10/30/2555

นิทานเรื่อง เด็กโลภ

นิทานเรื่อง เด็กโลภ

นิทานเรื่อง เด็กโลภ

 

เด็กชายคนหนึ่งอยากกินลูกเกาลัดมาก จึงล้วงมือลงไปในโถ เเล้วกอบลูกเกาลัดจนเต็มกำมือเเละไม่สามารถเอามือออกจาก ปากโถเเคบๆ ได้
เด็กชายจึงร้องไห้อยู่อย่างนั้นเพราะไม่ยอมปล่อยลูกเกาลัด ออกจากมือ
เมื่อผู้ใหญ่คนหนึ่งเดินผ่านมาเห็นเข้าจึงว่า
"ทำไมไม่ปล่อยลูกเกาลัดในมือเสียก่อน ถ้าล้วงหยิบเกาลัด ทีละลูกเดียว ก็สามารถหยิบกินได้จนอิ่มเหมือนกัน มือก็ไม่ติด ปากโถด้วย"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...
ได้ทีละน้อย ก็สามารถเก็บให้เป็นมากได้

นิทานเรื่อง ทรัพทย์อันใหญ่หลวง

นิทานเรื่อง  ทรัพย์อันใหญ่หลวง

นิทานเรื่อง ทรัพย์อันใหญ่หลวง

มีชายหนุ่มคนหนึ่ง มักจะบ่นว่าตัวเองแสนจะจนและเที่ยวระบายความทุกข์
กับคนอื่นอยู่เสมอ
"เออ จะวิเศษเพียงใดหนอ ถ้าฉันมีทรัพย์สมบัติก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งถึงเวลานั้น
ฉันก็จะมีชีวิตอยู่อย่างสบาย" เขามักพูดเช่นนี้พร้อมกับถอนใจ
วันหนึ่ง มีช่างหินผู้ชราเดินผ่านหน้าบ้านของชายหนุ่ม ก็ได้ยินคำพูดดังกล่าว
ของชายหนุ่ม จึงถามเขาว่า
"เจ้าทำไมต้องระบายทุกข์เช่นนี้? เจ้ามีทรัพย์สมบัติก้อนใหย่อยู่แล้วนี่"
"ฉันมีทรัพย์สมบัติก้อนใหญ่ " ชายหนุมพูดด้วยความประหลาดใจยิ่ง
"ทรัพย์สมบัติก้อนใหญ่นี้อยู่ที่ไหนกันล่ะ ?"
ทรัพยืสมบัติก้อนใหญ่นี้คือดวงตาของเจ้า เจ้ายินดีจะขายดวงตาคู่นี้ของเจ้าไหม
จะขายข้างเดียวก็ได้ เจ้าต้องการขายเท่าไร" ชายชราถาม
"พูดอะไรนะ" ชายหนุ่มพูดด้วยความประหลาดใจยิ่ง"
ไม่ว่าท่านจะใช้ของมีค่าอะไร ก็ไม่อาจแลกกับดวงตาของฉันได้หรอก"
"ดีช่างหินผู้ชราพูด "ถ้างั้นตัดมือทั้งสองข้างของเจ้ามาสองมือของเจ้าสามารถ
แลกกับทองไม่น้อยทีเดียว "
"ไม่ ฉันไม่อาจเอามือของฉันไปแลกกับทอง" ชายหนุ่มกล่าว
"บัดนี้ เจ้าควรเข้าใจแล้วละซี เจ้าก็รำร่วยมากมิไช่หรือ" ช่างหินผู้ชรากล่าว
"แล้วทำไมเจ้ายังไปเที่ยวระบายทุกข์กับคนอื่นอีกละ เจ้าจงเชื่อฉันเถอะ
ทรัพย์อันใหญ่หลวงยิ่งก็คือพลานามัยอันสมบูรณ์และพลังวังชาของเขา
ซึ่งไม่ว่าจะใช้เงินทองมากน้อยเพียงไรก็ไม่อาจซื้อได้"
เมื่อชายชราพูดจบก็ออกเดินทางต่อไป

10/26/2555

นิทานเรื่อง คนชั่่วสรรเสริญกันเอง

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระเทวทัตกับพระโกกาลิกะต่างสรรเสริญกันเอง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นรุกขเทวดาประจำอยู่ที่ต้นละหุ่ง ในบริเวณบ้านหลังหนึ่ง วันหนึ่งมีโคแก่ตัวหนึ่งในบ้านนั้นได้ตายลง เจ้าของบ้านได้ลากซากศพมันไปทิ้งเป็นอาหารสัตว์ไว้ที่ข้างต้นละหุ่งนั้น ต่อมาไม่นานมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งมาแทะกินเนื้อโคนั้นอยู่ และมีกาตัวหนึ่งบินมาจับที่ต้นละหุ่งนั้น ด้วยหวังจะกินเนื้อโคนั้นเช่นกัน จึงพูดยกย่องสุนัขจิ้งจอกขึ้นว่า

 

 

นิทานเรื่อง คนชั่วสรรเสริญกันเอง


" ท่านพญาเนื้อ ผู้มีร่างกายเหมือนโคถึก มีความองอาจดังราชสีห์ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแก่ท่าน ทำอย่างไร ข้าพเจ้าจักได้อาหารสักหน่อยหนึ่ง "
สุนัขจิ้งจอกได้ฟังคำยกย่องนั้นแล้วชื่นใจพูดตอบว่า " กุลบุตรย่อมสรรเสริญกุลบุตรด้วยกัน ท่านกาผู้มีสร้อยคองามเด่นเช่นนกยูง เชิญท่านลงมาจากต้นละหุ่ง มากินเนื้อให้สบายใจเถิด"
รุกขเทวดาเห็นกากับสุนัขจิ้งจอกกล่าวยกย่องกันตามที่ไม่เป็นจริง จึงกล่าวคาถาว่า
" บรรดามฤคชาติทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์เลวที่สุด
บรรดาปักษีทั้งหลาย กาเป็นสัตว์ที่เลวที่สุด
และบรรดารุกขชาติทั้งหลาย ต้นละหุ่งเป็นต้นไม้ที่เลวที่สุด
ที่สุด ๓ อย่าง มาประจวบกันเข้าแล้ว "
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :
คนเลวยกย่องกันเอง ชื่อเสียงมักไม่ปรากฏ
คนดียกย่องคนดีเหมือนกัน ชื่อเสียงย่อมปรากฏ
ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม

นิทานเรื่อง ลูกสอนพ่อ

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีปรารภพ่อค้าผู้เศร้าโศกเสียใจกับการตายของบิดาอย่างไม่สร่างซาคนหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

 

นิทานเรื่อง ลูกสอนพ่อ


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพ่อค้าเมืองพาราณสี มีชื่อว่า สุชาตกุมาร เมื่อเติบโตเป็นหนุ่ม ปู่ของเขาก็ได้เสียชีวิตลง หลังจากปู่เสียชีวิตแล้ว บิดาของเขาอยู่ในอาการเศร้าโศกตลอดมา ไม่มีจิตใจทำการค้าขายเลย เมื่อเผาร่างปู่เสร็จแล้วก็นำกระดูกมาบลรรจุสถูปดินไว้ในสวนหลังบ้าน เที่ยวไปไหว้กระดูกนั้นแล้วเดินวนเวียนนั่งร้องไห้อยู่ ไม่อาบน้ำ ไม่กินข้าวไม่ทำการค้าขาย เป็นประจำทุกวัน
สุชาตกุมารเห็นบิดาตกอยู่ในอาการเช่นนั้นจึงคิดหาวิธีเตือนสติ วันหนึ่งเขาเดินไปนอกบ้านเห็นวัวตายตัวหนึ่ง จึงนำหญ้าและน้ำมาวางไว้ข้างหน้ามัน แล้วพูดว่า "จงกิน จงดื่ม" ผู้คนที่เดินผ่านไปมาเห็นเขาก็ถามว่า "ท่านทำอะไร เป็นบ้าเหรอ ป้อนอาหารให้วัวตาย" สุชาตกุมารก็ไม่พูดตอบโต้อะไรยังคงนั่งพูดอยู่อย่างนั้น
ชาวบ้านจึงเดินไปบ้านบอกบิดาของเขาให้ทราบว่า สุชาตกถมารเป็นบ้าแล้ว นั่งป้อนอาหารวัวที่ตายแล้ว บิดาของเขาพอทราบเรื่องก็รีบไปดูด้วยความเป็นห่วงลูกชาย ลืมการตายของบิดาไปชั่วขณะ เมื่อไปถึงที่ลูกชายนั่งอยู่จึงถามว่า "ลูก เป็นคนฉลาดมิใช่หรือ ทำไมจึงป้อนหญ้าป้อนน้ำให้วัวตายเล่า ไม่มีวันที่มันจะฟื้นคืนมาได้ดอก อย่ามานั่งบ่นเพ้อเหมือนคนไร้ความคิดเลย"
สุชาตกุมารจึงตอบว่า "พ่อ.. วัวตัวนี้ร่างกายมันอยู่ครบบริบูรณ์ดี ผมเข้าใจว่า มันต้องลุกขึ้นมากินได้ ส่วนปู่ของเราไม่มีร่างกาย แล้วพ่อยังไปนั่งร้องไห้คร่ำครวญหาอยู่ท้ายสวนเป็นประจำ พ่อมิใช่เป็นคนไร้ความคิดกว่าเหรอ
บิดาจึงได้สติคืนมา กล่าวยกย่องชมเชยสุชาตกุมารแล้วกล่าวเป็นคาถาว่า
"คนผู้มีปัญญา มีใจอนุเคราะห์ ย่อมทำบุคคลให้หลุดพ้นจากความเศร้าโศกได้ เหมือนกับสุชาตบุตรของเราทำเราผู้เป็นบิดาให้หลุดพ้นความโศก ฉะนั้น"


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :


การเกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมชาติของชาวโลก ทุกคนต้องประสบแน่นอน อย่างไปอาลัยอาวรณ์อยู่กับผู้ที่เสียชีวิตให้เสียเวลาไปเลย ต่างรับเร่กระทำความดีกันเถิด สาธุชนเอ๋ย
ที่มา : หนังสือนิทานชาดก โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม

10/21/2555

มะม่วงเทวดา

กาลครั้งหนึ่ง ยังมีพระมหากษัตริย์องค์หนึ่งชื่อว่า พระยาทธิวาหนะอยู่ในเมืองพาราณสี พระองค์ได้เก็บมะม่วงสุกผลหนึ่งซึ่งเป็นของเทวดา หล่นลอยมาตามกระแสน้ำ ผลมะม่วงนั้นสุกหอมงดงาม ดูประหลาด พระองค์จึงเสวยอย่างอร่อย แล้วจึงรับสั่งให้นายอุทยานนำเมล็ดไปปลูก และให้รดด้วยน้ำนมสด เจิมด้วยน้ำมันหอม ประดับด้วยดอกไม้หอม ต้นมะม่วงจึงให้ผลงาม หอม หวาน แต่เมื่อพระองค์จะประทาน ไปเมืองอื่น จะให้ทำลายเมล็ดด้วยเหล็กแหลม เพื่อมิให้ขึ้นที่เมืองอื่น

 

Source: tumblr.com via Candy on Pinterest

 

     ยังมีพระราชาอีกองค์หนึ่งคิดอิจฉามะม่วงวิเศษ จึงจ้างคนปลอมไปเป็นผู้ดูแลสวนมะม่วงให้พระราชา พอได้ที่ก็ปลูกบอระเพ็ดให้พันต้นมะม่วงจากต้นจนตลอดยอด ครั้นปีรุ่งขึ้นมะม่วงออกลูกมาก็ขมกินไม่ได้ พระราชาจึงไปถามปุโรหิต (ซึ่งเป็นอดีตชาติหนึ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ปุโรหิต พิจารณาด้วยปัญญา จึงกล่าวกับพระราชาว่า ต้นมะม่วงนี้มีรสขมเพราะถูกล้อมรอบด้วยความขมจากดินถึงยอด จึงทำให้ผลมีรส ขมด้วย พระราชาจึงให้ถอนต้นบอระเพ็ดออก รวมทั้งขุดดินขม ๆ ทิ้ง แล้วใส่ดินบริสุทธ์ รดด้วยน้ำนมสด จนต้นกลับมีรสหวานอีกครั้ง

คติธรรม นิทานเรื่องนี้ยกมาให้เห็นว่า แม้แต่ผลไม้ยังกลับกลายเป็นของดีและชั่วได้ ด้วยความเกลือกกลั้วไปด้วยรสหวานและรสขม ใจของมนุษย์ย่อมกลายเป็นชั่ว หากเกลือกกลั้วไปกับคนพาล เราจึงควรเลือกคบแต่นักปราชญ์ ซึ่งจะนำซึ่งความสุขความเจริญมาให้

ที่มา http://www.dhammathai.org/

10/19/2555

นิทานเรื่อง ต้นไม้เป็นพยาน

 

นิทานสอนเด็ก

ก่อนที่เด็กหนุ่มจะไปต่างจังหวัด ได้ฝากเงินไว้ที่ตาเฒ่าคนหนึ่ง 1000 บาท
เมื่อกลับจากต่างจังหวัด เขาไปขอรับเงินคืน ตาเฒ่าปฎิเสธเรื่องเงินฝาก
"เจ้าไม่ได้ฝากอะไรไว้ที่ข้าเลย"
นิทานสอนเด็ก
ตาเฒ่าปฏิเสธ
เด็กหนุ่มได้ไปขอพึ่งความยุติธรรมจากศาล ผู้พิพากษาเรียกตัวตาเฒ่าไปที่ศาล
"เด็กหนุ่มคนนี้ฝากเงินไว้ที่ท่านใช่ไหม?"
ตาเฒ่ายืนกราน "ไม่มี"
ผู้พิพากษาถามเด็กหนุ่ม "เจ้ามีพยานไหม?"
เด็กหนุ่มตอบ "ไม่มี"
ไม่มีพยาน
นิทานสอนเด็ก
ผู้พิพากษาถามเด็กหนุ่มต่อไป
"ขณะที่เจ้าเอาเงินให้ตาเฒ่านั้น เจ้าสองคนอยู่ที่ไหน?"
"เรานั่งอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่"
"ทำไมเจ้าบอกว่าไม่มีพยานล่ะ?" ต้นไม้ใหญ่เป็นพยานให้เจ้าได้"
แล้วผู้พิพากษากล่าวเสียงดัง "เจ้าจงไปที่ต้นไม้ใหญ่บอกว่าข้าเรียกตัวมาที่ศาล"
ตาเฒ่ายิ้มชอบใจ แต่เด็กหนุ่มกลับลังเลใจ กล่าวว่า
"กลัวว่าต้นไม้ใหญ่จะไม่ยอมเชื่อหมายของใต้เท้ามากกว่า"
ผู้พิพากษาบอกให้วางใจ "เจ้านำแหวนซึ่งเป็นตราของข้าไปให้ต้นไม้ดูแล้วบอกมันว่า
ดูซี นี่เป็นตราของผู้พิพากษานะ มันก็จะต้องมาแน่นอน"

นิทานสอนเด็ก
พยานสำคัญ
เด็กหนุ่มนำตราของผู้พิพากษาไปได้สักครู่ใหญ่ ผู้พิพากษาก็ถามตาเฒ่าว่า
"นี่ ท่านลองกะดูทีซิว่า เจ้าเด็กหนุ่มไปถึงต้นไม้ใหญ่แล้วหรือยัง?"
ตาเฒ่าตอบ "อ้อ คงจะถึงแล้ว"
นิทานสอนเด็ก
น่าจะถึงแล้ว
เด็กหนุ่มเรียกตัวต้นไม้ใหญ่เป็นพยานไม่ได้ผล จึงกลับไปบอกผู้พิพากษาตามความจริง
"ข้าเอาตราของท่านให้มันดู แต่มันไม่สนใจอะไรเลย"
ผู้พิพากษาตอบ "ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นได้มาแล้ว และได้ให้ปากคำต่อหน้าบัลลังก์เรียบร้อยแล้ว"
ตาเฒ่ารู้สึกตื่นเต้นในขณะนั้น "ใต้เท้าว่าอะไรนะ? ต้นไม้ต้นนั้นไม่ได้มาเลย"
"เป็นความจริง มันไม่ได้มาเลย" ผู้พิพากษาประกาศ
"เมื่อกี้นี้ ข้าถามท่าน เจ้าหนุ่มไปถึงต้นไม้ใหญ่แล้วหรือยัง?
ท่านก็บอกข้าว่า คงจะถึงแล้ว ถ้าท่านไม่ได้รับเงินจากเจ้าหนุ่มที่ใต้ต้นไม้ใหญ่
ท่านก็จะต้องถามข้าว่า ต้นไม้ต้นไหน? ไกลจากที่นี่มากไหม?
คำตอบของท่านเมื่อกี้นี้ จึงพิสูจน์ได้ว่า เด็กหนุ่มพูดความจริง"
ในที่สุด ก็รู้ว่าใครโกหก
นิทานสอนเด็ก

ที่มา :  http://www.everykid.com/nitan/witness.html

10/17/2555

นิทานธรรมะ “เมื่อเด็กทำผิดต้องลงโทษ”

 

 

Source: via Simon on Pinterest

 

 

นิทานเรื่อง เมื่อเด็กทำผิดต้องลงโทษ

 

ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองกรุงพาราณสี
พระองค์ทรงมีพระราชโอรสพระองค์หนึ่ง
ทรงพระนามว่า "เจ้าชายพรหมทัต" เช่นเดียวกับพระนามของพระราชบิดา
เมื่อทรงเจริญวัย พระราชบิดาทรงส่งไปศึกษาศิลปวิทยา
ที่นครตักศิลากับอาจารย์ทิศาปาโมกข์
ซึ่งพระโพธิสัตว์ถือกำเนิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ดังกล่าว
พระราชกุมารเป็นศิษย์ประเภทจ่ายทรัพย์ให้อาจารย์แล้วเรียนศิลปวิทยา
โดยไม่ต้องทำงานให้อาจารย์เหมือนพวกศิษย์อื่นๆ
วันหนึ่งขณะที่อาจารย์และศิษย์อีกหลายคนพากันไปอาบน้ำที่ท่าน้ำ
มีหญิงชราคนหนึ่งตากเมล็ดงา แล้วนั่งเฝ้าถาดงานั้นอยู่ในร่ม
พระราชกุมารเห็นเมล็ดงานั้นจึงกำมากำมือหนึ่งแล้วเสวย
หญิงชราก็ไม่ว่าอะไร
วันรุ่งขึ้นพระราชกุมารก็ทำเช่นนี้อีก หญิงชราจึงโวยวาย ว่า
อาจารย์ทิศาปาโมกข์ให้ลูกศิษย์มาปล้นตน
เมื่ออาจารย์ทิศาปาโมกข์รู้เรื่องจึงสั่งลงโทษ
โดยให้ศิษย์ ๒ คนจับแขนเจ้าชายไว้แล้วเอาซีกไม้ไผ่เฆี่ยน ๓ ที
พร้อมกับสั่งสอนไม่ให้เจ้าชายทำเช่นนั้นอีก
ฝ่ายเจ้าชายนั้นทั้งเจ็บทั้งอายจึงอาฆาตแค้นอาจารย์ว่า
จะฆ่าอาจารย์เสียให้ได้ในวันหนึ่งข้างหน้า
ในที่สุดการศึกษาของเจ้าชายพรหมทัตก็จบหลักสูตร
จึงเข้าไปลาอาจารย์กลับพระนคร พร้อมรับสั่งว่า
เมื่อตนได้ราชสมบัติจะส่งข่าวถึงอาจารย์ให้ไปพบให้ได้
เมื่อเสด็จถึงนครพาราณสี พระราชบิดาและพระราชมารดาทรงพอพระทัยมาก
ได้สถาปนาไว้ในราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินสืบแทนพระองค์ต่อไป
พระราชาจึงส่งทูตไปเชิญอาจารย์ที่นครตักสิลา
ฝ่ายอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เมื่อได้รับพระราชสาส์นก็คิดว่า
ขณะนี้พระราชายังทรงรุ่นหนุ่ม มีอารมณ์รุนแรง
จักไม่อาจถวายคำแนะนำให้เข้าพระทัยได้ จึงมิได้เข้าเฝ้าตามรับสั่ง
ต่อเมื่อพระราชาทรงเข้าสู่มัชฌิมวัย
อาจารย์จึงได้ออกจากนครตักสิลาไปเฝ้าพระราชา
เพราะเห็นว่าพระราชาทรงเป็นผู้ใหญ่ สามารถเข้าพระทัยในเหตุผลต่างๆได้
ครั้นอาจารย์มาถึงตำหนัก พระราชาจึงรับสั่งกับอำมาตย์ที่เฝ้าอยู่นั้นว่า
คนนี้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ที่เคยเฆี่ยนตีพระองค์
รอยเฆี่ยนนั้นยังฝังอยู่ที่ใจ
อาจารย์คงไม่รู้ว่า ตนเองมาหาความตาย จึงกล่าวสุภาษิตว่า
"การที่ท่านจับแขนเราไว้แล้วเฆี่ยนตีด้วยซีกไม้ไผ่เพราะเหตุเพียงเมล็ดกำมือหนึ่งนั้น
ยังฝังใจเราอยู่ทุกวันนี้ ดูกรพราหมณ์..ท่านไม่ไยดีในชีวิตของท่านแล้วหรือจึงมาหาเราถึงที่นี่
ผลที่ท่านให้จับแขนทั้งสองของเราแล้วเฆี่ยนตีถึง ๓ ทีนั้นจักสนองท่านในวันนี้"
เมื่ออาจารย์ทิศาปาโมกข์ได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงกล่าวสุภาษิตตอบว่า
"อริยชนใดย่อมกีดกันอนารยชนผู้กระทำชั่วด้วยการลงโทษ
การกระทำของอริยชนนั้นเป็นการสั่งสอน...หาใช่เวรไม่
บัณฑิตทั้งหลายย่อมรู้ชัดข้อนั้นอย่างนี้แล.."
เมื่อฟังอาจารย์กล่าวเช่นนั้น เหล่าอำมาตย์ที่กำลังเฝ้าอยู่
จึงทูลสนับสนุนสุภาษิตของอาจารย์ทิศาปาโมกข์
พระราชาก็ทรงได้พระสติ และ ทรงเข้าพระทัยในเหตุผลของอาจารย์ทุกประการ
ในที่สุด จึงทรงประทานตำแหน่งปุโรหิตแก่อาจารย์และตั้งอยู่ในฐานะพระราชบิดา
ดำรงอยู่ในโอวาทของพระอาจารย์นั้น
บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุมีทาน เป็นต้น มีสุคติเป็นเบื้องหน้า
(ติลมุฏฐิชาดก ติกนิบาต สังกัปปวรรค ข้อ ๓๕๕-๓๕๗) 
   กุหลาบแดงกุหลาบแดงกุหลาบแดง
คัดลอกจากหนังสือเรื่อง เตือนตนด้วยพุทธโอวาท
เรียบเรียงโดย แก้ว สุพรรโณ
กรุงเทพ : ไพลิน, ๒๕๔๒ หน้า ๓๘-๔๐

10/16/2555

นิทานเรื่อง แม่ปูกับลูกปู

นิทานเรื่อง แม่ปูกับลุกปู

 

เเม่ปูพาลูกๆ ออกไปหากินที่ชายหาด

เมื่อเห็นลูกๆ เดินคดเคี้ยวเซไปมาจึงกล่าวว่า

“ทำไมลูกไม่เดินให้ตรงๆ ทางล่ะจ๊ะ”

ลูกปูจึงตอบ

“ถ้าเช่นนั้นเเม่ลองเดินตรงๆ ให้ลูกดูหน่อยซิจ๊ะ ลูกจะได้ทำตาม”

 

นิทานเรื่องแม่ปูกับลุกปู

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การพูดอย่างเดียว ไม่อาจสอนใครได้ดี เท่าการทำให้เห็น เป็นตัวอย่าง

10/12/2555

เพลงรักกันไว้เถิด

เพลง รักกันไว้ถิด
แผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ๓ รางวัล 
ทำนอง คำร้อง และขับร้อง : นคร ถนอมทรัพย์

 


( สร้อย ) รักกันไว้เถิด เราเกิดรวมแดนไทย
จะเกิดภาคไหนๆ ก็ไทยด้วยกัน
เชื้อสายประเพณี ไม่มีขีดกั้น
เกิดใต้ธงไทยนั้น ปวงชนทุกคนคือไทย

ท้องถิ่นแหลมทอง เหมือนท้องของแม่
เกิดถิ่นเดียวกันแท้ เหมือนแม่เดียวกันใช่ไหม
ยามฉันมองตาคุณ อบอุ่นดวงใจ
เห็นสายเลือดไทยในสายตาบอกสายสัมพันธ์
( สร้อย )....
ทะเลแสนงาม ในน้ำมีปลา
พืชพันธุ์ดื่นดาษตา ไร่นารวงท้องไสว
สินทรัพย์มีเกลื่อนกล่น บรรพชนให้ไว้
เราลูกหลานไทย จงร่วมใจ รักษาให้มั่น
( สร้อย )....
แหลมทองโสภา ด้วยบารมี
ปกเกล้าเหล่าไทยนี้ ร่มเย็นเป็นศรี่องใส
ใครคิดบังอาจหมิ่น ถิ่นทององค์ไท้
เราพร้อมพลีใจ ป้องถิ่นไทยและองค์ราชัน
( สร้อย )....

10/04/2555

ไทยรวมกำลัง (บทเพลงพระราชนิพนธ์)


คำร้อง : พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทำนอง : เอื้อ สุนทรสนาน

ไทยรวมกำลังตั้งมั่น
จะสามารถป้องกันขันแข็ง
ถึงแม้ว่าศัตรูผู้มีแรง
มายุทธแย้งก็จะปลาศไป

ขอแต่เพียงไทยเราอย่าผลาญญาติ
ร่วมชาติร่วมจิตเป็นข้อใหญ่
ไทยอย่ามุ่งร้ายทำลายไทย
จงพร้อมใจพร้อมกำลังระวังเมือง

ให้นานาภาษาเขานิยม
ชมเกียรติยศฟูเฟื่อง
ช่วยกันบำรุงความรุ่งเรือง
ให้ชื่อไทยกระเดื่องทั่วโลกา

ช่วยกันเต็มใจใฝ่ผดุง
บำรุงทั้งชาติศาสนา
ให้อยู่จนสิ้นดินฟ้า
วัฒนาเถิดไทยไชโย

 

 

10/02/2555

เพลงสยามมานุสติ

 

เพลงสยามมานุสติ

คำร้อง: พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6
ทำนอง: นารถ ถาวรบุตร

 

 

 

๏ หากสยามยังอยู่ยั้ง
ยืนยง

เราก็เหมือนอยู่คง
ชีพด้วย

หากสยามพินาศลง
ไทยอยู่ ได้ฤๅ

เราก็เหมือนมอดม้วย
หมดสิ้นสกุลไทยฯ

๏ ใครรานใครรุกด้าว
แดนไทย

ไทยรบจนสุดใจ
ขาดดิ้น

เสียเนื้อเลือดหลั่งไหล
ยอมสละ สิ้นแล

เสียชีพไป่เสียสิ้น
ชื่อก้องเกียรติงามฯ

10/01/2555

เพลงกราวกีฬา

เพลงกราวกีฬา

พวกเรานักกีฬาใจกล้าหาญ
เชี่ยวชาญชิงชัยไม่ย่นย่อ

คราวชนะรุกใหญ่ไม่รีรอ
คราวแพ้ก็ไม่ท้อกัดฟันทน

(สร้อย) อึม อึม อึม อึม กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ... ฮ้าไฮ้ ฮ้าไฮ้ กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ
แก้กองกิเลสทำคนให้เป็นคน ผลของการฝึกตน เล่นกีฬาสากล ตะละล้า

ร่างกายกำยำล้ำเลิศ
กล้ามเนื้อก่อเกิดทุกแห่งหน

แข็งแรงทรหดอดทน
ว่องไวไม่ย่นระย่อใคร

(สร้อย) อึม อึม...

ใจคอมั่นคงทรงศักดิ์
รู้จักที่หนีที่ไล่

รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย
ไว้ใจได้ทั่วทั้งรักชัง

(สร้อย) อึม อึม...

ไม่ชอบเอาเปรียบเทียบแข่งขัน
สู้กันซึ่งหน้าอย่าลับหลัง

มัวส่วนตัวเบื่อเหลือกำลัง
เกลียดชังการเล่นเห็นแก่ตัว

(สร้อย) อึม อึม...

เล่นรวมกำลังกันทั้งพวก
เอาชัยสะดวกมิใช่ชั่ว

ไม่ว่างานหรือเล่นเป็นไม่กลัว
ร่วมมือกันทั่วก็ไชโยฯ

(สร้อย) อึม อึม...

Popular Posts

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top