื้อเชื้อไขของกษัตริย์รึ นี่เจ้าหมายถึงการแลกชีวิตของทารกคนนั้นกับโอรสของข้าอย่างนั้นหรือ”  กษัตริย์โฮบีร้องถามขึ้นด้วยความตกพระทัย
          “ใช่แล้ว”  นกยักษ์ตอบย้ำ
แม่ของทารกน้อยนั้น เมื่อเห็นลูกของตนถูกกรงเล็บหยาบใหญ่จิกร่างไว้แน่น และตัวเด็กน้อยเองก็แผดเสียงร้องไห้ไม่ยอมหยุด  ก็ได้แต่ร้องไห้จนสิ้นเรี่ยวแรง ยืนทรงกายต่อไปไม่ไหว แต่ก็ยังสู้อุตส่าห์อดทนคลานมาหยุดแทบเท้าเจ้าชายฮูบีเพื่อขอให้พระองค์ทรงช่วยเหลือ
             “ได้โปรดเถิดเพคะเจ้าชายฮูบี ได้โปรดช่วยบุตรชายคนเดียวของหม่อมฉัน...พระองค์คือเจ้าชายผู้กล้าหาญ และตัวหม่อมฉันก็บูชาในความกล้าหาญของพระองค์เสมอมา  ได้โปรดใช้ความกล้าหาญของท่าน สละเลือดเนื้อของพระองค์แต่เพียงนิดเพื่อช่วยบุตรหลานของหม่อมฉันด้วย”          
แต่เจ้าชายฮิบีตรัสตอบอย่างพิโรธว่า
          “บังอาจนัก! เจ้าเป็นแม่ย่อมรักลูก  นั่นเป็นเรื่องธรรมดา  แต่ความเจียมตัวในเจ้านั้นหามีไม่ มีอย่างที่ไหนจักมาขอให้เราซึ่งเป็นถึงโอรสองค์โตของกษัตริย์เสียสละเลือดเนื้อเพื่อช่วยชีวิตลูกของเจ้าซึ่งเป็นเพียงชนชั้นไพร่ เมื่อลูกของเจ้าเป็นไพร่  ก็สมควรต้องเสียสละเลือดชีวิตเพื่อองค์ราชาอยู่แล้ว ดังนั้นจงยอมให้นกยักษ์จับลูกเจ้าไปเสียแต่โดยดีเถิด แล้วเราจักมอบถุงทองใบใหญ่ให้เพื่อชดเชยกับการเสียสละชีวิตของลูกชายเจ้า”          
แม่ของเด็กเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้ราวปิ่มว่าใจจะขาด ด้วยรู้สึกหมดความหวังในการได้บุตรชายคืนมาสู่อ้อมกอดแล้วเป็นแน่  แต่จู่ๆ เจ้าชายฮิบีก็ทรงมีรับสั่งแก่ทหารว่า
          “ไปนำตาชั่งมาให้เรา เราจักแลกเลือดเนื้อของเรากับทารกน้อยผู้นั้น”
สิ้นเสียงรับสั่งจากเจ้าชาย เสียงฮือฮาของผู้คนในบริเวณนั้นก็ดังกระหึ่มขึ้น ไม่มีใครคาดคิดว่าเจ้าชายฮิบีผู้รักสงบจนดูเหมือนขี้ขลาดจะกล้าทำเช่นนั้น
             “แน่ใจรึ”  นกยักษ์ถามอย่าเล่นลิ้น
          “เรานั้นเป็นเจ้าเหนือหัวของราษฎร เป็นเสมือนพ่อของประชาชน  เมื่อลูกเดือดร้อนใยพ่อจะนิ่งเฉยอยู่ได้ ข้ารู้ถึงจิตใจของนางผู้เป็นแม่  ถ้าเจ้าขอชีวิตนางเพื่อแลกกับบุตรชาย นางก็คงไม่มีทางอิดออดเลย  หากผู้เป็นพ่อมีหน้าที่ต้องคุ้มครองลูกแล้วไซร้ เมื่อเราเป็นพ่อของปวงชน มันก็เป็นเรื่องสมควรที่เราจะรักษาชีวิตบุตรในปกครองของเราเอาไว้”  เจ้าชายฮิบีตรัสอย่างหนักแน่น  จนมารดาของทารกผู้นั้นเกิดความศรัทธาอย่างเหลือล้น ก้มลงกราบแทบเท้าเจ้าชายฮิบี ซึ่งพระองค์ทรงรับไว้ด้วยรอยยิ้มที่แสนอ่อนโยน
เมื่อทหารนำตาชั่งมาให้ นกยักษ์ก็หย่อนทารกที่ยังคงร้องไห้จ้าไว้ในตาชั่งข้างหนึ่ง ขณะที่เจ้าชายฮิบีเองก็ยกมีดขึ้นเฉือนเนื้อของพระองค์ก้อนหนึ่ง ซึ่งทรงคำนวณแล้วว่าน่าจะเท่ากับน้ำหนักของทารกผู้นี้วางลงบนตาชั่งอีกข้างหนึ่งด้วย แต่ปรากฏว่าตาชั่งไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด
เจ้าชายฮิบีจึงกัดฟันตัดแขนข้างซ้ายของพระองค์ วางไปบนตาชั่งด้วย...แต่ตาชั่งก็ยังไม่ขยับเขยื้อนแต่อย่างใด
เจ้าชายจึงทรงส่งมีดให้เจ้าชายฮูบีซึ่งกำลังยืนแน่นิ่งตกตะลึงในการกระทำของพระอนุชาอยู่
          “ช่วยตัดแขนขวาของน้องหย่อนลงไปในตาชั่งที”  เจ้าชายฮิบีตรัสขอ...แต่เมื่อทำเช่นนั้นแล้วตาชั่งก็ยังไม่เขยื้อน

          “จะทำอย่างไรต่อไปเล่า  เจ้าชายฮิบี  เนื้อที่ท่านให้ ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะพอนะ”  นกยักษ์หยอกเย้า
เจ้าชายฮิบีทรงเจ็บปวดร่างกายอย่างแสนสาหัส แต่พระองค์ยังตั้งมั่นที่จะช่วยเหลือทารกน้อยให้ได้ ในที่สุดจึงทรงตัดสินพระทัยก้าวขึ้นไปนั่งบนตาชั่งทั้งพระองค์ ตาชั่งทั้งสองด้านจึงเท่ากันในที่สุด กษัตริย์โฮบีเห็นดังนั้นถึงกับทรงหมดเรี่ยวแรง เมื่อคิดว่าพระองค์จะต้องสละชีวิตพระโอรสองค์เล็กให้กับนกยักษ์ไปจนสิ้น
ฝ่ายนกยักษ์เมื่อเห็นสิ่งที่เจ้าชายฮิบีทำ ก็ถึงกับหัวเราะร่า  พร้อมกับฉับพลันนั้นเอง ร่างของนกยักษ์ก็กลับกลายเป็นสี่เทพารักษ์ผู้คุ้มครองเมืองฮาบิบีมาช้านาน
          “เห็นชอบ เห็นชอบ  เห็นชอบ”  สี่เทพารักษ์กล่าวขึ้นพร้อมกัน  “เราได้ทดสอบแล้ว ฮิบีคือผู้ที่เหมาะจะเป็นกษัตริย์แห่งเมืองฮาบิบีต่อไป เพราะฮิบีมองเห็นคุณค่าในชีวิตของประชาชนแม้จักเป็นเพียงหนึ่งชีวิตน้อยๆ  ก็ตาม เห็นหรือไม่เล่า  ฮูบี  น้องชายของเจ้าหาได้ขี้ขลาดอย่างที่เจ้าคิดไม่ เขากล้าที่จะปกป้องชีวิตของประชาชนด้วยชีวิตของตนเอง  ในขณะที่เจ้าไม่กล้าทำ เห็นทีว่า  เจ้าคงต้องเรียนรู้คุณธรรมของพระราชาจากน้องชายของเจ้าเสียแล้ว...ฮ่า ฮ่า ฮ่า”          
กล่าวจบเทพารักษ์ทั้งสี่ก็หายวับไป พร้อมกับร่างกายที่โดนตัดขาดของเจ้าชายฮิบีก็กลับมาประสานกันอย่างเดิม โดยไร้ความเจ็บปวดหรือร่องรอยบาดแผลใดๆ
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เจ้าชายฮิบีได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์ฮิบี แห่งเมืองฮาบิบีด้วยความเห็นชอบจากทุกฝ่าย ไม่เว้นแม้แต่เจ้าชายฮูบี
และแล้วกษัตริย์ฮิบีผู้ทรงรักความสงบแต่ทว่ามีความกล้าหาญในจิตใจผู้นี้ก็สามารถปกครองบ้านเมืองจนกลายเป็นกษัตริย์ที่ประชาชนรักมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองฮาบิบีเลยทีเดียว

                                          เธอทั้งหลาย...
การเป็นผู้นำนั้น อาศัยแต่อำนาจความยิ่งใหญ่เพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้เธอเป็นผู้นำที่ครองใจใครได้อย่างถาวรดอก เธอจักต้องมีคุณธรรมอื่นประกอบด้วย  เช่น  ความอ่อนโยน  ความถ่อมตน ความกล้าหาญและความยุติธรรม แล้วคนในปกครองจักให้การสนับสนุนเธอเต็มแรงกายแรงใจของเขา งานของเธอก็จักสำเร็จลุล่วงอย่างมีคุณภาพ นอกจากนั้นเธอก็จะเป็นผู้นำซึ่งเป็นที่ต้องการของใครต่อใครอยู่เสมอ มิใช่บุคคลที่พรั่งพร้อมไปด้วยอำนาจน่าเกรงขาม แต่ผู้คนต่างพากันเบือนหน้าหนีและสาปแช่งเมื่อลับหลัง
บางครั้ง เธออาจเห็นว่า  คนบางคนช่างดูเหมือนไม่มีความสามารถอะไรในตัวเองเลย เธอจึงไม่เคยคารพเขา  แต่คนอ่อนน้อมบางคน เขาไม่นิยมแสดงความสามารถของตนเพื่อโอ่อวดใครๆ  หรอก เขาจะนิ่งเงียบไม่แสดงอาการและคอยมองสิ่งรอบๆ  ตัวอย่างใช้ปัญญาอยู่เสมอ แต่เมื่อเธอมีความเดือดร้อนอันใด เขาอาจจะเป็นคนที่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้เธอได้ดีกว่าใครๆ  ก็ได้  ฉะนั้น จงอย่าดูถูกผู้อื่นด้วยการพิจารณาอย่างฉาบฉวยแล้วคิดว่าเขาไม่มีดีอะไร แต่จงมองให้ทะลุไปถึงข้างในจิตใจ  มองถึงเหตุผลของเขาแล้วเธอจักเข้าใจว่า ใครคือคนที่เธอควรให้ความเคารพนับถือมากที่สุด

....................จบเรื่องความรักสงบของเจ้าชายฮิบี..................

6/24/2556

นิทานสีขาว : พรจากพระนารายณ์

นิทานสีขาว
จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

image

 

พรจากพระนารายณ์
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ  เมืองหิรัญบุรี  มีกษัตริย์องค์หนึ่งปกครองอยู่ทรงมีพระนามว่า  “พระเจ้าหิรัญญา”  พระเจ้าหิรัญญาเป็นกษัตริย์ที่ตั้งมั่นในการบำเพ็ญเพียรและบูชาพระนารายณ์ด้วยการสวดมนต์ถึงพระองค์ พระเจ้าหิรัญญาทรงเห็นว่า เมื่อได้ปฏิบัติดังนี้จะทำให้ตนเองมีใจเป็นสุขสงบนิ่งสมาธิดีเป็นเลิศ สามารถตัดสินใจแก้ไขปัญหาต่างๆ  ของบ้านเมืองได้เป็นผลสำเร็จลุล่วงทุกครั้ง ด้วยเหตุนี้  เมื่อว่างเว้นจากการทรงงานในฐานะกษัตริย์ พระองค์จึงมักเสด็จเข้าห้องบรรทมเพื่อเข้าฌานฝึกสมาธิและสวดมนต์ระลึกถึงองค์นารายณ์อย่างสม่ำเสมอ
อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่พระเจ้าหิรัญญากำลังเข้าฌานอยู่นั้น  จู่ๆ ก็มีเสียงร้องเรียกพระนามของพระองค์ดังแว่วขึ้นว่า
          “หิรัญญาเอ๋ย หิรัญญา...จงลืมตาขึ้นเพื่อรับพรจากเราเถิด”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น พระเจ้าหิรัญญาก็ค่อยๆ  ลืมพระเนตรขึ้นมอง พบชายผู้หนึ่งรูปร่างงดงามยิ่งนักกำลังยืนอยู่ตรงหน้าพระองค์  รอบๆ ร่างกายของชายผู้นี้สว่างไสวไปด้วยรัศมีสีทอง พระเจ้าหิรัญญารู้โดยทันทีว่าชายผู้นี้ต้องเป็นเทพเจ้าชั้นสูงองค์ใดองค์หนึ่งเป็นแน่ จึงรีบทรุดกายลงนั่งกับพื้นและหมอบกราบแทบเท้าเทพเจ้า
          “ด้วยความเคารพองค์เทพเจ้า ท่านคือเทพซึ่งปรากฏพระนามเช่นไรหรือ”  พระหิรัญญาทรงตรัสถาม
          “นามของข้าเป็นที่รู้จักดีของท่าน ท่านบูชาข้าอยู่ทุกทิวาราตรีแล้ว  หิรัญญาเอ๋ย”  องค์เทพเจ้าตรัสตอบ
          “ท่านคือ...องค์นารายณ์ กระนั้นหรือ...โอ้...ข้าไม่นึกไม่ฝันมาก่อนว่าจะมีบุญได้เห็นท่านมาโปรด”  หิรัญญาตรัสด้วยความดีพระทัยอย่างเหลือล้น
          “เรามาโปรดท่าน ด้วยเห็นถึงความตั้งใจในการบำเพ็ญสมาธิของท่านนี้  เราจักให้พรแก่ท่านหนึ่งประการ ขอให้ท่านแจ้งความประสงค์แห่งพรประการนั้นมาเถิด”
องค์นารายณ์ตรัสแก่พระเจ้าหิรัญญา และโดยไม่รอช้า พระเจ้าหิรัญญาก็ทูลขอพรประการนั้นทันที
          “ข้าแต่องค์พระนารายณ์ผู้ยิ่งใหญ่ ขอพระองค์โปรดประทานความเป็นอมตะให้แก่ข้า ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ก็ไม่อาจทำร้ายข้าได้  ไม่ว่าในเวลากลางวันหรือกลางคืน ไม่ว่าจะอยู่ในเรือนหรือนอกเรือน ก็จักไม่มีผู้ใดสามารถสังหารหรือทำลายข้าได้เลย”
องค์นารายณ์เมื่อได้ฟังคำขอจากพระเจ้าหิรัญญาก็รู้สึกถึงความลำพองใจอันชั่วร้ายบางประการที่แฝงอยู่ในจิตส่วนลึกของกษัตริย์ผู้นี้ แต่กระนั้นเมื่อพระองค์ทรงให้คำสัตย์ไปแล้วว่าจะปรานพรตามคำขอ ก็จำเป็นจะต้องให้พรตามคำสัตย์นั้น
          “เราจักประทานพรให้แก่เจ้าตามคำขอทุกคำที่เจ้าได้ร้องขอ ขอพรนั้นจงปรากฏแก่เจ้า  ณ  บัดนี้”          
สิ้นคำพระนารายณ์ แสงสีทองก็สว่างวาบขึ้นทั่วห้องบรรทมของพระเจ้าหิรัญญา แล้วร่างขององค์พระนารายณ์ก็หายวับไป  พร้อมกับที่พระเจ้าหิรัญญารู้สึกได้ว่า พระองค์ทรงมีพรวิเศษขององค์พระนารายณ์อยู่กับตัวแล้ว
พระเจ้าหิรัญญานั้น เมื่อได้รับพรความเป็นอมตะจากองค์พระนารายณ์ ก็เกิดความฮึกเหิมชั่วร้ายขึ้นในจิตใจ พระองค์แปรเปลี่ยนไปเป็นกษัตริย์ที่ลุ่มหลงมัวเมาในอำนาจของตน ทรงกลายเป็นผู้มีจิตใจโหดเหี้ยมและหยาบคาย  ละเลยกิจวัตรการบำเพ็ญเพียร ละทิ้งการสวดมนต์สรรเสริญองค์นารายณ์ ด้วยคิดว่าความเป็นอมตะนี้ได้ทำให้พระองค์ยิ่งใหญ่กว่าใครและไม่จำเป็นต้องนับถือผู้ใดนอกจากตัวของพระองค์เอง บัดนี้พระองค์ไม่เป็นที่รักของประชาชนและข้าราชบริพารอีกต่อไป แต่กระนั้นก็ไม่มีใครกล้าแสดงความคิดเห็นใดๆ เนื่องจากเกรงกลัวพระอาญา
ตามกฎการออกศึกของเมืองหิรัญบุรีที่เคยสงบสุขนั้น สงครามระหว่างเมืองจะเกิดขึ้นเมื่อมีข้าศึกจากเมืองอื่นยกทัพมาหมายจะยึดครองหิรัญบุรีเท่านั้น เพราะพระเจ้าหิรัญญาไม่อยากให้ใครๆ  ต้องเป็นทุกข์ด้วยภัยจากสงคราม แต่มาภายหลังเมื่อทรงได้รับพรให้เป็นอมตะแล้ว พระองค์กลับทรงต้องการขยายอาณาเขตให้กว้างไกลเพื่อประกาศความเป็นมหาราชาของพระองค์ให้ระบือไกลไปทั่วทุกสารทิศ สงครามระหว่างเมืองจึงเกิดขึ้นโดยที่พระองค์เป็นผู้บัญชาการการรบด้วยพระองค์เอง และทรงได้รับชัยชนะจากทุกที่ที่ทรงยกทัพเข้าไปทำลายล้าง เมื่อยึดครองเมืองเหล่านั้นได้แล้ว พระองค์ก็ริบเอาทรัพย์สมบัติทั้งหมดมาเป็นของส่วนพระองค์ และทรงบังคับให้ชาวเมืองหันมาบูชาและกล่าวคำสรรเสริญพระนามของพระองค์แทนเทพเจ้าทั้งหลายที่ได้เคยเคารพบูชากันมาหลายร้อยปี
ด้วยความเกรงกลัวในอำนาจของพระเจ้าหิรัญญา จึงไม่มีใครกล้าแข็งข้อขัดขืนคำสั่งของพระองค์ และเมื่อพระเจ้าหิรัญญาทรงได้ยินเสียงบูชาสรรเสริญนามของพระองค์ดังไปทั่วทุกสารทิศก็ยิ่งทำให้ทรงลำพองพระทัยมากขึ้นเรื่อยๆ
อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่พระเจ้าหิรัญญากำลังเพลิดเพลินอยู่กับการฟังคำสรรเสริญพระนามของพระองค์อยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงสรรเสริญพระนามของเทพเจ้าองค์หนึ่งดังแทรกขึ้นมาว่า
          “โอม นะโม  นารายณะ...โอม  นะโม นารายณะ”
พระเจ้าหิรัญญาได้ยินเข้าก็ทรงพิโรธมาก รับสั่งให้ทหารไปจับกุมผู้ที่เอ่ยคำสรรเสริญพระนามของเทพเจ้ามาให้พระองค์เพื่อลงพระอาญา
          “มันผู้นั้นคงจักเป็นบุรุษฉกรรจ์ที่คิดว่าตนเองมีฤทธิ์เดชมากมาย จึงกล้ามาท้าทายอำนาจของข้า  ดีแล้ว! ข้าจักทำให้มันสิ้นชีวิตอย่างทรมานเพราะความบังอาจของมันเอง”  พระเจ้าหิรัญญารับสั่งอย่างเดือดดาล
แต่...ผู้กล้าสรรเสริญพระนามของพระเทพเจ้าใช่บุรุษฉกรรจ์ดั่งที่พระเจ้าหิรัญญานึกคิดไม่ หากแต่เป็นเพียงหนุ่มน้อยวัยแรกรุ่นที่มีแววตาเฉลียวฉลาด และแข็งกล้าคนหนึ่งเท่านั้น
          “เจ้าเป็นใคร”  พระเจ้าหิรัญญาตรัสถามอย่างกราดเกรี้ยว
          “กราบทูลพระราชาผู้ทรงอำนาจ ข้าพระองค์มีนามว่า  ภารดา เป็นเพียงเด็กหนุ่มกำพร้าที่พเนจรเรร่อนไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น”  ภารดาตอบ
          “อย่างนั้นจงตอบข้ามา  ใยเจ้าจึงกล้าขัดคำสั่งข้า กล่าวคำสรรเสริญบูชานามแห่งเทพเจ้าองค์อื่นที่ไม่ใช่ข้า  แม้เจ้าจะเป็นคนจร แต่ชื่อเสียงและคำสั่งของข้าก็ระบือไกลไปทุกแคว้น  เจ้าไม่รู้รึ ว่าข้าสั่งให้ทุกคนหันมาบูชาสรรเสริญนามของข้า”
          “ข้าพระองค์รู้ดี มหาราชา  ตลอดทางที่ข้าพระองค์จรผ่านมา ข้าพระองค์ก็ได้ยินแต่เสียงเอ่ยพระนามของพระองค์เท่านั้น”  ภารดากล่าว
          “ทุกคนสรรเสริญข้า”  พระเจ้าหิรัญญาตรัสอย่างภาคภูมิพระทัย
          “เปล่าเลย  มหาราชา สิ่งที่ข้าได้ยินคือเสียงสาปแช่งพระองค์ที่ดังระงมไปทั่วทุกหัวระแหง แม้วาจาของประชาชนจะเอ่ยสรรเสริญพระองค์ดังแค่ไหน แต่ในใจของพวกเขากลับสาปแช่งพระองค์ด้วยเสียงที่ดังยิ่งกว่า และสำหรับตัวข้า...ข้าไม่นับถือพระองค์เลย  มหาราชา  เพราะอย่างนั้น จะไม่มีนามของพระองค์ปรากฏออกมาทางวาจาหรือแม้แต่ในความนึกคิดของข้าเป็นแน่”
          “บังอาจนัก เจ้าคนพเนจร!”  พระเจ้าหิรัญญาตวาด  “เจ้าไม่รู้รึว่าข้ามีอำนาจมากแค่ไหน ข้านั้นเป็นอมตะไม่มีวันตาย  และเจ้าควรสรรเสริญบูชาข้า”
          “มหาราชา พระองค์ทรงลืมไปแล้วหรือว่า  อำนาจของพระองค์นั้นหาได้เกิดขึ้นโดยพระองค์ไม่ จงอย่าลืมพระองค์เอง  อย่าลืมผู้ประทานพรแก่พระองค์ มหาราชา...พระองค์ได้รับอำนาจนั้นมาจากมหาเทพนารายณ์มิใช่หรือ...โอมนะโม นาราณะ...องค์นารายณ์ผู้ประทานพรนั้นต่างหากเล่า  คือผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง พระองค์ยิ่งใหญ่กว่ากษัตริย์อย่างท่านนัก และข้าจักบูชาพระองค์เหนือท่านเช่นกัน”          
พระเจ้าหิรัญญาพิโรธหนัก รับสั่งอย่างกราดเกรี้ยวให้ภารดาอยุดบูชาองค์นารายณ์และหันมาสรรเสริญพระองค์เพียงผู้เดียว ไม่เช่นนั้นพระองค์จะรับสั่งประหารชีวิตเขาเสีย
          “โอม  นะโม นารายณะ...โอม  นะโม  นารายณะ...โอม  นะโม  นารายณะ”  ภารดาหลับตา เฝ้าแต่ท่องสรรเสริญพระนารายณ์อย่างสงบเยือกเย็น
พระเจ้ารัญญาเห็นว่าการกระทำของภารดาเป็นการท้าทายพระราชอำนาจของพระองค์ยิ่งนัก จึงมีรับสั่งให้ทหารจับภารดาไปโยนทิ้งที่หน้าผาเสีย ภารดาไม่ต่อต้านการจับกุมแต่อย่างใด  เขาหลับตาและท่องบูชาพระนารายณ์ไป จนกระทั่งตนเองถูกจับโยนลงมาจากหน้าผา
แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็บังเกิด ร่างที่ทิ้งดิ่งลงสู่ก้นเหวอย่างรวดเร็วของภารดา  กลับค่อยๆ เคลื่อนลงไปอย่างเชื่องช้า กระทั่งภารดาสามารถหมุนพลิกตัวให้เท้าแตะพื้นก้นเหวได้อย่างปลอดภัย ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน
          “โอม  นะโม นารายณะ...ขอบพระทัยองค์นารายณ์ที่ช่วยข้าน้อยให้พ้นภัย”
พระเจ้าหิรัญญาไม่ทรงละความพยายามที่จะสังหารภารดาผู้ไม่ยอมสรรเสริญพระองค์ จึงรับสั่งให้ทหารจับภารดาโยนเข้ากองไฟที่กำลังโหมกระพืออย่างรุนแรง ตลอดเวลาพระเจ้าหิรัญญาและเหล่าทหารได้ยินแต่คำสวดพร่ำถึงองค์นารายณ์ของภราดา กระทั่งไฟมอดกลายเป็นขี้เถ้า แต่ภารดาผู้อยู่ในกองไฟร้อนแรงหาได้รู้สึกระคายผิวไม่ สร้างความอัศจรรย์ใจให้แก่เหล่าข้าบริพารในที่นั้นเป็นอย่างมาก
ฝ่ายพระเจ้าหิรัญญาเมื่อเห็นว่าตนเองไม่สามารถทำอะไรภารดาได้ ก็รู้สึกบันดาลโทสะยิ่งนัก ทรงหยิบพระขรรค์ขึ้นมาแล้วตัดศีรษะเด็กหนุ่มจนขาดกระเด็น
          “ฮ่า  ฮ่า ฮ่า”  พระเจ้าหิรัญญาทรงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง  “เจ้าเด็กโอหัง  ข้าเตือนเจ้าแล้ว ไม่มีใครในโลกนี้หรอกที่ต่อกรกับข้าได้...ทหาร เอาหัวของมันไปเสียบประจานให้ผู้คนได้เห็นจุดจบของผู้ที่กล้าอวดดีกับข้า และสับร่างมันเป็นชิ้นๆ  โยนให้อีแร้งนอกเมืองจิกทึ้ง”
แต่โดยฉับพลันนั้นเอง  ศีรษะที่ถูกตัดขากของหนุ่มน้อยภารดาก็หายวับไป ส่วนร่างของเขานั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงบางประการ ตรงคอที่ถูกตัดขาดนั้นกลับกลายเป็นศีรษะของสิงโตขึ้นมาแทนที่ ร่างครึ่งคนครึ่งสิงโตกลับมามรชีวิตอีกครั้ง  มันยืนขึ้นกวาดตามองไปทั่วบริเวณ เหล่าทหารและเสนาอำมาตย์เมื่อเห็นดังนั้นก็พากันวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัวกันจ้าละหวั่น
            “เจ้าเป็นใคร”  พระเจ้าหิรัญญาตรัสถาม และเงื้อพระขรรค์ขึ้นเตรียมพร้อมที่จะฟาดฟัน
          “ข้าคือนาราซิมฮา ผู้เป็นข้าแห่งองค์นารายณ์ พระองค์ทรงมีรับสั่งให้ข้าลงมาปลิดชีพกษัตริย์ผู้ไร้คุณธรรมเช่นท่าน”  นาราซิมฮาว่าพลางแยกเขี้ยว  แต่พระเจ้าหิรัญญากลับทรงหัวเราะร่วน แล้วตรัสว่า
          “องค์นารายณ์ให้เจ้ามาปลิดชีพข้ากระนั้นหรือ เห็นทีองค์นารายณ์คงจักไร้ความทรงจำแล้วกระมัง ในเมื่อท่านเป็นผู้ให้พรแห่งความเป็นอมตะแก่ข้าเอง ดังนั้นจะไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ทำอันตรายหรือสังหารข้าได้ดอก”          
               “องค์นารายณ์หาไร้ความจำดังท่านว่าไม่ พรของพระองค์ยังคงเกิดผลแก่ท่านทุกคำ...หิรัญญา ท่านขอองค์นารายณ์ว่าอย่าให้มนุษย์หรือสัตว์ทำร้ายท่านได้ ไม่ว่าในเวลากลางวันหรือกลางคืน  ไม่ว่าจะอยู่ในเรือนหรือนอกเรือน...หิรัญญา เรามิใช่ทั้งสัตว์  ดังนั้นเราจึงอยู่นอกเหนือพรนั้น เวลานี้เป็นช่วงพระอาทิตย์กำลังตกดินมิใช่ทั้งกลางวันและกลางคืน และที่ท่านกำลังยืนอยู่คือชายคาเรือนของท่าน ดังนั้นจึงไม่ใช่ทั้งในบ้านและนอกบ้าน...หิรัญญา หากท่านได้รับพรจากองค์นารายณ์และยังคงดำรงตนเป็นกษัตริย์ที่ปกครองบ้านเมืองด้วยคุณธรรมสูงส่งดังเช่นที่เคยปฏิบัติมา ท่านคงมิต้องมาพบจุดจบที่เสื่อมเสียเกียรติเช่นนี้หรอก...ดังนั้น ข้าจักขอสังหารท่านเสียบัดนี้”
กล่าวจบนาราซิมฮาก็กระโจนเข้าใส่พระเจ้าหิรัญญาและสังหารพระองค์ในทันที หลังจากนั้นเมืองหิรัญญาก็ได้เลือกกษัตริย์พระองค์ใหม่ที่ทรงคุณธรรมขึ้นปกครอง และปลดปล่อยบ้านเมืองอื่นๆ  ที่เคยไปรุกรานให้เป็นอิสระ ความสงบสุขจึงกลับคืนมาสู่ทุกคนอีกครั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

                                                เธอทั้งหลาย...
เมื่อเธอเป็นคนมีความดีประดับตนอยู่แล้ว ก็ขอให้ยึดมั่นในความดีเหล่านั้น  อย่าได้ละทิ้ง  และจงปฏิบัติอยู่เป็นนิจ แล้วความดีนั้นจะส่งผลให้เธอพบกับความสุขได้ในที่สุด
แต่หากว่าวันหนึ่ง เธอได้รับผลประโยชน์จากการทำความดีนั้น ก็ขอให้อย่าได้ลุ่มหลงมัวเมาในผลประโยชน์ที่ได้รับ เพราะผลประโยชน์นั้นจักอยู่กับเธอได้ไม่นานเท่าความดีของเธอดอก ดังพระเจ้าหิรัญญานี่อย่างไรเล่า  ด้วยเพราะหลงใหลมัวเมาในอำนาจยิ่งใหญ่ของตน ถือว่าตนเองวิเศษกว่าผู้อื่น  แต่ลืมนึกไปว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า จงอย่าลืมตนดังเช่นพระราชาผู้นี้  แม่เธอจะได้รับการยอมรับในผลงานด้านใดๆ ของตนเอง ก็ขอให้เก็บความภาคภูมินั้นไว้ในใจและแสดงความอื่นน้อมถ่อมตนออกมาอย่างสม่ำเสมอ หลังจากนั้นจงพยายามศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อพัฒนาผลงานของเธอให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นไปอีก
เธอที่รัก หากเธอมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ใหญ่โตกว่าคนอื่นๆ  ขอให้ใช้บุญวาสนาที่เธอมี ช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่าด้วยความเมตตาเถิด  อย่าได้คิดทำลายหรือทำร้ายใครเลย เพราะหากเธอทำดี  ไม่ทำร้ายใครแล้ว ไหนเลยจะมีใครคิดย้อนกลับมาทำร้ายเธอได้เล่า
             ............................จบเรื่องพรจากพระนารายณ์................................

ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข มีสันติ และหลุดพ้นโดยทั่วหน้ากัน

6/23/2556

นิทานสีขาว : ผู้นำคนใหม่

นิทานสีขาว
จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

 

ผู้นำคนใหม่
ระวี และ วิกรม อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันมาตั้งแต่เล็ก  เมื่อทั้งสองอายุได้  5  ปี ผู้นำหมู่บ้านก็นำเงินที่รวบรวมได้จากชาวบ้าน มอบให้แก่เด็กหนุ่มทั้งสองเพื่อเป็นทุนในการเดินทางไปศึกษาวิชาต่างๆ ต่อยังเมืองหลวง
          “ข้าเห็นแล้วว่าเจ้าทั้งสองเหมาะที่จะได้รับทุนนี้มากที่สุด จงไปค้นหาสำนักอาจารย์ชั้นยอดในเมืองหลวง แล้วศึกษาวิชาความรู้เหล่านั้นอย่างพากเพียรกระทั่งในปีที่พวกเจ้ามีอายุครบ  25  ปีบริบูรณ์  ขอให้เดินทางกลับมายังหมู่บ้านของเรา  เพื่อให้ชาวบ้านเลือกว่า ใครสมควรที่จะได้รับตำแหน่งผู้นำหมู่บ้านเพื่อดูแลพวกเขาต่อจากข้า”
ระวี และ วิกรม  ดีใจอย่างยิ่งที่ได้รับเลือกให้ไปศึกษาต่อ เขาสัญญาแก่ผู้นำหมู่บ้านและชาวบ้านทุกคนว่า จะเข้าเรียนในสำนักอาจารย์ที่ดีที่สุดเพื่อนำความรู้นั้นมาพัฒนาหมู่บ้านให้มีความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป
เมื่อไปถึงเมืองหลวง ระวีและวิกรมได้เลือกเรียนในสำนักของอาจารย์ที่แตกต่างกัน  ระวีเห็นว่า หมู่บ้านคงไม่มีความสุขหากผู้นำไร้คุณธรรมในการปกครอง  ดังนั้น ระวีจึงเลือกเข้าศึกษาในสำนักของอาจารย์ที่เน้นการสอนเรื่องคุณธรรมและปรัชญาแห่งความเป็นมนุษย์มากกว่าความเก่งกาจทางด้านวิชาการ ส่วนวิกรมนั้น  มีความคิดเห็นต่างไปจากระวีโดยสิ้นเชิง  วิกรมคิดว่า ตัวเขาต้องมุ่งศึกษาศาสตร์ความรู้ต่างๆ  ให้มาก  จะได้รู้มากกว่า  เก่งกว่า และอยู่เหนือกว่าผู้อื่น  ซึ่งน่าจะเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้นำ ดังนั้น  วิกรมจึงเข้าศึกษาในสำนักของอาจารย์ที่เน้นการศึกษาศาสตร์ต่างๆ ที่มีความหลากหลายนับร้อยนับพันสาขา ยกเว้นด้านคุณธรรมที่เห็นจะไม่มีความสำคัญเลยในสำนักแห่งนี้
ระวี และ วิกรม  ขยันศึกษาในสำนักของตนอย่างพากเพียร ต่างพักอยู่ในสำนักของอาจารย์ที่ตนศึกษาและแทบจะไม่ได้เจอหน้ากัน มีอยู่ครั้งหนึ่งวิกรมเข้าไปเก็บตัวอย่างพืชพรรณไม้ป่าตามคำสั่งของอาจารย์ เพื่อนำกลับไปศึกษาในสำนัก  ระหว่างที่กำลังเก็บดอกไม้ดอกหนึ่งอยู่ ด้วยความรีบร้อนไม่ทันระวังตัว หนามอันแหลมคมของมันก็ขูดเข้ากับท้องแขนของเขาเป็นทางยาว  และมีเลือดไหลซิบๆ ออกมา  วิกรมโกรธต้นไม้ต้นนี้มากจนรู้สึกเดือดพล่าน  เขากล่าวสาปแช่งต่างๆ นานาแก่ต้นไม้เป็นการใหญ่
ตอนนั้นเองที่ระวีเดินผ่านมาเห็นพอดี เขารีบเข้าไปห้ามเพื่อน  และเมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ระวีก็พูดว่า
          “อย่าทำเช่นนั้นเลยเพื่อนเอ๋ย  ต้นไม้มิได้ผิดอะไร เขาอยู่ของเขาดีๆ เพื่อนต่างหากที่ไปรุกรานทำร้ายเขา  จงกล่าวขอโทษ และแผ่เมตตาให้แก่ต้นไม้เถิด”
วิกรมได้ฟังดังนั้นก็พาลโกรธระวีไปอีกคน เขาว่ากล่าวระวีในเรื่องที่เลือกสำนักอาจารย์ในการศึกษาไม่เป็น ทำให้เงินจากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้านที่สู้อุตส่าห์แบ่งปันมาให้ต้องสูญเปล่า
          “ไม่เป็นเช่นนั้นหรอกเพื่อน เพราะตัวข้านั้นหมั่นศึกษาคุณธรรมอยู่เป็นนิจ ข้าสำนึกในคุณค่าและบุญคุณของชาวบ้านเสมอ”  ระวีแก้ความเข้าใจผิดของเพื่อน
          “มีคุณธรรมแต่ขาดความรู้จะทำอะไรได้ หากเจ้าไปบอกใครๆ  ว่าตัวเจ้ามีคุณธรรม เขาจะชื่นชมเจ้าเท่ากับที่เจ้าแสดงภูมิความรู้ให้เป็นที่ปรากฏหรือ...ดูอย่างข้านี่สิ ข้ารู้จักพืชพรรณในป่านี้ทุกชนิด  เพราะข้าขยันท่องชื่อของพวกมันทั้งวันทั้งคืน จนแม้แต่อาจารย์ก็ยังชื่นชมไม่ขาดปากว่าข้านั้นมีความจำเป็นเลิศส่วนเจ้าเล่า...รู้อะไรอย่างที่ข้ารู้บ้าง”  วิกรมกล่าวโอ้อวด
          “ถูกแล้วเพื่อนเอ๋ย ข้านั้นไม่รู้อะไรมากเท่าที่เจ้ารู้หรอก ข้าไม่รู้ว่าพืชพรรณเหล่านี้มีชื่อเรียกว่าอะไรบ้าง แต่ข้ารู้ว่าพวกเขาในที่นี้ทุกต้นล้วนมีชีวิตมีความรู้สึก  เพราะฉะนั้น เราไม่ควรกล่าวคำชั่วร้ายแก่ต้นไม้  เพราะจะทำให้ต้นไม้เศร้าใจมาก”  ระวีกล่าว
          “ไร้สาระ! สิ่งที่เจ้าพูดล้วนจับต้องไม่ได้ และข้าก็ไม่เชื่อเจ้าด้วย”  วิกรมพูด
กระแทกเสียงดัง แล้วเดินจากไปอย่างขัดเคืองใจ
ส่วนระวีนั้นเห็นใจต้นไม้ เขาจึงนั่งแผ่เมตตาให้แก่ต้นไม้เป็นเวลานาน

เวลาผ่านไปจนกระทั่งระวีและวิกรมมีอายุย่างเข้าสู่ปีที่  25  ทั้งสองจึงกล่าวลาอาจารย์ของตน  แล้วเดินทางกลับหมู่บ้าน ซึ่งมีชาวบ้านมารอให้การต้อนรับอยู่แล้ว
วิกรมนั้นเมื่อมาถึงหมู่บ้านก็พูดจาโอ้อวดแสดงภูมิความรู้ต่างๆ ของตนแก่ชาวบ้านทันที  ผิดกับระวีที่พูดน้อย และกล่าวแต่คำไต่ถามสารทุกข์สุขดิบของชาวบ้านอย่างมีอัธยาศัยไมตรี
ผู้นำหมู่บ้านกล่าวว่า
          “ในอีกสามเดือนข้างหน้า ข้าจะจัดให้มีการเลือกผู้นำหมู่บ้านคนใหม่ ดังนั้นช่วงนี้ขอให้พวกเจ้าตัดสินใจให้ดีว่า  ระหว่าง  ระวี  กับวิกรม พวกเจ้าอยากให้ใครขึ้นมาเป็นผู้นำหมู่บ้านเราต่อจากข้า”
แรกๆ นั้น พวกชาวบ้านออกจะมีใจนิยมชมชอบในตัวของวิกรมมากกว่าระวี เนื่องจากดูทรงภูมิและมีความรู้ต่างๆ มาก เวลาวิกรมพูดอะไรแต่ละครั้งเขาจะใช้คำพูดยากๆ  ที่ชาวบ้านฟังแล้วไม่เข้าใจ เพราะรู้สึกว่าพูดไปแล้วจะทำให้ตนเองดูมีความรู้และฉลาดกว่าผู้อื่น เมื่อมีชาวบ้านคนใดเอ่ยถามเพื่อความเข้าใจ วิกรมก็หัวเราะก่อนจะอธิบายอย่างอวดภูมิ  และตบท้ายด้วยคำพูดแบบยกตนข่มท่าน เสมือนว่าคนที่มาถามนั้นเป็นคนโง่  เพราะแม้แต่เรื่องง่ายๆ แค่นี้ก็ไม่รู้ ดังนั้นในระยะหลังๆ  จึงไม่มีใครกล้าถาม  หรือพูดอะไรกับวิกรมอีก เพราะกลัวจะถูกกล่าวหาว่าเป็นคนโง่

ฝ่ายระวีนั้นไม่เคยแสดงภูมิใดๆ ให้เป็นที่ประจักษ์  จนแรกๆ  ชาวบ้านต่างพากันคิดว่า ระวีนั้นไร้ความโดดเด่นจนไม่มีอะไรให้พูดถึงตัวเอง แต่เมื่อได้ลองพูดคุยทักทายกันบ้างตามประสาชาวบ้าน ก็พบว่าพวกเขาสามารถเข้าใจสิ่งที่ระวีพูดได้ง่ายกว่าคำพูดของวิกรม เพราะระวีสนทนากับชาวบ้านด้วยภาษาที่เรียบง่าย  ทำให้สื่อสารเข้าใจได้ตรงกัน และนอกไปจากนั้นพวกเขาก็ค่อยๆ รู้สึกว่า  ถ้อยคำสั้นๆ  ง่ายๆ  ที่ระวีพูดนั้น แท้จริงแล้วกลับแฝงไว้ด้วยความเฉียบแหลมอยู่ในที  ชาวบ้านจึงเริ่มมองระวีในแง่ใหม่ และเข้ามาพูดคุยกับเขามากขึ้น
สามเดือนผ่านไป ถึงเวลาที่ชาวบ้านต้องเลือกผู้นำคนใหม่ ผู้นำหมู่บ้านคนปัจจุบันจึงมอบก้อนหินสีขาวให้ชาวบ้านคนละ  1  ก้อน แล้วให้เข้าไปหยอดในกล่องที่อยู่หลังฉากกั้นทีละคนๆ โดยให้เลือกหยอดลงในกล่องใบใดใบหนึ่งระหว่างกล่องของวิกรมกับกล่องของระวี
วิกรมมองชาวบ้านเดินเข้าหลังฉากกั้นไปลงคะแนนด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง เขาแน่ใจว่า  ด้วยความฉลาดทั้งหมดที่ได้แสดงออกสู่สายตาชาวบ้าน จะทำให้ตนเองได้รับเลือกเป็นผู้นำหมู่บ้านอย่างไม่ต้องสงสัย ในขณะที่ระวีไม่ได้แสดงอาการใดๆ ออกมา และยืนรอผลการเลือกตั้งด้วยท่าทีสงบนิ่ง
          “ผลออกมาแล้ว”  ผู้นำหมู่บ้านประกาศหลังนับคะแนนเสร็จ  “ผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำหมู่บ้านต่อจากข้าคือ.ระวี”
สิ้นคำประกาศของผู้นำหมู่บ้านคนปัจจุบัน เสียงไชโยโห่ร้องจากชาวบ้านก็ดังกระหึ่มขึ้นด้วยความยินดีทันที
ส่วนวิกรมนั้นยืนงงเป็นไก่ตาแตก และคิดว่าตนเองน่าจะฟังผิดไป
          “เดี๋ยวก่อนสิ  ท่านผู้นำหมู่บ้าน! ท่านประกาศผลผิดไปนะ”  วิกรมรีบทักท้วง
            “ไม่ผิดหรอก กล่องของระวีอัดแน่นไปด้วยก้อนหินสีขาว  ส่วนของเจ้าไม่มีก้อนหินเลยสักก้อนเดียว”  ผู้นำหมู่บ้านบอก
          “ว่าอย่างไรนะ!  เป็นไปไม่ได้หรอก ข้าเป็นผู้มีความรู้มากนะทุกคนต้องเลือกข้าเป็นผู้นำสิ”  วิกรมพูดอย่างเดือดดาล ด้วยความรู้สึกเสียหน้าและผิดหวังอย่างรุนแรง
          “ผิดแล้ววิกรม”  ผู้นำหมู่บ้านกล่าวอย่างนุ่มนวล  “ตามวิสัยของผู้ที่จะมาเป็นผู้นำคนหมู่มากนั้น เขาจะต้องแสดงคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้เป็นที่ประจักษ์ด้วย คุณค่าความเป็นมนุษย์ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ  การพูด คนที่มีคุณค่าต้องพูดแต่สิ่งดีๆ และมองผู้อื่นในแง่ดีอยู่เสมอ เพราะคำพูดนั้นสำคัญมาก  เมื่อพูดออกไปแล้ว ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็เรียกคืนมาอีกไม่ได้ หากพูดไม่ดีคำพูดนั้นก็จะไปประทับอยู่ในจิตใจและสร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้อื่นไปนานแสนนาน ดังนั้น  ผู้นำจะต้องเป็นคนที่พูดเป็น  คิดถึงความรู้สึกของผู้อื่น อ่อนน้อมถ่อมตน  ไม่อวดดี  และเต็มไปด้วยความรักความเมตตาในจิตใจ จึงจะทำให้ผู้ที่อยู่ใต้ปกครองเกิดความสุขได้อย่างแท้จริง”
วิกรมได้ฟังหัวหน้าหมู่บ้านกล่าวดังนั้น ก็เริ่มคิดได้  และเมื่อได้มองย้อนกลับไปถึงการกระทำต่างๆ ที่ผ่านมาของตนเอง เขาก็รู้สึกว่า  ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น ตนเองได้สร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้อื่นเสมอมา  ผิดกับผู้นำหมู่บ้าน ระวีต่างหากที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้ทุกประการ
ดังนั้นวิกรมจึงหันไปแสดงความยินดีกับระวีด้วยใจจริง และมุ่งมั่นว่าจะกลับตัวกลับใจเป็นคนดีมีคุณค่า และช่วยเหลือระวีในการพัฒนาหมู่บ้านด้วยความจริงใจตลอดไป

เธอทั้งหลาย...
การเป็นผู้มีความรู้มากนั้นมิใช่สิ่งที่ไม่ดีหรอก ตรงกันข้าม  เธอเองควรที่จะหมั่นศึกษาความรู้ต่างๆ  มาประดับตนเองไว้เสมอ แต่อย่ารู้วิชาจนลืมไปว่าคุณค่าแห่งความดีนั้นเป็นอย่างไร  เพราะนั่นไม่มีประโยชน์ และเสียเวลาขวนขวายหาความรู้ไปเปล่าๆ
เธอควรมีความรู้ควบคู่กับคุณธรรมและความดี ความรู้ของเธอจึงจะบังเกิดผลสูงสุด  ทั้งแก่ผู้อื่นและตัวเธอเอง ซึ่งนั้นจะทำให้เธอรู้ซึ้งถึงคุณค่าในตัวเองมากขึ้น และกลายเป็นที่ต้อนรับของผู้คนในทุกแห่งที่เธอย่างก้าวไปถึง

............................จบเรื่องผู้นำคนใหม่..........................................

6/20/2556

นิทานสีีขาว : ขนุนผู้ต่่ำต้อย

นิทานสีขาว
จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

ขนุนผู้ต่ำต้อย
หมู่บ้านทองดี เป็นหมู่บ้านที่มีเศรษฐีทองคำเป็นผู้ปกครอง แม้เศรษฐีทองคำจะเป็นคนร่ำรวยแต่ก็ไม่เคยเอาเปรียบชาวบ้าน กลับใช้คุณธรรมและเงินทองของตนทำนุบำรุงหมู่บ้าน และดูแลความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้อยู่ดีกินดีเสมอ ชาวบ้านจึงเคารพรักใคร่เศรษฐีทองคำมาก
เศรษฐีทองคำมีลูกสาวแสนสวยคนหนึ่งชื่อว่า ดอกแก้ว  ดอกแก้วเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มฐานะดีทั้งในและนอกหมู่บ้านหลายคน แต่ตัวเธอนั้นยังไม่สมัครใจรักใคร่กับชายใด ซึ่งเศรษฐีทองคำก็เห็นด้วยที่ลูกสาวไม่รีบร้อนออกเรือน เพราะหมายมั่นว่าเมื่อถึงเวลาสมควรแล้ว  จะยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดของตน รวมถึงตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านแห่งนี้ให้ตกเป็นของของลูกเขยในอนาคตด้วย ดังนั้นเศรษฐีทองคำจึงอยากใช้เวลาเลือกเฟ้นผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการเป็นทั้งหัวหน้าหมู่บ้านและเป็นผู้ที่จะมาดูแลทรัพย์สินของตนเองให้เกิดประโยชน์แก่หมู่บ้านได้ในเวลาเดียวกัน
ดังนั้นในวันหนึ่ง เศรษฐีทองคำจึงให้คนไปประกาศทั่วหมู่บ้าน และเลยไปถึงหมู่บ้านใกล้เคียงว่า

 

 

นิทานสีขาว ขนุนผู้ต่ำต้อย
          “มีข่าวล่ามาบอกจ้า! มีข่าวล่ามาบอก!  อีกสามวันเมื่อฟ้าสาง ท่าเศรษฐีทองคำจะทำการเลือกคู่ให้แก่คุณหมูดอกแก้วบุตรสาวคนสวยของท่าน ขอให้บุรุษทุกท่านทั้งคนมีคนยาก  แต่ยังโสดสนิท ที่สนใจเข้ารับการเลือกคู่ครั้งนี้  ไปสมัครกันถ้วนหน้า หากบุรุษคนใดผ่านการคัดเลือกและได้แต่งงานกับคุณหนูดอกแก้ว เขาผู้นั้นจะได้รับทรัพย์สมบัติทั้งหมดจากท่านเศรษฐีและได้รับตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านแห่งนี้ต่อจากท่านด้วยจ้า”
เมื่อมีประกาศนี้ออกมา พวกผู้ชายที่รู้ข่าวต่างพากันตื่นเต้นดีใจ  รวมทั้งขนุน หนุ่มคนยากที่อาศัยอยู่ตรงกระต๊อปปลายนาด้วย
ขนุนนั้นเคยพบหน้าแม่ดอกแก้วคนสวยอยู่ครั้งหนึ่ง และเกิดหลงรักปักใจมานับแต่บัดนั้น  แต่ขนุนเป็นคนเจียมตัว เขาคิดว่าตนเองไม่คู่ควรกับลูกสาวของท่านเศรษฐี จึงไม่เคยพยายามสานต่อความสัมพันธ์กับนาง  อย่างไรก็ตาม เมื่อท่านเศรษฐีมีประกาศออกมาเช่นนี้  ขนุนคิดว่าเขาน่าจะไปลองสมัครดูสักหน่อย หากมีบุญวาสนาคู่กันก็คงได้ครองคู่  แต่หากต้องผิดหวังเขาก็ไม่เสียใจ และขอยินดีกับหญิงที่เขาแอบรักด้วย
ถึงวันเลือกคู่ ขนุนรีบไปที่บ้านของเศรษฐีทองคำแต่เช้า เมื่อไปถึงปรากฏว่าที่นั่นเต็มไปด้วยบุรุษมากหน้าหลายตา และทุกคนดูเหมือนว่าจะเป็นบุรุษจากครอบครัวผู้มีฐานะดี  มีชาติตระกูล ในขณะที่บางคนก็ดูทรงภูมิท่าทางมีการศึกษาสูง
ขนุนเห็นแล้วก็รู้สึกใจแป้ว ดูเหมือนในที่นั้นจะมีแต่เขาเพียงผู้เดียวที่ดูต่ำต้อย  ไร้สกุลรุนชาติ และไม่มีการศึกษาที่สูงส่งอะไร
          ‘ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลยขนุนเอ๋ย ดูสิ  มีแต่บุรุษระดับสูงที่คู่ควรกับแม่ดอกแก้วอย่างแท้จริง แกน่าจะรู้ตัวตั้งแต่แรกแล้ว  ใครเขาจะมาเลือกคนอย่างแกให้ลูกสาวของเขา โธ่เอ๋ย...คนไม่เจียมตัว’  ขนุนพร่ำว่าตนเอง  แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อสมัครเข้ามาแล้วก็ต้องอยู่ให้เสร็จสิ้นการคัดเลือก
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว เศรษฐีทองคำก็ออกมาป่าวประกาศว่า
          “ทุกๆ ท่านโปรดฟังทางนี้...เรา...เศรษฐีทองคำ  แห่งหมู่บ้านทองดี ได้แจ้งความประสงค์ถึงการรับสมัครผู้ที่จะเข้ามาเป็นบุตรเขยของเราไปแล้วว่า ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก  นอกจากจะได้บุตรสาวแสนสวยของเราไปครอง ยังได้ทรัพย์สมบัติและต้องดำรงตำแหน่งผู้ปกครองของหมู่บ้านแห่งนี้ด้วย ซึ่งอย่างหลังนี้ถือว่าสำคัญที่สุด  เพราะเมื่อไม่มีเราแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านคนต่อไปจะต้องเข้าถึงชาวบ้านและดูแลพวกเขาได้ดีไม่แพ้เรา ดังนั้นทุกท่านจงบอกถึงความสามารถของท่านให้เราได้รู้ว่า หากท่านมาเป็นหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว  ท่านมีดีอันใดในตัวเอง ที่จะนำมาใช้ดูแลหมู่บ้านนี้ต่อจากข้า ขอจงบอกมาให้ข้ารู้
ชายอ้วนลูกเศรษฐีหมู่บ้านใกล้เคียง ก้าวออกมาก่อนใครเพื่อน  พร้อมกับกล่าวว่า
          “ข้ามีเงินทองมากมาย ข้าจะใช้เงินทองของข้าแจกจ่ายชาวบ้านให้อยู่ดีกินดี”
อัศวินผู้กล้า กล่าวต่อเป็นลำดับต่อมาว่า
          “ข้าจะจัดสร้างหมู่บ้านแห่งนี้ด้วยคมดาบในมือของข้า แม้นมีผู้ร้ายหน้าไหนเข้ามาก่อกวนความสงบ ข้าก็จะใช้ดาบของข้าบั่นคอมันทันที”
นายวิศวกรมือหนึ่ง กล่าวว่า
          “ข้าจะจัดสร้างหมู่บ้านแห่งนี้ให้เป็นหมู่บ้านที่สวยงามที่สุด และพรั่งพร้อมไปด้วยความสะดวกสบายต่างๆ นานา”
นายแพทย์หนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็น  ‘หมอเทวดา’  กล่าวว่า
          “ข้าจะใช้ความรู้ทางแพทย์ของข้า รักษาผู้คนที่เจ็บป่วยในเมือง ให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงไร้โรคภัย”
ผู้สมัครต่างกล่าวอ้าถึงคุณสมบัติพิเศษในตัวเองให้เศรษฐีพิจารณาทีละคนๆ จนกระทั่งมาถึงขนุนในลำดับสุดท้าย

             “เรียนท่านเศรษฐี”  ขนุนกล่าวอย่างนอบน้อม  “ข้าน้อยขนุน เป็นเพียงคนต่ำต้อย  ไร้เงิน  ไร้อำนาจ  และขาดการศึกษา ข้าน้อยไม่มีสิ่งใดโดดเด่นพอที่จะนำมากล่าวอ้างแก่ท่านได้ แต่ข้าน้อยกล้ายืนยันว่าตัวข้าน้อยนั้นยึดมั่นความดีเป็นที่ตั้ง และข้าน้อยจะใช้ความดีอันเป็นสิ่งเดียวที่ติดตัวข้าน้อยอยู่ตลอดเวลามาดูแลความทุกข์ร้อนของชาวบ้านด้วยความเมตตาขอรับ”
เมื่อได้ฟังสิ่งที่ขนุนพูด หลายคนในที่นั้นต่างพากันหัวเราะเยาะ  บางคนแกล้งพูดล้อเลียนให้ขนุนฟังว่า  “ขนุนผู้ต่ำต้อย...ไม่รู้จักคำว่าเจียมตัวบ้างเลยหรือ”          
ในตอนนั้นเอง มีคนรับใช้คนหนึ่งวิ่งลนลานมาบอกแก่เศรษฐีทองคำว่า
          “เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับนายท่าน ตอนนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านของเรากำลังเดือดร้อนกันถ้วนหน้า เพราะท่อระบายน้ำเสียอุดตัน  ทำให้ระบบระบายน้ำขัดข้อง ส่งกลิ่นเน่าเหม็นไปทั่วหมู่บ้านแล้วขอรับ”
เมื่อได้ฟังเหตุร้ายฉุกเฉินนั้น เศรษฐีทองคำจึงขออาสาสมัครจากบุรุษในกลุ่มที่มาสมัครเป็นลูกเขยให้ลงไปในท่อระบายน้ำ เพื่อเอาสิ่งอุดตันออก  แต่ในท่อระบายน้ำนั้นแสนจะเหม็นเน่าเหลือกำลัง จึงไม่มีใครกล้าเสนอตนเองลงไปทำงานชิ้นนี้ ต่างคนต่างบ่ายเบี่ยงและอ้างว่างานต่ำต้อยเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ตนถนัด
ขนุนผู้ต่ำต้อยรอดูท่าทีของบุรุษผู้สูงส่งเหล่านี้อยู่พักหนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอาสา ตนจึงยกมือขึ้นแล้วบอกแก่เศรษฐีทองคำว่าจะเป็นผู้ลงไปในท่อระบายน้ำเอง
          “แต่ในนั้นเหม็นมากนะ เจ้าหนุ่ม”  เศรษฐีทองคำกล่าวหยั่งเชิงขนุน
          “ไม่เป็นไรหรอกขอรับ เพราะข้าน้อยนั้นเป็นลูกชาวนาคนยาก เมื่อเกิดมาก็กินอยู่กับกองดินและกองขี้วัวอยู่แล้ว งานแค่นี้ไม่ได้ทำให้ข้าน้อยรู้สึกรังเกียจแต่อย่างใด  ข้าน้อยเป็นคนต่ำต้อย จึงไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่จะทำให้ข้าน้อยคิดว่า ตนเองนั้นสูงส่งเสียจนหยิบจับสิ่งนั้นไม่ได้”
ว่าแล้ว ขนุนก็ลงไปในท่อระบายน้ำแล้งเริ่มค้นหาสิ่งอุดตันที่ทำให้น้ำในท่อไม่ไหล การกระทำของขนุนครั้งนี้อยู่ในดุลยพินิจของเศรษฐีทองคำโดยตลอดและแม้แต่ดอกแก้ว ลูกสาวคนสวยของเศรษฐีเอง  เมื่อรู่เรื่องจากสาวใช้ก็รู้สึกชื่นชมในตัวขนุนยิ่งนัก หลังจากนั้นก็ลอบมองขนุนอยู่ตรงหน้าต่างตลอดเวลา
ขนุนใช้เวลาไม่นานก็สามารถนำสิ่งอุดตันออกจากท่อระบายน้ำได้ และทันทีที่เขาขึ้นมาจากท่อระบายน้ำ ดอกแก้วก็นำพวงมาลัยมาคล้องคอให้อย่างเขินอาย
          “อะ...อะไรกันนี่ แม่ดอกแก้ว”  ขนุนตกใจจนพูดติดๆ  ขัดๆ  “นางคงคล้องมาลัยผิดคนแล้วล่ะ เพราะข้าไม่ใช่คนที่ท่านเศรษฐีเลือกหรอก”
          “ถ้าท่านคือขนุนคนต่ำต้อย ก็เห็นทีว่าคงถูกคนแล้ว เพราะท่านพ่อและตัวข้าเองก็เห็นว่าท่านสมควรถูกเลือกมากกว่าใครๆ”  ดอกแก้วบอกขนุน
          “ใช่แล้ว”  เศรษฐีทองคำพูดขึ้นบ้าง  “แม้เจ้าจะเป็นขนุนคนต่ำต้อย  แต่การกระทำของเจ้าได้พิสูจน์ให้ข้าเห็นแล้วว่า แท้จริงแล้วเจ้านั้นสูงส่งยิ่งกว่าคนร่ำรวย  นักรบ หรือแม้แต่ผู้มีการศึกษาแต่ไม่สามารถช่วยหมู่บ้านนี้ได้  ยามมีภัยเดือดร้อน แท้จริงแล้ว  ข้ารู้สึกสรรเสริญในความต่ำต้อยของเจ้าด้วยซ้ำไป เพราะความต่ำต้อยนี้เองทำให้เจ้าไม่เกี่ยงงานดังคนที่คิดว่าตนเองสูงส่ง ทำให้ชาวบ้านรอดพ้นจากความลำบาก  ดังนั้น  เจ้าจึงเหมาะที่จะเป็นลูกเขยข้า และเป็นผู้นำหมู่บ้านแห่งนี้ สืบต่อไป”
สิ้นเสียงประกาศของเศรษฐีทองคำ ชาวบ้านทุกคนต่างพากันโห่ร้องแสดงความยินดีต้อนรับว่าที่หัวหน้าหมู่บ้านคนใหม่ เพราะซึ้งน้ำใจขนุนผู้ต่ำต้อย  ผู้เห็นประโยชน์ส่วนรวม  ไม่รังเกียจงานต้อยต่ำ จนทำให้ชาวบ้านรอดพ้นความเดือดร้อนในครั้งนี้ได้

เธอทั้งหลาย
แม้เธอจะเป็นคนต่ำต้อยในสายตาของใครๆ แต่จงอย่าทำตัวเองให้ต่ำต้อยตามความคิดของเขา  เพราะแม้เธอจะเป็นคนต่ำต้อย แต่เธอมิใช่คนไร้คุณค่า  ซึ่งคุณค่าในตัวเธอ จะปรากฏชัดเมื่อเธอกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่าส่วนตน จากนั้นคนอื่นๆ  ก็จะประจักษ์ชัดเองว่า  แท้จริงแล้วเธอคือคนที่น่าสรรเสริญ มิใช่คนต่ำต้อยอย่างที่เขาเข้าใจในตอนแรก
หรือแม้เธอทั้งหลายที่ถูกยกย่องว่าเป็นผู้สูงส่ง ก็จงอย่ารังเกียจงานที่ต่ำต้อย  ถ้างานนั้นจะสร้างประโยชน์ให้แก่คนหมู่มาก แล้วเธอจะเป็นคนที่สูงส่งได้อย่างแท้จริง

.............จบเรื่องขนุนผู้ต่ำต้อย.....................

6/19/2556

นิทานสีขาว : มานพผู้ไม่เคยพบความสุข

นิทานสีขาว
จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

มานพผู้ไม่เคยพบความสุข

มานพเป็นชายหนุ่มที่รู้สึกว่าตัวเองน่าจะเป็นคนที่ไร้ความสุขที่สุดในโลก เพราะเขาไม่ใช่คนร่ำรวย  ไม่มีเงินทองมากมาย  ไม่มีบ้านใหญ่โตหรูหรา มานพคิดว่าทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ทำให้เขาไม่เคยรู้จักกับความสุขเลย
วันหนึ่งมีนักบุญท่านหนึ่งเดินทางผ่านมายังหมู่บ้านที่มานพอาศัยอยู่ ชาวบ้านจึงพากันเชื้อเชิญให้นักบุญพักอยู่ในหมู่บ้านก่อนสักระยะ เพื่อสั่งสอนธรรมะให้แก่คนในหมู่บ้าน  ซึ่งนักบุญก็ตอบรับคำเชิญนั้นด้วยความยินดี โดยปฏิเสธที่อยู่อันใหญ่โตและสะดวกสบายที่ชาวบ้านจัดหาให้ แต่ขอพำนักอยู่ในศาลาวัดประจำหมู่บ้านแทน
ฝ่ายมานพนั้นเมื่อทราบข่าวว่ามีนักบุญมาพำนักอยู่ในศาลาวัดก็รู้สึกดีใจยิ่งนัก เพราะคิดว่านักบุญต้องช่วยให้เขารู้จักกับความสุขได้เป็นแน่ จึงรีบออกจากบ้านไปหานักบุญที่วัดทันที
เมื่อมานพไปถึงที่นั้น นักบุญกำลังนั่งสมาธิอยู่เพียงผู้เดียวพอดี
          “ท่านนักบุญ”  มานพเอ่ยเรียกเบาๆ แต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้นักบุญลืมตาขึ้นมองเขาพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ
          “ว่าอย่างไรเล่าเจ้าหนุ่ม มีเรื่องอันใดอยากให้ข้าช่วยอย่างนั้นหรือ”  นักบุญถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
          “โปรดช่วยกระผมด้วยเถิดท่านนักบุญ ทุกวันนี้กระผมรู้สึกทุกข์ทรมานเป็นกำลัง  ด้วยว่าตั้งแต่เกิดมานั้น ยังมิเคยได้รู้จักกับความสุขอย่างใครเขาเลย”  มานพกล่าวอ้อนวอน
          “เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้นเล่า”  นักบุญถามอีก
          “เราะกระผมเป็นคนยากจน  ไม่มีเงินทอง ไม่มีความพรั่งพร้อมในชีวิต  ดังนั้นกระผมจึงไม่มีความสุข”  มานพตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง
          “เจ้าหนุ่มเอ๋ย”  นักบุญกล่าว  “ความสุขนั้นหาได้ไม่ยากดอก  จงจำไว้เถิดว่า  แม่เจ้าจะไม่มีสิ่งเหล่านั้น แต่หากเจ้ามีความพอใจในความเป็นอยู่ของตนเองและพอใจในทุกสิ่งที่ตนเองมีแล้ว เจ้าก็จะพบกับความสงบสุขได้ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจแต่อย่างใด”
แต่มานพไม่เชื่อ เขารู้สึกต่อต้านคำสอนของนักบุญอย่างรุนแรง และพูดออกมาด้วยอารมณ์ขุ่นมัวว่า
          “นี่คือคำสอนที่หาความจริงมิได้ ความพอใจในสิ่งที่มีไม่อาจทำให้เรามีความสุขได้เท่ากับการมีทองคำเป็นจำนวนมาก”
นักบุญนิ่งมองมานพอย่างเนิ่นนาน ก่อนจะกล่าวแก่มานพต่อว่า
          “ถ้าเจ้าเชื่อมั่นเช่นนั้น ข้าก็จะมอบทองคำให้เจ้าตามต้องการ  ด้วยการใช้นิ้วนางวิเศษของข้า เปลี่ยนสิ่งต่างๆ  ให้กลายเป็นทองคำตามที่เจ้าต้องการ  แต่มีข้อแม้ว่า สิ่งที่นำมาเปลี่ยนเป็นทองคำ จะต้องเป็นสิ่งที่อยู่ในครอบครัวของเจ้าตอนนี้เท่านั้น และจาต้องขนสิ่งเหล่านั้นมาด้วยตนเอง”
เมื่อได้ฟังดังนั้น มานพก็รีบวิ่งกลับบ้านและเอาสิ่งของเท่าที่จะขนได้มากองไว้ตรงหน้านักบุญ นักบุญใช้นิ้วนางวิเศษจรดลงไปบนสิ่งของเหล่านั้นฉับพลันสิ่งของเหล่านั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นทองคำไปหมดทุกชิ้น
เห็นได้ดังนั้นแล้ว มานพถึงกับกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ  เขารีบขนของที่กลายเป็นทองคำทั้งหมดกลับบ้าน แล้วไปขนเอาสิ่งของที่เหลือมาให้นักบุญเปลี่ยนเป็นทองคำอีกเรื่อยๆ
สามวันผ่านไป  ทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านของมานพกลายเป็นทองคำไปหมด แต่มานพก็ยังไม่พอใจ เขาคิดว่าเขายังมีทองคำไม่มากพอกับความต้องการและน่าจะมีทองคำเพิ่มขึ้นอีก แต่ก็ไม่มีอะไรในบ้านนี้เหลืออีกแล้ว  แต่ทันใดนั้นเขาก็คิดขึ้นมาได้ว่า ยังมีบ้านของเขาหลังนี้อยู่อีกหนึ่งอย่าง ซึ่งยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นทองคำ
          ‘เรายังมีบ้านของเรานี่  ใช่แล้ว เราจะให้นักบุญเปลี่ยนบ้านของเราให้กลายเป็นทองคำ แล้วเราก็จะร่ำรวยมหาศาล’
แม้จะคิดเช่นนั้น แต่มานพไม่สามารถขนบ้านของเขาไปให้นักบุญได้ด้วยตนเอง เขาจึงไปหานักบุญแล้วพูดว่า
          “กระผมอยากให้ท่านช่วยเปลี่ยนบ้านของกระผมให้กลายเป็นทองคำ แต่กระผมคนเดียวไม่อาจขนบ้านทั้งหลังมาให้ท่านได้ ดังนั้นขอได้โปรดเถิดท่านนักบุญผู้วิเศษ ขอเชิญท่านไปที่บ้านของกระผมเพื่อใช้นิ้วนางที่วิเศษของท่าน แตะบ้านของกระผมให้เปลี่ยนเป็นทองคำด้วยเถิด”
แต่นักบุญส่ายหน้า แล้วพูดว่า
          “แม้บ้านของเจ้าจะเปลี่ยนเป็นทองคำทั้งหลัง แต่เจ้าก็จะไม่มีวันได้พบกับความสุขหรอก  เพราะเจ้าไม่เคยพอใจในสิ่งที่เจ้ามี เมื่อได้แล้วก็อยากได้อีกเรื่อยๆ ทำให้เจ้ายิ่งทุกข์ทรมานเพราะความอยากได้ที่เพิ่มทวีนั้น”
          “”แต่ถ้ากระผมมีบ้านทองคำ กระผมเชื่อว่ากระผมต้องมีความสุขแน่ๆ”  มานพว่า
          “ข้าจะไม่ไปที่บ้านเจ้าหรอก”  นักบุญยืนยัน
          “ถ้าอย่างนั้น  กระผมก็ต้องในสิ่งที่ไม่อยากทำ”  มานพดึงมีดที่พกติดตัวมาออกจากฝัก  “กระผมจะตัดนิ้ววิเศษของท่านเสียเดี๋ยวนี้”
นอกจากจะไม่แสดงอาการสะทกสะท้านใดๆ แล้ว นักบุญยังยื่นนิ้วนางวิเศษของตนออกมาให้มานพอีกด้วย
          “ถ้าเจ้าคิดว่านี่คือความสุขของเจ้า ก็ตัดเอาไปได้เลย”
ตอนนี้มานพไม่คิดถึงความผิดชอบชั่วดีอะไรทั้งสิ้น ในหัวของเขามีแต่ภาพฝันของชีวิตที่แสนสบายหลังความร่ำรวย ความโลภเข้าครอบงำสติของเขาไปแล้วจนหมดสิ้น....
แล้วมานพก็จับนิ้ววิเศษของนักบุญ พร้อมกับเงื้อมีดขึ้นเพื่อจะตัดนิ้วนางนั้น....
แต่....
มานพได้สมปรารถนาไม่ เขายังคงไม่รู้จักกับความสุขเหมือนเคย และไม่มีโอกาสได้หาความสบายจากความร่ำรวยนั้น  ด้วยทันทีที่มานพแตะนิ้วของนักบุญ ร่างเขาก็กลายเป็นทองคำที่ไร้จิตวิญญาณไปในทันที
จากวันนั้น ก็ไม่เคยมีใครพบเห็นนักบุญท่านนั้นอีกเลย ส่วนทองคำของมานพก็ถูกทางการส่งเจ้าหน้าที่มาเก็บเข้ากองคลังหลวงเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศต่อไป

เธอทั้งหลาย...
หลายๆ  ครั้ง เธอก็รู้สึกใช่ไหมว่า  ตนเองนั้นไม่เคยมีอะไรมากพอ หรือสิ่งที่มีก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด  เธอจึงพยายามดิ้นรนขวนขวายอยู่นั่นแล้ว แต่เคยสังเกตหรือไม่  ยิ่งเธอมี  เธอก็ยิ่งไม่เคยพอ  เธอว่า หากสิ่งที่เธอมีสิ่งที่เธอต้องการนั้นแล้ว  เธอจะมีความสุข แต่เมื่อเธอได้สิ่งนั้นมา  เธอกลับพบว่า เธอต้องเหนื่อยมากขึ้นเพื่อรักษาสิ่งนั้นให้อยู่กับเธอนานที่สุด และตัวเธอก็ไม่อาจหยุดที่จะไขว่คว้าสิ่งที่ดีกว่านั้นต่อไปได้
ความพยายามทำให้ตนเองไปสู่จุดที่ดีกว่านั้นเป็นเรื่องน่าสนับสนุนทีเดียว แต่บางครั้งเธอต้องรู้จักพอ  เมื่อถึงจุดที่คิดว่ามันเหมาะสมกับตัวเธอแล้ว และต้องรู้จักค้นหาวิธีที่บริสุทธิ์เพื่อนำตนเองไปสู่ความสุขที่แท้จริง
ความโลภ ความโกรธ  ความหลง  มักก่อให้เกิดกิเลส  และท้ายที่สุดแล้ว กิเลสจะเป็นสิ่งที่ทำให้ตัวของเธอไม่เหลือความสุข  หรืออะไรๆ ในชีวิตอีกเลย

จบเรื่องมานพผู้ไม่เคยพบความสุข

6/18/2556

นิทานสีขาว : หัวใจของนิสรีน

นิทานสีขาว
จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

หัวใจของนิสรีน
นิสรีนเป็นหญิงสาววัยแรกแย้ม หากเปรียบไปแล้วก็เหมือนดั่งดอกไม้ตูมที่กำลังเริ่มผลิบาน นิสรีนเป็นเด็กสาวหน้าตาน่ารัก  ผิวของเธอขาวนุ่มดุจหิมะในฤดูหนาว และผมยาวสลวยของเธอนั้นมีสีดำเงางามดั่งไม้มะเกลือ นอกจากความงดงามในรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว นิสรีนยังมีกริยามารยาทที่งดงามน่าเอ็นดูสมเป็นกุลสตรี และมีจิตใจเมตตากรุณาแก่ทุกคน  ดังนั้นเธอจึงเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ และรวมไปถึงเป็นที่รักของคนในหมู่บ้านเดียวกันอีกด้วย
อยู่มาวันหนึ่งขณะที่กำลังเก็บดอกไม้อยู่ในสวนตามลำพัง นิสรีนเกิดความรู้สึกว่าตนเองหายใจขัดและเจ็บหน้าอกด้านซ้ายอย่างรุนแรง เด็กสาวเจ็บปวดทรมานมากจนแทบจะยันกายยืนไว้ไม่ไหว แต่ด้วยความเข้มแข็งที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในใจ และความคิดถึงที่มีต่อพ่อกับแม่มากในตอนนั้น ทำให้นิสรีนแข็งใจพาร่างของตนเดินกลับไปถึงบ้านได้ในที่สุด
พ่อกับแม่ของนิสรีนรีบเชิญหมอประจำหมู่บ้านมาตรวจดูอาการของบุตรสาวทันที หมอประจำหมู่บ้านใช้เวลาตรวจอยู่สักครู่ก็ออกมารายงานผลการตรวจซึ่งทำให้พ่อกับแม่ของเด็กสาวแทบจะล้มทั้งยืน
          “ข้าเสียใจด้วย นิสรีนน้อยมีปัญหาที่หัวใจ และเธอคงจะอยู่กับเราได้ไม่นาน”
          “ไม่มีวิธีใดรักษาลูกสาวข้าให้หายได้เลยหรือท่านหมอ แม้จะต้องใช้เงินทองมากมายเพียงไรข้าก็จะหามาให้ท่าน ขอเพียงท่านช่วยชีวิตลูกสาวของข้าให้ได้เท่านั้น”  พ่อของนิสรีนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
          “ข้าเสียใจด้วยจริงๆ ตอนนี้เรายังไม่มีวิธีรักษาโรคหัวใจให้หายขาดได้หรอก  โธ่..... นิสรีนน้อยผู้น่าสงสาร  หากมีวิธีใดที่ข้าจะช่วยลูกสาวของท่านได้ข้าไม่รอช้าแน่”  หมอประจำหมู่บ้านให้คำมั่น แต่ทว่าเป็นคำมั่นที่แลดูเศร้าสร้อยมาก
พ่อกับแม่ไม่ได้ปิดบังความจริงแก่นิสรีน เพราะคนในครอบครัวนี้ไม่เคยกล่าวเท็จแก่กัน นิสรีนนั่งฟังเรื่องเกี่ยวกับโรคร้ายของเธออย่างสงบ แล้วแย้มยิ้มกับพ่อและแม่เพื่อให้ทั้งสองคลายกังวลว่า
          “อย่ากังวลไปเลยจ้ะ พ่อจ๋าแม่จ๋า  ลูกไม่เป็นไรหรอก  ได้รู้ความจริงอย่างนี้ก็ดีแล้ว ลูกจะได้ใช้เวลาที่เหลือในแต่ละวันของลูกทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และคุ้มค่ามากที่สุด”
แม้จะไม่มีวิธีรักษาโรคหัวใจของนิสรีนให้หายขาด แต่นิสรีนก็ต้องไปพบหมอประจำหมู่บ้านที่โรงหมอเพื่อรับยาบรรเทาอาการปวดทรวงอกมากินทุกวัน อันเป็นวิธีรักษาเพียงวิธีเดียวในตอนนี้ที่หมอประจำหมู่บ้านจะช่วยเหลือเยียวยาเธอได้
อยู่มาวันหนึ่งขณะที่นิสรีนกำลังรอรับยาในโรงหมออยู่นั้น ชายคนหนึ่งท่าทางยากจนได้อุ้มเด็กหญิงตัวเล็กๆ  เข้ามาในโรงหมอเพื่อรอรับการรักษา เมื่อเด็กหญิงคนนั้นเห็นนิสรีนก็ส่งยิ้มให้อย่างไรเดียงสา  นิสรีนยิ้มตอบอย่างใจดี แต่ก็แอบจับสังเกตได้ว่าเด็กคนนี้ตัวเล็กและผอมเซียวผิดจากเด็กทั่วๆ  ไป และสีหน้าของพ่อเธอก็ดูอมทุกข์และเศร้าสร้อยมาก นิสรีนจึงนึกสงสัยว่าเด็กน้อยคนนี้เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายอันใดหนอ
          “ขอโทษนะคะ คุณน้า”  นิสรีนกล่าวขึ้นกับพ่อของเด็กหญิง หลังจากที่เขาปล่อยให้ลูกสาวไปวิ่งเล่นกับเด็กคนอื่นอยู่ในบริเวณนั้น  “ไม่ทราบว่าลูกสาวของคุณน้าป่วยด้วยโรคอะไรหรือคะ จึงทำให้คุณน้าดูเศร้าสร้อยถึงเพียงนี้”
ชายผู้นั้นหันมามองนิสรีนด้วยแววตาเศร้าหมอง ก่อนจะตอบว่าอย่างไร้กำลังว่า
          “น้ามียาย่าเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว เมื่อปีที่แล้ว  แม่ของแกเพิ่งป่วยตายไป  หลังจากนั้นอีกสามเดือน น้าก็พบว่ายาย่าป่วยด้วยโรคเนื้อร้ายที่ยากจะรักษาได้และต้องรอความตายเพียงอย่างเดียว”
          “แต่พอมีทางรักษาได้ไม่ใช่หรือคะ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ  แกต้องหายแน่”
นิสรีนให้กำลังใจ แต่ชายผู้นั้นกลับมีสีหน้าทุกข์ระทมยิ่งกว่าเก่า
          “ไม่หรอกหนู...ที่ประเทศของเรายังไม่มีหมอรักษาโรคนี้เลย ดังนั้นยาย่าจะไม่มีวันหายหรอก  หากไม่ได้เดินทางไปรักษายังประเทศตรงโพ้นทะเลโน้น และนั่นต้องใช้เงินมากทีเดียว  ตัวน้าเองก็เป็นเพียงช่างทำรองเท้า จะเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากที่ไหนเล่า”
นิสรีนรู้สึกสงสารช่างทำร้องเท้าและลูกสาวของเขาเป็นกำลัง เธอเก็บเอาเรื่องนี้มานอนคิดที่บ้าน และอยากหาทางช่วยเหลือให้เด็กคนนี้ได้รับการรักษา แม้ครอบครัวของนิสรีนจะจัดได้ว่าเป็นครอบครัวผู้มีอันจะกินครอบครัวหนึ่ง แต่ทรัพย์สมบัติในครอบครัวเธอก็คงไม่พอที่จะช่วยให้เด็กน้อยยาย่าได้รับการรักษายังโพ้นทะเลได้ อีกประการหนึ่ง  เธอก็ไม่อยากรบกวนทรัพย์สมบัติของพ่อและแม่มากเกินไป เพราะอยากให้ทั้งสองได้ใช้สมบัติที่มีเลี้ยงดูตนเองให้อยู่ดีกินดีจนชั่วชีวิต แทนตัวเธอที่คงไม่มีโอกาสอยู่ดูแลพ่อแม่ไปจนแก่เฒ่า
นิสรีนหมกมุ่นครุ่นคิดถึงวิธีช่วยเด็กน้อยอยู่หลายคืน จนกระทั่งคืนหนึ่งเธอก็คิดได้ว่าตัวเองควรจะทำอย่างไรเพื่อช่วยเด็กคนนี้โดยไม่ต้องเดือดร้อนคนอื่นมากนัก เมื่อคิดได้ดังนั้น  นิสรีนจึงแจ้งความคิดนี้ต่อพ่อและแม่ของเธอในทันที

“ลูกตัดสินใจว่าจะวิ่งไปทั่วประเทศ  ผ่านทุกเขตการปกครอง  ผ่านทุกหมู่บ้าน เพื่อขอรับเงินบริจาคมาช่วยยาย่าผู้น่าสงสารให้ได้เดินทางไปรักษายังโพ้นทะเล”
พ่อกับแม่ของนิสรีนตกใจมาก ต่างพากันทัดทานเป็นการใหญ่
          “ลูกกำลังเจ็บป่วยมากนะ ลืมไปแล้วหรือ...ลูกรัก  พ่อกับแม่ไม่ยอมให้ลูกไปเสี่ยงชีวิตแบบนั้นหรอก”  พ่อของนิสรีนกล่าวกล่าวแก่บุตรสาว แต่ตัวเธอนั้นมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือคนอื่นจนมองข้ามตัวเองไปนานแล้ว
          “พ่อจ๋า...ลูกไม่มีวันลืมหรอกว่าลูกกำลังป่วยหนัก และกำลังจะตาย  แต่เพราะเช่นนี้อย่างไรเล่า  ลูกจึงอยากใช้เวลาที่เหลืออยู่ของลูก ทำสิ่งที่ดีที่สุดก่อนที่ลูกจะตาย  โรคร้ายของลูกนั้นไม่มีทางรักษา แต่โรคร้ายของเด็กคนนั้นอาจหายได้ก็ได้หากเขาได้รับโอกาสนะจ้ะ”  นิสรีนกล่าวด้วยแววตามุ่งมั่น
          “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...มันจะไม่เสียแรงเปล่าหรือลูก ลองคิดดูสิว่าจะมีใครให้เงินลูกสักกี่มากน้อย เขาจะเชื่อหรือว่าลูกทำไปเพื่อช่วยเหลือคนอื่น  ไม่ใช่หลอกเอาเงินเขาไปใช้เอง ในเมื่อเขาก็ไม่รู้จักลูกสักหน่อย”  แม่ของนิสรีนว่า
          “ลูกไม่รู้หรอกจ้ะแม่ ว่าสิ่งที่ลูกทำจะประสบความสำเร็จแค่ไหน  ลูกอาจจะได้รับเงินบริจาคกลับมามากมาย หรืออาจจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย แต่ลูกก็เชื่อว่าความตั้งใจของลูกจะส่งผลดีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หรืออย่างน้อยเมื่อลูกตายไปแล้ว ดินแดนแห่งความสุขหลังความตายจะได้อ้าแขนรับลูกอย่างเต็มใจอย่างไรล่ะจ้ะ”
เมื่อไม่อาจเปลี่ยนจิตใจอันแน่วแน่ของบุตรสาวได้ พ่อกับแม่ของนิสรีนจึงเปลี่ยนทัศนคติแล้วหันมาสนับสนุนสิ่งที่เธอทำอย่างเต็มที่ พวกเขาทำแผนที่เส้นทางการเดินทางในประเทศให้แก่นิสรีน จ้างม้าข่าวไปกระจายข่าวยังหมู่บ้าน  และเขตการปกครองต่างๆ ให้ได้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้การวิ่งรับเงินบริจาคของนิสรีนบรรลุผลมากที่สุด
นิสรีนเริ่มออกวิ่งตามลำพังไปยังที่ต่างๆ ตามแผนที่ที่พ่อกับแม่ทำไว้ให้  ระหว่างทางเธอได้พบเจอผู้คนมากมาย และได้พูดคุยกับคนเหล่านั้นอย่างมีอัชฌาสัยถึงเหตุผลที่เธอต้องวิ่งรอบประเทศเพื่อหาเงินบริจาค ทำให้ผู้คนที่ได้พูดคุยกับนิสรีนรู้สึกชื่นชมในน้ำใจของนิสรีนยิ่งนัก จึงยินยอมมอบเงินบริจาคให้ด้วยความจริงใจ  อีกทั้งยังไปชักชวนเพื่อนๆ และคนรู้จักให้มาบริจาคกับเธออีกด้วย
การกระทำของนิสรีนเป็นเรื่องที่พูดกันปากต่อปากและแพร่กระจายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว ทุกคนเฝ้ารอการมาถึงของเธอและบางคนก็ขอวิ่งไปเป็นเพื่อนเธอด้วย ดังนั้นนิสรีนจึงได้รับเงินบริจาคเพิ่มมากขึ้นทุกที และได้เพื่อนร่วมเดินทางเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
ต่อมาเรื่องนี้ก็ได้แพร่เข้าไปโจษจันถึงในมหาปราสาท จนความทราบไปถึงเจ้าผู้ครองประเทศ จ้าวผู้ครองประเทศจึงสั่งให้ทหารไปสืบสาวความจริงเกี่ยวกับนิสรีนและการวิ่งขอเงินบริจาคของเธอ เมื่อรู้เรื่องทั้งหมด  จ้าวผู้ครองประเทศได้กล่าวชื่นชม       นิสรีน จากนั้นจึงมีคำสั่งให้กองทหารองครักษ์สามคนร่วมเดินทางไปด้วย  เพื่อคุ้มครอง นิสรีน  และให้ความช่วยเหลือเธอตามความเหมาะสม นอกจากนั้นยังสละเงินส่วนตัวจำนวนมากบริจาคให้แก่การเดินทางของนิสรีนอีกด้วย
หลายคนคิดว่าเงินที่นิสรีนหาได้ตอนนี้น่าจะมากพอแล้วสำหรับการรักษายาย่า จึงขอให้เธอหยุดวิ่งด้วยความเป็นห่วงว่าโรคหัวใจของเธอจะกำเริบแต่นิสรีนยังคงวิ่งต่อไปตามความตั้งใจเดิม เพราะเธอรู้ว่ายังมีคนอีกมากมาย  กำลังรอคอยที่จะทำความดีร่วมไปกับเธอ ซึ่งความช่วยเหลือจากจ้าวผู้ครองประเทศก็ทำให้การเดินทางของเธอราบรื่นและรวดเร็วขึ้นมาก จนกระทั่งการวิ่งขอรับเงินบริจาคของเธอก็สิ้นสุดลงเร็วกว่าเวลาที่คาดหมายไว้
เมื่อนิสรีนนำเงินไปให้ พ่อของเด็กหญิงยาย่าซาบซึ้งใจจนถึงกับร้องไห้และลงไปนั่งคุกเข่าพร่ำกล่าวคำสรรเสริญเธอด้วยใจจริง นิสรีนห้ามไม่ให้เขาทำเช่นนั้น และบอกว่า
          “ความช่วยเหลือเหล่านี้ไม่ได้มาจากหนูคนเดียว แต่มาจากทุกๆ  คนที่ได้มอบเงินบริจาคมาให้ ด้วยความศรัทธาและความเชื่อมั่นของพวกเขา พวกเขาอยากให้ยาย่าได้รับการรักษาและมีชีวิตที่สดใสต่อไปค่ะ”
เด็กน้อยยาย่าได้รับการรักษาโรคเนื้อร้ายของเธอยังโพ้นทะเล พ่อของเธอส่งข่าวมาให้นิสรีนและผู้บริจาคเงินทั้งหลายทราบเป็นระยะๆ  ว่า เงินของพวกเขานั้นได้ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของยาย่าให้ได้ดีขึ้นมากมายเพียงไร และหมอบอกว่า ยาย่ากำลังจะหายจากโรคร้ายได้ในไม่ช้านี้
ส่วนนิสรีนหลังกลับมาจากการวิ่งรับเงินบริจาคช่วยเหลือยาย่าแล้วก็เกิดเหตุการณ์น่าอัศจรรย์ใจขึ้นเมื่อหมอประจำหมู่บ้านมาตรวจเธออีกครั้งแล้วพบว่าหัวใจของเธอเป็นปกติดี ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใดดังที่เคยตรวจพบก่อนหน้านี้ สร้างความยินดีให้แก่พ่อแม่และที่รู้จักนิสรีนเป็นอย่างมาก
หลังจากนั้น นิสรีนสาวน้อยผู้มีหัวใจมุ่งมั่นก็ใช้ชีวิตของเธออย่างมีความสุข และเมื่อถึงวัยออกเรือน เธอได้แต่งงานกับองครักษ์หนุ่มผู้ที่เคยเข้าร่วมคุ้มครองเธอในการเดินทางครั้งนั้น และมีลูกๆ ที่แสนน่ารักน่าเอ็นดูถึงสามคน

............................................เธอทั้งหลาย...
การมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นนั้นสำคัญมาก เพราะสิ่งนี้จะสอนให้เธอรู้จักการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน  ทำให้เธอไม่เห็นแก่ตัว หรือนึกถึงแต่ความสุขของตนเองเพียงผู้เดียว คนที่เสียสละความสุขส่วนตนเพื่อคนอื่นนั้นสุดท้ายแล้วจะรู้สึกเป็นสุขยิ่งกว่าอย่างน่าอัศจรรย์ใจ แม้จะสูญเสียสิ่งที่เป็นของตนไปให้ผู้อื่นแล้วก็ตาม
จงอย่าตั้งคำถามเลยว่า ทำไปแล้วได้อะไร เพราะความเสียสละนั้นเป็นสิ่งที่กระทำอยู่บนพื้นฐานของความบริสุทธิ์ใจ การเสียสละของเธออาจจะไม่ก่อให้เกิดผลใดๆ กระทั่งบางครั้งอาจแลดูสูญเปล่าไปด้วยซ้ำ หรือเธออาจจะได้รับสิ่งที่ไม่คาดฝันอันแสนวิเศษจากการเสียสละนั้น
ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร อย่างน้อยก็ขอให้เธอดีใจไว้เถิดว่า  ในหนึ่งชีวิตที่เกิดมานี้ เธอเป็นคนดีคนหนึ่งที่ทำให้โลกของเราน่าอยู่มากขึ้น
                            .................จบเรื่องหัวใจของนิสรีน.....................

6/16/2556

นิทานสีขาว : บาบูผู้ทรงความยุติธรรม

นิทานสีขาว
จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

 

บาบูผู้ทรงความยุติธรรม
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนอันไกลโพ้น  มีเมืองๆ หนึ่งสร้างขึ้นอย่างวิจิตรงดงาม  ที่เมืองๆ นี้มีพระราชาพระนามว่า  “บาบู”  เป็นผู้ปกครอง
พระราชาบาบูทรงเป็นพระราชาที่ประชาชนรักมาก เพราะพระองค์ทรงยึดเอาความยุติธรรมเป็นที่ตั้งในการปกครองบ้านเมือง ถึงขนาดทรงให้แขวนกระดิ่งทองคำเสียงกังวานก้องไว้ที่หน้าพระราชวัง เมื่อชาวบ้านคนใดมีความเดือดร้อน  หรือได้รับความอยุติธรรมใดๆ ก็ให้มาสั่นกระดิ่งทอง  แล้วพระองค์จะเสด็จออกมารับฟังและช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ให้ด้วยพระองค์เอง
มาระยะหลังๆ ปรากฏภาวะแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ในเมือง  ประชาชนปลูกข้าวไม่ได้  พืชผลต่างๆ ก็ล้มตายตามๆ กันไปจนหมดสิ้น  ทุกๆ วันจึงมีประชาชนมาสั่นกระดิ่งทองคำเพื่อขอความช่วยเหลือจากพระราชาบาบู โดยในช่วงแรกๆ พระราชาบาบูได้มีพระราชโองการเบิกข้าวสารและพืชผลที่เก็บไว้ในคลังผลผลิตของพระราชวังมาแจกจ่ายแก่ชาวบ้านเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน แต่เมื่อต้องแจกเช่นนี้ไปทุกๆ วัน  ข้าวสารและพืชผลต่างๆ ที่เคยมีอยู่เต็มคลังก็เริ่มร่อยหรอ  ไม่พอแก่การแจกจ่าย ทำให้ทรงกลุ้มพระทัยเป็นอย่างมาก ในที่สุดก็ทรงตัดสินพระทัยส่งพระราชสาส์นไปกับนกพิราบถึงเจ้าชายบาเบพระโอรส ซึ่งทรงกำลังศึกษาวิชาการปกครองอยู่ในป่ากับพระอาจารย์ ความในพระราชสาส์นมีอยู่ว่า
บาเบลูกรัก
ขณะที่เจ้าได้อ่านสาส์นจากพ่อพ่อเชื่อเหลือเกินว่าเจ้ากำลังคร่ำเคร่งอยู่กับการศึกษาเป็นแน่ ลูกรัก...ตัวพ่อนั้นวางใจในผลการศึกษาของเจ้า และไม่เคยเป็นกังวลในเรื่องนี้แต่อย่างใด เพราะยิ่งกว่าความฉลาดเฉลียวที่มีมาแต่เล็กแต่น้อยของเจ้าแล้ว พ่อยังเชื่อมั่นในความตั้งใจจริงของเจ้ามากกว่า
แต่บาเบ ลูกรักของพ่อ...ตอนนี้  บ้านเมืองของเรากำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ด้วยภัยแห่งความแห้งแล้งที่มาเยี่ยมเยือนโดยที่เราหาได้ยินดีปรีดาไม่ ชาวบ้านกำลังพบทุกข์เข็ญเพราะไร้ผลผลิตเก็บเกี่ยว  น้ำตาของเด็กๆ กำลังจักท่วมแผ่นดินเพราะไร้อาหารประทังชีวิต บ้านเมืองของเรากำลังพบกับภัยแห่งความอดอยากหิวโหยครั้งใหญ่แล้ว และพ่อก็เจ็บปวดใจยิ่งนักที่ไม่อาจช่วยบรรเทาความทุกข์ยากเหล่านี้ได้มากเท่าที่เป็นถึงพระราชาปกครองประเทศ
ลูกรัก...พ่อรู้ว่าลูกรักการศึกษา และดิ้นรนด้วยความเหนื่อยยากกว่าจะได้เข้าศึกษากับพระอาจารย์ของลูก แต่พ่อคงต้องขอให้ลูกเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม  กลับมาบ้านเมืองเราเถิด กลับมาหาประชาชนของเรา  มาช่วยกันแก้ปัญหานี้ให้ผ่านพ้นไปเพื่อความสุขของพวกเขา เมื่อประชาชนมอบความไว้วางใจให้เราเป็นพระราชาของเขา ก็ถือเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องทำให้เขาอยู่กันอย่างมีความสุขที่สุด  ‘หากไม่มีประชาชนก็ไม่มีพระราชา’  จำคำพ่อไว้เถิดลูก
พ่อและประชาชนของเราจะรอวันที่ลูกกลับมา
ด้วยรัก...
พ่อของลูก

เจ้าชายบาเบเมื่อได้รับพระราชสาส์นจากพระบิดาก็ไม่รอช้า ทรงเข้าพบพระอาจารย์เพื่อขอลากลับบ้านเมืองทันที  อย่างไรก็ตาม เข้าชายบาเบก็อดที่จะโอดครวญแก่พระอาจารย์ด้วยความเสียดาย ในเรื่องที่ตนไม่อาจอยู่ศึกษาจนจบหลักสูตรดังเช่นเจ้าชายเมืองอื่นๆ พระอาจารย์ฟังเจ้าชายโอดครวญแล้วกล่าวว่า
“ความรู้ไม่ได้อยู่ที่นี้ที่เดียวดอก บาเบ  ครูสอนการปกครองที่ดีที่สุดไม่ใช่ข้า  แต่คือประชาชนของเจ้าเอง”   เจ้าชายบาเบเห็นจริงดังคำพระอาจารย์ว่า จึงรีบกราบลาแล้วทรงม้าคู่พระบารมีของเสด็จกลับเมืองในทันที
เจ้าชายบาเบทรงม้าติดต่อกัน  3  วัน  3  คืน  โดยไม่หยุดพัก เนื่องจากด้วยเห็นว่าความเดือดร้อนที่กำลังเกิดแก่ประชาชนนั้นรอช้าไม่ได้และแล้วในวันที่  4  ซึ่งเจ้าชายบาเบและม้าทรงของพระองค์รู้สึกเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น
มีลูกวัวตัวหนึ่งเดินผ่านมาจากพงหญ้าทึบข้างทางเพื่อเล็มหญ้าอ่อน ตรงทางที่เจ้าชายเสด็จผ่าน  ด้วยความเหน็ดเหนื่อยผสมอาการสะลึมสะลือ เพราะไม่ได้นอนหลับมาหลายวัน  ทำให้เจ้าชายบาเบบังคับม้าทรงให้หลบลูกวัวน้อยไม่ทัน เป็นเหตุให้ม้าทรงวิ่งเหยียบลูกวัวน้อยถึงแก่ความตาย เจ้าชายบาเบทรงตกพระทัยตื่นจากอาการสะลึมสะลือนั้น รีบเหลียวกลับไปมองพร้อมร้องอุทานว่า
“หยุดก่อน!  เจ้าม้าเอ๋ย เห็นทีว่าข้าคงจะเหยียบเด็กคนใดเข้าแล้ว”
เจ้าชายบาเบจ้องมองไปยังร่างที่พระองค์ทรงคิดว่าเป็นเด็ก แต่แล้วก็เห็นเพียงวัวน้อยตัวหนึ่งนอนแน่นิ่งสิ้นลมหายใจอยู่เท่านั้น
“โธ่เอ้ย...ที่แท้ก็แค่ลูกวัว”  เจ้าชายบาเบเอ่ยอย่างโล่งใจ แล้วรีบควบม้าทรงต่อไปจนกระทั่งถึงบ้านเมืองและได้เข้าเฝ้าพระราชาบาบู ซึ่งเมื่อได้เห็นหน้าพระโอรสก็รู้สึกดีพระทัยเหลือจะกล่าว รวมทั้งข้าราชบริพารต่างก็พากันโห่ร้องแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ในระหว่างที่ความยินดีปรีดากำลังบังเกิดขึ้นนั้น จู่ๆ  เสียงกระดิ่งทองคำก็ดังกังวานขึ้น พระราชาบาบูจึงรีบละจากพระโอรสออกไปรับเรื่องเดือดร้อนจากชาวบ้านทันที แต่เมื่อเห็นผู้สั่นกระดิ่ง  พระราชาบาบูก็ทรงรู้สึกแปลกพระทัยยิ่งนัก เพราะผู้สั่นกระดิ่งในครั้งนี้คือแม่วัวสาวที่มีน้ำตาไหลอาบแก้ม และร้องครวญอย่างน่าเวทนา
“มีใครในที่นี้รู้บ้าง ว่าเหตุใดแม่วัวตัวนี้จึงมาสั่นกระดิ่งทองคำร้องเรียกเรา”  พระราชาตรัสถามพระราชบริพาร  แต่ไม่มีใครทราบ จึงทรงมีพระราชโองการออกไปว่า
“เราเชื่อว่าต้องมีเรื่องทุกข์ใจอย่างแสนสาหัสเกิดแก่แม่วัวตัวนี้แน่ จงไปสืบความจากชาวบ้านและผู้เห็นเหตุการณ์ ถึงเรื่องราวที่เลวร้ายที่เกิดขึ้นแก่แม่วัว แล้วนำความนั้นมาบอกเราเดี๋ยวนี้”
เหล่าทหารรับรุดออกจากวังไปสอบถามชาวบ้าน แล้วรีบกลับมากราบทูลให้พระราชาบาบูทรงทราบ  เมื่อทรงรับเรื่องราวทั้งหมดแล้ว จึงรับสั่งให้เจ้าชายบาเบเข้าเฝ้า  แล้วตรัสถามเจ้าชายว่า
“ลูกพ่อ พ่อรู้เรื่องที่ลูกได้คร่าชีวิตลูกวัวน้อยแล้ว ใยเจ้าจึงทำเช่นนั้นเล่า”
“กราบทูลเสด็จพ่อ ด้วยความรีบร้อนเดินทางกลับบ้านเมือง  ทำให้ลูกขาดสติในการบังคับม้า ม้าของลูกจึงพลาดไปเหยียบลูกวัวจนถึงแก่ชีวิตพระเจ้าค่ะ”  เจ้าชายบาเบตอบ
“เมื่อเจ้าทำให้ชีวิตลูกวัวน้อยหลุดลอยไปแล้ว เจ้าแสดงความรับผิดชอบอย่างไรบ้างเล่าลูกรัก”  พระราชาบาเบตรัสถามอีก
“ลูกมิได้ทำสิ่งใดเลย ด้วยเห็นว่านั่นเป็นเพียงแค่ลูกวัวตัวหนึ่งเท่านั้น”
เมื่อทรงได้ฟังคำตอบเช่นนั้น พระราชาบาบูจึงถึงกับทรุดตัวลงบนพระที่นั่ง  เจ้าชายบาเบเห็นดังนั้นก็ตกพระทัย เนื่องจากไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ตนทำลงไปนั้นเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างไร
“ลูกทำอะไรผิดอย่างนั้นหรือเสด็จพ่อ”  เจ้าชายบาเบตรัสถามด้วยความกังวลใจ
“เจ้าเป็นถึงลูกพระราชา ใยดูแคลนคุณค่าของชีวิตเช่นนั้น  แม้นั่นจะเป็นลูกวัว  แต่ลูกวัวก็มีชีวิต มีเลือดเนื้อ  มีความเจ็บปวดเช่นเดียวกับเจ้า  ลองหันไปดูสิลูกรัก หากชีวิตของลูกวัวน้อยไม่มีค่าดังเช่นที่เจ้าว่า เหตุใดจึงทำให้แม่วัวเศร้าโศกถึงขนาดต้องมาร้องทุกข์กับพ่อ  ลูกรัก หากเจ้ามองไม่เห็นความสำคัญของสิ่งเล็กสิ่งน้อย  ในวันนี้ แล้ววันหน้าเจ้าจะปกครองประเทศด้วยใจที่เป็นธรรมได้อย่างไร ต่อไปเจ้าคงจะละทั้งความเป็นธรรม  ละทิ้งสิ่งที่สำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งละทิ้งประชาชนและสูญสิ้นประเทศ ลูกรัก...พ่อไม่ยอมให้พระราชาเช่นนั้นมาปกครองประชาชนของพ่อเป็นแน่ และความผิดของเจ้าสมควรได้รับการชำระโทษอย่างเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย”
เมื่อตรัสจบพระราชาบาบูก็ทรงตัดสินพระทัยที่จะลงโทษพระโอรสด้วยวิธีเดียวกับที่เจ้าชายได้ทำกับลูกวัวน้อย สร้างความตกตะลึงให้แก่ทหารและข้าราชบริพารในที่แห่งนั้นเป็นอย่างมาก ต่างทัดทานให้พระราชาบาบูทรงตัดสินพระทัยใหม่ ด้วยเห็นว่าการลงโทษเช่นนี้ร้ายแรงเกินไปสำหรับความผิดของเจ้าชายที่ฆ่าลูกวัวหนึ่งตัว
“วัวหนึ่งตัวคือชีวิต เมื่อหนึ่งชีวิตสูญสิ้นในแผ่นดินของเราอย่างไม่เป็นธรรม ตัวเราซึ่งเป็นพระราชาก็ต้องรียกร้องความยุติธรรมนั้นคืนมาให้ เจ้าชายไม่คิดว่าหนึ่งชีวิตน้อยๆ  ของลูกวัวสำคัญ ฉะนั้นเราจะทำให้เจ้าชายรู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดก่อนสิ้นชีวิต เพื่อที่เขาจะได้เข้าใจคุณค่าของชีวิตมากขึ้นและเราผู้เป็นพ่อของเจ้าชายผู้กระทำความผิด ก็สมควรได้รับโทษแห่งความสูญเสียรวดร้าว ดังเช่นที่แม่วัวกำลังได้รับอยู่ขณะนี้...ตัวเรา จะเป็นผู้คร่าชีวิตลูกชายเราเอง”
ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากเหล่าเสนาอำมาตย์ แต่พระราชาบาเบกลับยอมรับโทษจากพระบิดาด้วยจิตที่สำนึกผิด ทรงเดินไปยังหน้าพระราชวังแล้วล้มตัวลงนอนทอดกลายบนพื้นดินที่ระอุ เพื่อรอการลงพระอาญาจากพระบิดา
"ลูกพร้อมจะรับโทษจากเสด็จพ่อแล้ว ขอให้ลงโทษลูกให้สมกับความผิดด้วยเถิด”  เจ้าชายตรัสด้วยน้ำเสียงกล้าแข็ง
พระราชาบาบูมองพระโอรสแล้วรู้สึกประหนึ่งพระทัยจะแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่ก็ต้องแข็งใจทรงม้าพระที่นั่งเพื่อลงโทษเจ้าชายด้วยตนเองตามที่ได้ลั่นวาจาไว้
พระราชาบาบูทรงม้า แล้วควบตรงไปยังร่างของเจ้าชายที่นอนรอรับโทษอย่างสงบ ม้าพระที่นั่งเหยียบร่างเจ้าชายอย่างแรง เจ้าชายสิ้นพระชนม์ในทันที
ท่ามกลางความตกใจและเสียงร่ำไห้ พระราชาบาบูทรงลงจากม้าอย่างคนสิ้นวิญญาณ  และทรุดตัวลงไปกองบนพื้นดินข้างๆ ร่างที่ไร้วิญญาณของพระโอรส  น้ำพระเนตรไหลอาบเต็มพระพักตร์...
ทันใดนั้นเอง  มีแสงสว่างวาบเกิดขึ้นที่ร่างของแม่วัวที่มาร้องทุกข์ หลังสิ้นแสงนั้นร่างของแม่วัวก็หายไปปรากฏเป็นร่างของพระฤาษีเฒ่าที่น่าเลื่อมใสขึ้นมาแทน
“อย่าทุกข์ใจไปเลยองค์ราชา คุณธรรมที่มั่นคงของท่านได้ประจักษ์แก่สามโลกแล้ว  เราจะชุบชีวิตโอรสของท่าน ผู้ซึ่งเป็นศิษย์ของเราเช่นกัน  กลับคืนมา ณ บัดนี้”
กล่าวจบ พระฤาษีก็วาดไม้เท้าขึ้นกลางอากาศแล้วชี้ไปยังร่างไร้วิญญาณของเจ้าชายบาเบ แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น  เจ้าชายบาเบรู้สึกพระองค์ลุกขึ้นมามีลมหายใจอีกครั้ง สร้างความยินดีให้ทุกๆ คนในที่นั้นโดยเฉพาะเจ้าพระราชาเป็นอย่างมาก
“พระอาจารย์”  เจ้าชายบาเบร้องอุทานเมื่อเห็นพระฤาษี  “พระอาจารย์มาช่วยศิษย์หรือพระเจ้าค่ะ”
“เปล่าเลยบาเบ”  พระฤาษีตอบ  “ความยุติธรรมอันเป็นคุณสมบัติที่สำคัญยิ่งของพระราชาแห่งพระบิดาของเจ้าต่างหากที่ช่วยเจ้าไว้ ลูกวัวตัวนั้นเป็นร่างที่เสกจากข้าเพื่อทดสอบคุณธรรมในพระบิดาของเจ้า ซึ่งได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพระราชาผู้นี้ทรงมีความยุติธรรมเป็นที่น่าสรรเสริญยิ่ง บาเบ  ศิษย์ข้า...เจ้าไม่ต้องกลับไปศึกษาวิชาการปกครองจากข้าอีกดอก ในเมื่อพระบิดาของเจ้าเองคือพระอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่มากอยู่แล้ว จงศึกษาคุณธรรมจากพระราชาผู้นี้แล้วเจ้าจะเป็นพระราชาผู้ครองใจประชาชนในเวลาไม่นาน”
พูดจบฤาษีก็ให้พรแก่พระราชาบาบูว่า
“ด้วยความยุติธรรมอันโดดเด่นของท่าน ข้าขออวยพรให้บ้านเมืองท่านพ้นจากภัยแห้งแล้งเสียเดี๋ยวนี้”  ฉับพลันนั้นก็มีฝนตกลงมาจากฟากฟ้า  “และขอให้บ้านเมืองของท่านอุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าวปลาอาหาร ประชาชนอยู่อย่างเป็นสุขและเทิดทูนพระราชาผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมเป็นที่ตั้งดังเช่นท่านตลอดไป”
สิ้นคำให้พรสุดท้ายพระฤาษีก็หายตัวไป เสียงโห่ร้องยินดีของชาวบ้านดังก้องไปทั่วทั้งเมือง เจ้าชายบาเบทรงสวมกอดกับเจ้าชายบาบูและทรงให้คำมั่นสัญญาว่า จะเป็นพระราชาผู้ทรงไปด้วยความยุติธรรมดังเช่นพระบิดาให้จงได้

เธอทั้งหลาย...
หลายคนอาจคิดว่า การลงโทษเจ้าชายของพระราชานั้นดูเหมือนจะรุนแรงเกินความผิดไปสักหน่อย  บางคนก็ว่า พระราชานี่ช่างใจร้ายนัก  ฆ่าได้แม้กระทั่งลูกตนเอง  แต่เธอจ๋า ความยุติธรรมนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นยากมากในโลกใบนี้ และนับวันก็จะยิ่งลดน้อยถอยลงด้วย  บางเวลา  เมื่อเธอต้องการความยุติธรรม เธอก็จะไม่พบกับความยุติธรรมใดๆ  เลย  นั่นเป็นเพราะเนื่องจากความยุติธรรมมีน้อย ดังนั้นบางครั้ง เราจึงจำเป็นต้องสร้างแม่บทของความยุติธรรมกลายเป็นบรรทัดฐานให้คนอื่นๆ ได้ถือเป็นแบบย่างและนำไปปฏิบัติด้วย
พระราชาอาจจะดูใจร้ายไปสักหน่อย แต่พระองค์ทรงทำเพื่อส่วนรวม ทรงเป็นพระราชาที่ให้ความรักความเมตตาต่อทุกคนเหมือนกันหมด  ไม่แบ่งแยก ไม่ลำเอียง  ถ้ามีผู้นำหรือคนอย่างพระราชาบาบูอยู่มากๆ สังคมของเราทุกวันนี้จะมีความสุขมากมายขนาดไหน
..........................จบเรื่องบาบูผู้ทรงความยุติธรรม..........................

Popular Posts

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top