4/17/2556

นิทานพื้นบ้าน ขี้เหล้าเล่นหม้อ

นิทานพื้นบ้านหนองฮังกา (ปัจจุบันขึ้นกับบ้านแสงอินทร์) ต.กระเบื้อง อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์

นิทานพื้นบ้านขี้เหล้าเล่นหม้อ


         นานมาแล้วมีเศรษฐีผู้ใจบุญท่านหนึ่ง แกชอบทำบุญเป็นชีวิตจิตใจ ขอให้ได้ทำบุญแก่จะทำทุกอย่าง คนอีสานพูดไว้ว่า “แฮงให้ แฮงรวย แฮงให้ แฮงได้หลาย”  คือ ได้เยอะเพราะคนตอบแทนกับการให้ของเรา รวมคือรวยน้ำใจไปไหนคนรักคนอารีย์กับไมตรีจิตของเรา ยิ่งให้ก็ยิ่งได้มาก
         เศรษฐีผู้ใจบุญมีลูกชายคนเดียว ไม่เอาถ่าน ลูกเมียก็ไม่มี ลูกชายเศรษฐี เอาอย่างเดียวคือ กินเหล้า กินแล้วก็กินอีก กินจนติด เพื่อนฝูงก็มาก เพราะรวย มีเงินเลี้ยงคนอื่น เพื่อต้องการความเป็นเพื่อนแค่นั้นเอง เพื่อนทั้งหลายก็หลอกกินฟรีไปวัน ๆ
         หลายปีต่อมา เศรษฐีใจบุญตายลง ลูกชายเศรษฐีเป็นผู้รับมรดกแต่เพียงผู้เดียว เขาไม่สนใจการบริหาร ไม่รู้จักรักษาทรัพย์ที่พ่อแม่ให้ไว้ ดื่มกินจนเมามาย ไม่นานฐานะความเป็นอยู่ของเขาก็จนลง ไม่มีที่อยู่อาศัย ขอทานเขากินไปวัน ๆ ความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสเริ่มเข้ามาแทนที่ เขาไปหาเพื่อนที่ไหนก็ไม่มีใครให้กิน ความทุกขเวทนามีมากยิ่งขึ้น ด้วยเดชะบุญกุศลของเศรษฐีผู้ใจบุญที่ตายไปแล้ว จึงได้ไปเกิดเป็นเทวดาผู้ใหญ่ในสวรรค์ ด้วยความเป็นห่วงลูก จึงใช้ตาทิพย์มองมายังพื้นโลก เห็นลูกชายของตนได้รับทุกขเวทนายิ่งนัก หัวอกผู้เป็นพ่อให้สลดหดหู่ยิ่ง ด้วยความเป็นห่วงลูก เทวดาผู้เป็นใหญ่นั้นจึงได้ลงมาหาลูกตน สอนให้ลูกรู้จักทำมาหากิน ให้รู้จักประหยัดเมื่อมีเงิน
         ลูกชายเมื่อฟังแล้วก็รับปากว่า จะกลับตัวเป็นคนดี จะเลิกเหล้าเด็ดขาด เขาบอกกับเทวดาผู้เป็นใหญ่ซึ่งเป็นพ่อของเขาว่า เขาจะเริ่มต้นอย่างไร เขาไม่มีทุกรอนอะไร เทวดาผู้เป็นพ่อจึงส่งหม้อดินให้เขาใบหนึ่ง แล้วบอกว่า เจ้าจงรักษาหม้อดินนี้ให้ดี หากเจ้าต้องการเงินทอง เจ้าก็เอามือล้วงเข้าไปหยิบมาใช้ได้ดั่งใจคิด แต่มีข้อแม้ว่าอย่าทำแตก ลูกชายเศรษฐีก็รับคำพ่อ
         เช้าของวันรุ่งขึ้น ลูกชายเศรษฐีขี้เหล้า ก็เอามือล้วงดูว่าที่พ่อบอกนั้นจะจริงหรือเปล่า เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก มือเขาสัมผัสกับเงินทองมากมาย เขาอดเหล้าได้เพียงครึ่งวันเท่านั้น ก็ลืมคำพ่อที่สั่งสอนเสียสิ้น เขากลับมาดื่มกินอย่างหนัก วันหนึ่งเขากินเหล้าแล้วก็เดินทางไปหาเพื่อน ระหว่างทาง เขานึกสนุกขึ้นมา จึงได้โยนหม้อขึ้นสูง ๆ แล้วก็วิ่งไปรับ ปากก็พูดว่า "โอะ ๆ โอะ…โอะร่วง" พอรับหม้อได้เขาก็โยนใหม่ แล้วก็วิ่งไปรับ ปากก็พูดว่า "โอะ ๆ โอะ โอะร่วง" เขาทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ในระหว่างเดินทาง แล้วก็วิ่งไปรับ ปากก็พูดว่า "โอะ ๆ โอะ โอะร่วง" คราวนี้หม้อในมือเขาเกิดร่วงจริง ๆ หม้อใบนั้นจึงแตก ขี้เหล้าตกใจมาก เขาคิดถึงคำพ่อที่บอกไว้ เขารู้สึกเสียใจในการกระทำของตัวเองมาก เขาไม่มีโอกาสอีกแล้วในชีวิตนี้ เขาไม่ได้ล้วงเงินทองในหม้อเก็บไว้ เพื่อไว้ใช้จ่ายในวันข้างหน้าเลย เขาไม่ได้เก็บเงินไว้เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลตนเองเลย เขาไม่มีเงินสำรองอะไรทั้งสิ้น หมดแล้วทุกอย่าง

 

เครดิต  นิทานเรื่องขี้เหล้าเล่นหม้อ

4/11/2556

นิทานชาดก : มุณิกชาดก

สถานที่ตรัสชาดก
.....เชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี

สาเหตุที่ตรัสชาดก
.....พระ สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบว่าพระภิกษุรูปหนึ่งมีความปรารถนาจะสึก เพราะได้รับการเอาอกเอาใจพูดจาชักชวนแทะโลมจากสาวแก่นางหนึ่ง พระพุทธองค์จึงทรงสอบถาม พระภิกษุรูปนั้นก็ยอมรับแต่โดยดี พระบรมศาสดาจึงตรัสเตือนสติว่า

“ ดูก่อน ภิกษุ มิใช่แต่บัดนี้เท่านั้นที่หญิงคนนี้ทำให้เธอพินาศ เมื่อก่อนนี้ เธอถึงกับสิ้นชีวิตในวันวิวาห์ของหญิงคนนี้ ต้องเป็นอาหารอันโอชะเลี้ยงคนมากมายในงานทีเดียว ” ตรัสดังนั้นแล้ว พระองค์ทรงนำ มุณิกชาดก มาตรัสแสดงดังนี้

เนื้อหาชาดก

.....ในอดีตกาล สมัยพระเจ้าพรหมทัตครองกรุงพาราณสี ณ ชนบทแห่งหนึ่ง ชาวนาครอบครัวหนึ่งได้เลี้ยงโคไว้สองตัวพี่น้องชื่อ มหาโลหิต กับ จุฬโลหิต และเลี้ยงสุกรตัวหนึ่งชื่อ มุณิกะ

แต่ เช้าตรู่ทุกๆ วัน ชาวนาจะนำโคทั้งสองไปไถนา บรรทุกน้ำ บรรทุกฟืน กว่าจะได้กลับบ้านพักผ่อนก็ตะวันตกดินไปแล้ว ไม่ว่างานใดๆ ที่เป็นงานหนักตรากตรำ ชาวนาได้อาศัยแรงโคทั้งสองนี้เสมอ กล่าวได้ว่าโคทั้งสองเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวทีเดียว

อยู่ มาวันหนึ่ง ชาวนาได้จัดพิธีหมั้นลูกสาวของตนให้กับชายหนุ่มคนหนึ่ง หลังจากพิธีหมั้นผ่านพ้นไปแล้ว แกก็คิดตระเตรียมงานสำหรับวันแต่งงานที่จะมาถึงในไม่ช้า ทุกๆ วัน ลูกสาวชาวนาจะนำข้าว ถั่ว รำ และอาหารอย่างดี จำนวนมากไปเลี้ยงหมูมุณิกะ เมื่ออากาศร้อน หญิงสาวจะอาบน้ำขัดถูร่างกายให้มัน แม้พื้นคอกสกปรกก็จะลงมือถูให้สะอาดเอี่ยม ตกกลางคืนจะสุมไฟไล่ยุงให้

ส่วน โคทั้งสองพี่น้องไม่เคยได้รับการเอาอกเอาใจเช่นนี้เลย ต้องออกทำงานแต่เช้าตรู่ ได้รับแต่เพียงข้าวลีบ หญ้าแก่ๆ หรือใบไม้แห้งๆ เท่านั้น โคจุฬโลหิตเห็นการกระทำของชาวนาและบุตรสาวเช่นนี้อดน้อยเนื้อต่ำใจไม่ได้ จึงกล่าวรำพันกับโคมหาโลหิตผู้เป็นพี่ว่า “ ดูซิพี่ เราทั้งสองทำงานหนักสารพัดอย่างไม่มีว่างเว้น แทบจะเรียกว่าเราเป็นผู้ทำมาหาเลี้ยงครอบครัวนี้ก็ยังได้ แต่เราได้กินเพียงข้าวลีบ ฟางหญ้าแห้งๆ ใบไม้แก่ๆ อย่างนี้ ส่วนเจ้าหมูมุณิกะ วันทั้งวันเอาแต่นอน ไม่เคยทำอะไรสักอย่างเดียว กลับได้กินข้าวอย่างดี ช่างไม่ยุติธรรมเลย ”

โคมหา โลหิตผู้พี่ จึงกล่าวเตือนน้องว่า “ น้องรัก เจ้าอย่างได้คิดอิจฉามุณิกะเลย ที่มันกินอย่างนี้ ไม่ได้กินเพื่ออยู่ แต่กินเพื่อตาย คอยดูสิอีกไม่กี่วัน เมื่อถึงวันแต่งงานของคุณหนู เขาก็จะจับมันแกงเลี้ยงแขกที่มาร่วมงาน เจ้ากินแต่ข้าวลีบอย่างนี้น่ะดีแล้ว อายุจะได้ยืน ”

และ แล้วก็เป็นจริงตามคำของโคมหาโลหิต เพราะต่อมาอีกไม่นาน เขาก็ช่วยกันจับสุกรมุณิกะฆ่าทำแกงเลี้ยงแขกที่มาร่วมงานแต่งงาน มิใยที่หมูมุณิกะจะแผดเสียงร้องขอชีวิตอย่างน่าสงสารก็ไม่มีใครเห็นใจ ซ้ำนายสาวซึ่งเคยเอาอกเอาใจมันอย่างดีตลอดมาเมื่อครั้งก่อน ยังลงมือช่วยฆ่าอีกแรงเสียด้วย โคจุฬโลหิตจึงกล่าวกับโคมหาโลหิตว่า

“ พี่จ๊ะ ฉันเห็นโทษของการกินมากๆ ของเจ้าหมูมุณิกะแล้วว่าเป็นอย่างไร ทำให้รู้สึกว่ากินหญ้าแก่ ๆ กับใบไม้แห้งๆ ของเราช่างเป็นอาหารที่ประเสริฐสุดจริงๆ กินแล้ว อายุยืนกว่าอาหารอร่อยๆ ของเจ้ามุณิกะตั้งร้อยเท่าพันเท่าเชียว ” แล้วโคทั้งสองพี่น้องก็สนทนากันต่อด้วยความเบิกบานใจ

ประชุมชาดก

..... เมื่อ พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมจบแล้ว ทรงเทศนาอริยสัจ ๔ พระภิกษุรูปนั้นส่งใจไปตามคำพระธรรมเทศนา บังเกิดความสลดใจเห็นภัยในวัฏสงสารและโทษของการครองเรือน สามารถประคองใจให้หยุดนิ่งตั้งมั่นในศูนย์กลางกาย ได้บรรลุธรรมดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วพระบรมศาสดาทรงประชุมชาดกว่า

สุกรมุณิกะ ได้มาเป็นภิกษุผู้คิดจะสึกรูปนี้

โคจุฬโลหิต ได้มาเป็นพระอานนท์

โคมหาโลหิต ได้มาเป็นพระองค์เอง

ข้อคิดจากชาดก

๑ . ไม่ว่ากาลไหนๆ ภิกษุไม่ควรใกล้ชิดสตรี พระอานนท์เคยทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ภิกษุควรประพฤติตนอย่างไรต่อสตรี

พระพุทธองค์ทรงตอบว่า “ อย่าได้พบปะสตรีใดๆ เลย ”

พระอานนท์ทูลถามว่า “ ถ้าจำเป็นต้องพบปะจะทำอย่างไร”

พระพุทธองค์ทรงตอบว่า “ ก็อย่าพูดคุยด้วย ”

พระอานนท์ทูลถามว่า “ ถ้าต้องพูดคุยด้วยจะทำอย่างไร ”

พระพุทธองค์ทรงตอบว่า “ ก่อนจะพูด ตั้งสติให้มั่นคงแล้วรีบพูดให้เสร็จธุระโดยไว ”

๒ . ผู้ที่เป็นผู้นำได้ ต้องหมั่นสังเกต หมั่นอบรมตนเองและบริวารให้มีความมักน้อย สันโดษ พอใจในปัจจัยตามมีตามได้ ไม่โลภ มีความหนักแน่น ไม่อิจฉาริษยา

 

ที่มา :: ธรรมะประจำวัน :: - มุณิกชาดก...ชาดกว่าด้วยความมีอายุยืน

4/07/2556

นิทานชาดก วัฏฏกชาดก : นกคุ่มโพธิสัตว์

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า เมื่อคราวเสด็จเที่ยวจาริกไปในมคธชนบททั้งหลาย ทรงปรารภการดับไฟป่า

เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่ง พระพุทธองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ได้ไปบิณฑบาตในหมู่บ้านชาวมคธแห่งหนึ่ง ฉันเสร็จแล้วเสด็จไปตามทาง วันนั้น เกิดไฟป่ารอบด้าน พวกภิกษุปุถุชนต่างกลัวตายจึงพากันจะดับไฟ ถูกพวกภิกษุห้ามไว้และให้อยู่ในอาการที่สงบ ไฟป่าไหม้มารอบด้าน พอใกล้เข้ามาหาพื้นที่พระพุทธองค์และหมู่สงฆ์อยู่ก็ดับไปเอง สร้างความแปลกประหลาดใจแก่ภิกษุทั้งหลาย เพื่อคลายความสงสัยของพวกภิกษุ พระพุทธองค์จึงได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนกคุ่มผัวเมียคู่หนึ่งกำลังมีลูกน้อยตัวหนึ่ง ทุกวันนกคุ่มผัวเมียจะออกจากรังไปหาอาหารมาป้อนลูกนกอยู่เป็นประจำ

วันหนึ่ง เกิดไฟไหม้ป่ารอบข้าง นกต่างๆ รวมทั้งนกคุ่มสองผัวเมีย ได้บินออกจากรังไป เพราะกลัวตาย ปล่อยให้นกคุ่มลูกน้อยนอนผจญภัยอยู่ตามลำพัง นกคุ่มน้อยเมื่อเห็นไฟไหม้ใกล้เข้ามา จึงรำลึกถึงคุณแห่งศีลว่า
     " คุณแห่งศีลมีอยู่ในโลก ความสัจ ความสะอาด และความเอ็นดู มีอยู่ในโลก
       ด้วยความสัจนั้น ข้าพเจ้าจักทำสัจกิริยาอันยอดเยี่ยม ข้าพเจ้าพิจารณากำลังแห่งธรรม
       ระลึกถึงพระชินเจ้าทั้งหลายในปางก่อน อาศัยกำลังสัจจะ ขอทำสัจจกิริยา "

แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า
     " ปีกของเรา มีอยู่ แต่ก็บินไม่ได้ เท้าทั้งสองของเรา มีอยู่แต่ก็เดินไม่ได้
       มารดาและบิดาของเรา ออกไปหาอาหาร นี่ไฟป่า ท่านจงถอยกลับไปเสีย "

ด้วยอำนาจแห่งการทำสัจกิริยาของลูกนกคุ่มไฟป่าได้ดับลงไปหมดสิ้น


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

คุณของศีลทำให้รอดพ้นภัยวิบัติได้

ที่มา http://www.dhammathai.org/chadoknt/chadoknt113.php

 

Popular Posts

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top