12/06/2556

นิทานสีขาว บุญมาผู้มีใจริษยา

นิทานสีขาว
จาก เรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

บุญมาผู้มีใจริษยา
ทองคำ  เละ  บุญมา เป็นชาวนาที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน  ทองคำเป็นคนฉลาด  ขยันขันแข็ง มีความพอใจในความเป็นอยู่ของตน  ดังนั้นเขาจึงเป็นผู้ที่มีความสุขมากคนหนึ่ง ส่วนบุญมาเป็นคนเกียจคร้าน  จิตใจฟุ้งซ่าน  ไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตนมี และคอยคิดริษยาผู้ที่มีดีกว่าตนเสมอ ด้วยเหตุนี้บุญมาจึงไม่เคยได้รู้จักกับความสุขในชีวิตของเขาเลย
นอกจากจะเป็นคนที่มีความสุขแล้ว ความมีอัธยาศัยไมตรีของทองคำก็ทำให้เป็นที่รักของคนในหมู่บ้านด้วย ชาวบ้านชอบแวะเวียนมาพูดคุยกับทองคำ  และสรรหาสิ่งดีๆ  มามอบให้แก่ทองคำเสมอ นั่นทำให้บุญมารู้สึกริษยาทองคำมาก  ทั้งๆ  ที่ทองคำไม่เคยทำอะไรบุญมา แต่การที่ทองคำเป็นที่รักของใครๆ  และมักจะได้รับสิ่งดีๆ  อยู่ตลอด นั่นก็เพียงพอแล้ว   ที่จะทำให้คนจิตใจริษยาอย่างบุญมารู้สึกเกลียดชังน้ำหน้าเขา
นับวัน บุญมายิ่งเพิ่มพูนความอิจฉาริษยาในใจที่มีต่อทองคำมากขึ้น เพียงแค่เห็นหน้าก็พาลรู้สึกโกรธเกลียดจนอยากจะเข้าไปทำร้าย แต่ทองคำเป็นที่รักของชาวบ้าน และชาวบ้านทุกคนก็พร้อมจะช่วยเหลือปกป้องทองคำเสมอยามเขาเดือดร้อน  ดังนั้น บุญมาจึงได้แต่เก็บความแค้นเคืองของตนเองไว้ในใจ แล้วเข้าไปสาปแช่งทองคำให้ประสบกับความวิบัติล่มจมต่อหน้าพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านแทน
          “ข้าแต่พระองค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์”  บุญมาพนมมือกล่าวต่อหน้าองค์พระ  แววตาของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง  “วันนี้ข้าได้นำเครื่องบูชามากมายมามอบแก่ท่าน เพียงเพื่อให้ท่านช่วยบันดาลในสิ่งที่ข้าต้องการสักเล็กน้อย  นั่นคือ ข้าอยากขอให้ท่านมอบความวิบัติฉิบหายให้แก่ไอทองคำ ผู้ที่ข้าเกลียดยิ่งกว่าสัตว์เลื้อยคลาน  ข้าขอให้ไร่นาของมันเก็บเกี่ยวไม่ได้ ขอให้  วัว  ควาย  ที่มันเลี้ยงไว้ล้มตายจนหมด  ขอให้มันไม่มีอะไรจะกิน ขอให้มันไม่มีความสุข ให้มันตายไปในสามวันเจ็ดวันได้ยิ่งดี...หากท่านช่วยทำให้คำขอของข้าเป็นจริงทุกประการ ข้าจะนำเครื่องบูชาที่มากกว่านี้มาถวายท่านอีก”
เมื่อสิ้นเสียงร้องขออันอัปมงคลของบุญมา หนูตัวหนึ่งก็วิ่งพรวดเข้ามาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย มันวิ่งตรงเข้าไปยังเครื่องบูชาของบุญมาและเหยียบย่ำสิ่งของเหล่านั้น  บุญมาตกใจ รีบเอาไม้กวาดที่ตั้งอยู่บริเวณนั้นขึ้นมาไล่ตี  แต่เจ้าหนูตัวเล็กว่องไวมาก มันหลบซ้ายหลบขวาหนีไม้กวาดในมือของบุญมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อมันวิ่งย่ำบนเครื่องบูชาจนเละเทะเป็นที่พอใจแล้ว มันก็หนีหายไปทางรูกำแพงเล็กๆ ด้านหลังพระพุทธรูป
บุญมาหันกลับมาเก็บเครื่องบูชาของตนเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง ก่อนจะกราบลาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ แล้วกลับไปรอชมความหายนะของทองคำอยู่ที่บ้านอย่างเบิกบานใจ
แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประสาทแต่พรที่บริสุทธิ์ และช่วยเหลือเพียงผู้ที่ประพฤติดี ดังนั้นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์จึงไม่รับเครื่องบูชาของบุญมา ซ้ำยังมอบความเมตตาให้แก่ทองคำผู้ที่อยากให้ทุกคนในหมู่บ้านมีความสุขเช่นเดียวกับตัวเขา โดยที่ทองคำมิต้องอ้อนวอนขอ
ดังนั้น  ในคืนหนึ่ง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์จึงมาเข้าฝันทองคำ และบอกแก่เขา
          “ทองคำเอ๋ย หลังจากที่เจ้าพากเพียรทำงานหนักอย่างยากลำบากมาเป็นแรมเดือน ในพรุ่งนี้เจ้าจะได้พบกับผลผลิตซึ่งคุ้มกับความพากเพียรของเจ้า จงลุกขึ้นไปทำไร่เสียเดี๋ยวนี้เถิด เพราะสิ่งที่ว่านั้นได้รอคอยเจ้าอยู่แล้ว”
ทองคำสะดุ้งตื่นจากความฝันอันน่าอัศจรรย์ใจนั้น เขานิ่งทบทวนเรื่องราวที่พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์กล่าวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกไปอาบน้ำแต่งตัว แล้วถือจอบเสียมไปที่ไร่ตั้งแต่เช้ามืดของวันนั้น
เมื่อมาถึงที่ไร่ ทองคำก็ทำงานของตนไปตามปกติ  จนกระทั่งมาถึงแปลงฟักทอง ทองคำจึงได้พบกับฟักทองยักษ์ลักษณะประหลาดผลหนึ่งขึ้นเด่นมาตรงกลางแปลง เปลือกของฟักทองนี้เป็นสีรุ้งทั้งเจ็ด  ตัวผลมีกลิ่นหอมดั่งดอกมะม่วง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเท้าสี่เท้า  หาง  และงวง  งอกขึ้นมาด้วย ซึ่งทำให้แลดูเหมือนช้างมากทีเดียว
ทองคำคิดว่า ฟักทองมหัศจรรย์นี้ควรค่าแก่การเป็นของขวัญแด่พระราชามากกว่า ดังนั้นทองคำจึงห่อฟักทองไว้ในผ้าอย่างดี แล้งออกเดินทางไปยังเมืองหลวงเพื่อมอบของขวัญสุดมหัศจรรย์นี้ให้แก่พระราชาที่เขาเทิดทูน
เมื่อได้รับอนุญาตให้เข้าไปถวายสิ่งของได้ ทองคำจึงนำฟักทองมหัศจรรย์วางไว้เบื้องพระบาทของพระราชา เพื่อถวายเป็นเครื่องสักการะแก่พระองค์ พระราชาทอดพระเนตรฟักทองของทองคำแล้วทรงโปรดนัก ถึงกับทรงอุทานว่า
          “โอ้!  ดูฟักทองนี่สิ  ช่างวิเศษอะไรอย่างนี้ ข้าชอบมากทีเดียว  ดีล่ะ...เพื่อเป็นการตอบแทนของขวัญอันแสนวิเศษจากเจ้า ข้าจะมอบช้างลักษณะดีให้แก่เจ้าหนึ่งเชือกด้วยเช่นกัน”
ทองคำซาบซึ้งในน้ำพระทัยของพระราชา เขากราบพระบาทพระราชา แล้วทูลลากลับหมู่บ้านของตนด้วยความปีติ
เรื่องของทองคำเป็นที่โจษจันกันไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ในไม่ช้าความก็รู้ไปถึงหูบุญมาจนได้ แน่นอนว่าทำให้เขารู้สึกริษยาทองคำเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จนกระทั่งกินไม่ได้นอนไม่หลับ
              “ไอทองคำนี่มันดวงแข็งเสียจริง!  ข้าไม่ยอมหรอก ข้าจะต้องทำให้พระราชาทรงโปรดข้ามากกว่าไอทองคำ”  บุญมาคิดในใจ  “ถ้าพระราชาทรงโปรดข้า  พระราชาก็ต้องให้ของขวัญตอบแทนข้าดีกว่าที่ให้มัน ถ้ากะอีแค่ช้างฟักทองนั่นทำให้พระราชาทรงโปรดได้  ช้างเป็นๆ ก็ต้องทำให้พระองค์ทรงโปรดยิ่งกว่า พระราชาอาจจะพระราชทานหมู่บ้านให้เราสักสองสามแห่ง และแต่งตั้งให้เราเป็นผู้ดูแลหมู่บ้านก็ได้ ใครจะรู้”
เมื่อคิดได้ดังนั้น เช้าวันรุ่งขึ้นบุญมาจึงป่าวประกาศขายไร่นา  วัว  ควาย และสัตว์เลี้ยงทั้งหมดของเขา  แล้วเอาเงินไปซื้อช้างใหญ่เชือกหนึ่ง จากนั้นบุญมาจึงออกเดินทางเพื่อนำช้างไปถวายพระเจ้าแผ่นดินในเมืองหลวง
บุญมาได้เข้าเฝ้าพระราชาเช่นเดียวกับทองคำ แต่เมื่อพระราชาทอดพระเนตรเห็นช้างที่บุญมานำมาถวาย พระองค์ก็ไม่เข้าพระทัยว่าเหตุใดชาวนาผู้นี้จึงนำช้างเป็นๆ และไม่ใช่ช้างลักษณะดีอะไรมาถวายพระองค์  ทั้งๆ ที่พระองค์ก็มีช้างหลวงลักษณะดีอยู่แล้วหลายเชือก ดังนั้นพระราชาจึงยังไม่รับช้างของบุญมา  และตรัสเรียกเสนาบดีผู้หนึ่งให้เข้ามา พร้อมกับทรงมีพระบัญชาให้เสนาสอบสวนที่มาที่ไปของเรื่องนี้ให้ทรงหายคลางแคลงพระทัยเสียก่อน
เสนาบดีคนนี้เป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม ดังนั้นเมื่อได้พูดคุยซักถามเรื่องราวต่างๆ  จากบุญมา เขาก็วิเคราะห์ได้ทันทีว่าความริษยาคือแรงผลักดันที่ทำให้บุญมานำช้างมาถวายพระราชา เมื่อทราบเช่นนั้นแล้ว  เสนาบดีจึงเข้าเฝ้าพระราชา พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พระองค์รับทราบ
          “เรื่องเป็นเช่นนี้เอง แต่อย่างไรก็ตาม  ชาวบ้านผู้นี้ยืนยันที่จะมอบช้างของเขาแก่เรา  ดังนั้น เราจึงต้องรับช้างเชือกนั้นไว้  แต่จะให้สิ่งใดเป็นการตอบแทนเขาดีเล่า จึงจะเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง  หือ...ท่านเสนาบดี”  พระราชาตรัสถามเสนาบดีเพื่อขอความเห็น
          “กราบทูลใต้ฝ่าละอองพระบาท พระองค์ทรงพระราชทานช้างลักษณะสวยงามแก่ชาวนาคนก่อนที่นำฟักทองมหัศจรรย์มาถวาย ดังนั้นจึงควรพระราชทานฟักทองผลงามผลหนึ่งแก่ชาวนาผู้นี้ที่เอาช้างมาถวายพระองค์เถิดพระเจ้าข้า”  เสนาบดีทูลตอบอย่างชาญฉลาด
เมื่อบุญมาได้รับฟักทองธรรมดาผลหนึ่งเป็นของขวัญจากพระราชา ก็ตรอมใจเป็นอย่างยิ่ง  เขาขายไร่นา  สัตว์เลี้ยง  และสมบัติอื่นๆ จนหมดเพื่อซื้อช้างมาถวาย  โดยหวังสิ่งตอบแทนที่มีราคามากกว่าจากพระราชา บัดนี้เขาไม่เหลืออะไรติดตัวแล้ว  ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อบุญมากลับไปยังหมู่บ้าน ชาวบ้านในที่นั้นต่างพากันหัวเราะเยาะและขับไล่ไสส่งบุญมาเหมือนเขาเป็นสัตว์ชั้นต่ำน่ารังเกียจ เช่นเดียวกับที่บุญมาเคยรู้สึกกับทองคำ  บุญมาจึงจำเป็นต้องระเห็จออกจากหมู่บ้าน และเร่ร่อนไปในที่ต่างๆ  อย่างคนไม่มีจุดมุ่งหมาย ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพราะความริษยาของเขาเองโดยแท้

...................เธอทั้งหลาย...................
คนเราล้วนเกิดมาบนรากฐานชีวิตที่แตกต่างกัน เมื่อเติบโตขึ้น  เราทุกคนก็ยังมีชีวิตที่แตกต่างกันด้วย ไม่มีใครมีอะไรที่เหมือนกันได้ทุกอย่างหรอก  เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เธอจะมีไม่เท่าใครเขา และเขาอาจะมีบางอย่างที่ไม่เหมือนเธอ...แต่นั้นแหละคือความหมายของชีวิต ความแตกต่างนั้นคือความสวยงามที่ทำให้โลกของเรามีสีสัน ด้วยจังหวะของชีวิตผู้คนที่แตกต่างกันไป  เพื่อให้ทุกคนมีหน้าที่ ตามรูปแบบชีวิตของแต่ละคน
ถ้าเธอคิดได้เช่นที่กล่าวมา เธอจะเป็นคนที่มีความสุข เพราะสามารถใช้ชีวิตของตนเองไปตามครรลองที่ควรจะเป็นดังเช่นทองคำ แต่หากเธอไม่รู้สึกพอใจในตนเอง ไม่เพียรพยายามใช้วิธีสุจริตที่ทำให้ตนเองได้พบกับสิ่งที่ดีกว่า มัวเสียเวลาไปกับการริษยาทำร้ายคนอื่นดังเช่นบุญมา  ท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของเธอก็จะมีจุดจบดังเช่นบุญมา  คือ  ไม่มีความสุข  ขาดมิตรแท้  ไร้ความรัก และต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปในที่สุด
เราไม่จำเป็นต้องอยู่อย่างมั่งมีหรอก แต่เราจำเป็นต้องอยู่อย่างคนที่มีความสุข  เพราะฉะนั้นอย่าได้คิดริษยาใคร ความริษยาจะทำให้เธอเสียความสุขไปทันทีที่เธอคิดริษยาผู้อื่น เชื่อเถอะว่า...ชีวิตคนเราไม่ยืนยาวนักดอก  วันนี้เธอยังอยู่ พรุ่งนี้เธออาจจะไม่อยู่แล้วก็ได้  และในเมื่อชีวิตมันสั้นเพียงเท่านี้ เธอจะทำให้ชีวิตของตนเองลิ้มรสความสุขน้อยลงอีกทำไม...
..............จบเรื่องบุญมาผู้มีใจริษยา................

11/30/2556

นิทานเรื่องเทพารักษ์กับชายตัดฟืน

เทพารักษ์กับชายตัดฟืน
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ชายใจซื่อแต่ยากจนคนหนึ่งมีอาชีพตัดฟืนไปเร่ขายในตลาด  ทุกๆ วันชายผู้นี้จะตื่นนอนแต่เช้ามืดเพื่อออกไปหากองไม้แห้งคุณภาพดีสำหรับการทำฟืน แล้วนำมาผ่าเป็นซีกๆ ด้วยขวานเหล็กเล่มเก่าคู่ใจซึ่งเป็นสมบัติในการประกอบอาชีพชิ้นเดียวที่พ่อของเขามอบไว้ให้ก่อนตาย
แม้ว่าชายตัดฟืนจะยากจน แต่ด้วยความเป็นคนขยันขันแข็ง  ซื่อสัตย์  และเป็นคนดีมีเมตตา เขาจึงเป็นที่รักของคนที่รู้จัก  ยกเว้นคนเดียวคือชายใจคดที่อาศัยอยู่บ้านข้างๆ กัน
ชายใจคดนั้น  แต่เดิมเป็นบุตรชายของผู้มีอันจะกินคนหนึ่ง ทว่าเมื่อพ่อแม่ตายไปก็ไม่อาจรักษาสมบัติเหล่านั้นเอาไว้ได้ เหตุเพราะความเป็นคนใจคด  ชอบพูดโกหกตลบตะแลงอยู่เสมอ  เมื่อทำการค้าใดๆ กับใครก็ไม่เคยมีความสุจริตใจ  ภายหลังไร้คนเชื่อถือ  กิจการต่างๆ จึงล่มสลายและล้มละลายไปจนหมดสิ้น
ชายใจคดเมื่อไร้เงินทองของพ่อแม่แล้วก็ไม่รู้จะทำมาหากินอะไรต่อดี ยามพ่อแม่ให้เงินทองไปศึกษาก็หนีการเล่าเรียนไปเที่ยวเล่น ทำให้ไม่มีวิชาความรู้ติดตัวอย่างเป็นจริงเป็นจัง  ด้วยเหตุนี้ เมื่อเห็นว่าชายใจซื่อที่อยู่บ้านใกล้เคียงทำอาชีพตัดฟืนแล้วมีเงินซื้อข้าวกิน ตนเองเลยยึดอาชีพนั้นตามบ้าง  แต่ชายใจคดไม่ได้ตั้งใจประกอบอาชีพเหมือนชายใจซื่อ กว่าจะได้ลุกจากที่นอนในแต่ละวันก็เมื่อสายมากแล้ว แค่ออกแรงตัดฟืนนิดหน่อยก็บ่นว่าเหนื่อย  ดังนั้นฟืนของชายใจคดจึงขายไม่ค่อยได้ ต่างจากฟืนของชายใจซื่อที่ขายดิบขายดีทุกวัน ชายใจคดจึงรู้สึกอิจฉาชายใจซื่ออยู่ลึกๆ และคิดว่าสักวันจะต้องกลับมาร่ำรวยดังเดิมให้ได้
อยู่มาวันหนึ่ง ชายใจซื่อตื่นนอนแต่เช้ามืดเพื่อออกไปตัดฟืนเหมือนเช่นทุกวัน กระนั้นเมื่อเห็นชายใจคดยังไม่ออกจากบ้านก็ยังอุตส่าห์มีน้ำใจไปเคาะประตูหน้าบ้านเพื่อปลุกให้ออกไปตัดฟืนด้วยกัน
          “รีบตื่นเถิดเพื่อน หากต้องการไม้คุณภาพดี  เราก็ต้องไปเก็บเสียแต่ตอนนี้ ไม่อย่างนั้นคนอื่นจะมาเก็บไปจนหมด”
แต่ชายใจคดกลับไม่สำนึกในความหวังดีของชายใจซื่อ ซ้ำยังหยิบข้าวของขว้างไปที่ประตูพร้อมกับส่งเสียงตะคอกอย่างรำคาญว่า
          “แกอยากได้ไม้ดีๆ ก็ไปคนเดียวซี่...อย่ามารบกวนเวลานอนของข้า ข้ากำลังฝันถึงสมบัติมากมายก่ายกองอยู่เชียว  อย่ามาขัดจังหวะข้าอีกนะ ไม่อย่างนั้นแกจะโดนดี!”
ชายใจซื่อเห็นว่าคงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะชักชวนชายใจคดให้ออกไปตัดฟืนด้วยกัน ดังนั้นเขาจึงผันหน้าสู่ป่าไปหาตัดฟืนแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อเข้าไปในป่า ชายใจซื่อพบไม้ฟืนชั้นดีอยู่ริมแม่น้ำเป็นจำนวนมาก เขาจึงปักหลักเก็บกิ่งไม้แห้งและผ่าฟืนอยู่บริเวณนั้นเป็นเวลานาน
ชายใจซื่อทำงานของตนอย่างขะมักเขม้น และตอนนั้นเอง  โดยที่ไม่ทันระวังตัว เขาก็เผลอทำขวานหลุดมือลงไปในแม่น้ำ
ขวานเล่มนั้นแม้จะเก่ามากแล้ว แต่ก็เป็นเครื่องมือที่ใช้ทำมาหากินมานานอีกทั้งยังเป็นของไว้ดูต่างหน้าพ่อของเขาอีกด้วย ชายใจซื่อกลุ้มใจและเศร้าโศกเป็นที่สุด ตัวเขาเองก็ว่ายน้ำไม่เป็นจึงไม่รู้ว่าจะหาทางลงไปเอาขวานของตนคืนมาอย่างไร
          “พ่อจ๋า ลูกไม่ดีเองที่ไม่ทันระวังตัวจนทำให้ขวานที่พ่อมอบให้ตกน้ำไป โปรดอภัยให้ลูกไม่ได้ความคนนี้ด้วยเถิดจ้ะพ่อ”
ขณะที่กำลังนั่งคิดถึงพ่อและตัดพ้อตนเองอยู่นั้น จู่ๆ  น้ำในแม่น้ำที่เคยไหลอย่างเอื่อยเฉื่อยก็หมุนวนอย่างรุนแรง แล้วทันใดนั้นเอง เทพารักษ์องค์หนึ่งก็ปรากฏกายขึ้นมาจากผิวน้ำตรงใจกลางช่องคลื่นน้ำวน พร้อมกับถามชายใจซื่อว่า
          “ข้าคือเทพารักษ์ที่ดูแลผืนน้ำในป่าแห่งนี้ มีขวานเล่มหนึ่งตกลงไป ขวานนี้คือของเจ้าใช่หรือไม่”
ชายใจซื่อมองเทพารักษ์อย่างตกตะลึงไปชั่วขณะ แต่เมื่อควบคุมสติได้ก็รีบยกมือขึ้นกราบไหว้ด้วยความเคารพ แล้วเขม้นมองไปยังขวานในมือของเทพารักษ์
ขวานเล่มนั้นเป็นขวานเงินราคาสูง
          “นั่นไม่ใช่ขวานของข้าน้อยหรอกขอรับ ขอท่านเทพารักษ์ได้โปรดนำขวานของข้ากลับคืนมาให้ข้าด้วยเถิด”
          “ถ้าอย่างนั้นจงรอข้าสักประเดี๋ยว”  เทพารักษ์ว่า  พร้อมทั้งหายวับลงไปในใจกลางของคลื่นน้ำวนครู่หนึ่ง แล้วขึ้นมาปรากฏกายเหนือผิวน้ำอีก
          “ขวานเล่มนี้คือขวานของเจ้าใช่หรือไม่”  เทพารักษ์ถามพร้อมกับชูขวานในมือขึ้นมา
ชายใจซื่อเขม้นมองอีก คราวนี้เป็นขวานทองคำเหลืองอร่ามทั้งเล่ม
          “เรียนท่านเทพารักษ์ ขวานนั้นก็ไม่ใช่ขวานของข้าขอรับ  ขวานของข้าเป็นเพียงขวานธรรมดาที่เก่ามากแล้ว และไม่มีราคาแต่อย่างใด”  ชายใจซื่อเอ่ย
          “ก็ดีแล้วนี่”  เทพารักษ์ว่า  “ถ้าขวานของเจ้าไม่มีราคา  ก็จงเอาขวานทองคำล้ำค่าเล่มนี้ไปแทนสิ เจ้าจะได้ร่ำรวยเสียทีอย่างไรเล่า”

           “เรียนท่านเทพารักษ์  แม้ขวานทองคำจะล้ำค่า แต่อย่างไรมันก็ไม่ใช่ของข้า  หากเอาไปไว้กับตัวคงรู้สึกไม่เป็นสุขแน่ ข้าเพียงอยากได้ขวานของข้าคืน  โปรดช่วยข้าด้วยเถิด”  ชายใจซื่ออ้อนวอน
          “เจ้านี่ช่างเรื่องมากเสียจริง”  เทพารักษ์แสร้งทำเป็นบ่นแล้วหายวับลงไปในน้ำอีก ก่อนจะโผล่ขึ้นมาอีกครั้งพร้อมขวานเหล็กเล่มเก่า ชายใจซื่อมองแวบเดียวก็จำได้ทันทีว่าเป็นขวานของตน
          “ใช่แล้วขอรับ นั่นคือขวานของข้าจริงๆ  ขอบพระคุณท่านเทพารักษ์มาก ที่อุตส่าห์นำขวานของข้าน้อยขึ้นมาให้”  ชายใจซื่อละล่ำละลัก บอกด้วยความดีอกดีใจเหลือจะกล่าว
          “เมื่อได้ขวานคืนแล้วก็จงตั้งใจทำงานให้ดี และข้าได้ประจักษ์อย่างแน่แท้แล้วว่าเจ้านั้นมากด้วยคุณธรรมแห่งความสัตย์ซื่อ ซึ่งหาได้ยากในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ดังนั้นข้าจะขอมอบขวานเงินและขวานทองให้เป็นของขวัญสำรับเจ้า และขอให้เจ้าพบกับความสุขในชีวิตอันใกล้นี้”  เมื่อให้พรจบเทพารักษ์ก็มอบขวานเงินขวานทองให้แก่ชายใจซื่อ แล้วหายวับลงไปในแม่น้ำทันที  พร้อมกับคลื่นน้ำวนก็ค่อยๆ  หายไป กลายเป็นแม่น้ำที่ไหลเอื่อยเฉื่อยตามเดิม
หลังจากนั่งคิดทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ครู่หนึ่ง ชายใจซื่อก็ลงมือทำงานของตนต่อไปจนเสร็จ  แล้วนำฟืนไปเร่ขายในตลาดอีกเช่นเคย วันนี้ฟืนของเขาดีมาก ดังนั้นชายใจซื่อจึงได้กลับบ้านตั้งแต่เวลาสายๆ
เมื่อชายใจซื่อมาถึงบ้าน ปรากฏว่าชายใจคดเพิ่งจะตื่นนอนและกำลังล้างหน้าล้างตาอยู่หน้าบ้าน ทันทีที่เห็นชายใจซื่อ สายตาของชายใจคดก็มาสะดุดตื่นตะลึงอยู่กับขวานเงินและขวานทองในมือของชายใจซื่อ
          “เจ้าไปเอาขวานเงินและขวานทองล้ำค่าพวกนั้นมาจากไหนกันล่ะนั่น อย่าบอกนะว่าไปลักขโมยของคนอื่นเขามา”  ชายใจคดถามด้วยความพิศวงปนเคลือบแคลงใจ
          “เราไม่มีวันทำเช่นนั้นหรอกเพื่อน”  ชายใจซื่อตอบ  “วันนี้มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นแก่เรา ตรงแม่น้ำในป่าโน้นแน่ะ...เราเผลอทำขวานตกลงไปในแม่น้ำ แล้วก็มีท่านเทพารักษ์ผู้ดูแลแม่น้ำแห่งนั้นนำขวานเหล่านี้ขึ้นมาให้เรา...”
ชายใจคดได้ฟังเพียงเท่านั้นก็เกิดความละโมบเข้าครอบงำจิตใจ รีบฉวยขวานของตนแล้วตะลีตะลานออกจากบ้านไปโดยไม่ฟังชายใจซื่อเล่าให้จบเสียก่อน
เมื่อไปถึงแม่น้ำ ชายใจคดก็โยนขวานของตนลงไปในน้ำทันที แล้วทำเป็นร้องไห้คร่ำครวญว่า
          “ขวานของข้าพลัดตกไปในแม่น้ำเสียแล้ว จะทำอย่างไรดี...จะทำอย่างไรดี”
ทันใดนั้นน้ำในแม่น้ำก็เกิดหมุนวนเป็นระลอกคลื่นไหลวนอย่างรุนแรง แล้วเทพารักษ์ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับขวานเงิน
          “ข้าคือเทพารักษ์ที่ดูแลผืนน้ำในป่าแห่งนี้ นี่คือขวานของเจ้าใช่หรือไม่”  เทพารักษ์ถามชายใจคด
          “ใช่แล้วขอรับท่าน  ขวานนั้นเป็นของข้าเอง”  ชายใจคดพูดโกหก  และยังไม่หยุดละโมบจึงพูดต่อว่า  “นอกจากนั้นข้ายังมีขวานทองอีกเล่มที่ทำตกลงไปด้วย ขอท่านโปรดนำมาคืนข้าด้วยเถิด”
          “เลวมาก!”  เทพารักษ์ตะโกนอย่างโกรธจัด  จนน้ำในแม่น้ำแตกกระจาย  “ขวานนี้ไม่ใช่ของเจ้าสักหน่อย  ไยกล้ามาปดข้าเช่นนี้  เจ้ามันเป็นคนใจคด ไม่ยึดมั่นในความจริง  ไม่เคารพในความสัตย์ ดังนั้นเจ้าจะต้องสูญเสียทุกอย่างแม้แต่ขวานของเจ้า ข้าก็จะไม่คืนให้!”
กล่าวจบเทพารักษ์ก็หายวับลงไปในผืนน้ำ และทุกอย่างก็เงียบสงัดเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อไม่ได้ขวานเงิน ขวานทอง  และต้องสูญเสียแม้แต่ขวานของตัวเองไป  ชายใจคดก็เดินคอตกกลับบ้าน หลังจากนั้นชีวิตของเขาก็ลำบากยิ่งกว่าเก่า เพราะความใจคดทำให้ต้องเสียขวานซึ่งเป็นเครื่องมือประกอบอาชีพไป และไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย  ต่างกับชายใจซื่อ ที่นับวันจะพบแต่ความสุขความเจริญ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจนกระทั่งสามารถสร้างครอบครัวเล็กๆ ที่น่ารักและแสนอบอุ่นได้ในที่สุด

...............เธอทั้งหลาย....................
นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่เล่าสืบต่อกันมาช้านานแล้ว แต่คุณธรรมในนิทานได้เก่าแก่ดังตัวนิทานไม่ เพราะอะไรน่ะหรือ...ก็เพราะความซื่อสัตย์และการยึดมั่นในความจริงนั้น เป็นเรื่องที่ทันสมัยอยู่เสมอ เนื่องจากคุณธรรมเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนได้พบกับความสุขความเจริญในชีวิต ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร...
ไม่ว่าวันนี้  พรุ่งนี้ หรืออีกร้อยล้านปี  หากโลกนี้ยังมีมนุษย์ และมนุษย์ยังมีความซื่อสัตย์สุจริตตราไว้ในดวงใจ...
ก็คงไม่มีใครขวนขวายอยากออกจากโลกไปอยู่บนดาวดวงอื่นอีกแล้วกระมัง...

.................จบเรื่องเทพารักษ์กับชายตัดฟืน..................

11/27/2556

นิทานสีขาวเรื่อง ชายพิการผู้มีหัวใจร่าเริง

ชายพิการผู้มีหัวใจร่าเริง
ชายคนหนึ่งเคยมีชีวิตที่สะดวกสบาย เขาเคยมีบ้านหลังใหญ่โต  มีรถขับหลายคัน  มีบริวารมากมายรายล้อม ปรนเปรอชีวิตตนเองด้วยความหรูหราฟู่ฟ่าตลอดมา บัดนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ธุรกิจที่เคยสร้างกำไรอย่างงามของเขาล้มละลายหมดสิ้น ชายคนนี้กลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว  เขาไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว นอกจากลูกสาวตัวเล็กๆ สุดที่รักเพียงคนเดียว
เมื่อแรกที่ต้องสูญเสียสมบัตินอกกายไป ชายผู้นี้คิดจะฆ่าตัวตายเพื่อให้พ้นความอับอายและหลีกหนีความเป็นอยู่ในปัจจุบันที่เขาไม่คุ้นชิน แต่เมื่อเขาเงื้อมีดขึ้นเพื่อปลิดชีวิตตนเอง  ใบหน้าน้อยๆ น่าเอ็นดูของลูกสาววัยห้าขวบก็ปรากฏขึ้นในจิตใจ  แม่ของเด็กตายจากไปนานแล้ว ลูกสาวมีเพียงเขาเป็นที่พึ่งสุดท้าย  หากเขาเป็นอะไรไปแล้วลูกจะอยู่กับใคร ด้วยความคิดที่ผุดขึ้นมานี้  ทำให้เขาทิ้งมีดในมือทันทีและไม่คิดฆ่าตัวตายอีก แต่ก็ใช้ชีวิตด้วยความหมองเศร้ายิ่งกว่าเดิม
วันหนึ่งลูกสาวของเขากลับมาจากโรงเรียน เธอวิ่งเข้ามาหาพ่อแล้วโอบกอดด้วยความรักใคร่ พ่อของเด็กกอดตอบและฝืนยิ้มให้ลูกสาวอย่างยากเย็น
          “พ่อยิ้มแบบนี้ทุกวันเลย พ่อยิ้มแบบนี้ลูกไม่ชอบ  สู้ไม่ยิ้มเลยยังจะดีเสียกว่า”  เด็กหญิงบอกกับพ่อเธอพลางใช้มือน้อยๆ บีบปากผู้เป็นพ่อเบาๆ
          “ทำไมล่ะลูก”  พ่อถามอย่างสงสัย
          “ก็พ่อยิ้มแบบนี้แล้วหน้าของพ่อเหมือนจะร้องไห้ ลูกเลยไม่ชอบ  ลูกไม่อยากให้พ่อร้องไห้”  เด็กหญิงตอบ
ผู้เป็นพ่อหัวเราะเยาะกับชะตากรรมของตนเอง ก่อนจะบอกลูกสาวว่า  “ที่จริงแล้ว พ่อก็อยากร้องไห้เหมือนกันล่ะลูก”
          “ทำไมพ่อต้องอยากร้องไห้ด้วย”  เด็กหญิงขมวดคิ้ว
          “แล้วลูกไม่อยากร้องไห้หรือ”  พ่อของเด็กย้อนถาม
          “ร้องไห้ทำไมลูกไม่ได้เศร้าอะไรนี่ ลูกมีคงวามสุขดีจ้ะพ่อ  “เด็กหญิงตอบยิ้มๆ
          “มีความสุขหรือ”  ผู้เป็นพ่อเอ่ยอย่างแปลกใจ  “จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไน ในเมื่อพ่อทำให้ชีวิตลูกลำบากถึงเพียงนี้  ลูกไม่มีห้องนอนสวยๆ  เหมือนก่อน ไม่มีที่วิ่งเล่นกว้างๆ  ไม่มีคนขับรถไปรับไปส่งโรงเรียน  ไม่มีเสื้อผ้าสวยๆ  ใส่ ไม่มีอาหารดีๆ  กิน แล้วอย่างนี้ลูกจะมีความสุขได้อย่างไรกัน”
          “ลูกมีความสุขเพราะลูกมีพ่อ เมื่อก่อนตอนเราร่ำรวยนั้น  พ่อไม่เคยอยู่ที่บ้านของเราเลย ตอนนี้เราไม่มีบ้านแล้ว  แต่ลูกได้พ่อคืนมา  ลูกถึงมีความสุขอย่างไรล่ะจ๊ะ”  เด็กหญิงตอบอย่างชื่นบาน
ผู้เป็นพ่อนิ่งไปครู่หนึ่งกับคำตอบของลูกสาว ก่อนจะพูดขึ้นอีกว่า  “แต่พ่ออยากทำชีวิตของเราให้ดีกว่านี้  พ่ออยากให้ลูกมีอนาคต อย่างน้อยลูกก็ควรจะได้เรียนสูงๆ”
          “พ่อทำได้นี่  ไม่ยากหรอกจ้ะ สำหรับพ่อของลูก”  เด็กหญิงว่าอย่างไร้เดียงสา
          “พ่อ...ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร พ่อไม่เหลือทุนให้กับธุรกิจใหม่อีกแล้ว  พ่อละอายใจเหลือเกิน”  ผู้เป็นพ่อคร่ำครวญ
          “มีคุณลุงคนหนึ่งอยู่ข้างๆ  โรงเรียนของหนู เขาเป็นคนที่ทำงานเก่งมากแล้วใจดีด้วย  เวลาใครไม่สบายใจแล้วไปหาเขา เขาก็จะช่วยให้คนๆ  นั้นสบายใจ  พ่อลองไปหาเขาสิจ๊ะ”  เด็กหญิงว่า
          “คนทำงานเก่งๆ  มักยุ่งอยู่ตลอดเวลา เขาคงไม่มีเวลาคุยกับพ่อหรอก  เพราะต้องออกไปติดต่อธุระนอกบ้านบ่อยๆ”  ผู้เป็นพ่อกล่าว

          “ไม่จ้ะ  คุณลุงคนนี้อยู่แต่ในบ้าน และไม่มีวันออกไปไหน”  เด็กหญิงบอกพ่อของเธอ ตอนนั้นเองมีเด็กข้างห้องเช่ามาเคาะประตูเรียกให้เด็กหญิงออกไปเล่นด้วยกัน เด็กหญิงจึงเอากระเป๋านักเรียนไปเก็บ  ก่อนจะวิ่งออกไปเล่นข้างนอก ทิ้งพ่อของเธอให้ครุ่นคิดในเรื่องดังกล่าวด้วยความสนใจ
          ‘ถ้าคนๆ นี้ทำให้เด็กห้าขวบสนใจในตัวเขาได้  และถึงกับแนะนำเราให้เราไปหา เขาก็น่าจะมีอะไรพิเศษในตัวเองอยู่เหมือนกัน  งั้นเราจะลองไปดูก็ได้’  ผู้เป็นพ่อคิดในใจ
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากส่งลูกเข้าโรงเรียนแล้ว ชายผู้นี้จึงไปเดินหาบ้านของชายดังกล่าวตามที่ลูกสาวของเขาบอก ไม่นานเขาก็เจอบ้านของคนๆ  นั้น  ซึ่งดูภายนอกก็เป็นบ้านขนาดกะทัดรัดธรรมดาๆ หลังหนึ่งเท่านั้น
ชายผู้นี้รู้สึกลังเลใจ นี่ลูกสาวของเขาพูดจริงหรือล้อเขาเล่นกันแน่ คนที่ทำงานเก่งก็น่าจะอยู่ในบ้านที่ใหญ่โตโอ่อ่ามิใช่หรือ
ขณะนั้นเองมีหญิงวัยกลางคนท่าทางใจดีคนหนึ่งเดินมาที่รั้วหน้าบ้านแล้วถามเขาว่าต้องการพบใคร ชายผู้นี้จึงเล่าเรื่องที่ได้รับรู้มาจากลูกสาวของตนให้หญิงคนนั้นฟัง เธอฟังอย่างสงบแล้วยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเปิดประตูรั้วเชื้อเชิญให้เขาเข้ามาในบ้านอย่างมีไมตรี
          “คนที่คุณต้องการพบ คงจะหมายถึงสามีของดิฉันนะคะ”  เธอบอกในขณะเดินนำเขาเข้าสู่ตัวบ้าน  “กรุณานั่งรออยู่ตรงนี้ก่อนนะคะ  เดี๋ยวดิฉันจะเข้าไปบอกสามีของดิฉันให้ ไม่ทราบว่าเขากำลังทำงานอยู่รึเปล่านะค่ะ”  แล้วเธอก็เดินหายไปในห้องๆ หนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กันกับห้องรับแขก
แต่เขาไม่ได้นั่งรอตามคำเชิญ เพราะมีบางสิ่งเบนความสนใจของเขาไปแล้ว ชายผู้นี้เดินไปจับจ้องดูสิ่งของในตู้กระจกใบหนึ่ง ซึ่งในนั้นมีเกียรติบัตรสีทองตั้งตระหง่านบอกความสามารถของเจ้าของ ชายผู้นี้ได้อ่านข้อความในเกียรติบัตรนั้นทีละคำ
           “เกียรติบัตรฉบับนี้  มอบให้เพื่อเป็นเกียรติแด่ตัวแทนบริษัทประกันชีวิต ซึ่งทำยอดขายประกันได้เป็นอันดับหนึ่งติดต่อมาถึงสามสมัยซ้อน”
จากนั้นเขาก็กวาดตาอ่านเกียรติบัตรฉบับอื่นๆ อีกมากมายที่ตั้งอยู่ในตู้ใบนั้น  ซึ่งล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นความสามารถทางการขาย และความก้าวหน้าในอาชีพการงานของเจ้าของเกียรติบัตรเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี
          “นั่นเป็นผลงานของสามีดิฉันค่ะ”  ภรรยาเจ้าของบ้านเดินมากล่าวแก่เขาด้วยใบหน้ายิ้มละไม
          “โปรดอภัยด้วยที่ผมทำเหมือนละลาบละล้วงมากไปสักหน่อย”  ชายผู้นี้กล่าวอย่างเก้อเขิน
          “ไม่ได้เป็นการละลาบละล้วงอะไรเลยค่ะ เชิญคุณเข้าไปหาสามีดิฉันเถอะ เขาอยากคุยกับคุณค่ะ”
ชายผู้นี้กล่าวคำขอบคุณแก่ภรรยาเจ้าของบ้าน ก่อนจะเดินเก้ๆ  กังๆ เข้าไปในห้องของสามีเธอ
เขาคาดว่าห้องนั้นน่าจะเป็นห้องทำงาน ที่มีเอกสารทางธุรกิจมากมายวางสุมอยู่  แต่ไม่ใช่เลย เพราะห้องนี้เป็นเพียงห้องนอนธรรมดาๆ และมีชายพิการคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงเท่านั้น
          “เอ่อ...”  ชายผู้นี้ไม่รู้จะพูดอะไรดี  เขารู้สึกมึนงงกับสถานการณ์ตรงหน้า แต่ดูเหมือนว่าชายพิการจะเข้าใจอะไรๆ  ได้ดีมากทีเดียว เขามองผู้มาเยือนแล้วยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ก่อนเชื้อเชิญให้ชายคนนั้นนั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่งซึ่งวางอยู่ข้างๆ เตียงเขา
          “ผมได้ข่าวจากลูกสาวว่า...ไม่รู้สิ เธอบอกว่าคุณทำงานเก่งมาก  เลยลองให้ผมมาขอคำปรึกษาจากคุณดู...แต่...”  ชายผู้มาเยือนกล่าวอย่างติดๆ  ขัด  เขาชักไม่แน่ใจ...เป็นการยากที่จะเชื่อว่า คนพิการคนนี่คือคนทำงานเก่งอย่างที่ลูกสาวของเขาว่า และยากที่จะเชื่อว่าเกียรติบัตรทั้งหมดในตู้ที่ห้องรับแขกนั้น เป็นของชายพิการคนนี้  หรือเขาจะได้ของเหล่านี้มาตอนที่ยังปกติดี...ใช่แล้ว น่าจะเป็นเช่นนั้นแหละ
          “ผมเป็นอย่างนี้มานานแล้วล่ะ เป็นโรคประหลาดที่หาสาเหตุไม่ได้”  ชายพิการกล่าวเสมือนอ่านความคิดของชายผู้นี้ได้  “หลายสิบปีมาแล้ว  วันหนึ่งผมตื่นขึ้นมาพบว่าขาของผมแข็งทื่อจนขยับไม่ได้ แม้รักษาอย่างไรก็ไม่หาย  ต่อมาอาการแข็งทื่อก็ลุกลามมาถึงเอว  ลำตัว  และมือของผม จนในที่สุดผมก็เคลื่อนไหวไปไหนไม่ได้ ต้องนอนแช่อยู่แต่บนเตียงอย่างที่คุณเห็นนี่แหละ”
          “คุณเป็นตัวแทนขายประกันด้วยหรือ”  ชายผู้นั้นถามอย่างไม่แน่ใจ
          “ใช่  ผมทำงานขายประกัน หลังจากเป็นแบบนี้ผมก็ต้องออกจากที่ทำงานเก่า  แล้วเริ่มทำงานขายประกัน ซึ่งผมว่าผมก็ทำได้พอใช้นะ”  ชายพิการตอบยิ้มๆ
          “ไม่หรอกครับ ผมว่าคุณทำได้ดีมากทีเดียว  แต่คุณขายประกันมากมายอย่างนั้นได้อย่างไรกัน ในเมื่อคุณไปไหนมาไหนไม่ได้  คงไม่มีใครมาหาคุณเพื่อขอซื้อประกันถึงบ้านหรอกนะ”  ชายผู้มาเยือนถามอย่างแคลงใจ
          “ดูเหมือนว่า คุณจะสงสัยในตัวผมมากทีเดียว...ถูกแล้วครับ  ไม่มีใครมาหาผมถึงที่นี้หรอก และถึงแม้ผมจะไปไหนมาไหนไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะต้องนอนมองเพดานอย่างเดียวเสียเมื่อไร ถึงผมจะพิการแต่หัวใจผมยังแข็งแรงดี ผมจึงคิดที่จะทำนั้นทำนี่แม้ว่าตัวเองจะเคลื่อนไหวไม่ได้”  พูดจบชายพิการก็ทำหน้าพยักเพยิดไปทางโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ  หัวเตียง  “ผมใช้โทรศัพท์นี่คุยติดต่อกับลูกค้า  โดยให้ภรรยาช่วยถือหูให้ ซึ่งลูกค้าของผมก็ยินดีที่จะติดต่อกับผมด้วยวิธีนี้  เพราะฉะนั้นอะไรๆ มันก็เลยง่ายขึ้น
          “ทำไมคุณต้องดิ้นรนตัวเองขนาดนี้  คุณไม่สบาย หากคุณเอาแต่นอนก็ไม่มีใครว่าอะไรคุณหรอก”  ชายผู้มาเยือนว่า
          “ผมยังเชื่อมั่นในสมองของผม คุณคิดว่าคนเรามีชีวิตอยู่ได้เพราะกำลังกายหรือ...เปล่าเลย คนเราอยู่ได้เพราะกำลังใจ  แม้จะมีแขนขาที่กำยำล่ำสันเพียงไร  แต่ถ้าไร้กำลังใจ แขนขานั้นก็ไร้ความหมาย  ผมเป็นอย่างนี้ใช่ว่าไม่เคยเสียใจ แต่ถ้าเอาแต่เสียใจก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรดีขึ้น  ดังนั้นผมจึงคร้านที่จะเสียใจ ผมว่าผมสู้ดีกว่า...คุณดูกระดาษที่ติดอยู่บนหัวนอนผมสิ”  ชายพิการเหลือบตามองขึ้นไปทางผนังเหนือหัวเตียงของเขา มีกระดาษแผ่นหนึ่งติดอยู่อย่างง่ายๆ  “นั่นคือคติพจน์ในการมีชีวิตอยู่ของผม ผมเขียนขึ้นด้วยกำลังใจของผมเอง  คติพจน์ข้อแรกคือ  อย่าวิตกกังวล  และข้อสองคือ ถึงป่วยไข้ก็อย่าหมดกำลังใจ”
          “คุณเป็นคนน่าอัศจรรย์มาก”  ผู้มาเยือนกล่าวด้วยความทึ้งระคนชื่นชม
          “ขอบคุณครับ แต่ผมคงต้องขอบคุณภรรยาของผมและลูกสาว  ซึ่งเป็นครูอนุบาล  รวมทั้งเด็กๆ จากโรงเรียนของเธอด้วยที่แวะมาเยี่ยมเยียนผมบ่อยๆ  เพราะเด็กๆ ได้มอบความเบิกบานให้แก่ผมเป็นอย่างมาก  ผมคิดว่าผมรู้จักลูกสาวของคุณนะ แกมาที่นี้กับลูกสาวของผมบ่อยๆ  และแม่หนูน้อยนั้นก็หน้าตาเหมือนคุณมาก คุณเป็นพ่อที่เลี้ยงลูกได้ดี  เพราะแกเป็นเด็กที่น่ารัก  อยู่เพื่อแกเถอะ ขอให้ใช้ชีวิตต่อไปนี้เพื่อแก
          “แต่ถ้าคุณท้อแท้ให้นึกถึงผม ตัวผมนั้นไม่เคยท้อถอยโดยเหตุที่ใช้มือไม่ได้เลย แน่นอนว่าสิ่งที่ผมเป็นอยู่นี้ทำให้ผมทำงานไม่ได้ และยิ่งลำบากมากในการติดต่อธุรกิจการงาน  แต่ถ้าเราสู้ต่อไป  และค่อยๆ คิดหาวิธีแก้ไขสิ่งบกพร่องนี้ เราก็จะทำอะไรได้ตามที่ตั้งใจไว้...ถ้าคุณจำต้องเสียอะไรไปและเอาคืนกลับมาไม่ได้ ก็ช่างมันเถอะ  แต่อย่ายอมเสียหัวใจที่ร่าเริงเด็ดขาด เพราะหัวใจที่ร่าเริงจะไม่ยอมให้เจ้าของมันล้มเหลวหรอก  เชื่อผมสิ”  ชายผู้พิการกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
แน่นอนว่าชายผู้นี้เดินออกจากบ้านของชายพิการด้วยกำลังใจที่เปี่ยม เขายังคงไม่มีเงินทุนสำหรับเริ่มธุรกิจ  แต่มีแรงสู้เพิ่มขึ้นเต็มหัวใจ ชายผู้นี้เชื่อว่าด้วยแรงใจที่เต็มเปี่ยมนี้ จะทำให้เขาสามารถสร้างชีวิตใหม่ให้ดีขึ้นได้ ดังที่ชายพิการผู้มีหัวใจร่าเริงได้บอกเอาไว้นั่นเอง

...............เธอทั้งหลาย..................
ในสังคมที่มนุษย์ต้องแก่งแย่งแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายนี้ เรามักจะเห็นผู้พ่ายแพ้เกิดมามากกว่าผู้ชนะเสมอ  ดังนั้น หากทั้งชีวิตของเธอจะต้องพบกับความพ่ายแพ้บ้างครั้งสองครั้ง ก็ไม่เห็นจะเป็นไร...ในเมื่อสมองและหัวใจเธอยังดีอยู่ เธอจะกลัวความพ่ายแพ้ไปทำไมกัน
สำหรับชายพิการคนนี้ เขาเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับพวกเราทุกคน  หากแม้นว่าชายคนนี้ยังมีใจร่าเริงได้ ทั้งๆ  ที่ตัวเองพิการไร้มือไร้เท้า แล้วเราจะมีข้อแก้ตัวอันใดมาคร่ำครวญถึงความไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่กันเล่า...
เธอรู้จักใครบ้าง ที่พร่ำบ่นเพราะเขาไม่ได้รับประทานอาหารเช้าอย่างที่เขาต้องการ ใครบ้างที่หงุดหงิดอยู่นั่นแล้วเวลาที่ตนเองเป็นหวัด เวลาที่ไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่น  เวลาที่ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ เวลาที่ไม่พอใจในสิ่งที่เขาเป็น หรือแม้แต่เวลาที่เขาเป็นทุกข์เพราะเรื่องเดิมซ้ำๆ  ซากๆ อยู่ตลอดเวลา...
หากเธอรู้จักคนๆ  นั้น ก็จงเล่าเรื่องชายพิการผู้มีหัวใจร่าเริงให้เขาฟังเถิด
.................จบเรื่องชายพิการผู้มีหัวใจร่าเริง..................

11/12/2556

นิทานสีขาว : แอนโดรเคลสผู้ช่วยด้วยใจเมตตา

แอนโดรเคลสผู้ช่วยด้วยใจเมตตา

นิทานสีขาว
จาก เรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมัยที่กรุงโรมยังรุ่งโรจน์  มีทาสหนุ่มผู้หนึ่งอาศัยอยู่ในกรุงโรม  นามว่า แอนโดรเคลส
แม้จะอยู่ในฐานะของทาสผู้ต่ำต้อย และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบาก แต่แอนโดรเคลสก็เป็นผู้มีจิตใจเมตตายิ่งกว่าคนมั่งมี  อย่างไรก็ตาม นายทาสที่ซื้อแอนโดรแคลสมานั้นเป็นคนใจร้ายและโหดเหี้ยม เขาใช้ให้แอนโดรเคลสทำงานหนักทั้งวันทั้งคืน และโบยตีแอนโดรเคลสด้วยแส้แม้ทำความผิดเพียงเล็กน้อย  ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ความผิดของแอนโดรเคลสก็คือ การทำให้นายของตนรู้สึกขัดหูขัดตาโดยไม่มีสาเหตุเท่านั้น
เมื่อถูกทำร้ายร่างกายและข่มเหงจิตใจมากขึ้น แอนโดรเคลสจึงตัดสินใจหลบหนีออกจากปราสาทของนายในเย็นวันหนึ่ง ทาสหนุ่มหนีเข้าไปในป่า  แล้วเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งตลอดทั้งคืน และผล็อยหลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้น แอนโดรเคลสต้องสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงคำรามดังมาจากปากถ้ำ และเสียงนั้นก็ใกล้เข้ามาทุกทีๆ สักพักสิงโตตัวหนึ่งก็เดินกระโผลกกระเผลกเข้ามาด้วยท่าทางและสีหน้าที่บ่งบอกว่ากำลังเจ็บปวดเป็นกำลัง สิงโตตัวนั้นเห็นแอนโดรเคลสแล้ว  ทว่ามันไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายอะไรกับเขาเลย เพราะตอนนี้มันกำลังทุกข์ทรมานด้วยบาดแผลที่เท้าของมันซึ่งบวมขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด มันส่งเสียงครวญครางอย่างเจ็บปวด ก่อนจะล้มตัวลงนอนตรงมุมหนึ่งของถ้ำและเลียเท้าของมันอย่างน่าสงสาร
แอนโดรเคลสนั้น เมื่อแรกก็รู้สึกกลัวสิงโตจนขวัญหนีดีฝ่ออยู่เหมือนกัน แต่เมื่อได้เห็นความทุกข์ทรมานจากบาดแผลของมันแล้ว  ความกลัวก็หายไปจากหัวใจของเขา บังเกิดเป็นความสงสารจับใจเข้ามาแทนที่  แอนโดรเคลสจึงคลานเข้าไปหาสิงโตอย่างช้าๆ เพื่อไม่ให้สิงโตคิดว่าเขาจะเข้าไปทำร้าย  จากนั้นจึงค่อยๆ สำรวจบาดแผลที่เท้าของมัน
แอนโดรเคลสเจอต้นตอของปัญหาแล้ว มีหนามใหญ่อันหนึ่งตำลึกเข้าไปในเท้าของสิงโตจนทำให้บาดแผลของมันอักเสบ แอนโดรเคลสเห็นดังนั้นจึงค่อยๆ  ดึงหนามออกแล้วทำแผลให้มันโดยใช้สมุนไพรง่ายๆ ที่พอจะหาได้ในบริเวณนั้น
สามวันต่อมา แผลที่เท้าของสิงโตก็หายสนิท และถึงเวลาที่มันต้องกลับไปยังถิ่นพำนักที่แท้จริงของมัน  ก่อนจากกัน เจ้าสิงโตได้เดินเข้าไปเลียมือของแอนโดรเคลสอย่างรักใคร่ แอนโดรเคลสจึงพูดกับมันว่า
          “ไปเถิดเพื่อนรัก มีบ้านของเจ้ารอเจ้าอยู่ที่ไหนสักแห่งใช่ไหมเล่า  รักษาตัวด้วยล่ะ หากข้าไม่ตายเสียก่อนเราคงได้เจอกันอีก”
แล้วสิงโตก็เดินออกจากถ้ำไปด้วยความอาลัย
แม้สิงโตจะไปแล้ว แต่แอนโดรเคลสยังซ่อนตัวอยู่ในถ้ำต่ออีกหลายวัน  เพราะยังไม่วางใจในการล่าของนายตน จนกระทั่งแอนโดรเคลสคิดว่าน่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว เขาจึงออกจากถ้ำแล้วเดินทางหนีต่อไปยังอีกเมืองหนึ่ง
แต่โชคไม่เข้าข้างคนดีมีเมตตาอย่างแอนโดรเคลส เมื่อปรากฏว่านายทาสใจอำมหิตของเขาก็ได้เดินทางมาที่เมืองแห่งนี้ด้วย และพบกับแอนโดรเคลสเข้าในตลาด
          “จับเจ้าทาสทรยศนั้น! มันแอบหนีออกจากปราสาทของข้า”  นายทาสของแอนโดรเคลสตะโกนลั่น และทุกคนก็ช่วยกันจับตัวแอนโดรเคลสไว้
          “คิดว่าจะหนีข้าพ้นเรอะ! เจ้าทาสผู้ต่ำต้อย”  นายทาสพูดอย่างกระโชกโฮกฮาก พร้อมกับตบหน้าของแอนโดรเคลสอย่างแรง
          “หากนายไม่ทำร้ายข้าอย่างโหดเหี้ยม มีหรือข้าจะหนีนายไป”  แอนโดรเคลสกัดฟันโต้ตอบ
          “จะมากไปแล้ว!”  นายทาสผู้มีจิตใจอำมหิตตวาดลั่น  “ข้าซื้อเจ้ามาเป็นทาส เจ้าก็ต้องเป็นทาสรองมือรองเท้าข้า  จะให้ข้าเลี้ยงเจ้าเยี่ยงมิตรสหายรึไง เจ้าหน้าโง่!”
          “ข้าไม่หวังเช่นนั้นดอกนาย ข้ารู้ตัวดีว่าฐานะต่ำต้อย  และยอมรับในฐานะความเป็นทาสของตนเองเสมอ แต่ข้าก็เป็นมนุษย์เช่นท่าน  มีเลือดเนื้อ  มีจิตใจ  มีความรู้สึก ข้าเพียงต้องการให้ท่านปฏิบัติกับข้าเสมือนข้าเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับท่านเท่านั้น”  แอนโดรเคลสพูดอย่างกล้าหาญ ซึ่งทำให้นายของเขารู้สึกโกรธจนหน้าชา
          “ดีแล้ว  เจ้าขี้ข้า! ถ้าเจ้าคิดได้ถึงขนาดนั้น ข้าก็จะพากเจ้าไปพบกับความอำมหิตโหดเหี้ยมยิ่งกว่าที่เจ้าเคยได้รับจากข้า”
ว่าแล้ว นายทาสก็จับตัวเขาส่งเข้าคุกหลวงของกรุงโรม ซึ่งในสมัยนั้นได้มีการบัญญัติโทษสำหรับทาสที่หลบหนีนายทาสอย่างรุนแรง  กล่าวคือ ทาสที่หลบหนีนายของตน  จะต้องถูกจับโยนเข้าไปในสนามประลองที่มีสิงโต โดยมีมีดสั้นด้ามเดียวเป็นอาวุธสำหรับต่อสู้  และรอบๆ สนามประลองนั้นจะมีชาวเมืองซื้อตั๋วเข้ามาชมการประลองอันแสนอำมหิตระหว่างคนกับสิงโตอย่างสนุกสนาน รวมถึงพระราชาและพระราชินีแห่งโรมก็จะเสด็จมาทอดพระเนตรการประลองครั้งนี้ด้วย ซึ่งที่แล้วๆ  มา  การประลองจะสิ้นสุดเมื่อคนถูกสิงโตฆ่าตาย และตกเป็นอาหารอันโอชะของสิงโตเสมอ
ทุกอย่างเป็นไปตามกฎ แอนโรคเคลสถูกส่งตัวไปยังสนามประลองและมีมีดสั้นเล่มเดียวในมือ สักครู่ประตูปล่อยสิงโตก็เปิดออก  สิงโตหิวโซตัวหนึ่งวิ่งออกมาจากประตูบานนั้น และคำรามด้วยความโกรธ  มันมองไปทางแอนโดรเคลส  และวิ่งตรงไปหาเขาทันที ฝูงชนพากันส่งเสียงโห่ร้องอย่างป่าเถื่อนพร้อมกับรอดูภาพแห่งความอำมหิตที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยความตื่นเต้น
แอนโดรเคลสไม่ชอบทำลายชีวิตใคร แต่ในนาทีนี้เขาตกใจมากสัญชาตญาณบอกให้เขาสู้เพื่อการมีชีวิตอยู่ ดังนั้นแอนโดรเคลสจึงเงื้อมีดในมือขึ้น เพื่อป้องกันตนเองจากสิงโตที่หิวโซและแสนดุร้ายตัวนี้

แต่แล้ว  ในขณะที่แอนโดรเคลสกำลังเงื้อมีดขึ้น  จู่ๆ สิงโตตัวนั้นก็หยุดชะงักการมุ่งร้าย  และไม่ส่งเสียงคำรามอันน่าหวาดหวั่นอีก มันเอียงคอมองแอนโดรเคลสอยู่ครู่หนึ่ง  ก่อนจะค่อยๆ  เดินมาหาอย่างช้าๆ แล้วเข้ามาเลียมือเลียเท้าของแอนโดรเคลสอย่างรักใคร่ แอนโดรเคลสจึงจำสิงโตตัวที่เขาเคยช่วยชีวิตไว้ในถ้ำได้ และเข้าไปโอบกอดรอบคอมันด้วยความปีติ
ผู้ชมทั้งหมดในที่นั้นจ้องมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความตกตะลึง พวกเขาคิดว่ามีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น  จึงพากันปรบมือดังสนั่นทั้งสนามประลอง พร้อมทั้งส่งเสียงตะโกนด้วยความยินดี
พระราชาแห่งโรมทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็รับสั่งให้นำตัวแอนโดรเคลสมาเข้าเฝ้าเพื่อตรัสถามความจริงเกี่ยวกับเรื่องราวอันน่าประหลาดนี้
            “เจ้าเป็นใครกันแน่ ใยสิงโตที่แสนดุร้ายตัวนั้นจึงไม่ฆ่าเจ้า  แต่กลับทำเสมือนว่าเจ้าเป็นมิตรกับมัน”  พระราชาตรัสถามแอนโดรเคลสทันทีที่เขามาถึง
          “กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมเป็นเพียงข้าทาสผู้ต่ำต้อยธรรมดาๆ  คนหนึ่งเท่านั้น และที่สิงโตตัวนั้นไม่สังหารกระหม่อม  ก็เพราะเราทั้งสองมีไมตรีต่อกัน”  แอนโดรเคลสตอบ
          “ไมตรีนั้นเกิดขึ้นด้วยสาเหตุใดเล่า" พระราชาตรัสถามด้วยความสงสัยใคร่รู้
             "เกิดขึ้นเมื่อกระหม่อมหลบหนีนายทาสผู้ชอบกระทำทารุณกับกระหม่อมเข้าไปอยู่ในถ้ำ และเห็นมันกำลังเจ็บปวดทรมานเพราะมีหนามตำเท้า กระหม่อมจึงช่วยเอาหนามออกและหายามารักษาให้  จนเท้าของมันหายดีเป็นปกติ จากนั้นเราทั้งสองจึงแยกทางกันพระย่ะค่ะ”  แอนโดรเคลสตอบ  คำตอบของเขาทำให้พระราชา พระราชินี และข้าบริพารในบริเวณนั้นส่งเสียงอุทานพร้อมกันด้วยความทึ่งในความกล้าหาญเกินมนุษย์ของเขา
          “แล้วเจ้าไม่กลัวหรือ...สิงโตตัวนั้นกำลังบาดเจ็บ มันอาจหงุดหงิดจนขย้ำเจ้าก็ได้”  พระราชาตรัสถามอีก
          “ไม่เลยฝ่าบาท”  แอนโดรเคลสตอบ  “ในเวลานั้นกระหม่อมได้รับการทำร้ายจากนายมาเป็นเวลานาน จนแทบจะไม่เข้าใจคำว่าการมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว เมื่อกระหม่อมเห็นสิงโตกำลังทุกข์ทรมาน  กระหม่อมจึงรู้สึกสงสารมันมาก และคิดว่าจะยอมตายโดยได้ช่วยเหลือสิงโต  ดีกว่ากลับไปเป็นทาสของนายผู้เหี้ยมโหด ที่ทำราวกับว่ากระหม่อมมิได้มีค่าพอที่เกิดมาเป็นมนุษย์ตลอดชีวิตพระย่ะค่ะ”
พระราชาแห่งโรมรู้สึกพอพระทัยในคำตอบของแอนโดรเคลสมาก จึงทรงลุกขึ้นรับสั่งประกาศต่อฝูงชนในที่นั้นว่า
          “เราขอประกาศให้ทุกคนรู้ นับจากนี้หนุ่มน้อยแอนโดรเคลสจะไม่เป็นทาสอีกต่อไป ข้าขอสั่งให้นายของแอนโดรเคลสปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระ แอนโดรเคลสจะเป็นไทแก่ตนนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป!”
สิ้นเสียงรับสั่ง ชาวเมืองทุกคนในที่นั้นก็พากันโห่ร้องแสดงความยินดีให้แก่แอนโดรเคลส ชายหนุ่มผู้หาญช่วยสิงโตดุร้ายด้วยใจเมตตา

...................เธอทั้งหลาย....................
การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยใจเมตตานั้นเป็นเรื่องดีมาก เชื่อว่าเธอหลายคน ก็ชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่แล้วใช่ไหม...แต่อยากให้เธอลองทำสิ่งที่ยากกว่านั้นอีกสักหน่อย นั่นคือ  มอบโอกาสช่วยเหลือเจือจุนคนที่เธอคิดว่าเขาเป็นคนร้ายกาจอย่างที่สุด นี่คือการทำความดีที่ยากขึ้นอีกขั้น  และไม่ใคร่มีใครทำนัก  ดังนั้นถ้าเธอทำได้ เธอก็เป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐอย่างที่สุดแล้ว
เธอเอ๋ย...คนร้ายกาจนั้น อาจมีเหตุผลลึกๆ  บางประการที่ทำให้เขาต้องแสดงความร้ายกาจออกมา ซึ่งเราเองก็ยากที่จะเข้าใจ แต่มีคนร้ายกาจหลายคนทีเดียวที่เขาต้องร้ายกาจเพราะเขาไม่เคยได้รู้จักกับความรักและความเมตตา ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าควรจะทำดีกับผู้อื่นอย่างไร เพราะไม่มีใครเคยทำดีกับเขามาก่อน
ดูอย่างเรื่องของแอนโดรเคลสและสิงโตตัวนี้อย่างไรเล่า เธอคิดว่าถ้าคนทั่วๆ  ไปเดินเข้าไปเจอสิงโตนอนเจ็บปวดอยู่ในป่า เขาจะทำอย่างไร...หลายคนคงรีบวิ่งหนีเพราะกลัวว่าสิงโตจะทำร้าย  ทั้งๆ ที่มันกำลังเจ็บทรมาน  แต่บางคนฉวยโอกาสตอนที่มันกำลังอ่อนแอนี้ สังหารมันเพื่อความปลอดภัยของตัวเองด้วยซ้ำ จะมีสักกี่คนที่กล้าเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยสิงโตเพราะมีความเมตตาสงสารเกิดขึ้นมากกว่าความหวาดกลัวอย่างแอนโดรเคลส ด้วยเหตุนี้  เมื่อแอนโดรเคลสมีบุญคุณต่อสิงโต  สิงโตจึงตอบแทนบุญคุณแอนโดรเคลส โดยไม่เพียงแต่ไม่ฆ่าเขาในสนามประลองเท่านั้น หากแต่ยังปลดปล่อยเขาให้ไปสู่อิสรภาพให้หลุดพ้นจากความเป็นทาสอีกด้วย
อย่าช่วยคนเพราะหวังผลเลยเธอ แม้แต่การช่วยคนร้ายกาจ ก็อย่าได้คาดหวังว่าเขาจะกลายเป็นคนดีเพราะน้ำใจที่เธอหยิบยื่นให้แก่ขา จงช่วยคนเพราะนั่นทำให้เธอสบายใจก็พอ  แต่เมื่อไรก็ตามที่เธอช่วยคนร้ายกาจ แล้วเขาทำในสิ่งที่เธอคาดไม่ถึง  นั่นคือ การทำดีอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อตอบแทนน้ำใจของเธอ  เธอก็จงดีใจเถิดว่า เธอได้หยิบยื่นตะเกียงส่องทางแห่งความดีให้แก่เขาแล้ว เขาอาจจะรับมันมาเพียงเพื่อการดูเล่นแล้วก็ขว้างทิ้งไป หรืออาจจะนำมาส่องทางเดินของตนเองไปตลอดชีวิต...นั่นก็เป็นเรื่องของเขา...แต่ถ้าเป็นอย่างหลัง เธอไม่ดีใจหรือ  ที่เธอเป็นแรงบันดาลใจให้คนร้ายกาจคนหนึ่งกลับตัวเป็นคนดีได้ เธอไม่ดีใจหรือ ที่ความเมตตาของเธอทำให้โลกของเรามีคนดีเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน...เธอไม่ดีใจหรือ?                  .................จบเรื่องแอนโดรเคลสผู้ช่วยด้วยใจเมตตา.............. สุขไม่เที่ยง ยึดถือแล้วเป็นทุกข์

10/24/2556

นิทานสีขาว คำพูดของเสือน้อย

นิทานสีขาว  คำพูดของเสือน้อย


เสือน้อยกับเจ้าลิงจอมซนเป็นเพื่อนนักเรียนในโรงเรียนป่าใหญ่ เมื่อถึงเวลาปิดเทอม  เสือน้อยกับเจ้าลิงซึ่งสนิทกันมากได้มานั่งคุยกันว่า จะพากันไปเที่ยวที่ไหนดี
             “ฉันอยากไปชายทะเลจัง”  เสือน้อยว่า พร้อมกับทำหน้าเหม่อลอยคิดวาดภาพน้ำทะเลและท้องฟ้าสีครามไปด้วย
          “ก็ดีนะ ฉันเองก็ไม่เคยเห็นน้ำทะเลของจริงเหมือนกัน  ได้แต่ฟังพ่อเล่าเท่านั้น พ่อของฉันบอกว่า  น้ำทะเลน่ะเค็มมากๆ  เลย  ไม่รู้จริงอ๊ะเปล่า”  เจ้าลิงพูดพลางหาวอย่างเกียจคร้าน
          “จริงหรอ ยิ่งฟังยิ่งอยากไปจัง  แต่พ่อเสือใหญ่ของฉันไม่ค่อยว่างเลยน่ะสิ คงไม่มีเวลาพาฉันไปแน่เลย”  เสือน้อยบ่นกระปอดกระแปด
          “ก็ไปกันสองคนสิ  เธอกับฉันไง”  เจ้าลิงเสนอขึ้นมาทันที
          “แต่...เธอรู้ทางหรอ  เจ้าลิง ทะเลน่ะอยู่ไกลจากป่าของเรามากเหมือนกันนะ”  เสือน้อยถามเจ้าลิงเพื่อนรัก
          “รู้ซี่”  เจ้าลิงลากเสียงยาว  “ฉันเคยนั่งรถผ่านทางไปทะเลด้วย แล้วจะถามพ่อลิงให้แน่ใจอีกทีก็ได้”
          “แต่เรายังเด็กมาก พ่อแม่ของเราจะให้เราไปกันตามลำพังหรือ”  เสือน้อยยังคงไม่แน่ใจเท่าไรนัก
          “ไม่ลองก็ไม่รู้หรอกน่า”  ลิงลมว่า
แล้วทั้งสองก็กลับบ้านไปบอกแผนเที่ยวทะเลให้พ่อกับแม่ทราบ พ่อแม่ของเสือน้อยจึงพาเสือน้อยมาที่บ้านของเจ้าลิง เพื่อปรึกษากับพ่อแม่ของเจ้าลิง
          “จริงๆ  เราก็สงสารลูก เพราะไม่เคยพาแกไปเที่ยวไหนมานานแล้ว  แต่ก็เป็นห่วงถ้าจะปล่อยให้ไปกันเอง”  แม่เสือกล่าวขึ้นก่อนใคร
          “ฉันก็เหมือนกัน เป็นห่วงเจ้าลูกจอมซนนี้จริงๆ กลัวว่าถ้าปล่อยให้ไปไหนเองแล้วจะเล่นซนไม่เข้าเรื่อง  ทำให้พ่อแม่ต้องปวดหัวอีก”  แม่ลิงว่า  พลางส่งสายตาดุๆ  ไปทางลิงผู้เป็นลูก ซึ่งเจ้าลิงก็รีบพูดขึ้นมาทันทีว่า
          “โธ่แม่จ๋า  ลูกน่ะโตแล้วนะ ไม่เล่นซนอะไรแบบนั้นอีกแล้วล่ะ”
          “จริงอย่างลิงน้อยว่านะ”  พ่อเสือพูดขึ้นหลังนิ่งฟังอยู่นาน  “ลูกๆ  ของเราก็โตขึ้นมากแล้ว คงพอจะดูแลตัวเองได้  อีกอย่างทั้งสองก็ไปด้วยกัน คงไม่เป็นไรหรอก”
          “ถ้าพ่อเสือคิดอย่างนั้น  ฉันก็เห็นด้วยจ้ะ แต่ต้องไปเช้าเย็นกลับนะ”  แม่เสือหันไปบอกเสือน้อยกับเจ้าลิงด้วยท่าทางขึงขัง ซึ่งเสือน้อยและเจ้าลิงก็รีบพยักหน้ารับคำทันที
เมื่อพ่อเสือและแม่เสืออนุญาตให้เสือน้อยไปเที่ยวทะเลได้ พ่อลิงกับแม่ลิงก็ยอมให้เจ้าลิงไปด้วยเช่นกัน โดยพ่อลิงได้บอกเส้นทางที่จะไปทะเลให้เด็กทั้งสองรู้  และพาไปขึ้นรถที่ท่ารถ พร้อมทั้งกำชับว่า
          “รถสายนี้จะหมดตอนสี่โมงเย็น อย่าเล่นน้ำทะเลกันเพลินจนลืมเวลาล่ะ  เราไว้ใจลูกทั้งสองนะ”  พ่อลิงกำชับ
          “ไม่ต้องห่วงน่า  พ่อจ๋า”  เจ้าลิงพูดหน้าทะเล้น  “พอสี่โมงเย็นปุ๊บ ฉันจะพาเสือน้อยมาขึ้นรถกลับบ้านปั๊บเลย”
          “ไม่ได้ๆ”  พ่อลิงร้องลั่น  “รถหมดสี่โมงเย็น  เจ้าก็ต้องเผื่อเวลาสักครึ่งชั่วโมงมายืนรอรถ ไม่อย่างนั้นจะตกรถและไม่มีรถกลับบ้าน เข้าใจไหม”
เสือน้อยกลัวว่าพ่อลิงจะลังเลและไม่ให้พวกเขาไป จึงรีบรับคำว่าจะทำตามนั้น แล้วทั้งสองจึงขึ้นรถไปเที่ยวทะเลด้วยความเบิกบานใจเป็นที่สุด
เมื่อเสือน้อยละเจ้าลิงไปถึงทะเลแล้ว ทั้งสองก็ลิงโลดกันมาก  ต่างวิ่งลงไปเล่นน้ำทะเลอย่างสนุกสนาน  ว่ายน้ำบ้าง จับปลาบ้าง  ดูรูปูบ้าง  ก่อปราสาททรายบ้าง จากนั้นก็ไปพักรับประทานอาหารในร้านคุณโลมา  แล้วลงก็ไปว่ายน้ำเล่นอีก ก่อกองทรายใหม่ และนอนแผ่หราบนชายหาดเพื่อรับลมทะเลอย่างสดชื่น
นอกจากนั้น ในยามบ่าย  เสือน้อยและเจ้าลิงยังได้รู้จักกับเพื่อนๆ สัตว์มากมายที่มาเที่ยวทะเลด้วย สัตว์เหล่านี้ชวนเสือน้อยและเจ้าลิงเล่นฟุตบอลด้วยกันที่ชายหาด ทั้งสองก็ตกปากรับคำโดยทันที และเข้าไปรวมกลุ่มเล่นกับเพื่อนใหม่อย่างสนุกสนาน
เวลาผ่านไปไม่นาน เสือน้อยสังเกตเห็นผู้คนต่างเริ่มทยอยกันออกไปจากชายหาด เขาจึงก้มลงมองดูนาฬิกาข้อมือ จึงพบว่าตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสามโมงครึ่งแล้ว
          “เราต้องไปรอรถกลับบ้านแล้วนะเพื่อน นี่มันบ่ายสามโมงครึ่งแล้ว”  เสือน้อยวิ่งไปบอกเจ้าลิง แต่ดูเหมือนว่าเจ้าลิงจะเล่นเพลินจนไม่สนใจอะไรอีกแล้ว
          “ขออีกนิดน่า กำลังสนุกเลย”  เจ้าลิงว่า แล้ววิ่งไปแตะฟุตบอลที่เพื่อนแตะส่งมาให้
เสือน้อยออกจากวงฟุตบอลมาเก็บข้าวของของตนใส่กระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้าน หันไปมองเจ้าลิงที่ยังไม่ยอมเลิกเล่นง่ายๆ เสือน้อยจึงช่วยเก็บของให้เจ้าลิงด้วย
ใกล้จะสี่โมงเย็น  รถกำลังจะหมดอยู่แล้ว แต่เจ้าลิงยังไม่มีทีท่าว่าจะเลิกเล่นกับเพื่อนๆ  แต่อย่างใด เสือน้อยรู้สึกกระวนกระวายใจ จึงเดินเข้าไปตามเจ้าลิงอีก
          “กลับเถอะเพื่อน นี่จะสี่โมงเย็นแล้วนะ”  เสือน้อยบอกเจ้าลิง เขาต้องคอยเร่งฝีเท้าตามเจ้าลิงซึ่งกำลังวิ่งไล่ฟุตบอลอย่างเอาเป็นเอาตายไปด้วย
          “เดี๋ยวเดียวน่า”  เจ้าลิงพูดส่งๆ
          “เดี๋ยวไม่ได้อีกแล้วนะ  รถจะหมดอยู่แล้ว”  เสือน้อยบอกอย่างเป็นกังวล
          “โธ่!  ฉันกำลังสนุกอยู่นะ นายไม่เห็นหรือ”  เจ้าลิงร้องอย่างรำคาญ
          “สนุกแค่ไหนนายก็ต้องเลิกแล้วล่ะ เพราะเราต้องกลับให้ทันรถเที่ยวสุดท้าย  จำที่สัญญาไว้กับพ่อแม่ไม่ได้หรือ”  เสือน้อยเตือนสติเจ้าลิง  เพื่อนสัตว์ตัวอื่นๆ  เห็นว่าเสือน้อยรบกวนสมาธิเจ้าลิง ทำให้เจ้าลิงเล่นได้ไม่ดีเท่าที่ควร จึงพากันมาต่อว่าเสือน้อย
          “เอาอย่างนี้แล้วกัน  ฉันมากับพ่อ เดี๋ยวให้พ่อขับรถไปส่งพวกนายที่บ้านก็ได้  ทีนี้จะเล่นกันต่อได้รึยัง”  หมีอ้วนพูดตัดปัญหา  เจ้าลิงดีใจที่มีทางออกให้ตัวเองได้เล่นสนุกต่อ แต่เสือน้อยคิดว่านี่ไม่ใช่การกระทำที่ถูกต้อง
          “สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าจะมีใครไปส่งเราหรือไม่ แต่อยู่ที่การรักษาคำพูดต่างหาก  ลิงน้อยเพื่อนรัก ฉันกับเธอได้ให้สัญญากับพ่อและแม่ของเราว่าจะกลับให้ทันรถเที่ยวสุดท้าย เราก็ต้องทำตามนั้นโดยไม่มีเงื่อนไข  พวกท่านอุตส่าห์ไว้ใจให้เรามาเที่ยวกันแล้ว เราก็ไม่ควรทำลายความไว้ใจนั้น  แล้วทำให้พวกท่านผิดหวัง”  เสือน้อยเตือนสติเจ้าลิง
          “หยุดพูดทีเถอะน่า!”  เพื่อนสัตว์ตัวอื่นๆ  ร้องอย่างหงุดหงิด  “เจ้าลิงอยากเล่นก็ปล่อยเขาไปสิ หากนายอยากจะกลับ นายก็กลับไปคนเดียวเลยไป”
อย่างไรเจ้าเสือก็ยังเป็นเพื่อนรักของเจ้าลิง เจ้าลิงรู้สึกสงสารเสือน้อยที่โดนรุมว่าและไม่อยากให้เขากลับคนเดียว แต่ตัวเองยังอยากอยู่เล่นต่อจึงบอกแก่เสือน้อยว่า
          “รอกลับด้วยกันเถอะน่า เสือน้อย  นี่ก็ใกล้สี่โมงเย็นอยู่แล้ว กว่าจะเดินออกไปถึงถนนก็ไม่แน่ว่าจะทันรถเที่ยวสุดท้ายหรือเปล่า”
แต่เสือน้อยยึดมั่นในคำพูดที่ให้ไว้กับผู้ใหญ่ เขากล่าวแก่เจ้าลิงว่า
          “ไม่ละเพื่อน ฉันไม่อยากให้พ่อกับแม่ไม่เชื่อใจฉันอีกต่อไป  ฉันต้องรักษาคำพูดของตัวเอง ถ้าเพื่อนไม่กลับก็ไม่เป็นไร แต่ฉันคงต้องกลับแล้วล่ะ”
          “แล้วถ้าไม่มีรถล่ะ”  เจ้าลิงถาม
          “ไม่มีก็ไม่เป็นไร  ฉันจะเดินกลับบ้านเอง อาจจะถึงช้าแต่ก็ดีกว่าอยู่เล่นต่อแล้วผิดคำพูดที่ให้ไว้กับพ่อและแม่”  เสือน้อยตอบเจ้าลิง ก่อนจะเดินจากไป
เป็นจริงดังที่เจ้าลิงสันนิษฐาน รถเที่ยวสุดท้ายออกไปแล้ว  เมื่อเสือน้อยวิ่งมาถึงถนน เขารู้สึกใจคอห่อเหี่ยวและสิ้นความหวัง
          ‘เอาเถอะ  เดินก็เดิน ถึงทางจะไกลและอาจจะถึงบ้านเมื่อมืดมากแล้ว  แต่ก็ยังดีกว่าผิดคำพูด พ่อกับแม่คงเข้าใจเรา’  เสือน้อยคิด แล้วปลุกแรงใจให้ฮึดสู้อีกครั้ง
ระยะทางที่เดินด้วยเท้านั้นยาวไกลผิดจากตอนที่นั่งรถมามากทีเดียว เสือน้อยรู้สึกเมื่อยล้าสุดบรรยาย  และตอนนั้นก็ค่ำมากแล้ว แต่เสือน้อยก็ยังเดินไปไม่ถึงไหนสักที
          “เราต้องกลับให้ถึงบ้าน เราต้องกลับให้ถึงบ้าน”  เสือน้อยพูดกับตัวเอง แล้วทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงแตรรถยนต์ เสือน้อยแหงนหน้าขึ้นมองพบว่าเป็นรถของพ่อเจ้าลิงนั่นเอง
          “ขึ้นมาสิเสือน้อย เดี๋ยวเราจะได้ไปรับเจ้าลิงกัน น้ารู้เรื่องที่เจ้าลิงลูกจอมดื้อของน้าหมดแล้วล่ะ”  พ่อลิงว่า
          “น้าลิงรู้ได้ยังไงกันครับ”  เสือน้อยถามด้วยความแปลกใจ  เมื่อขึ้นมานั่งบนรถ
พ่อลิงยิ้ม ก่อนจะตอบว่า  “คุณโลมาเจ้าของร้านอาหารเป็นเพื่อนกับน้าเอง เขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด  เลยเขียนจดหมายฝากคนขับรถประจำทางมาบอกน้า พ่อกับแม่ของเสือน้อยก็รู้เรื่องแล้วเหมือนกันนะ”
          “พ่อกับแม่เสือโกรธผมมากไหมครับ”  เสือน้อยถามเสียงอ่อย
          “ไม่หรอก พวกเขาเข้าใจดีว่าเสือน้อยไม่อยากทิ้งเจ้าลิง  เลยต้องตกรถ แต่เสือน้อยก็รักษาคำพูด  อุตส่าห์เดินกลับบ้านทั้งที่ระยะทางก็ไกลซะขนาดนี้ เสือน้อยไม่ได้ตั้งใจจะมาไม่ทันรถ  อย่างนี้ใครจะโกรธลงล่ะ แต่สำหรับเจ้าลิงดื้อลูกของน้านั้น  เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”  พ่อลิงดูท่าทางขึงขังขึ้นในตอนท้าย
          “น้าลิงจะทำอะไรลิงน้อยหรือครับ”  เสือน้อยเป็นห่วงเพื่อน
          “รู้ไหมว่าแม่ของเจ้าลิงน่ะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟทีเดียว บอกว่าจะไม่ยอมเชื่อคำพูดใดๆ  ของเจ้าลิงอีกแล้ว น้าว่านี่เป็นการทำโทษที่สาสมที่สุดสำหรับผู้ไม่รักษาคำพูดแล้วล่ะนะ”
เสือน้อยฟังคำตอบของพ่อลิงแล้วดีใจที่ตนเองรักษาคำพูดที่ให้ไว้กับพ่อและแม่ เขาคงไม่มีความสุขถ้าต้องกลายเป็นผู้ที่ไม่มีใครเชื่อถือ เขาไม่อยากมีชีวิตแบบนั้น ความไว้ใจจากคนอื่นทำให้เสือน้อยรู้สึกว่าตนเองเป็นเด็กดีที่ใครๆ  ก็ต้องการ และยังสร้างความภาคภูมิใจให้พ่อกับแม่อีกด้วย
หลังกลับจากทะเลวันนั้น เสือน้อยก็ไม่ค่อยได้พบหน้าค่าตาของเจ้าลิงเพื่อนรักสักเท่าไร ถ้าอยากเล่นกันเสือน้อยก็ต้องไปหาเจ้าลิงที่บ้าน  แต่ก็ชวนออกมาเล่นนอกบ้านไม่ได้ เพราะแม่ของเจ้าลิงยังโกรธเจ้าลิงมากอยู่ เธอสั่งกักบริเวณลูกชายจอมซนให้อยู่แต่ในบ้านตลอดเทอม ห้าแม้แม่ยื่นหน้าออกไปนอกหน้าต่าง เสือน้อยรู้ว่าเจ้าลิงที่ชอบวิ่งเล่นเป็นชีวิตจิตใจต้องทุกข์ทรมานเพียงไรเมื่อตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้  เพราะเจ้าลิงได้ผิดคำพูดจนทำให้แม่ของเขาเกิดความระแวง และไม่เชื่อคำพูดของลูกชายตนเองอีกต่อไป


...............เธอทั้งหลาย................
การรักษาคำพูดนั้นสำคัญมาก เพราะคนรอบข้างมักจะตีค่าเราด้วยสิ่งนี้อยู่เสมอ โดยเฉพาะผู้ที่เธอต้องทำงานร่วมกับเขา  หากเธอเป็นคนพูดส่งเดช  ละทิ้งคำพูด และไม่รักษาคุณค่าของเรื่องที่ตนพูดออกมาแล้ว ใครจะอยากเสี่ยงมาร่วมงานกับคนดีแต่พูดอย่างเธอกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นลูกน้องของใครสักคนหนึ่ง เจ้านายของเธอคงไม่อยากมอบหมายงานชิ้นสำคัญให้เธอทำเท่าไรนักหรอก เพราะแม้เธอจะรับคำด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นว่า  ”ฉันทำได้”  แต่เขาก็ยังมองไม่เห็นอนาคตของงานชิ้นนี้อยู่ดี สุดท้ายเขาจึงไม่ให้เธอแตะต้องงานดังกล่าว แล้วเธอก็หมดโอกาสก้าวหน้าไปอีกขั้น...น่าเจ็บปวดไหม
คิดดีๆ ก่อนจะหลุดคำมั่นใดๆ  ออกไป  และเมื่อพูดออกไปแล้ว เธอก็ต้องรักษาคำพูดนั้นไว้ให้จงได้ เพราะเมื่อไรที่เธอไม่รักษาคำพูดแม้เพียงหนึ่งครั้ง  สำหรับคนบางคน นั่นอาจเป็นความเชื่อใจเพียงครั้งเดียวที่เธอจะได้รับจากเขาทั้งชีวิต
                                  ..............จบเรื่องคำพูดของเสือน้อย...............

10/15/2556

นิทานสีขาว : คนโลภกับคนขี้อิจฉา

นิทานสีขาว

คนโลภกับคนขี้อิจฉา จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคนโลภกับคนขี้อิจฉามาเจอกัน...
นานมาแล้ว มีชายสองคนเป็นเพื่อนกัน  คนหนึ่งมีความโลภเป็นนิสัย  ชื่อว่า  ‘พิศาล’  อีกคนหนึ่งมีความอิจฉาเป็นนิสัย  ชื่อว่า  ‘ถวิล’
พิศาลกับถวิลนั้น  คบหากันเป็นเพื่อนกันมานานแล้ว แต่จัดอยู่ในประเภทเพื่อนกินมากกว่าเพื่อนตาย เพราะทั้งสองไม่เคยมีความจริงใจมอบให้แก่กัน แต่ยังคงคบกันอยู่ได้จนกระทั่งทุกวันนี้ ก็เพราะไม่มีใครอื่นอยากเข้ามาคบหาสมาคมด้วย
วันหนึ่ง พิศาลได้ข่าวว่า  ตรงศาลพระภูมิท้ายหมู่บ้าน มีเทวดาองค์หนึ่งมาสิงสถิตให้ความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านที่เดือดร้อน ความโลภที่เป็นนิสัยพื้นเพของพิศาลได้สั่งให้เขาเร่งรีบเดินไปท้ายหมู่บ้าน เพื่อขอพรจากเทวดาให้ตัวเองมั่งมีเงินทองมากกว่าผู้ใด
เมื่อไปถึงศาลพระภูมิท้ายหมู่บ้าน พิศาลก้มลงกราบไหว้ศาลพระภูมิเป็นการใหญ่ พร้อมกับอ้อนวอนขอให้เทวดาที่สิงสถิตอยู่รับฟังคำของของเขา
ฝ่ายเทวดานั้น เมื่อเห็นพิศลาก็หยั่งรู้ด้วยญาณวิเศษทันทีว่า  มนุษย์ผู้นี้เป็นคนโลภ ไร้ซึ่งคุณธรรม  และไม่สมควรได้รับการช่วยเหลือจากตน แต่เพราะเห็นว่าพิศาลเฝ้าอ้อนวอนอยู่นั้นแล้ว เทวดาจึงยอมปรากฏกายขึ้นเพื่อพูดคุยด้วย
          “ว่าอย่างไรเจ้า”  เทวดาทักทายพิศาล
พิศาลเห็นเทวดาปรากฏออกมาทักทายก็ดีใจมาก รีบละล่ำละลักพูดกับเทวดาว่า
          “ท่านเทวดาผู้ยิ่งใหญ่ ข้าได้ทราบข่าวมาว่าท่านเป็นเทวดาที่มีความเมตตานัก ท่านให้ความช่วยเหลือชาวบ้านพ้นความเดือดร้อนมาแล้วมากมาย ดังนั้นข้าจึงอยากขอความช่วยเหลือจากท่านบ้าง”
          “ที่ว่าได้ช่วยเหลือคนนั้น เห็นจะไม่ผิด  แต่ข้ามิได้ช่วยเหลือทุกคนที่มาขอดอกนะเจ้า ข้าช่วยให้คนยากจนมีเงินทองพ้นจากความเดือดร้อนหากเขาขยันขันแข็งทำมาหากินมากพอ ข้าให้พรแก่มานพหนุ่มหากเขาพากเพียรใฝ่รู้เป็นนิสัย ข้าช่วยหญิงมีบุตรยากตั้งครรภ์ได้ง่ายขึ้น แต่นางต้องเป็นผู้ที่ทำกรรมดีมาก่อนเป็นเวลานานแล้ว ข้าช่วยทุกคนที่เป็นคนดีมีคุณธรรม  มักทำคุณประโยชน์แก่ผู้อื่น เพราะบุคคลเหล่านี้คือผู้ที่ข้ามั่นใจว่า  เมื่อให้พรแก่พวกเขาไปแล้ว พรของข้าจะไม่มีวันสูญเปล่าและก่อให้เกิดประโยชน์สุขเผื่อแผ่ไปถึงคนอื่นๆ  ด้วย”  เทวดากล่าวให้พิศาลได้รู้ตัวเป็นนัยๆ  แต่พิศาลไม่รู้จักคำว่าคุณธรรม เขาเป็นคนขลาดและมีใจที่คิดอยากได้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นไม่ว่าเทวดาจะกล่าวอะไรออกมาก็ตาม เขาก็คิดว่าเขาคือผู้ที่เทวดาสมควรมอบสิ่งที่ร้องขอให้ เพราะเขาอยากได้สิ่งเหล่านั้นมากมายเหลือเกิน
          “ข้าเป็นคนดีนะท่านเทวดา ข้าทำงานหนักเหมือนกัน  แต่ทำเท่าไรก็ไม่เห็นจะมีเงินมากมายเท่าคนอื่นเขาสักที”  พิศาลว่า
          “นั่นเป็นเพราะเจ้ายังพยายามไม่พอ”  เทวดาตอบ เพราะหยั่งรู้ด้วยญาณวิเศษอีกเช่นกันว่า พิศาลไม่ใช่คนที่ตั้งใจทำงานนัก
          “แต่ข้าอยากได้เงินทองมากกว่านี้ ได้โปรดเถิดท่านเทวดา  ข้าอยากได้เงินทองมากกว่าที่ข้ามีอยู่ในตอนนี้สักพันเท่า”  พิศาลยังคงอ้อนวอนขอพรเทวดาต่อไปโดยไม่ฟังอะไร
เทวดาคิดว่า ป่วยการที่จะสอนคนเขลาให้สำนึกได้ด้วยการพูดจาสั่งสอน ดังนั้นเทวดาจึงกล่าวแก่พิศาลว่า
          “ก็ได้  ข้าจะให้พรตามที่เจ้าขอ แต่เชื่อเถอะว่า เจ้าจะไม่มีวันมีความสุขจากทรัพย์สมบัติมากมายที่เจ้าต้องการดอก...กลับไปที่บ้านของเจ้าเถิด ข้าได้เนรมิตเงินทองมากมายให้เจ้าที่นั้นแล้ว”
กล่าวจบ ร่างของเทวดาก็หายลับเข้าไปในศาลพระภูมิ ส่วนพิศาลก็รีบวิ่งกลับบ้านเพื่อไปชมเงินทองมากมายเหล่านั้นทันที

เมื่อมาถึงบ้าน  พิศาลก็ต้องตกใจมาก เพราะถวิลมานั่งอยู่ในบ้านของเขาแล้ว อีกทั้งยังโกยเงินทองมากมายที่กองอยู่ในบ้านของเขาขึ้นมาเพ่งพินิจด้วยดวงตาที่มีความหมาย
          “วางเงินนั้นลงเถะเพื่อน เพราะทั้งหมดนั้นเป็นของข้า”  พิศาลติงถวิล พร้อมกับคว้าเอาเงินทองในเมือของเขามาใส่ไว้ในกองของมันตามเดิม
          “เจ้าไปเอาเงินมากมายก่ายกองนี้มาจากไหนกันเพื่อน จะว่าเป็นเงินที่ได้จากการทำงานก็เห็นจะไม่ใช่  เพราะเราทำงานด้วยกันมาตลอด ข้ามีเท่าไร  เจ้าควรจะมีเท่านั้นสิ  ถึงจะถูก”  ถวิลถามด้วยความสงสัย
          “เรื่องของข้าน่ะ”  พิศาลบอกปัดอย่างรำคาญ
          “ว่าไงนะ...เรื่องของเจ้าเรอะ...พูดอย่างนี้คงไม่ได้มีความหมายว่าเจ้าไปขโมยเงินของคนอื่นมาหรอกนะ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น  ข้าคงต้องไปแจ้งให้ท่านหัวหน้าหมู่บ้านรู้เสียแล้วล่ะ”  ถวิลกล่าวอย่างคนเจ้าเล่ห์
          “ข้าไม่ได้ขโมยใครมาทั้งนั้น! นี่คือสิ่งที่ท่านเทวดาตรงศาลพระภูมิท้ายหมู่บ้านให้ข้ามา  ข้าขอของข้ามาเอง”  พิศาลรีบบอก
          “งั้นรึ...ไม่ได้ขโมยใครมาก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนทีหลังนะเพื่อน”  ถวิลว่าเสมือนหวังดี แต่ในใจนั้นลุกโชนด้วยเปลเพลิงแห่งความอิจฉา
ดังนั้น ถวิลจึงรีบลาพิศาลกลับบ้าน  โดยอ้างว่าปวดหัวอยากพักผ่อน แต่แท้จริงแล้วกลับเดินมุ่งตรงไปยังศาลพระภูมิท้ายหมู่บ้านทันที
          “ท่านเทวดา”  ถวิลยกมือไหว้หน้าศาลพระภูมิ  “ข้าเป็นเพื่อนกับพิศาล คนที่ท่านมอบเงินทองมากมายแก่เขา”
ฝ่ายเทวดานั้น นั่งฟังคำถวิลอยู่ในศาลพระภูมิก็รู้สึกขบขันเหลือประมาณ
          ‘เออแนะ...สวรรค์ช่างจับคนโลภกับคนขี้อิจฉามาเป็นคู่กันได้ เป็นคู่ที่เหมาะสมกันดีแท้  เสมือนผีเน่ากับโลงผุก็ไม่ปาน เห็นทีว่าเราคงต้องให้บทเรียนสักอย่างกับเจ้าสองคนเสียแล้ว’
เมื่อคิดได้ดังนั้น เทวดาก็ส่งเสียงออกไปกล่าวแก่ถวิลว่า
          “เราคือเทวดา เราจะให้สิ่งที่เจ้าต้องการ  จงขอเรามา”
          “ท่านเทวดา ข้าเป็นเพื่อนกับพิศาลมาช้านาน  เมื่อเขาได้อะไร ข้าก็สมควรได้ในสิ่งเดียวกันนั้นด้วย  แต่ไม่ล่ะ...ข้าเชื่อว่า เขาจะมาขอท่านเรื่อยๆ  เพราะฉะนั้น  หากพิศาลขอสิ่งใด ข้าขอของสิ่งนั้นมากกว่าอีกเท่าตัวหนึ่ง”  ถวิลร้องขอ
          “ย่อมได้ ข้าจะให้ตามที่เจ้าขอ  แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเจ้า นั่นก็เป็นเพราะความโลภและความขี้อิจฉาของพวกเจ้าเอง...จำเอาไว้ให้ดี”  เทวดากล่าวเตือน
          “สิ่งที่ข้าจะได้ ก็มีแต่เพียงความร่ำรวยมั่งคั่งเท่านั้นแหละท่าน ที่สำคัญข้ายังมีมากกว่าเพื่อนของข้าอีกด้วย  สำหรับข้าแล้ว นี่ถือเป็นเรื่องที่สำคัญนักแล”  ถวิลพูดอย่างกระหยิ่มใจ ก่อนจะกราบเทวดาแล้วเดินกลับบ้านไป เทวดามองตามถวิลแล้วยิ้มอย่างสมเพชเวทนาเล็กน้อย
วันรุ่งขึ้น พิศาลก็มาหาเทวดาแล้วกล่าวขอทรัพย์สมบัติอย่างอื่นอีก
          “เจ้าถวิลคนถ่อย! มันขี้อิจฉานัก  เห็นว่าข้ามีแล้วอยากจะได้บ้าง  ซ้ำยังขอมากกว่าข้าเสียอีก ดีล่ะท่านเทวดา  ครั้งนี้ขอบ้านหลังใหญ่ๆ ให้ข้าสักหลังนะท่าน”
          “ได้สิ”  เทวดาว่า  “บ้านหลังใหญ่รอเจ้าอยู่แล้ว”
ไม่นานนัก พิศาลก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบมาหาเทวดาอีก
          “เจ้าถวิลมันได้บ้านหลังใหญ่กว่าข้าอีกแน่ะ ดีล่ะ  ครั้งนี้ข้าขอข้าทาสบริวารมากมายมาไว้ใช้สอยนะ ท่านเทวดา”
          “ได้สิ ข้าบริวารมากมายรอเจ้าอยู่แล้ว”
สักพัก พิศาลก็มาหาเทวดาอีก
          “ขอที่ดินกว้างสุดลูกหูลูกตาให้ข้าด้วยเถิด ท่านเทวดา ข้าจะเอาไว้เสริมบารมี”
หลังจากนั้นพิศาลก็มาหาเทวดา เพื่อขอทรัพย์สมบัติอีกเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จักพอ...
แต่ไม่ว่าพิศาลจะขออะไร ถวิลผู้เป็นเพื่อนก็จะได้มากกว่าเป็นสองเท่า ทำให้พิศาลรู้สึกโมโหและหงุดหงิดใจเป็นอย่างมาก วิธีเดียวที่จะช่วยดับความรู้สึกนี้คือการไปขอทรัพย์สมบัติเพิ่มจากเทวดา  ดังนั้น พิศาลจึงรีบไปหาเทวดายังศาลพระภูมิท้ายหมู่บ้านทันที แต่เมื่อไปถึงก็พบถวิลนั่งกราบไหว้เทวดาอยู่ในที่นั้นแล้ว
          “จะมาขออะไรจากท่านเทวดาอีกล่ะเพื่อน”  ถวิลร้องทักพิศาลด้วยรอยยิ้มที่ไร้ความจริงใจเป็นที่สุด
          “แกอยากจะรู้ไปทำไมเล่า หรือจะได้ขอตามข้าด้วยอย่างนั้นรึ”  พิศาลโต้ตอบอย่างหัวเสีย
          “อ๋อ...”  ถวิลลากเสียงยาว  “ข้าไม่จำเป็นต้องรู้หรอกว่าเพื่อนขออะไร  เพราะถ้าเพื่อนขออะไร ข้าก็จะได้สิ่งนั้นมากกว่าเพื่อนเป็นสองเท่าเสมอล่ะ”
          “ตลอดมาเมื่อข้ามีอะไร เจ้าก็จะไปสรรหาสิ่งที่ดีกว่าและมีมากกว่ามาไว้ที่ตัวเองเสมอ เจ้ามันเป็นคนขี้อิจฉา!  เห็นคนอื่นมีแล้วทนไม่ได้  ต้องมีอย่างเขาด้วย!”  พิศาลต่อว่าเพื่อนอย่างรุนแรง
          “อย่าว่าแต่คนอื่นเขาเลย เพราะเจ้าเป็นคนไม่รู้จักพอ  ละโมบโลภมากอยากได้นั้นได้นี่ไม่มีที่สิ้นสุด  ใช่! ข้าอิจฉาเจ้า  ก็แล้วทำไม อย่างไรข้าก็จะต้องได้ในทุกสิ่งที่มากกว่าเจ้าเสมอไปนั่นแหละ ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า”
พิศาลฟังถวิลหัวเราะเยาะตนแล้วรู้สึกเดือดดาลเป็นอย่างมาก เขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า  โดยไม่ทันได้คิดอะไรให้ดีเสียก่อน พิศาลร้องขอเทวดาออกไปว่า
          “ท่านเทวดา  ข้าขอให้ดวงตาของข้า เหลืออยู่เพียงข้างเดียวเท่านั้น”
เทวดาให้พรนั้นตามความปรารถนาทันที
ดังนั้น พิศาลคนละโมบจึงเสียดวงตาของเขาไปหนึ่งข้าง ส่วนถวิลคนขี้อิจฉาก็สูญเสียดวงตาของตนไปทั้งคู่
          “ข้าบอกเจ้าแล้ว การได้อะไรมาโดยไม่ชอบนั้น  มักนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเสมอ”  เทวดากล่าว พร้อมกับหายตัวกลับสวรรค์โดยไม่ลงมายังโลกมนุษย์อีกเลย
ส่วนพิศาลและถวิลนั้น ได้ใช้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ได้รับจากเทวดา มารักษาดวงตาที่มืดบอดและอำนวยความสะดวกให้แก่ชีวิตที่ไร้ดวงตาของตนไปจนหมดสิ้น สุดท้าย  พวกเขาก็สิ้นเนื้อประดาตัว กลายเป็นคนพิการที่มีชีวิตลำบากลำบนไปจนสิ้นอายุขัย
..................เธอทั้งหลาย.......................
เห็นจะไม่ผิดนักหรอกถ้าจะบอกว่า ความโลภและความอิจฉานั้น  เป็นเพื่อนรักกันมากทีเดียว เพราะเมื่อความโลภและความอิจฉามาเกี่ยวข้องใกล้ชิดกันแล้ว ต่างก็รังแต่จะชักนำกันไปสู่ความหายนะอย่างสนุกสนาน  ความโลภไม่เกี่ยงงอนความอิจฉา และความอิจฉาจะไม่มีวันปฏิเสธความโลภ ทั้งสองเป็นหายนะแห่งชีวิตมนุษย์ที่คอยเกื้อหนุนกันอยู่เสมอ
ความรู้จักพอนั้นสำคัญมากทีเดียวเธอเอ๋ย เพราะความพอใจจะเป็นเสมือนเกราะแก้วคุ้มครองเธอ ให้พ้นจากภัยแห่งความโลภและความอิจฉา  หากเธอมุ่งมั่นที่จะทำอะไรสักอย่าง และเธอก็พยายามจนถึงที่สุดแล้ว  ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร เธอก็ควรพอใจในผลที่ออกมานั้น  แล้วครั้งต่อไป  เธออาจจะพยายามทำให้ดีขึ้นอีกได้ แต่ไม่ต้องพยายามจนทำลายความรู้จักพอในตนเอง แล้วเปิดโอกาสให้ความโลภรวมทั้งความอิจฉา เข้ามายึดครองหัวใจที่บริสุทธิ์ของเธอได้
หากเธอมีไม่มากเท่าคนอื่น แต่เธอรู้สึกว่า  ชีวิตตนเองก็มีความสุขที่สุดแล้ว  เธอจะอยากมีไปทำไมอีกเล่า ถ้าเธอมีมากเท่าคนอื่น  แต่ต้องสูญเสียความสุขทั้งชีวิตไป  เธอจะยอมแลกกับมันจริงๆ หรือ
                         ...................จบเรื่องคนโลภกับคนขี้อิจฉา.....................

10/09/2556

นิทานสีขาว เจ้าของโรงสี บุตรชาย และลาชั้นดี

เจ้าของโรงสี บุตรชาย  และลาชั้นดี
นานมาแล้ว  ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง  มีเจ้าของโรงสีผู้เป็นพ่อ อาศัยอยู่กับบุตรชายวัยแปดขวบในที่ดินผืนเล็กๆ  ของตน สองคนพ่อลูกอยู่กันอย่างพอมีพอกิน แต่ถือว่ามีความสุขดีมาก
วันหนึ่ง เจ้าของโรงสีผู้เป็นพ่อเกิดความคิดว่า ตนน่าจะขยายขนาดของโรงสีให้ใหญ่โตขึ้นอีกสักหน่อย จึงบอกแก่บุตรชายว่า
            “พรุ่งนี้ลูกต้องตื่นแต่เช้านะ พ่อจะนำลาของเราไปขายในเมืองสักหนึ่งตัว  เพื่อนำเงินมาลงทุนขยับขยายโรงสี  ใครๆ ก็พูดว่าลาของเรานั้นมีแรงดี  เพราะฉะนั้นพ่อคิดว่า เราน่าจะขายลาได้ราคาดีทีเดียวล่ะ”
เช้าวันต่อมา สองพ่อลูกจึงต้อนลาเดินทางเข้าเมืองแต่เช้าตรู่ เขากับบุตรชายช่วยกันต้อนลาอย่างทะนุถนอม  ด้วยกลัวว่า หากลาบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยระหว่างเดินทาง อาจทำให้เสียราคาได้
เมื่อเดินมาได้ไม่ไกลนัก ก็ปรากฏหญิงสาวที่เพิ่งกลับมาจากในเมืองกลุ่มหนึ่งเดินสวนมาพอดี หญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่มนั้นเห็นพ่อกับบุตรชายช่วยกันต้อนลาให้เดินไป  ก็หัวเราะขึ้น พร้อมกับพูดกับเพื่อนๆ  ของหล่อนว่า
           “ดูนั่นซี พวกเธอเคยเห็นใครที่โง่ขนาดนั้นไหม  พวกเขาช่วยกันต้อนลา ในขณะที่ตัวเองต้องเดินไปเอง  ทั้งๆ ที่พอจะขี่มันได้แท้ๆ”
เจ้าของโรงสีเมื่อได้ยินถ้อยคำเช่นนี้ ก็รู้สึกอับอาย  จึงหันไปบอกบุตรชายว่า
           “ลูกเอ๋ย ขึ้นมาขี่ลาเถอะเดี๋ยวจะมีคนว่าเราว่าโง่อีก”
เจ้าของโรงสีช่วยอุ้มบุตรชายนั่งบนหลังลา จากนั้นเขาก็เดินเคียงไปข้างๆ ด้วยความรู้สึกที่สบายใจขึ้น
เดินมาได้สักครู่ เจ้าของโรงสีก็สวนทางกับสุภาพบุรุษสูงอายุกลุ่มหนึ่ง เมื่อเห็นเจ้าของโรงสีเดินเคียงกับลาโดยมีบุตรชายนั่งอยู่บนหลังลาเช่นนั้น พวกสุภาพบุรุษสูงอายุก็หันไปวิพากษ์วิจารณ์กันในกลุ่มว่า
           “นั่นปะไร...เห็นไหมล่ะท่าน นี่แหละคือเครื่องพิสูจน์ในเรื่องที่ข้าพเจ้าเคยพูดเอาไว้ ทุกวันนี้ไม่มีใครสนใจไยดีอะไรกับคนแก่นักหรอก ดูเจ้าเด็กนั้นสิมันช่างขี้เกียจจนน่าตำหนินัก  มีอย่างที่ไหน ตัวเองเป็นลูกแต่กลับขึ้นขี่ลาสบายใจแล้วปล่อยให้พ่อเดินตามอย่างนั้น...ข้าพเจ้าเห็นแล้วทนไม่ได้จริงๆ”  แล้วเขาก็หันไปต่อว่าบุตรชายของเจ้าของโรงสีอย่างดุดัน
           “ลงมาเดี๋ยวนี้นะ เจ้าเด็กถ่อย! ให้พ่อของเจ้าได้พักแข้งพักขาที่เมื่อยล้าเสียบ้างสิ”
เจ้าของโรงสีได้ฟังดังนั้นก็รีบบอกให้บุตรชายลงมาจากหลังลา ส่วนตนเองก็ขึ้นขี่แทนที่
เดินมาได้สักครู่ ก็พบกับกลุ่มของผู้หญิงละเด็ก คราวนี้มีเสียงหลานเสียงประณามขึ้นมาว่า
           “คนแก่เห็นแก่ตัว! ตัวเองขี่ลาสบายใจ  แล้วปล่อยให้เด็กตัวเล็กขนาดนั้นเดินไปได้อย่างไรนะ แย่ที่สุดเลย”
เจ้าของโรงสีได้ฟังดังนั้น ก็ให้บุตรชายขึ้นมานั่งบนหลังตน แล้วออกเดินทางต่อไป
เมื่อคนทั้งสองเดินทางมาจนใกล้ถึงเขตเมือง ก็มีชายแปลกหน้าคนหนึ่งเดินเข้ามาขวางทางไว้ พร้อมกับถามเจ้าของโรงสีว่า
          “ขอโทษที่ต้องทำให้ท่านเสียเวลา แต่ข้าพเจ้ามีเรื่องข้องใจเรื่องหนึ่ง อยากกล่าวถามท่านสักหน่อย”
          “เชิญท่านกล่าวมาได้เลย”  เจ้าของโรงสีตอบรับไมตรี
          “ไม่ทราบว่า  ลาตัวนี้เป็นของท่านจริงๆ หรือ”  ชายแปลกหน้าถาม
          “ถูกแล้ว”  เจ้าของโรงสีตอบ
          “จริงรึ!”  ชายแปลกหน้าอุทานเสียงลั่น  “เป็นการยากจริงๆ  ที่จะเชื่อเช่นนั้น”

          “ทำไมเล่าท่าน”  เจ้าของโรงสีเริ่มกังวล เห็นทีว่าเขาคงทำอะไรกับลาตัวนี้ผิดไปสักอย่าง
          “เพราะคงไม่มีเจ้าของที่แท้จริงคนใด กล้าใช้งานลาของเขาหนักเช่นนี้หรอก”  ชายแปลหน้าบอก
         “อย่างนั้นข้าพเจ้าควรทำเช่นใด จึงจะเหมือนเจ้าของลาที่แท้จริง”  เจ้าของโรงสีถามอย่างทุกข์ใจ
         “ท่านก็อย่าใช้งานมันหนักนักสิ และหากท่านเป็นเจ้าของลาจริง  ท่านและบุตรชายของท่านคงช่วยกันแบกลาตัวนี้เสีย มากกว่าที่จะให้มันต้องแบกพวกท่านอยู่อย่างนั้น”  ชายแปลกหน้าแนะนำ
เจ้าของโรงสีทำหน้ายุ่งยากใจอยู่ประเดี๋ยว ก่อนจะตอบว่า
         “เอาล่ะ  เพื่อให้เป็นที่พอใจของท่าน ข้าพเจ้าจะพยายาม”
ดังนั้นเจ้าของโรงสีจึงบอกให้บุตรชายไปหาเชือกมาหนึ่งขด แล้วเอามามัดที่ขาคู่หน้าและหลังของลา ส่วนตัวเขาก็หาท่อนไม้ในบริเวณนั้นสอดเข้าไปในช่องระหว่างขาทั้งสองคู่ของลาที่ถูกมัด จากนั้น  สองพ่อลูกก็ช่วยกันยกไม้ที่สอดร่างของลาขึ้น แล้วแบกลาเข้าไปขายต่อในเมือง

สภาพคนสองคน  และลาหนึ่งตัวในตอนนี้นั้น เรียกได้ว่าพิลึกพิลั่นเป็นที่สุด  แต่เจ้าของโรงสียังไม่รู้ตัว และคิดว่าเขาได้ทำสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว จนกระทั่งเมื่อต้องเดินข้ามสะพานไปนั้นเอง...
ตรงสะพานนั้นมีชาวบ้านสัญจรไปมามากมาย ดังนั้นเมื่อทุกคนเห็นเจ้าของโรงสีและบุตรชายหามลาเดินอยู่ในสภาพประหลาดเช่นนั้น จึงพากันชี้ชวนให้ดูเป็นที่ขบขัน หลายคนถึงขนาดวิ่งตามไปดูและส่งเสียงหัวเราะเกรียวกราว
ลาเป็นสัตว์ที่ไม่ชอบเสียงเอะอะอยู่แล้วโดยธรรมชาติ อีกทั้งตนก็กำลังตกอยู่ในสภาพลำบากทุลักทุเล มันจึงออกแรงดิ้นจนเชือกขาดและพลัดตกลงไปในแม่น้ำ เจ้าของโรงสีได้แต่มองดูสายน้ำที่เชี่ยวกรากพัดพาลาของตนหายลับไปจากสายตา โดยที่ไม่สามารถช่วยอะไรมันได้เลย
           “ถ้าเราเดินมากับลาอย่างตอนแรก ไม่ต้องเชื่อคำใคร  ป่านนี้เราคงนำลาไปขายในเมืองได้แล้วนะจ้ะพ่อ”  บุตรชายเจ้าของโรงสีกล่าวอย่างไร้เดียงสา ซึ่งทำให้เจ้าของโรงสีรู้สึกละอายใจและสำนึกได้ เขากล่าวแก่บุตรชายว่า
           “ใช่แล้วลูก เป็นเพราะพ่อไม่มีความหนักแน่นในความคิดของตนเอง เราจึงไม่ได้ขายลาอย่างที่ตั้งใจไว้ อย่างนี้โรงสีของเราก็ขยับขยายไปมากกว่านี้ไม่ได้  ซ้ำร้ายเรายังต้องสูญเสียลา ซึ่งเป็นสมบัติสำคัญของเราไปอีกด้วย”
.....................เธอทั้งหลาย...........................
การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เป็นเรื่องดีแน่แท้ทีเดียว  แต่การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น กับการยอมทำตามความคิดเห็นของทุกคน ย่อมเป็นคนละเรื่องกัน
เมื่อเธอมุ่งมั่นว่าจะทำสิ่งใดแล้ว เธอย่อมมีจุดหมายเป็นของตนเองและมีวิธีที่จะไปให้ถึงจุดหมายนั้นอยู่แล้วภายในใจ แต่บางครั้ง  เธอก็จำเป็นต้องเปิดใจรับฟังคำติติง หรือข้อแนะนำของคนที่มีประสบการณ์มากกว่ามาใคร่ครวญดูบ้างอย่างมีเหตุผล ประสบการณ์ของเขาอาจช่วยเกื้อหนุนความคิดของเธอ และทำให้งานชิ้นนั้นสำเร็จเร็วขึ้น หรือประสบการณ์ของเขาอาจจะไม่มีประโยชน์อะไรกับงานของเธอเลยก็ได้...ทั้งสองประการนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ดังนั้น  ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม  เธอจะต้องมีวิจารณญาณในการรับฟังให้มาก ก่อนจะนำมาปรับใช้กับตนเอง
จำไว้เถิดว่า การทำอะไรก็ตามเพื่อให้ออกมาเป็นที่พอใจแก่คนทุกคนนั้น  ไม่มีทางเป็นไปได้ และสิ่งๆ   นั้นก็มักจะไม่ประสบความสำเร็จหรอก  ยิ่งไปกว่านั้น ก็อาจจะทำให้เธอต้องสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดไปอย่างน่าเศร้าอีกด้วย
              .................จบเรื่องเจ้าของโรงสี  บุตรชาย และลาชั้นดี..................

9/29/2556

นิทานสีขาว เรื่อง ความทะนงตัวของแมลงวัน

ความทะนงตัวของแมลงวัน


แมลงวันตัวหนึ่งไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง มันเที่ยวบินเร่ร่อนหาของกินไปทั่ว  และไม่ได้คิดถึงอะไรมากนัก  นอกจากคิดว่า ตนเองมีความสุขสบายดีแล้วที่มีชีวิตแบบนี้ เพราะเป็นผู้ไม่มีภาระและไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย
วันหนึ่งในฤดูร้อน แมลงวันตัวนี้บินเตร็ดเตร่ไปหาของกินทางทิศเหนือพบฝูงมดง่ามฝูงหนึ่งกำลังขนอาหารไปสู่รังอย่างขะมักเขม้น แมลงวันเฝ้าสังเกตเหล่ามดง่ามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน
มดง่ามตัวหนึ่งได้ยินดังนั้น จึงเงยหน้าขึ้นมองแล้วถามแมลงวันว่า
          “มีใครในหมู่พวกเรา ทำให้ท่านขบขันถึงปานนั้นหรือ”
          “อ้อ...หามิได้หรอกท่าน”  แมลงวันร้องบอก  “ข้ามิได้ขบขันผู้ใดผู้หนึ่งในหมู่ท่าน แต่ข้าพเจ้ารู้สึกเวทนาในชะตาชีวิตของพวกเจ้ามากกว่า”
          “เวทนาเพราะสิ่งใดเล่า”  มดง่ามถาม
          “เวทนา เพราะพวกท่านต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาจึงจะมีอาหารประทังชีวิต ผิดกับตัวข้าพเจ้าที่ไม่ต้องทำอะไรเลย แต่สามารถหาอาหารมาปรนเปรอกระเพาะได้ตลอดเวลา”  แมลงวันตอบอย่างเยาะหยัน
          “ชะตาชีวิตของพวกเราทำให้ท่านรู้สึกอย่างนั้นหรือ...ผิดแล้วล่ะ ท่านต้องคิดกลับกันต่างหาก  เพราะการทำงานอย่างขยันขันแข็ง ทำให้ชีวิตของพวกเรามีคุณค่าเป็นที่ประจักษ์ทั้งตัวเราเองและผู้อื่น แต่ข้าพเจ้าก็พอเข้าใจอยู่หรอกว่า  สำหรับท่านซึ่งทำตนเสมือนอยู่ไปวันๆ นั้นคงไม่รู้จักคุณค่าที่แท้จริงของผู้อื่นหรอก  เพราะแม้แต่ตัวท่านเอง ยังทำตนให้เกิดคุณค่าใดๆ  มิได้เลย”  มดง่ามพูด
แมลงวันเมื่อได้ยินมดง่ามกล่าวดังนั้น ก็รู้สึกขุ่นเคืองใจเป็นอย่างมาก  ด้วยคิดว่ามดง่ามนั้นช่างไม่รู้สำนึกตน จึงได้พูดจากลบเกลื่อนความต่ำต้อยของตนเอง  และกล่าวแดกดันแมลงวันออกมาเช่นนั้น มันจึงชูคอขึ้นด้วยความหยิ่งผยองราวกับว่าตนคือพญาอินทรี แล้วกล่าวต่อไปว่า
          “มดง่ามเอ๋ย...ตัวท่านนั้นหาได้มีดีดังว่าไม่ และตัวข้าพเจ้าก็ไม่ได้เป็นดังเช่นคำพูดท่านด้วย  ลองคิดดูสิ ระหว่างท่านกับข้าพเจ้านั้น  ใครเล่าคือผู้ยิ่งใหญ่และถือครองบุญวาสนากว่ากัน ข้าพเจ้าจะบอกอะไรบางอย่างแก่ท่าน  ซึ่งท่านอาจจะไม่เคยรู้เลยว่า ตัวข้าพเจ้าสามารถบินวนไปรอบๆ  ที่บูชา และข้าพเจ้าก็เที่ยวดั้นด้นไปทั่วทุกวิหารของเทพเจ้ามาแล้ว  นอกจากนั้น ข้าพเจ้ายังเป็นผู้แรก ที่ได้มีโอกาสลิ้มรสเครื่องในตับไตไส้พุงของเครื่องเซ่นสรวงในวิหารเหล่านั้น
          “ท่านรู้หรือไม่ เมื่อข้าพเจ้ามองเห็นเศียรของกษัตริย์ ซึ่งเป็นเจ้าเหนือหัวของผู้คนทั่วแผ่นดินนั้น ข้าพเจ้าสามารถบินร่อนลงไปเกาะได้ในไม่ช้า...
          “นอกจากนั้น ข้าพเจ้ายังทำในเรื่องที่บุรุษทุกคนต้องอิจฉา เพราะข้าพเจ้าสามารถจุมพิตริมฝีปากสาวบริสุทธิ์ทุกคนได้ตามที่ต้องการ ซึ่งเป็นสิ่งที่บุรุษทั่วไปไม่อาจกระทำได้ตามอำเภอใจ...
          “และสุดท้าย ข้าพเจ้าขอย้ำให้ท่านฟังอีกครั้งหนึ่งว่า  ข้าพเจ้านั้น  ไม่ต้องดิ้นรนทำงาน แต่ก็มีชีวิตที่โอ่อ่าหรูหราได้อย่างง่ายดาย  ซึ่งหากเปรียบกับตัวท่าน ผู้ที่ฟันยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแล้ว ข้าพเจ้าก็คิดว่าไม่มีสิ่งใดหรอกที่จะนำมาเทียบกันได้”

มดง่ามนิ่งฟังอย่างสงบ  แล้วตอบว่า
          “แน่ทีเดียว ท่านแมลงวัน...เราต้องภาคภูมิใจเมื่อได้รับประทานอาหารกับเทพเจ้า แต่ก็ต่อเมื่อได้รับการเชื้อเชิญอย่างยินดี ไม่ใช่ถือตนเข้าไปเองโดยไม่มีการต้อนรับ  แล้วท่านเล่า เคยได้รับการเชื้อเชิญแบบนั้นหรือไม่...”
          “ท่านเคยได้ไปเยือนสถานที่บูชาอย่างนั้นหรือ?  อาจเป็นเช่นนั้นได้  แต่ท่านก็ถูกขับไล่ออกมาอย่างรวดเร็ว มิใช่หรือ...”
          “ท่านพูดถึงพระเศียรของกษัตริย์ และริมฝีปากของหญิงสาว  แต่ทั้งสองเป็นสิ่งที่ควรปกปิดจากการสัมผัส และแม้แต่เด็กยังรู้ว่าต้องให้ความเคารพ และปฏิบัติกับสิ่งเหล่านั้นอย่างให้เกียรติ  แต่ท่านเล่า เหตุใดจึงทำการล่วงละเมิดเช่นนั้นอยู่เป็นนิจ  หรือในชีวิตของท่าน ไม่เคยรู้จักกับกาลเทศะและความสงบเสงี่ยมเลย...”
          “ท่านไม่ทำงานเลยหรือ?  ใช่แล้ว  เพราะเช่นนี้อย่างไรเล่า  ท่านจึงต้องขาดแคลนบ่อยๆ  ด้วยเหตุนี้เอง ขณะเมื่อข้าพเจ้าทำงานเก็บไว้กินในฤดูหนาว ข้าพเจ้าเคยแลเห็นท่านเที่ยวหากินตามกองขยะ  และสิ่งปฏิกูลใกล้ๆ  กำแพงเมือง ซึ่งต้องเสี่ยงเผชิญกับความหนาวเย็นที่อาจจะทำให้ท่านตายได้ทุกเมื่อ...”
          “และนั่นคือเหตุผลที่ว่า เหตุใดข้าพเจ้าและเพื่อนๆ  จึงต้องทำงานกันอย่างหนักในตอนนี้ เพราะอาหารที่พวกเรากำลังขนเข้าไปในรัง  จะกลายเป็นเสบียงอาหารชั้นดี ที่ช่วยให้พวกเราอยู่รอดตลอดหน้าหนาวนั้น โดยที่ไม่ต้องออกไปเสี่ยงภัยหนาวอยู่ข้างนอก...”
          “แล้วตัวท่านเล่า ในเมื่อฤดูหนาวไม่ทำงาน  เที่ยวมาคอยรบกวนการทำงานของข้าพเจ้า ฤดูหนาวท่านก็ต้องทนจับเจ่าหลบลมหนาว  หาความปลอดภัยให้แก่ชีวิตไม่ได้เป็นธรรมดา ข้าพเจ้าคิดว่า  เท่าที่ข้าพเจ้าพูดมานี้ ก็พอจะลดความหยิ่งผยองของท่านได้มากแล้ว”
กล่าวจบมดง่ามก็ละความสนใจจากแมลงวันแล้วกลับเข้ากลุ่มมด เพื่อทำงานตามหน้าที่ตนเองอย่างแข็งขันต่อไป
ส่วนแมลงวันนั้นรู้สึกเสียหน้าอย่างมาก มันรีบบินออกไปไกลจากฝูงมด และไม่เคยกลับมาทางนี้อีกเลย

........................เธอทั้งหลาย............................
จงอย่าดูแคลนว่าผู้อื่นต้อยต่ำ แล้วทะนงตนเองว่าสูง  เพียงเพราะเห็นว่า  ตัวเองมั่งมีสุขสบายกว่าเขา เพราะนั่นเป็นเพียงเปลือกนอกที่ฉาบฉวยเกินกว่าจะเอามาตัดสินคุณค่าชีวิตของใครคนใดคนหนึ่งได้
รู้ไว้เถิดว่า สำหรับคนที่สูงส่งจริงๆ  แล้ว  เขามักจะอยู่อย่างเจียมตน และไม่อวดอ้างหรอกว่าตนเองอยู่เหนือกว่าผู้อื่น เนื่องจากคนที่สูงส่งที่แท้จริงย่อมทำตนเองให้มีคุณค่ามากพอ จนเกิดความรู้สึกอิ่มเอมในชีวิต  และไม่จำเป็นต้องยกตนเพื่อไปเปรียบเทียบ หรือคุกคาม  ข่มเหงใครๆ  เพียงเพราะต้องการให้ตนเองดูยิ่งใหญ่กว่าผู้อื่น เพราะผู้ที่ทำเช่นนี้ไม่ใช่คนที่สูงส่งอะไร...
แต่เป็นคนต่ำต้อยที่อยากให้ใครๆ รู้ว่าตนเองสูงส่งเท่านั้น
                    .....................จบเรื่องความทะนงตัวของแมลงวัน.....................

9/09/2556

นิทานสีขาว : หมากสีแดง

หมากสีแดง


ครอบครัวหนึ่งมีลูกชายสองคน ลูกชายคนโตชื่อว่า  ชาญชัย  ส่วนลูกชายคนเล็กชื่อว่า โชติช่วง
ชาญชัยเป็นพี่ที่มีนิสัยรักสงบและชอบนั่งสมาธิสวดมนต์อยู่เป็นนิจ ส่วนโชติช่วงคนน้องนั้นรักความสนุกสนาน  ชอบพบปะผู้คน และนิยมความเจริญก้าวหน้าในชีวิต
เมื่อชาญชัยและโชติช่วงเติบโตเข้าสู่วัยหนุ่ม พ่อกับแม่ก็ให้ทั้งสองแยกเรือนออกไปลองใช้ชีวิตด้วยตนเอง  ชาญชัยจึงเปิดร้านเล็กๆ ในหมู่บ้าน  ขายของกินของใช้ทั่วๆ  ไป  พอที่จะเลี้ยงตนเองได้ไม่ขัดสน ส่วนโชติช่วงคิดการใหญ่กว่าพี่ชาย  เขามองเห็นลู่ทางทำเงินมากมายรออยู่ตรงหน้า ดังนั้นเขาจึงลงทุนทำการค้าหลายๆ  แบบ  และทุ่มเทตนเองในการทำงานอย่างหนัก โดยแทบไม่ยอมพักผ่อน ซึ่งกิจการของเขาก็โตวันโตคืนและทำกำไรให้เขาอย่างงดงาม
ชาญชัยแม้จะเห็นน้องชายเจริญก้าวหน้าก็หาได้มีใจริษยาไม่ เขายังคงดำเนินชีวิตของตนเองไปเหมือนดังเช่นทุกวัน  คือ ตื่นนอนตอนตีสี่มานั่งสวดมนต์ทำสมาธิ  จากนั้นกินข้าวเช้าแล้วออกไปเปิดร้าน เมื่อถึงเวลาเย็นก็ปิดร้านมานั่งอ่านหนังสือธรรมะและคำสอนในศาสนา ก่อนจะเข้านอนก็สวดมนต์ทำสมาธิอีกครั้ง  และตื่นอีกครั้งตอนตีสี่ เป็นเช่นนี้ทุกวันไม่เคยเปลี่ยนแปลง  จนชาวบ้านพากันซุบซิบนินทาไปทั่ว ดังนั้นในวันหนึ่ง พ่อกับแม่จึงเรียกให้ชาญชัยไปหาที่บ้าน
          “พ่อกับแม่มีอะไรจะคุยกับฉันอย่างนั้นหรือ”  ชาญชัยเอ่ยถาม
          “พ่อกับแม่ไม่สบายใจเรื่องที่ชาวบ้านพูดคุยและว่าร้ายกันเกี่ยวกับลูกน่ะสิ”  พ่อบอกด้วยสีหน้าวิตกกังวล
          “ชาวบ้านว่าอะไรฉันล่ะ”  ชาญชัยถามอีก
“เขาว่าลูกขี้เกียจสันหลังยาวนัก เปิดร้านออกมานั่งเฝ้าอยู่เดี๋ยวเดียวก็ปิดไปนั่งอ่านหนังสือสบายใจอยู่ในบ้านเสียแล้ว”  แม่ของชาญชัยบอกลูกชาย
          “แล้วเขาก็ยังว่าลูกเป็นคนโง่ที่ขี้อวดอีกด้วย เขาว่าลูกมีเงินอยู่นิดหน่อย  แต่ชอบให้เงินแก่ขอทานและคนยากจน เขาว่าลูกอยากให้ใครๆ  มองว่าตนเองเป็นคนมั่งมีจึงทำเช่นนั้น  ทั้งที่จริงๆ แล้วการค้าของลูกได้กำไรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”  พ่อของชาญชัยว่า
          “ทำไมเป็นเช่นนั้นล่ะลูก ไยเจ้าไม่เอาอย่างน้อง  ลองไปดูสิ ตอนนี้กิจการของน้องขยายใหญ่โตไปถึงต่างเมืองแล้ว น้องเอาแต่ทำงานไม่ได้หลับได้นอนเพื่อหาเงินหาทองให้ได้มากๆ...แต่ดูเจ้าสิ หลายปีผ่านไปแล้วยังไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย แล้วอย่างนี้เมื่อไรเจ้าจะรวยเหมือนน้องสักทีเล่า”  แม่ของชาญชัยกล่าวอย่างเป็นห่วง
          “พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก แม้ฉันจะไม่ได้ร่ำรวย  แต่มีความสุขมาก ฉันชอบนั่งสมาธิและสวดมนต์เพราะนั่นทำใจฉันสงบ  และมีสุขภาพแข็งแรงดี ไม่เจ็บไม่ไข้  ฉันชอบอ่านหนังสือธรรมะเพราะมีประโยชน์ ทำให้ได้ขบคิดถึงความจริงของชีวิต  และนำมาปรับใช้กับตนเองได้ ถึงแม้จะไม่มีเงินมากมาย  แต่ฉันก็ชอบช่วยเหลือคนยาก เพราะทำแล้วสบายใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น  ชีวิตฉันไม่ต้องการอะไรมาก เท่าที่เป็นอยู่นี้ก็ทำให้ฉันเกิดความสุขมากพอแล้ว ฉันไม่ขวนขวายในสิ่งที่ใหญ่โตแต่ทำลายความสุขอันแท้จริงของชีวิตหรอกจ้ะ”
หลายปีผ่านไป โชติช่วงซึ่งกลายเป็นมหาเศรษฐีไปแล้วได้รับเลือกให้เป็นกำนันดูแลหมู่บ้าน กำนันโชติช่วงนั้นเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของพี่ชายแล้วก็รู้สึกขัดหูขัดตาเป็นกำลัง ด้วยความรู้สึกว่าไยมหาเศรษฐีอย่างเขาจึงมีพี่ชายที่แลดูกระจอกงอกง่อยเช่นนี้ ดังนั้นวันหนึ่ง โชติช่วงจึงให้คนไปตามชาญชัยมาพบ
เมื่อชาญชัยมาถึง โชติช่วงก็พาพี่ชายเดินชมบ้านไม้สักอันใหญ่โตโอ่อ่าของเขาอย่างภาคภูมิใจในฐานะของตน เมื่อได้ชมบ้านจนทั่วแล้ว ชาญชัยกับโชติช่วงจึงได้นั่งคุยกัน
          “บ้านของฉันใหญ่โตหรูหราดีไหมเล่า ดูสิพี่ นี่คือน้ำพักน้ำแรงของน้องชายพี่ทั้งนั้นล่ะ”
          “บ้านจะใหญ่โตหรือไม่ ไม่สำคัญเท่าอยู่แล้วมีความสุขหรือเปล่า”  ชาญชัยพูด
          “ต้องมีอยู่แล้ว!  ฉันมีเงินทองมากมายไว้ใช้จ่าย มีบริวารรายล้อมคอยรับใช้อยากได้อะไรก็ได้ทั้งนั้น  นี่แหละคือความสุขล่ะ แต่ก็ช่างเถอะฉันไม่ได้เรียกพี่มาพบเพราะเรื่องนี้หรอกนะ ฉันอยากพูดให้พี่สำนึกได้เสียที  ว่าพี่ก็อายุมากขึ้นทุกๆ  วัน น่าจะคิดทำอะไรอย่างฉันบ้าง  จะได้มีความเป็นอยู่ที่น่าดูกว่านี้ อยู่ให้สมกับที่เป็นพี่ชายกำนันอย่างไรล่ะ”
          “ไม่ล่ะ พี่พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ตอนนี้แล้ว เจ้าก็เช่นกันขวนขวายมากเกินไปสุดท้ายอาจก่อให้เกิดผลร้ายต่อตนเองได้นะ”  ชาญชัยเตือนสติน้อง  แต่นั่นทำให้โชติช่วงโกรธมาก  เขาตบโต๊ะอย่างแรง แล้วหยิบหมากสีแดงที่วางอยู่ในถาดข้างๆ ขว้างใส่หน้าพี่ชาย
          “พี่เป็นคนโง่ ดังนั้นอย่าได้บังอาจเอาความโง่ของตนเองมาสั่งสอนคนอื่นเลย หมากสีแดงนั่นฉันมอบให้พี่  ในฐานะที่เป็นคนโง่ที่สุดเท่าที่ฉันเคยพบมา ถ้าวันใดพี่เจอคนโง่กว่าตนเอง  ก็จงมอบหมากสีแดงนี้ให้เขาไปแทนเถอะ”  โชติช่วงตะโกนใส่พี่ชายด้วยอารมณ์มุทะลุดุดัน  แต่ชาญชัยไม่ได้กล่าวว่าอะไรน้องชาย เขาเก็บหมากสีแดงใส่กระเป๋าเสื้อแล้วจึงกลับบ้าน
สามปีผ่านไป ชาญชัยได้รับข่าวว่ากำนันโชติช่วงกำลังป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งขั้นรุนแรง มีความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส  และกำลังจะเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันนี้ ชาญชัยจึงรีบเดินทางไปเยี่ยมน้องชายที่บ้านไม้สักอันใหญ่โตหรูหราของเขา และเมื่อได้พบกับน้องชาย ชาญชัยก็พบวาโชติช่วงผอมซีดเซียวเป็นอย่างมาก
          “เป็นอย่างไรบ้างโชติช่วง”  ชาญชัยถามน้องชาย
          “เจ็บปวดทรมานมาก  คิดว่าคงใกล้จะไปเต็มทีแล้ว”  โชติช่วงตอบอย่างคนหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง
          “แล้วเจ้าเตรียมการไว้พร้อมหรือยัง ว่าจะเอาเงินทองติดตัวไปด้วยมากเท่าไร”  ชาญชัยถาม  โชติช่วงฟังคำถามพี่ชายก็งวยงง แต่ก็ตอบกลับไปว่า
          “เมื่อตายแล้วจะเอาไปอย่างไรล่ะพี่ แม้แต่สลึงเดียวก็ไม่มีทางเอาไปได้หรอก”          
          “แล้วสั่งบริวารให้ไปคอยต้อนรับเจ้าที่นั่นหรือไม่ ลูกเมียเจ้าล่ะ  ให้ตามไปด้วยหรือเปล่า”  ชาญชัยยังคงป้อนคำถามต่อ
          “ที่พี่พูดมานั่น...ฉันเอาอะไรไปด้วยไม่ได้เลยสักอย่าง”  โชติช่วงตอบ
เมื่อได้ยินดังนั้น ชาญชัยก็หยิบหมากสีแดงที่โชติช่วงเคยให้  ส่งคืนแก่เขา โชติช่วงมองหมากสีแดงอยู่ครู่หนึ่งจึงนึกออก
          “อะไรกัน พี่เอาหมากสีแดงมาให้ฉันทำไม”  โชติช่วงร้องอุทานด้วยความตกใจ ชาญชัยจึงกล่าวแก่น้องชายว่า
          “เพราะเจ้าคือผู้ที่โง่เขลากว่าพี่น่ะสิ...ทั้งๆ ที่เจ้าก็รู้ดีว่า  คนเราเมื่อถึงคราวต้องจากโลกนี้ไป จะไม่มีทางเอาอะไรไปได้เลยแม้แต่อย่างเดียว  แต่เจ้าก็ยังขวนขวายทำงานหนัก จนสุขภาพทรุดโทรมและส่งผลถึงชีวิตในวัยนี้  เหล่านี้คือการกระทำที่โง่จริงๆ พี่จึงต้องมอบหมากนี้คืนกลับเจ้าไป
เมื่อโชติช่วงได้ฟังดังนั้นก็คิดได้ทันที เขาได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญของชีวิตว่า แทนที่จะมุ่งมั่นศึกษาธรรมะเพื่อความสุขอันแท้จริง เขากลับสูญเสียเวลาไปมากมายกับสิ่งที่หาได้เป็นความสุขอันแท้จริงไม่ และเมื่อตายไปก็เอาสิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้เลยสักอย่าง  เสมือนว่า ที่เหนื่อยมาทั้งชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่สูญเปล่าไปโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม สำหรับโชติช่วง  กว่าที่เขาจะได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญในชีวิตบทนี้ ก็เป็นเวลาที่สายเกินไปเสียแล้ว
..................เธอทั้งหลาย...................
อย่าให้ชีวิตของเธอต้องเรียนรู้บทเรียนที่สำคัญของการใช้ชีวิตเมื่อสายไปแล้วดังเช่นโชติช่วงเลย ยิ่งไปกว่านั้น  ไม่มีใครรู้หรอกว่าชีวิตของคนๆ  หนึ่งนั้น  จะยืนยาวสักเท่าไร วันนี้เธออาจจะยังยิ้ม  เดิน  เล่น  หรือหัวเราะกับคนรอบข้างอย่างขบขัน แต่พรุ่งนี้อาจจะต้องจากโลกนี้ไปโดยไม่มีใครคาดคิด ...ความไม่แน่นอนนี้แหละ คือความจริงของชีวิตที่เธอต้องระลึกไว้เสมอ
ดังนั้น จงอย่าเสียเวลาอันมีค่าในชีวิตของเธอไปกับสิ่งที่หาประโยชน์ไม่ได้ แต่จงใช้ชีวิตของเธอให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่าอยู่เสมอ การสวดมนต์นั่งสมาธิเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่เธอควรหมั่นฝึกฝนเอาไว้ เพราะสิ่งนี้จะติดไปกับวิญญาณของเธอ และเป็นเสมือนทรัพย์สมบัติอันมีค่าที่เธอจะนำไปใช้ในชีวิตหลังความตายได้
                           .......................จบเรื่องหมากสีแดง...........................

9/08/2556

นิทานสีขาว : ความช่วยเหลือของมนตรี

ความช่วยเหลือของมนตรี
ณ โรงเรียนชายล้วนแห่งหนึ่ง คนทั่วไปต่างก็รู้กันดีว่าโรงเรียนนี้ขึ้นชื่อด้านกีฬาฟุตบอลมาก เพราะทีมฟุตบอลของโรงเรียนนี้คว้าที่หนึ่งในการแข่งขันฟุตบอลโรงเรียนระดับประเทศติดต่อกันมาแล้วหลายสมัย
มนตรี เป็นเด็กฉลาด  แข็งแรง  และมีน้ำใจเป็นนักกีฬาเสมอ เขาเล่นฟุตบอลอยู่ในทีมของโรงเรียนแห่งนี้ด้วย และเมื่อหัวหน้าทีมคนเก่าจบการศึกษาออกไป  มนตรีก็ได้รับการคัดเลือกจากเพื่อนๆ ในทีมฟุตบอลให้เป็นหัวหน้าทีมคนใหม่ด้วยคะแนนที่เป็นเอกฉันท์
การแข่งขันฟุตบอลโรงเรียนระดับประเทศของปีนี้กำลังจะมาถึงในไม่ช้า มนตรีและเพื่อนๆ ในทีมต้องฝึกซ้อมอย่างหนักทุกวันเพื่อรักษาความเป็นที่หนึ่งเอาไว้ให้ได้พวกเขาจริงจังกับเรื่องนี้มาก เพราะนี่ไม่ใช่แค่การรักษาตำแหน่งเดิมเอาไว้ให้ได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการรักษาเกียรติประวัติของทีมฟุตบอลโรงเรียนซึ่งสั่งสมกันมาหลายรุ่น และยังถือเป็นความภาคภูมิใจของทุกๆ คนในโรงเรียนอีกด้วย
เมื่อวาระการแข่งขันฟุตบอลโรงเรียนประจำปีนี้มาถึง ทีมของมนตรีก็สามารถเอาชนะทีมจากโรงเรียนอื่นได้โดยไม่ยากเย็นนัก จนในที่สุดก็เข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้ตามความคาดหมาย
          “การแข่งขันรอบสุดท้ายจะจัดขึ้นที่สนามโรงเรียนของเรา เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้เช้า  ขอให้ทุกคนมาพร้อมกันที่นี้ได้เลย”  มนตรีนัดแนะกับเพื่อนๆ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนที่บ้าน
วันต่อมาปรากฏว่าฝนตกตลอดตั้งแต่ตอนเช้ามืด เมื่อมนตรีออกจากบ้านนั้นฝนซาลงมากแล้ว  แต่ตามถนนหนทางก็ยังเปียกเฉอะแฉะ และบางแห่งก็ลื่นมาก  มนตรีต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง เพราะไม่อยากให้ตนเองได้รับบาดเจ็บก่อนการแข่งขัน
เมื่อมาถึงหน้าประตูโรงเรียน มนตรีสังเกตเห็นหญิงชราคนหนึ่งยืนตัวเปียกโชก ร่างกายของนางสั่นเทาด้วยความหนาวอย่างน่าสงสาร  หญิงชราคนนี้ยืนงกๆ  เงิ่นๆ และเฝ้าแต่มองไปยังฝั่งตรงข้าม  มนตรีคิดว่านางคงอยากข้ามไปอีกฝังแต่ไม่มีคนจูง จึงไม่กล้าข้ามไปคนเดียว เพราะพื้นถนนหน้าโรงเรียนลื่นและมีรถขับผ่านไปมามาก
มนตรีสังเกตคนอื่นๆ ที่เดินผ่านไปมา  ดูเหมือนว่าทุกๆ คนต่างก็เร่งรีบไปทำธุระของตนเองจนไม่มีใครว่างพอที่จะหันมาสนใจหญิงชราคนนี้เลย ดังนั้นมนตรีจึงเดินเข้าไปหานางและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนมีเมตตาว่า
          “ยายอยากจะข้ามไปฝั่งโน้นใช่ไหม ผมจะช่วยยายเองนะครับ”
สีหน้าของหญิงชราแจ่มใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อสักครู่ที่ผ่านมานางยังรู้สึกว่าตนเองอยู่อย่างโดดเดี่ยวคนเดียวในโลก และความสูงอายุทำให้ตนเองดูไร้ค่าจนไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ แต่ตอนนี้กลับมีเด็กคนหนึ่งเดินมาเรียกว่า  ‘ยาย’  และขันอาสาช่วยเหลือนาง ทำให้หญิงชรารู้สึกชื่นใจมาก
          “หลานชาย ช่วยพายายข้ามถนนลื่นนี้หน่อยเถอะนะ  บ้านยายอยู่ฝั่งตรงข้ามนี้เอง หลังร้านขายของนั่นล่ะ”  หญิงชราเสียงสั่นเพราะความหนาว
          “มาเถอะยาย  เดินช้าๆ  นะ ผมจะพายายไปส่งให้ถึงบ้านเลย”
แล้วมนตรีก็จับแขนหญิงชรามาโอบไว้รอบคอ พร้อมกับค่อยๆ พยุงร่างของนางเดินข้ามถนนอย่างระมัดระวัง
ตลอดทางที่เดินมาด้วยกันนั้น หญิงชราได้พูดกับมนตรีด้วยความรักใคร่ชื่นชม  นางให้พรแก่เขาไม่หยุดปาก และกล่าวชมเชยไปถึงพ่อแม่ที่สั่งสอนลูกให้เป็นคนดี จนกระทั่งมาถึงบ้านของหญิงชราแล้ว มนตรีจึงยกมือไหว้และกล่าวคำอำลาแก่นาง
          “ขอให้ผลบุญที่หลานชายทำในวันนี้ จงบันดาลให้หลานชายพบแต่ความสุขความเจริญเถิด”  นางอวยพรให้มนตรีพร้อมกับหลั่งน้ำตาด้วยความปลาบปลื้ม
มนตรีนั้น เมื่อได้ยินสิ่งที่ยายพูดก็บังเกิดพลังแห่งความปีติขึ้น เขาเดินเข้าโรงเรียนไปอย่างอิ่มเอมใจ  และเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า ความรู้สึกเป็นสุขที่ได้รับหลังจากชัยชนะการแข่งขันฟุตบอลไม่ว่าจะกี่ครั้งที่ผ่านมานั้น เทียบไม่ได้เลยกับความสุขความเปรมปรีดิ์ที่ได้รับจากการช่วยเหลือหญิงชราผู้อ่อนแอในครั้งนี้

กล่าวถึงในสนามแข่งขัน ตอนนี้มีผู้ชมเข้ามาจับจองที่นั่งเต็มทุกที่แล้ว  แต่ทีมฟุตบอลของมนตรียังไม่พร้อม พวกเขาหน้าตาเคร่งเครียด เพราะกระวนกระวายใจที่หัวหน้าทีมยังมาไม่ถึงสนามแข่งทั้งๆ ที่ใกล้จะถึงเวลาแข่งเต็มทีแล้ว  แต่แล้ว ใครคนหนึ่งในนั้นก็มองเห็นมนตรีเดินมาแต่ไกล  และตะโกนบอกให้เพื่อนๆ  หันไปมอง ทุกคนก็ตรงเข้าไปห้อมล้อมและต่อว่าเขาอย่างเผ็ดร้อนในเรื่องที่ไม่รักษาเวลา
          “ถ้าเพื่อนจะโกรธเรานั้นก็เห็นจะสมควรอยู่ แต่ขอให้ใจเย็นๆ  แล้วฟังเหตุผลเราเสียก่อน”  แล้วมนตรีก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เพื่อนฟัง หลายคนเมื่อได้ฟังมนตรีแล้วก็เข้าใจมากขึ้น แต่ก็ยังมีบางคนที่ยังไม่ยอมเข้าใจอะไรเลย เพราะคิดถึงแต่เรื่องผลการแข่งขันเป็นสำคัญ
          “แค่คนแก่คนเดียว นายจะไปลำบากลำบนช่วยเขาทำไม  เดี๋ยวพอฝนหยุดตก  ถนนแห้ง แกก็ข้ามกลับไปได้เองน่ะแหละ  นายก็น่าจะรู้นะ ว่าถ้านายมาไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น...  ทีมของเราอาจจะแพ้ก็ได้”  ลูกทีมคนหนึ่งยังคงต่อว่ามนตรีไม่เลิก
          “เพื่อน...เราไม่ได้ช่วยยายคนนั้นเพียงเพราะความแก่ของแก และเกรงว่าแกจะข้ามถนนไม่ได้เพียงอย่างเดียวหรอกนะ   แต่เราช่วยแก เพราะคิดว่าแกต้องเป็นแม่ของใครสักคน”  มนตรีกล่าวอย่างจริงจัง
          “แม่ใครก็ช่างเขาสิ... ถ้าไม่ใช่แม่ของนายแล้วนายจะสนไปทำไม   มันเรื่องอะไรกันที่นายจะต้องไปช่วยเหลือแม่ของคนอื่นด้วย”  เพื่อนคนนั้นยังถามต่อด้วยความเขลา  ซึ่งมนตรีก็รู้ดี  เขาจึงค่อยๆ อธิบายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง ทว่าแฝงไปด้วยความจริงจังว่า
          “เราช่วยแก เพราะเราคิดว่าแกคงเป็นแม่ของใครสักคน  และเราก็หวังว่า  สักวันหนึ่ง เมื่อแม่ของเราแก่ตัวลงมากๆ  และเราไม่ได้คอยช่วยเหลืออยู่ใกล้ๆ  ในตอนนั้น คงมีใครสักคนเข้ามาช่วยเหลือแม่ของเรา เหมือนกับที่เราได้ทำกับยายคนนั้นในวันนี้”
เมื่อได้ฟังคำตอบของมนตรี ทุกคนรู้สึกประทับใจในคำตอบของเขามาก  จึงไม่มีใครสงสัยในเหตุผลของมนตรีอีก ลูกทีมที่พูดต่อว่ามนตรีเมื่อครู่ก็รู้สึกละอายใจตนเองมาก เขากล่าวแก่มนตรีว่า
          “นายคงภาคภูมิใจในแม่ของนายมาก และมีแม่อยู่ในใจเสมอเลยใช่ไหม ถึงได้ทำสิ่งเหล่านี้โดยคิดไปถึงแม่ของนายด้วย”
          “แน่ล่ะเพื่อน”  มนตรีตอบ  “คนที่ไม่มีแม่ของตนเองอยู่ในหัวใจเพื่อการระลึกถึง และไม่ภาคภูมิใจในแม่ของตนเองนั้น  เป็นคนที่หาดีอันใดไม่ได้เลย  นอกจากนั้น ชีวิตของเขาก็เต็มไปด้วยความหมองเศร้า และไม่มีวันได้พบกับความสุขความเจริญหรอก”

....................เธอทั้งหลาย..........................
มนตรีนั้นเป็นเด็กที่มีความเมตตากรุณานัก เขานึกถึงความทุกข์ของผู้อื่น  และหาทางช่วยให้ความทุกข์นั้นมลายหายไป เธอว่ามนตรีเป็นคนมีความสุขไหม  ประสบความสำเร็จหรือเปล่า...ใช่แล้ว มนตรีเป็นเช่นนั้น  แม้ในเรื่องนี้เขาจะยังเป็นเด็ก แต่เราคงพอที่จะเห็นอนาคตของเขาแล้วล่ะว่า ในอนาคตเขาจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิตมากคนหนึ่ง เพราะเขาเป็นผู้มีความเมตตากรุณา  ชอบช่วยเหลือผู้อื่น  และที่สำคัญที่สุดคือ เขามีแม่ของเขาประทับอยู่ในหัวใจเสมอ
ขอให้เธอระลึกถึงแม่เหมือนดั่งมนตรี ไม่ว่าเธอจะกระทำสิ่งใดอยู่ที่ไหนก็ตาม...หากเธอมีปัญหาทุกข์เศร้าหมองใจ ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยว...เธอไม่จำเป็นต้องเข้าวัด  ไม่จำเป็นต้องขอพรจากพระ ไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ  มาเป็นที่พึ่งพิง แต่จงระลึกถึงแม่ของเธอก็พอ  จำไว้เถิดว่า ท่านคือความศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแล้วในชีวิตของเธอ  จำไว้เถิดว่า  “แม่คือพระของเรา”
....................จบเรื่องความช่วยเหลือของมนตรี.....................

9/04/2556

นิทานสีขาว : ฟรานซิสผู้ไม่เคยแก่งแย่ง

นิทานสีขาว
จากเรื่องเล่าทุกเช้าที่โรงเรียนสัตยาไส โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

ฟรานซิสผู้ไม่เคยแก่งแย่ง
นานมาแล้ว มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อว่า  หมู่บ้านลอแลง หมู่บ้านนี้มีประชากรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่มีอาชีพทำการเกษตร
อยู่มาปีหนึ่ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านจึงไม่อาจปลูกพืชผักได้และพืชผักเดิมที่พอจะมีเหลือติดพื้นดินอยู่บ้างก็พากันเหี่ยวแห้งเฉาตายไปตามๆ กัน  ภัยแล้งดังกล่าวนี้  ทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารอย่างหนักในหมู่บ้าน ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดเห็นจะเป็นคนยากจน  และเด็กๆ  ซึ่งพากันร้องไห้กระจองอแง เพราะความหิวโหย จนดังระงมไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
ในขณะที่หมู่บ้านแห่งนี้กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ ก็มีเศรษฐีใจบุญคนหนึ่งเดินทางผ่านมายังหมู่บ้านนี้พอดี
เศรษฐีคนนี้ เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กๆ  ก็เกิดความเวทนาสงสารเป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อสอบถามชาวบ้านได้ใจความแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เศรษฐีใจบุญจึงตัดสินใจแวะพักที่หมู่บ้านแห่งนี้ก่อน เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่เด็กๆ และชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อน
ดังนั้น เศรษฐีใจบุญจึงเข้าพบผู้นำหมู่บ้าน แล้วถามว่าตัวเขาเองพอจะช่วยอะไรคนในหมู่บ้านนี้ได้บ้าง
          “เป็นพระคุณอย่างล้นเหลือ ท่านเศรษฐี  แต่หากท่านมีใจจะช่วย พวกเราก็ขอเพียงให้ท่านช่วยบรรเทาความอดอยากหิวโหยของเด็กๆ  ก่อน ส่วนปัญหาอื่นนั้น  ทางการจะส่งความช่วยเหลือมาถึงเราในไม่ช้า”  ผู้นำหมู่บ้านกล่าวแก่เศรษฐีใจบุญอย่างซาบซึ้งใจ
          “ถ้าอย่างนั้น วานท่านผู้นำจงช่วยป่าวประกาศแก่เด็กๆ  ในหมู่บ้านแห่งนี้ด้วยว่า  ทุกๆ  เช้า ขอให้เด็กยากจนทุกคนไปรอฉันอยู่หน้าประตูโบสถ์ แล้วฉันจะนำขนมปังมาแจกจ่ายแก่พวกเขาทุกวัน  จนกว่าทางการจะส่งความช่วยเหลือมาถึง”  เศรษฐีใจบุญกล่าว
เมื่อข่าวนี้ประกาศไปทั่วหมู่บ้าน ในเช้าวันรุ่งขึ้น  ก็ปรากฏว่ามีเด็กๆ มารอการแจกขนมปังจากเศรษฐีใจบุญเป็นจำนวนมาก  และทันทีที่เด็กๆ  เห็นถุงใส่ขนมปัง พวกเขาก็กรูกันเข้ามาแย่งชิงขนมปังโดยไม่ฟังอีร้าอีรามใดๆ แม้เศรษฐีใจบุญจะบอกให้ทุกคนใจเย็นๆ  แต่เด็กๆ  เหล่านี้อดอยากมานาน และอยากได้ขนมปังมาประทังความหิวของตนโดยเร็ว ดังนั้นจึงไม่มีใครฟังคำขอร้องของเศรษฐีใจบุญ เด็กบางคนแอบหยิบขนมปังไปมากกว่าหนึ่งชิ้น  บางคนผลักเพื่อนให้พ้นทางตน บางคนดึงทึ้งผมคนข้างหน้า  และบางคนถึงกับชิงเอาขนมปังจากคนที่ได้ก่อนไปหน้าตาเฉย การแจกขนมปังเป็นไปด้วยความวุ่นวายและไร้ระเบียบเป็นที่สุด แต่เศรษฐีใจบุญไม่ได้รู้สึกโกรธเด็กๆ เขาเข้าใจดีว่าความหิวทำให้เด็กทุกคนต้องเอาตัวรอด
แล้วตอนนั้นเอง เศรษฐีใจบุญก็เหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยืนมองเพื่อนๆ แย่งขนมปังอยู่นอกกลุ่ม  และไม่ได้มีทีท่ากระวนกระวายอยากได้ขนมปังเหมือนคนอื่นๆ   เศรษฐีใจบุญรู้สึกแปลกใจ จึงเดินทางไปหาเด็กหญิงแล้วถามว่า
          “หนูไม่อยากกินขนมปังบ้างหรือ”
เด็กหญิงเงยหน้าอันซีดเซียวของเธอขึ้นมองเศรษฐีใจบุญ แล้วยิ้มน้อยๆ  ก่อนจะตอบว่า
          “หนูอยากรับประทานขนมปังค่ะ เพราะหนูหิวมากเหลือเกิน  แต่หนูไม่อยากเข้าไปแย่งชิงขนมปังกับคนอื่นๆ มันไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะทำร้ายกันเพียงเพราะขนมแค่ชิ้นเดียว แล้วเด็กเหล่านั้นก็เป็นเพื่อนเล่นของหนูทั้งนั้นเลยค่ะ”          
เมื่อเด็กคนอื่นๆ ได้ขนมปังและถอยออกไปจนหมดแล้ว เด็กหญิงจึงค่อยเดินเข้าไปหยิบขนมปังชิ้นเล็กเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ออกมาจากก้นถุง
          “หนูชื่ออะไรจ้ะ แล้วเป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน”  เศรษฐีใจดีถามด้วยความรู้สึกสนใจในตัวเด็กหญิง
          “หนูชื่อฟรานซิสค่ะ หนูอยู่กับแม่สองคนในบ้านเช่าใกล้ๆ  กับโบสถ์นี่เอง แม่ของหนูเป็นคนรับจ้างทำความสะอาดค่ะ”  เด็กหญิงตอบ พร้อมกันนั้นก็ได้กล่าวคำขอบคุณแก่เศรษฐีใจบุญที่ให้ความเมตตาช่วยบรรเทาความหิวให้แก่ตนและเพื่อนๆ จากนั้นเด็กหญิงก็กลับบ้านไป
วันรุ่งขึ้น  เด็กๆ ก็มารอการแจกขนมปังจากเศรษฐีใจบุญหน้าโบสถ์อีก  เมื่อเศรษฐีมาถึง  เด็กๆ ก็พากันกรูเข้าไปแย่งขนมปัง  และทะเลาะต่อยตีกันเป็นที่วุ่นวายอีกเช่นเคย เศรษฐีใจบุญมองหาฟรานซิส  และพบว่าเธอยังยืนรอให้เพื่อนๆ  หยิบขนมชิ้นโตๆ ไปก่อนเหมือนเดิม เศรษฐีใจบุญมองดูเธอเดินเขาไปหยิบขนมชิ้นที่เล็กที่สุดออกมาเป็นคนสุดท้าย   จากนั้นจึงเดินเข้าไปคุยกับฟรานซิส
          “เท่านี้ก็พอแล้วค่ะ ท่านเศรษฐี  ขอบพระคุณท่านอีกครั้งที่กรุณาเมตตาพวกหนู วันนี้หนูมีความสุขมากที่ได้รับความเมตตาจากท่าน”  ฟราสซิสกล่าวขอบคุณแล้วเอาขนมปังกลับบ้าน โดยมีเศรษฐีมองตามไปด้วยสายตาที่ประทับใจ
วันต่อมา  เหตุการณ์ทุกอย่างก็เป็นไปดังเดิม  เด็กๆ ยังคงแย่งขนมปังกันส่วนฟรานซิสก็ยืนรอขนมปังชิ้นเล็กที่สุดที่เหลือเป็นชิ้นสุดท้าย เด็กหญิงกล่าวขอบคุณเศรษฐีใจบุญแล้วเอาขนมปังกลับบ้านเหมือนเช่นเคย
เหตุผลที่ฟรานซิสไม่เคยกินขนมปังทันทีที่ได้ และเอากลับมาที่บ้านก่อนทุกครั้งนั้น เป็นเพราะเธอมีใจนึกถึงแม่ซึ่งต้องทำงานหนักและมีความหิวเช่นเดียวกับเธอ ดังนั้นฟรานซิสจึงไม่กินขนมปังที่ได้คนเดียว แต่เธอจะนำกลับมาให้แม่กินก่อนแล้ววันนี้ก็เช่นเดียวกัน...
เมื่อมาถึงบ้านฟรานซิสเข้าไปกราบแม่ และส่งขนมปังที่ได้รับมาให้แก่แม่ของเธอ
          “มากินขนมปังด้วยกันสิลูก”  แม่ของฟรานซิสบอกลูกสาวเมื่อเห็นเธอไปนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงมุมห้อง
          “แม่กินเถอะจ้ะ ลูกเบื่อขนมปังแล้ว  และวันนี้ลูกไม่หิวเลย”  ฟรานซิสตั้งใจปดแม่ เพราะเธอเห็นว่าขนมปังที่ได้รับในวันนี้มีขนาดเล็กมากเหลือเกิน  หากแบ่งกันกิน ก็เกรงว่าแม่ของเธอจะไม่อิ่ม
          “อย่าโกหกแม่เลยฟรานซิส...ลูกไม่มีวันเบื่อขนมปังหรอก เพราะนี่คือสิ่งที่ลูกชอบมากที่สุด...มาเถอะลูก  มานั่งกินขนมปังชิ้นนี้ด้วยกัน”  แม่ของฟรานซิสกล่าวแก่ลูกสาวอย่างรู้ทัน พร้อมกับบิขนมปังออกเป็นสองชิ้น แต่แล้วฟรานซิสกับแม่ก็ต้องตกใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีเหรียญทองคำเหรียญหนึ่งตกลงมาจากขนมปังชิ้นนั้น
          “มีเหรียญทองคำอยู่ในขนมปังได้อย่างไรกันจ๊ะแม่”  ฟรานซิสถามแม่ด้วยความตกใจ
          “ท่านเศรษฐีคงเผลอทำตกลงไปในระหว่างที่กำลังดูเขาทำขนม...ลูกจงเอาเหรียญทองคำนี้ไปคืนท่านเถิด”  แม่ของฟรานซิสบอก
ฟรานซิสจึงไปตามหาเศรษฐีใจบุญ และคืนเหรียญทองคำให้แก่เขา
          “แม่ของหนูบอก มันอาจจะหล่นลงไประหว่างทำขนมปังน่ะคะ”  เธอกล่าวด้วยสีหน้าและแววตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์
          “การกระทำของหนูทำให้ฉันประทับใจมาก เหรียญทองคำนี้ฉันตั้งใจใส่ลงไปเอง  เพื่อเป็นของขวัญที่หนูเป็นเด็กดี มีมารยาทและไม่แก่งแย่งขนมกับเพื่อน”          
          “จงนำเหรียญทองคำเหล่านี้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของหนูและแม่เถิด และจงรักษาความดีเหล่านี้ให้อยู่กับตัวหนูตลอดไป   ฉันเชื่อว่าด้วยความดีทั้งหมดของหนู จะทำให้หนูเติบโตเป็นคนที่มีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแน่นอน”
  ..........................เธอทั้งหลาย.............................
มีตัวอย่างมาให้เห็นกันมากแล้วว่า การไขว่คว้าหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตนเองด้วยการแก่งแย่งทำร้ายกันนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีใดๆ  เลย  เธออยากได้สิ่งเหล่านั้นถึงขนาดทำร้ายหัวใจตนเอง และเข่นฆ่าความสุขของผู้อื่นเลยหรือ...ถ้าอย่างนั้น สิ่งที่เธอได้มาจะมีความหมายอะไร
คนที่ได้อะไรมาด้วยการแย่งชิงนั้น แม้จะได้รับชัยชนะจากการเป็นผู้ครอบครอง แต่เขาจะไม่มีความสุขกับสิ่งนั้นนานนักหรอก ในไม่ช้าเขาก็จะต้องเริ่มไขว่คว้าหาสิ่งอื่นที่คิดว่ามีค่ายิ่งกว่าต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยสำคัญผิดไปว่าจะสามารถถมความต้องการที่ไม่มีวันเติมให้เต็มของตนเองได้
ผิดกับคนที่รู้จักการรอคอย และทำใจให้รู้จักพอกับสิ่งที่ได้มา  แม้จะไม่เคยแก่งแย่งแข่งขันกับใคร แต่การรอคอยอย่างมีสติจักนำพาสิ่งที่ต้องการมาอยู่ในครอบครองของเขาในที่สุด แม้สิ่งที่ได้มาอาจจะดูน้อยค่าเหลือเกินในความคิดของผู้อื่น แต่การรอคอยจะสอนให้เขารู้จักคุณค่าของสิ่งที่ได้รับ และความรู้จักพอก็จะสอนให้เขาตระหนักว่าสิ่งที่ได้รับมาเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับเขาเสมอ ด้วยผู้ที่รู้จักการรอคอยและรู้จักพอกับสิ่งที่ตนเองได้มานั้น ย่อมเห็นถึงคุณค่าของสิ่งที่ตนมี และไม่ปรารถนาที่จะไขว่คว้าหาสิ่งเกินจำเป็นอื่นใดมาเติมความต้องการของตนเองอีกต่อไป
...................จบเรื่องฟรานซิสผู้ไม่เคยแก่งแย่ง......................

Popular Posts

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top