3/30/2555

นิทานเรื่อง นกสาวมีลูก

นกสาวมีลูก

 

images

 


เมื่อกกไข่ได้หลายตัว นกพิราบสาวก็ดีอกดีใจเป็นยิ่งนัก จึงได้ คุยอวดกับกาเฒ่าว่า
"ฉันมีลูกเพิ่มขึ้นอีกหลายตัวเเล้วล่ะจ้ะ ฉันมีความสุขมาก"กาเฒ่ามองนกพิราบสาวอย่างเวทนาพลางว่า"การที่มีลูกเพิ่มอีกหนึ่งตัวก็เท่ากับมีภาระเพิ่มอีกอย่างหนึ่ง ถ้ามีลูกเพิ่มอีกห้าตัว ก็มีภาระเพิ่มอีกห้าอย่าง"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้วา


ทุกชีวิตย่อมต้องตกเป็นดั่งทาสของสิ่งที่ให้ความสุขเเก่ตน

3/29/2555

นิทานเรื่องตั๊กแตนกับมด

นิทานเรื่องตั๊กแตนกับมด

 

ตั๊กเเตนตัวหนึ่งไม่ได้กินอาหารมาหลายวันเเล้ว  มันเดินโซเซเพราะไร้เเรงกระโดดมาจนถึงลานดิน ใต้ต้นโอ๊กใหญ่ท่ามกลางลมฤดูหนาว พวกมดกำลังขนเมล็ดข้าวโพดออกจากรังมาตากให้เเห้ง   ตั๊กเเตนจึงเดินไปขอกินเมล็ดข้าวโพดสัก ๒-๓ เม็ดเพื่อประทังชีวิต  เเต่มดกลับถามว่า ทำไมตอน ฤดูร้อน ไม่หาเสบียงอาหารกักตุนไว้
ตั๊กเเตนก็ตอบว่าตนร้องเพลงเที่ยวเล่นไปตลอดฤดูร้อน  "ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็ควรจะเต้นรำไปตลอดฤดูหนาว "
มดตอบ เเล้วก็ขนเมล็ดข้าวโพดกลับเข้ารังไปให้พวก ของตนกิน


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ควรขยันทำมาหากิน เพื่อให้มีพอเพียงในยามยาก

ชายโง่กับต้นไผ่

 

นิทานเรื่อง ชายโง่กับต้นไผ่

 

เมื่อบิดาตายเเล้วชายผู้โง่เขลาเบาปัญญาก็นั่งมองต้นไผ่ที่บิดาปลูกไว้รอบๆ สวน พลางคิดว่า

"ไม่เห็นมีประโยชน์อะไรเลย ไม่มีดอกไม่มีผลให้เก็บไปขาย"
คิดดังนั้นชายโง่ก็ให้คนงานตัดต้นไผ่ทิ้งจนหมด
หลังจากนั้นสัตว์ต่างๆ เเละคนพเนจรก็พากันเข้าออกในสวนอย่างสะดวก สบาย
สวนผลไม้จึงได้รับความเสียหาย ทั้งถุกขโมยผล ทั้งถูกเหยียบย่ำทำลาย
ในที่สุดผลไม้ก็ตายหมดทั้งสวนเพราะไม่มีต้นไผ่ที่เป็นเสมือนรั้วล้อมรอบ ป้องกันภัยอย่างเเต่ก่อน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า


ของทุกสิ่งย่อมมีประโยชน์ในทางที่เเตกต่างกัน

3/28/2555

นิทานเรื่อง คนขี้เหนียวกับทองคำ

นิทานเรืือง คนขี้เหนียวกับทองคำ

 

ชายคนหนึ่งเป็นคนขี้เหนียว เขามักจะเอาสมบัติฝังดิน ไว้รอบๆ บ้านไม่ยอมนำมาใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์ต่อมาเขากลัวว่าจะไม่ปลอดภัยถ้าฝังเงินทอง ไว้หลาย เเห่ง เขาจึงขายสมบัติทั้งหมดเเล้วซื้อทองคำเเท่งหนึ่ง มาฝังไว้ที่หลังบ้าน เเล้วหมั่นไปดูทุกวัน
คนใช้ผู้หนึ่งสงสัยจึงเเอบตามไปดูที่หลังบ้าน เเล้วก็ขุด เอาทองเเท่งไปเสีย
ชายขี้เหนียวมาพบหลุมที่ว่างเปล่าในวันต่อมาก็เสียใจ ร้องห่มร้องไห้ไปบอกเพื่อนบ้านคนหนึ่งเพื่อนบ้านจึงเเนะนำประชดประชันว่า
"ท่านก็เอาก้อนอิฐใส่ในหลุมเเล้วคิดว่าเป็นทองคำสิ เพราะถึงอย่างไรท่านก็ไม่เอาเอามาใช้อยู่เเล้ว"

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ของมีค่า ถ้าไม่นำมาทำให้เกิดประโยชน์ก็ย่อมเป็นของไร้ค่า

นิทานอีสปเรื่อง กบกับหนู

 

นิทานอีสปเรื่อง กบกับหนู

 

หนูเเก่ตัวหนึ่งเดินทางเเรมรอนมาจนถึงลำธารที่ชายป่า หนูต้องการจะข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามจึงเข้าไปหาเจ้ากบ ตัวน้อยที่ริมลำธาร เเล้วเอ่ยขอให้กบช่วยพาข้าม ลำธาร เเล้วเอ่ยขอให้กบช่วยพาข้ามลำธารด้วยกบน้อยมองหนูเเล้วปฏิเสธอย่างสุภาพว่า
" โธ่ ฉันน่ะตัวเล็กพอๆ กับท่าน เเล้วจะพาท่านข้ามไปได้ อย่างไรกันล่ะจ๊ะ "
เเต่หนูไม่ยอม กลับอ้างว่าตนเป็นสัตว์ผู้อาวุโสกว่า ถ้ากบ ไม่ช่วยตนก็จะไปป่าวประกาศให้สรรพสัตว์ทั้งหลายรู้ถึง ความใจดำของกบเมื่อถูกขู่เข็ญเช่นนั้น กบจึงต้องจำยอมให้หนูเอาเท้าผูก กับเท้าของตนเเล้วก็พาว่ายข้ามลำธาร เเต่ทว่าพอว่ายไปได้เเค่ครึ่งทางเท่านั้นกบก็เริ่มหมดเเรงก่อนที่ทั้งคู่จะจมน้ำตาย เหยี่ยวตัวหนึ่งก็โฉบลงมาจิกเอา ทั้งกบเเละหนูไปกิน

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

 

คิดประโยชน์จากผู้ที่ไม่สามารถให้ได้ ย่อมมีเเต่เสียหาย

3/27/2555

นิทานอีสปเรื่อง แมลงวันหัวเราะ

 

นิทานอีสป

 

 

เเมลงวันฝูงหนึ่ง ชักชวนกันไปตอมศีรษะของชายไร้ ผมคนหนึ่งจนเขารำคาญนัก พยายามใช้มือทั้งปัด ทั้งไล่ พวกเเมลงวันก็ยังไม่หนีไปไหน พากันตอม หัวล้านเป็นที่สนุกสนานสำราญใจชายหัวล้านจึงหาไม้เเส้มาปัดมาตี เเต่กลับพลาดตีใส่ ศีรษะตนเอง
เหล่าเเมลงวันเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะเยาะเย้ยชายหัวล้าน เป็นการใหญ่ ชายหัวล้านจึงยิ่งโมโห ร้องเรียกลูกๆ หลานๆ ให้เอาไม้เเส้มาไล่ ตีเเมลงวันจนตายเรียบ ทั้งฝูง

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

 

อย่าเยาะเย้ยคนที่พลาดพลั้งเพราะจะเป็นภัยเเก่ตัวในภายหลังได้

3/23/2555

นิทานเรื่องวัวสามตัวกับสิงห์โต

 

นิทานเรื่องวัวสามตัวกับสิงห์โต

 

image

 

 

 

ครั้งหนึ่งยังมีวัวอยู่สามตัว เป็นเพื่อนที่ดีมีความเกี่ยวข้องที่สามัคคีต่อกัน มันทั้งสามอาศัยอยู่ในทุ่งกว้างที่ป่าใหญ่อัฟริกา มันทั้งสามตัว จะไปไหนมาไหนไม่ว่าจะเป็นเวลากินหญ้าหรือแม้แต่ในเวลานอน ก็จะอยู่ในที่ที่ใกล้ ๆ กันอยู่ตลอดเวลา มีอยู่ในวันหนึ่ง ในขณะที่วัวทั้งสามตัวกำลังรวมกลุ่มกันยืนกินหญ้าอยู่นั้น ก็เกิดได้มีสิงห์โตหิวโซตัวหนึ่งเดินผ่านมาและได้เห็น มันหมายที่จะบุกเข้าจับกินเป็น เหยื่อ" ว้าว! พวกมันดูน่าอร่อยมากเลยทีเดียว "แต่วัวทั้งสามตัวได้ร่วมพลัง กันกางเขายืนจังกล้าหันหน้าเข้าปะทะกับสิงห์โตอย่างไม่มีทีท่าว่าจะกลัวเกรงแต่อย่างใด " ม่อๆๆ กางเขาหันหน้าสู้กับสิงห์โต ห้ามแยกจากกันเป็นอันขาด "สิงห์โตจึงไม่สามารถที่จะเข้าไปในที่ที่ใกล้ๆ และทำอะไรพวกมันได้เลยสักนิด เพราะฉะนั้นสิงห์โตจึงทำได้ก็แต่แค่เพียงเดินเมียงมองอยู่ในที่ห่าง ๆ และรอบ ๆ ได้แต่เพียงอย่างเดียว มันเฝ้ารอคอยเพื่อหาโอกาสที่จะบุกเข้าโจมตี แต่แล้วก็ต้อง เลิกลาและถอยห่างออกไปในที่สุด" ถ้าพวกเราร่วมมือสามัคคีกันแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวอ้ายสิงห์โตตัวนั้นเลยสักนิด "สิงห์โตรู้สึกอับอาย เป็นอย่างมาก ที่ไม่สามารถที่จะกินวัวทั้งสามตัวพวกนั้นได้  " มันน่าที่จะมีหนทางอะไรที่ดี ๆอยู่บ้างนะ " สิงห์โตพยายามใช้ความคิด"อ้อ ข้ารู้แล้ว.. ! ว่าด้วยเหตุใดข้าถึงได้บุกเข้าไปจับกินพวกมันไม่ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น...ก็เป็นเพราะว่าพวกมันมีความสามัคคีกันนั่นเอง,,, ดังนั้นก่อนอื่นใด ข้าก็จำเป็นที่จะต้องจัดการทำให้พวกมันแตกแยกขาดความสามัคคีต่อกัน. แล้วตอนนั้นแหละ ข้าก็จะกินพวกมันได้ทีละตัว ๆ อย่างง่าย ๆ นั่นไง ใช่แล้ว ! " และเมื่อมันคิดได้ดังนั้นแล้ว สิงห์โตก็ได้ย้อนกลับมาปรากฏตัวในที่ทุ่งกว้างที่พวกวัวทั้งสามอยู่อีกครั้งหนึ่ง " ดีมาก...ดูสิ..นั่นพวกมันกำลังแยกกันออกไปยืนกินหญ้าอยู่ในที่ที่ห่างๆ อยู่พอดีเลยทีเดียวเชียว "

สิงห์โตรีบเดินไปในที่ที่ใกล้ ๆ กับวัวตัวสีแดงก่อนอื่นใด แล้วกระซิบด้วย เสียงที่อ่อนหวานที่สุดว่า " นี่นี่..นายสีแดง เราต้องขอยอมแพ้ในความเก่งกาจของพวกท่านแล้วหละ
เพราะพวกท่านนั้นทั้งเก่งทั้งแข็งแรง..เราขอนับถือ..แต่ว่านะ..เราอยาก รู้จังเลยว่าท่านทั้งสามนั้นใครคือผู้ที่เก่งและแข็งแรงที่สุดในฝูงล่ะ" วัวตัวสีแดงจึงพูดว่า " พวกเรานั้นทั้งเก่งและแข็งแรงด้วยกันทั้งสามนั่นแหละ " สิงห์โตทำท่าทีเป็นตกใจ " จริงน่ะ???แต่ที่ข้าได้ยินมาจากวัวตัวอื่นนั้น..มันไม่ใช่อย่างเช่นที่ท่านพูดนี่ ! "วัวตัวสีแดงรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก จึงได้ถามไปว่า " แล้วพวกนั้นพูดว่าอย่างไร??"สิงห์โตจึงได้ทีพูดว่า " วัวตัวสีดำนั้นบอกว่ามันนั้นทั้งเก่งและ แข็งแรงที่สุดในฝูง แล้วยังได้บอกอีกด้วยว่าถ้าไม่มีมันแล้ว รับรองว่า วัวตัวสีแดงกับวัวตัวสีน้ำตาลจะต้องโดนสิงห์โตกินไปนานนมแล้วเสียด้วยนะ.."
" อะไรนะ? ทำไมมันถึงได้พูดในสิ่งที่ห่วยและแย่มาก ๆ อย่างเช่นนี้ได้ ยังไง"วัวตัวสีแดงเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ให้เป็นโกรธเป็นอย่างมาก แล้วในที่สุด,สิงห์โตก็ได้ไปพูดบอกหลอกลวงแบบเช่นนี้กับวัวตัวสีน้ำตาล แล้วก็แน่นอนเหมือนกันกับวัวตัวสีดำอีกด้วย..." นี่ นี่ วัวตัวสีน้ำตาลท่านได้ ฟังแล้วหรือยัง? ว่าวัวตัวสีดำพูดว่า มันนั้นต้องมีหน้าที่ดูแลป้องกันภัย ให้กับวัวทั้งสอง เพราะว่าวัวทั้งสองตัวนั้นทั้งอ่อนแอและทำอะไรที่เป็น ประโยชน์ไม่ได้เสียเลย.. "" ม่อๆๆๆโอ้ยนี่ข้าโกรธแล้วด้วยนะ " สิงห์โต พูดหลอกลวงแบบนี้กับวัวทั้งสามตัวตามแผนการณ์ได้อย่างแนบเนียนมากเสียด้วยสิ" ม่อๆๆม่อๆๆ..ม่องเท่งสิ" สัตว์ทั้งสามตัวจึงมีอันต้องนองและเต็มไปด้วยเลือด มันทั้งสามตัวได้รับบาดเจ็บเป็นอย่างมากและอ่อนแรงลงอย่างไม่ได้สติ จากการต่อสู้"ม่อๆๆ..ข้าไม่ปรารถนาที่จะอยู่กับพวกเจ้าอีกต่อไป "
ทั้ง ๆ ที่เคยมีความสามัคคีและเป็นมิตรที่ดีต่อกัน แต่แล้ววัวทั้งสามตัวก็จำต้องมาแตกแยกขาดความสามัคคีเป็นมิตรที่ดีต่อกันและกันไปในที่สุด และในตอนนั้นสิงห์โตก็ยิ้มด้วยความพอใจ เพราะได้โอกาสเข้าไปจับกิน พวกวัวที่อ่อนแรงใกล้ตายได้ทีละตัว ทีละตัว
สมใจสบายโก๋ไป ตั้งสามวันเต็ม ๆเลยทีเดียว...

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

" จงให้ความสำคัญและให้ความเชื่อใจ กับคนหรือ เพื่อนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน " ..

3/22/2555

นิทานก่อนนอนเรื่อง ราชสีห์กับยุง

 

 

 

image

 

" ปุฮุฮุน..ปุฮุฮุน " มียุงขี้โม้และใจกล้าตัวหนึ่งบินไปรอบ ๆตัวสิงโตผู้เป็นเจ้าป่าที่กำลังจะหลับอยู่รอมร่อ ๆ อยู่เดี๋ยวนี้แล้วอยู่... เจ้ายุงขี้โม้หวังจะดูดกินเลือดสิงโตเป็นอาหารให้ได้เพื่ออยากจะสร้าง วีรกรรมให้กับตัวเอง มันคิดว่าแม้มันจะเป็นสัตว์ตัวกระจิ๊ดริ๊ดเล็กแค่นี้ ถ้ามันสามารถกัดจมูกสิงโตผู้เป็นเจ้าแห่งป่ากินเลือดได้ มัน คงจะได้มีเรื่องคุยโม้ไปได้อีกนานเลยทีเดียวว่ามันเหนือกว่า ดูๆแล้วในป่าแห่งนี้ก็มีเพียงตัวมันเท่านั้นแหละ ที่จะทำได้ มันภาคภูมิใจมาก ส่วนสิงโตผู้เป็นเจ้าป่านั้นให้เป็นสุดแสนที่จะรำคาญใจเป็นอย่างมากที่มี แมลง ตัวเล็ก ๆคือยุงนี่มาบินไปบินมาขัดจังหวะการหลับนอนกลางวันของมัน...มันเงื้อมืออัน ใหญ่และหนาเตอะใล่ ตะตบด้วยความรำคาญอย่างสุด ๆ แต่เจ้ายุงขี้โม้ก็หลบทันทุกครั้งมันบินหนีไปบินหนีมาและพูดว่า " ถึงแม้ ว่าท่านจะเป็นผู้ที่ใคร ๆขนานนามว่าเป็นเจ้าแห่งป่าก็เถอะ..อย่าผยองให้มากไปนักเลย จะจับข้าเหรอไม่มี ทาง ถึงแม้ข้าจะตัวเล็กแค่นิดเดียวแค่นี้ก็เถอะ แต่ข้าไม่เห็นจะกลัวอะไรท่านตรงไหนเลย ฮ่า ๆๆเก่งจริง ตามตะบบจับข้าให้ได้สิฮ่าๆๆๆ" สิงโตเมื่อได้ฟังดังนั้นก็โมโหขึ้นมาทันที มันลุกขึ้นและอ้าปากอันใหญ่ที่มีเขี้ยวอันแหลมคมเข้างับทันทีทันใด.. แต่เจ้ายุงถึงแม้จะโดนงับเข้าไปอย่างจังอย่างนั้นก็ไวเหมือนกันมันบินหนี แทรกซอกฟันของสิงโตออกมา อย่างหวุดหวิดแล้วบินไปตั้งหลักก่อนจะหัวเราะลั่นแล้วพูดออกมาว่า " ฮ่าๆๆๆฮู่ๆๆๆ เป็นยังไงแม้แต่เขี้ยว คม ๆที่แหลมอย่างนั้นของท่านก็ไม่สามารถจะทำอะไรข้าได้เลยเห็นไหม ? ฮ่า ๆๆๆให้เป็นสะใจจริง ๆ แต่ ต่อจากนี้จะเป็นทีของข้าบ้างหละเตรียมตัวให้ดีก็แล้วกัน ฮ่า ๆๆๆ " เจ้ายุงพอพูดเสร็จก็ขยับปีกและสั่นกระ พือเสียงดัง "ปุฮุฮุน..ปุฮุฮุน " ขึ้นเหมือนทำสัญญาณอะไรบางอย่างขึ้น  แล้วก็มีสิ่งหนึ่งบินเกาะกลุ่มกันมาจนดำมืดเป็นฝูงเหมือนกองทับเลยที เดียว...จ๊าก..กองทับยุงนี่..แว๊ก บินเกาะ กันเป็นฝูงมองเห็นดำมืดไปหมด เจ้ายุงขี้โม้รีบบินไปที่ฝูงยุงนั้น " โอ่..ขอบใจมากเพื่อนที่มาตามสัญญาณ เรียกของเราเร็วพวกเราจัดการกับสิงโตตัวนั้นได้เลย " พอสิ้นเสียงคำสังเท่านั้นฝูงยุงก็แตกฮือตรงเข้าหา สิงโตทันทีมันรุมกัดและสูบเลือดกินไปทุกที่ ทั้งตัวเลยทีเดียว สิงโตเจ้าป่าให้เป็นตกใจและเจ็บคันไปหมด " โอ้ย..คัน ๆแสบไปหมดแล้ว...ก้าววว์..ช่วยด้วย " ตามหน้าตามตัวของสิงโตนั้นปวมปูดไปด้วยรอยกัดของยุงทั้งหน้าทั้งตัว...สุด แสนจะทน สิงโตจึงวิ่งโกย แน๊บเข้าหาบ่อน้ำทันทีและกระโดดตูมลงไปจนน้ำกระจายเพื่อหมายให้ช่วยซางจาก ความคันและปวดแสบ ปวดร้อนที่เกิดขึ้นนั้นให้..เจ้ายุงขี้โม้ก็บินตามมาติด ๆ มันบินไปอยู่ตรงหน้าสิงโตที่มีสภาพร่อแร่หมดท่า.. แล้วคุยโม้ทับว่า " ฮ่า ๆๆเป็นยังไงละท่านเจ้าป่า..เราชนะท่านแล้วใช่ไหม?ยอมรับออกมาได้แล้ว ต่อหน้า ข้านี่ ..ว่าข้าเหนือกว่า..เร็ว ๆ " มันพูดพร้อมกับขู่บังคับข่มสิงโตผู้เป็นเจ้าป่าอยู่อย่างนั้น..เลยไม่ทันรู้ ตัวว่า ที่ข้างหลังของมันนั้นมีใยแมงมุมอันใหญ่ขึงผืดอยู่...แล้วเจ้าแมงมุมเจ้าของ ใยก็กำลังจ้องมองมันอยู่ด้วยตา อันเป็นประกายเลยทีเดียว..เจ้ายุงพูดไปถอยหลังไปเรื่อย ๆแล้วในที่สุดมันก็ถอยไปจนปีกของมันไปติดเข้า กับใยของแมงมุมจนได้..เจ้าแมงมุมตัวเขื่องก้าวย่างสามขุมเข้าหายุงขี้โม้ แล้วพูดว่า " เหอ ๆๆไม่ใช่เจ้าหรอกที่ชนะและ เหนือกว่าน่ะ..ข้านี่ไง ผู้ที่ชนะ วันนี้นับเป็นวาสนาของแมงมุมกระจอกๆ อย่างข้า ที่จะได้ลิ้มรสยุงผู้ยิ่งใหญ่เหนือเจ้าป่าอย่างเจ้า ข้าว่าท่านสิงโตผู้เป็นเจ้าแห่งป่าก็คงนึกอิจฉาข้านะ..ใช่ไหม?ท่านสิงโต ..ฮ่า ๆๆๆ " ว่าแล้วมันก็ตีลังกาลงมาสองตลบแล้วเขมือบ ยุงเข้าไปทั้งตัวทันที...เจ้ายุงขี้โม้ที่อยากจะเป็นเหนือเจ้าป่านั้น ก่อนที่มันจะสิ้นใจลงไปมันจึงด้วยความช้ำและพูดปิดท้ายก่อน ตายว่า " ไม่น่าเลยยุงที่จะได้อยู่เหนือเจ้าป่าอยู่รอมร่ออย่างข้าต้องมาตายในอุ้งมือ ของเจ้าแมงมุมไร้ระดับอย่างนี้สุดจะอาย... โลกจ๋า..ขอลาหละ...คร๊อก..บ้าย..บาย "

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
" จงรู้จักประมาณตนและอย่าประมาทก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป "

เครดิต  นิทานอีสปเรื่องสิงห์โตกับยุง

3/21/2555

นิทานก่อนนอนเรื่อง หมาป่ากับหมาบ้าน

นิทานก่อนนอนเรื่องหมาป่ากับหมาบ้าน

 

 

หมาป่าอันธพาลตัวหนึ่งถูกไล่ออกจากฝูงมาหลายวันแล้ว
และมันกำลังหิวโหยมาก ตกดึกจึงแอบเข้าไปในหมู่บ้าน
เพื่อขโมยกินไก่ที่ชาวบ้านเลี้ยง ไว้
แต่เมื่อหมาที่เฝ้าบ้านอยู่เห็นเจ้าหมาป่าเข้ามา จึงเห่าเสียงดัง
ทำให้เจ้าของบ้าน สะดุ้งตื่น หมาป่าจึงต้องรีบหนีไป
แต่หมาป่าก็ไม่ละความพยายาม มันเข้ามาที่บ้านนี้อีกครั้ง
และก่อนที่หมาเฝ้าบ้านจะเห่าขึ้นมา เจ้าหมาป่าจึงรีบร้องขึ้นว่
“เดี๋ยวก่อน สหาย..เจ้าอย่าเพิ่งร้องเอะอะไป มาร่วมมือกับข้าดีกว่า
ถ้าเจ้าอยู่เงียบๆ ปล่อยให้ข้าเข้าไปจับไก่ในเล้ามากินง่ายๆ
ข้าก็จะแบ่งไก่ให้เจ้ากินด้วย ดีไหมล่ะ”
เมื่อหมาบ้านได้ยินดังนั้น ก็คิดว่า น่าจะดี
เพราะมันก็อยากกินไก่มานานแล้ว
ทุกวันนี้ได้กินแค่กระดูกไก่ที่เจ้านายโยนให้เท่านั้น
“แต่..ข้ากลัวเจ้านายจะรู้ว่าข้าร่วมมือกับเจ้า”
“ไม่ต้องกังวลหรอก เจ้าก็แกล้งทำเป็นเห่าเมื่อเราทั้งคู่กินอิ่มแล้ว
และข้าก็หนีไปแล้ว..ตกลงตามนี้นะ”
แล้วทั้งหมาป่าและหมาบ้านก็ร่วมมือกันจับไก่ในเล้ามากินทุกวัน
จนเจ้าของบ้านเริ่มสงสัย คืนหนึ่งจึงแกล้งทำทีเป็นเข้านอนเหมือนเช่นเคย
แต่ว่าคอยแอบดูอยู่บนบ้าน ไม่นานก็เห็นหมาป่าเดินเข้ามา
โดยมีหมาบ้านเดินออกไปรับ และทั้งสองก็พากันเดินไปยังเล้าไก่
ลงมือจับไก่มาแบ่งกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
จากนั้น เมื่อหมาป่าไปแล้ว หมาบ้านก็เริ่มส่งเสียงเห่า
เจ้าของที่แอบดูอยู่เห็นเหตุการณ์ ทั้งหมด
จึงแกล้งทำเป็นลุกขึ้นมาไล่หมาป่าเหมือนเดิม
รุ่งเช้า... เจ้าของบ้านได้นำอาหารมาให้หมาบ้านกิน
และนำมันไปปล่อยยังหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไกลออกไป
และบอกกับมันว่า “เมื่อเจ้าไม่ซื่อสัตย์ หันไปคบกับหมาป่า
ขโมยกินไก่ ข้าก็ไม่เลี้ยงเจ้าอีกต่อไป”
ตกค่ำเมื่อหมาป่ามาถึงบ้าน แต่ก็ไม่เห็นหมาบ้านออกมารับเช่นทุกวัน
มันจึง คิดว่า “ก็ดีเหมือนกัน ข้าจะได้กินไก่คนเดียว”
แต่ยังไม่ทันที่หมาป่าจะเข้าไปจับไก่ มันก็ถูกเจ้าของบ้านล้อมจับไว้ได้
และนำมันใส่กรงขังไว้ เอาไปปล่อยในป่าลึก
จนกระทั่งมันถูกเสือจับกินเป็นอาหาร
ส่วนหมาบ้านที่ถูกนำไปปล่อย ก็กลายเป็นหมาจรจัด
แถมเป็นขี้เรื้อน ไม่มีใครสนใจให้ข้าวน้ำ มันจึงผอมโซ
ไร้เรี่ยวแรงหาอาหาร ได้แต่นอนรอความตายอยู่ที่หมู่บ้านนั้นเอง
....... 
นิทานเรื่องนี้สอน่า  อย่าคบคนพาล เพราะคนพาลจะชักนำไปกระทำแต่สิ่งไม่ดี
ซึ่งจะนำความเดือดร้อนมาให้ในภายหลัง ดังเช่นหมาป่ากับหมาบ้านนี่เอง


นิทานเรื่องหมาป่ากับหมาบ้าน

3/20/2555

นิทานเรื่อง พ่อค้ากับลา

 

นิทานเรื่อง พ่อค้ากับลา

 

ชายหนุ่มคนหนึ่งคิดว่าจะหันมาทำอาชีพค้าขาย ดังนั้นเขาจึงไปซื้อลามาตัวหนึ่ง เพื่อใช้บรรทุกสินค้า แต่เพราะทุนน้อย เขาจึงได้ลาตัวไม่โตนัก เมื่อได้ลามาแล้วชายหนุ่มจึงขี่ลาออกเดินทาง
ไปหาซื้อสินค้ายังอีกเมืองหนึ่งเพื่อมาขายที่หมู่บ้านของตัวเอง ที่เมืองนั้นมีสินค้าหลายชนิด และยังมีราคาถูกด้วย ชายหนุ่มเดินเลือกหาสินค้ามากมาย เจ้าของร้านค้าบอกว่าหากซื้อจำนวนมากๆ ก็จะลดราคาให้อีกด้วย ชายหนุ่มจึงคิดว่า ถ้าเราซื้อสินค้าพวกนี้ไปมากๆ เราก็จะยิ่งได้ราคาถูก
แล้วเราก็จะขายได้กำไรงาม แถมยังไม่ต้องเสียเวลามาซื้อบ่อยๆ อีกด้วย” เมื่อเขาคิดคำนวณเงินที่มีอยู่แล้ว เห็นว่าเงินที่มีอยู่น้อยนั้น จะสามารถจะซื้อสินค้าได้มากทีเดียว เขาจึงตัดสินใจใช้เงินทั้งหมดที่เหลืออยู่ ซื้อสินค้าหลายชนิดจำนวนมาก ชายหนุ่มขนสินค้าทั้งหมดบรรทุกบนหลังลาตัวน้อย แล้วออกเดินทางกลับมา ยังหมู่บ้านของตนด้วยความร่าเริง พลางก็คิดถึงเรื่องกำไรที่ตัวเองจะได้ไปตลอดทาง เขาจึงรีบเร่งฝีเท้าเดินอย่างรวดเร็ว เพราะตอนนี้เขาไม่สามารถขี่ลากลับได้แล้ว เพราะบนหลังลาเต็มไปด้วยสินค้า เดินมาได้สักพักใหญ่ๆ เขาก็รู้สึกว่า เจ้าลาตัวน้อยเดินช้าลงกว่าเดิม เขาจึงเอาไม้เฆี่ยนตีให้มันเดินเร็วขึ้น เพราะกลัวว่าจะถึงช้าและเสียเวลาค้าขาย
เจ้าลาน้อยเดินเร็วขึ้นได้ไม่นาน ก็กลับช้าลงเหมือนเดิม ชายหนุ่มก็เอาไม้มาเฆี่ยนตีอีก พร้อมกับดุด่าไปตลอดทาง แม้ว่าจะเดินมาได้ครึ่งวันแล้ว แต่เขาก็ไม่ยอมหยุดพักเลย ฝ่ายลาน้อยแม้จะโดนเฆี่ยนตี แต่มันก็ไม่สามารถจะเดินได้เร็วดังที่นายของมันต้องการ ตรงกันข้ามมันกลับยิ่งเดินช้าลงๆๆๆ เรื่อยๆ เพราะน้ำหนักที่มันแบกรับไว้นั้นมากเกินไป ในที่สุดเจ้าลาน้อยก็หยุดเดิน ขาของมันค่อยๆ ทรุดลงจนกระทั่งมันล้มกลิ้งลง จากเนินเขาไปสู่เหวเบื้องล่างพร้อมกับสินค้ามากมายบนหลังของมัน พ่อค้าหนุ่มตกตะลึง ไม่สามารถช่วยลาของตนได้ เขายืนมองลากับสินค้าที่ลอยละลิ่วลงไปอย่างรวดเร็ว
...... 
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “โลภมากมักลาภหาย” เพราะคนโลภมักจะเต็มไปด้วยกิเลส อยากได้อยากมีมากๆ โดยไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อนอย่างไร แต่ผลที่สุดตนเองนั่นแหละที่จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

3/19/2555

นิทานก่อนนอนเรื่อง สุนัขจิ้งจอกฟันดำ

สุนัขจิ้งจอกฟันดำ

สุนัขจิ้งจอกฟันดำ


กาล ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่กระต่ายอาศัยอยู่กับลูกๆ 7 ตัว ในป่าใหญ่ วันหนึ่งแม่กระต่ายต้องออกไปหาอาหารนอกบ้าน จึงบอกกับลูกๆ ว่า อย่าเปิดประตูให้คนอื่นนอกจากแม่เท่านั้น ! ต่อมาไม่นานก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
ก๊อก ก๊อก ก๊อก !!! จากนั้นก็มีเสียงที่แหบแห้งพูดว่า “ แม่กลับมาแล้วจ้ะ ”
ปรากฏ ว่าเป็นเจ้าสุนัขจิ้งจอกตัวร้ายนั่นเองไม่ใช่แม่กระต่าย แต่ด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งของสุนัขจิ้งจอกลูกกระต่ายทั้งหลายจึงไม่เชื่อ เจ้าสุนัขจิ้งจอกรู้อย่างนั้นแล้วจึงพยายามพูดจาเสียงอ่อนหวานเพื่อให้ลูก กระต่ายเชื่อว่าแม่กลับมาแล้วจริงๆ บรรดาลูกกระต่ายจึงบอกกับเจ้าสุนัขจิ้งจอกว่า
“ ไหนยื่นหน้ามาให้ดูหน่อยว่าเป็นแม่จริงหรือเปล่า? ”
พอ เจ้าสุนัขจิ้งจอกยื่นหน้าเข้ามา บรรดาลูกกระต่ายก็พากันตกใจกับฟันแหลมๆ ดำๆ ของเจ้าสุนัขจิ้งจอก ลูกกระต่ายตัวหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “ นี่ไม่ใช่แม่ของเราแน่แน่ แม่ของเราฟันขาวสะอาด ”  

“ นี่ต้องเป็นสุนัขจิ้งจอกฟันดำอย่างแน่นอน ” เจ้าลูกกระต่ายอีกตัวหนึ่งพูดขึ้น เจ้า สุนัขจิ้งจอกจึงถูกจับได้ว่าปลอมเสียงมาหลอก ลูกกระต่ายจึงสอนให้เจ้าสุนัขจิ้งจอกมารู้จักการแปรงฟัน และยื่นแปรงสีฟันให้ ลูกกระต่ายทั้ง 7 ตัว จึงพากันแปรงฟันให้เจ้าสุนัขจิ้งจอกดู เจ้าสุนัขจิ้งจอกแปรงฟันตามลูกกระต่าย ฟันของเจ้าสุนัขจิ้งจอกขาวขึ้นทันตา


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
เด็กดีต้องหมั่นแปรงฟัน อย่างน้อยวันละ 2 หน
เมื่อตื่นนอนในตอนเช้า และก่อนเข้านอนในตอนกลางคืน

ที่มา : สุนัขจิ้งจอกฟันดำ

นิทานก่อนนอนเรื่อง ลิงโง่กับปลาโลมา

นิทานก่อนนอนเรื่อง ลิงโง่กับปลาโลกมา

 

ในสมัยก่อน เวลาที่มนุษย์จะเดินทางไปไหนมาไหนก็จะนำลูกสุนัข  หรือลิงตัวเล็กๆ ติดตัวไปด้วยเสมอในการเดินทางโดยทางทะเลครั้งหนึ่ง มนุษย์ได้พาลิงไปด้วย ในระหว่างการเดินทาง ได้เกิดพายุขึ้น จนเรือไปเกยหินโสโครกและอับปางลง มนุษย์พากันกระโดดลงทะเลเพื่อเอาชีวิตรอดลิงก็กระโดดตามไปด้วยปลาโลมา ซึ่งว่ายน้ำอยู่ใกล้ๆ กับเรืออับปางเห็นลิงลอยคออยู่ในน้ำ จึงเข้ามาช่วย เพราะคิดว่าเป็นมนุษย์  แล้วพาขี่หลังว่ายน้ำเข้าสู่ฝั่งด้วยความเข้าใจผิด ขณะเข้าใกล้ท่าปิเรอุช เมืองท่าของกรุงเอเธนส์ ปลาโลมาก็ถามลิงขึ้นว่า เป็นชาวกรุงเอเธนส์หรือเปล่า ลิงตอบว่า "ใช่" แล้วยังคุยโวขึ้นอีกว่า  "ข้าน่ะ มาจากตระกูลที่เก่าแก่เชียวนะ"ปลาโลมาพูด "ถ้าเช่นนั้น ท่านก็รู้จักปิเรอุชน่ะสิ"ลิงได้ฟังดังนั้นก็นึกว่าปลาโลมาพูดถึงมนุษย์ จึงตอบออกไปว่า "อ๋อ แน่นอนสิ ข้ารู้จักเขาเป็นอย่างดีทีเดียวละ เขาเป็นเพื่อนสนิทของข้าเอง"ปลา โลมาได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกเกลียดชังในความโง่เขลาของลิงเป็นอย่างยิ่ง มันสะบัดร่างลิงที่อยู่บนหลัง จนตกลงไปในทะเลถึงแก่ความตายทันที

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :
การคุยโตโอ้อวด กลับทำให้ตัวเองตกต่ำ และเป็นที่เกลียดชังของผู้อื่นเสมอ

 

เครดิต นิทานเรื่อง ลิงโง่กับปลาโลมา

3/17/2555

นิทานเรื่อง ม้าพยาบาท

 

 

นิทานก่อนนอนเรื่อง ม้าพยาบาล

 

 

ขณะที่ม้ากำลังกินน้ำอย่างหิวกระหายที่ริมลำธารเเห่งหนึ่ง หมูป่าก็เดินลุยลงไปในลำธารจนน้ำขุ่นกินไม่ได้ ม้าโมโหหนักจึงต่อว่าหมูป่าว่าลงมาย่ำน้ำทำไม
"ก็ฉันหิวน้ำเหมือนกันนี่" หมูป่าตอบอย่างซื่อๆ เเต่ม้านั้นยังโกรธเเค้นไม่หาย จึง ต่อว่า ต่อขานหมูป่าไม่เลิก ในขณะที่หมูป่าก็โต้เถียง ไม่ลดละ ม้าจึงไปหานายพรานคนหนึ่ง เเละขอให้นายพรานมาฆ่า หมูป่าเสียให้ตาย นายพรานจึงเอาบังเหียนใส่ปากเเล้วขึ้นนั่งบนหลังม้าควบ ไปยังลำธาร เเล้วก็พุ่งหอกใส่หมูป่าอย่างง่ายดาย เมื่อ เสร็จธุระเเล้วพรานป่าก็บังคับให้ม้าคอยรับใช้ตน ตลอดไป เพราะการล่าสัตว์บนหลังม้านั้นสะดวกสบายดี เเละม้าก็มิอาจปฏิเสธ ได้เพราะถูกล่ามปากด้วยบังเหียนเรียบร้อยแล้ว

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :
ถ้าไม่ผูกพยาบาทชีวิตก็จะสุขสงบ

นิทานม้าพยาบาท

3/16/2555

นิทานเรื่อง คนขี้ไก่

นิทานก่อนนอนเรื่องขี้ไก่

 

มีคนเลี้ยงไก่ 2 คน คนที่ 1 ทุกเช้าจะเอาตะกร้า เข้าไปใน โรงเรือนเลี้ยงไก่  แล้วก็ เก็บ "ขี้ไก่" ใส่ตะกร้ากลับบ้าน!! แล้วทิ้งไข่ไก่ ให้เน่าไว้ในโรงเรือน เมื่อเขาเอาขี้ไก่กลับถึงบ้าน ทั้งบ้านก็เหม็นหึ่ง ไปด้วยกลิ่นขึ้ไก่ !!! คนทั้งบ้านต้องทนกับกลิ่นเหม็น!!! คน เลี้ยงไก่คนที่ 2 เอาตะกร้าเข้าไปในโรงเรือนเลี้ยงไก่ เก็บไข่ไก่ใส่ตะกร้าเอากลับบ้าน เขาเอาไข่ไก่ลงเจียว กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบ้าน คนทั้งบ้านได้กินไข่เจียวแสนอร่อย ไข่ไก่ที่เหลือ เขาก็เอาไปขาย แล้วได้เงินมาใช้จ่ายในบ้าน ทุกคนในบ้านมีความสุขมาก.....
ในชีวิตของเรา พวกเรา เป็นคนเก็บ "ไข่ไก่ " หรือ เก็บ"ขี้ไก่"เราเป็นคนเก็บ "ขี้ไก่" โดยเฝ้าแต่เก็บ เรื่องร้ายๆ แย่ๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเราไว้ในหัวของเรา และมีความทุกข์ตลอดเวลาที่คิดถึงมัน!!! หรือเราเป็นคนที่เก็บ"ไข่ไก่" เราจดจำสิ่งที่ดีๆที่เกิดในชีวิตของเรา และมีความสุขทุกครั้งที่คิดถึงมัน!! คน เราส่วนใหญ่ชอบเป็นคนเก็บ "ขี้ไก่"เราถึงต้องเป็นทุกข์ตลอดเวลา เรื่องความเสียใจ ความผิดพลาด ความเจ็บใจฯลฯ
มักจะติดอยู่ในใจของเรานานเท่านาน ถ้าเราอยากมีความสุขในชีวิต เลือกเก็บ"ไข่ไก่" กับชีวิตทิ้ง "ขี้ไก่" ไปเถอะ ชีวิตของเราจะได้มีความสุขซักที

 

นิทานโดยหลวงพ่อชา

นิทานก่อนนอน ไก่วิเศษ

ไก่วิเศษ

 

นิทานก่อนนอนเรื่อง ไก่วิเศษ


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายตัดฟืนคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองพาราณาสี วันหนึ่งเที่ยวเก็บฟืนในป่า และกลับมาไม่ทันประตูเมืองปิด เมื่อมืดลงจึงไปอาศัยอยู่ในศาลเจ้านอกเมือง ซึ่งในศาลเจ้านั้นมีไก่นอนอยู่ก่อน ๒ ตัว เมื่อเวลาใกล้รุ่ง ไก่ตัวหนึ่งก็ถ่ายลงมาถูกไก่ตัวที่นอนอยู่ข้างล่าง ไก่ตัวข้างล่างก็ถามว่าใครถ่ายมาถูกเรา ตัวบนก็ตอบว่า เราเองแหละ เราไม่ได้พิจารณาจึงถ่ายลงไป เมื่อพูดแล้วกลับถ่ายซ้ำลงไปอีก ไก่ทั้งสองจึงทะเลาะกัน และอวดกำลัง ความวิเศษของกันและกัน ไก่ตัวล่างว่าใครได้กินเนื้อเราในตอนเช้าจะได้ทรัพย์พันหนึ่งในเวลาเช้า ไก่ตัวบนก็ว่าใครได้กินเนื้อล่ำของเราจะได้เป็นพระมหากษัตริย์ ใครกินเนื้อภายนอกถ้าเป็นชายจะได้เป็นเสนาบดี ถ้าเป็นหญิงจะได้เป็นอัครมเหสี ถ้ากินเนื้อติดกระดูกจะได้เป็นขุนนาง ถ้าเป็นบรรพชิตจะได้เป็นอาจารย์ของพระยา เมื่อชายตัดฟืนได้ยินดังนั้น จึงย่องไปจับไก่ตัวบนฆ่าให้ตาย และนำไปให้ภรรยาย่างอย่างดี และบอกว่าเมื่อเราได้กินแล้วจะได้เป็นพระราชา เจ้ากินแล้วจะได้เป็นพระมเหสี
ดังนั้น ก่อนที่จะกิน เราควรจะชำระล้างร่างกายให้สะอาดในแม่น้ำก่อน เมื่อพูดกันดังนั้นแล้วจึงพากันไปอาบน้ำ โดยวางไก่ไว้ริมตลิ่ง ปรากฏว่ามีลมแรงพัดเอาไก่ลอยน้ำไป
เวลานั้นยังนายควาญช้างคนหนึ่ง ขี่ช้างลงไปอาบน้ำทางใต้น้ำ เห็นภาชนะลอยมาเก็บขึ้นดูจึงเห็นว่าเป็นไก่ จึงนำไปให้ภรรยา และยังมีพระดาบสตนซึ่งเป็นอาจารย์ของควาญช้าง พระดาบสผู้นี้ได้ฌาณโลกีย์ รู้เหตุต่างๆ จึงรีบมายังบ้านของควาณช้าง เลือกเอาเนื้อล่ำให้ควาณช้างกิน เนื้อนอกให้ภรรยาควาญช้าง ส่วนพระดาบสจึงได้เนื้อติดกระดูก และบอกว่าอีก ๗ วันท่านจะได้เป็นพระยามหากษัตริย์
อีก ๗ วันต่อมาเกิดข้าศึกยกทัพมาล้อมเมือง พระราชาเมืองพาราณสีบอกให้ควาณช้างแต่งตัวเป็นพระราชาออกไปรบ แล้วพระองค์แต่งเป็นนายตรวจ พระราชากลับถูกธนูยิงตาย นายควาญช้างจึงให้เอาทรัพย์สมบัติในคลังหลวงออกมา ประกาศว่าอยากได้ทรัพย์สมบัติจงช่วยกันไปรบ ปรากฏว่าคนไปรบมากมาย ชนะศึกได้ในวันเดียว เหล่าเสนาบดีเห็นว่านายควาญช้างเป็นผู้มีปัญญา สามารถปกป้องบ้านเมืองไว้ได้สมควรที่จะยกขึ้นเป็นกษัตริย์ ภรรยาจึงได้เป็นพระมเหสี ส่วนพระดาบสก็ได้เป็นพระอาจารย์ของพระยา

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เมื่อเคยทำบุญไว้ ถึงเวลาบุญก็ส่งผลเอง ใครก็มาเอาไปไม่ได้

 

ที่มา นิทานเรื่องไก่วิเศษ

อดีตของแมลงสาป

นิทานเรื่อง อดีตของแมลงสาบ

 

ในป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่ง มีต้นไม้ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น และมีเหล่าแมลงอาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้มากมายหลายชนิด เช่น ยายแมลงปอ ลุงแมลงหวี่ ป้าตั๊กแตน พี่แมลงทับ เป็นต้น แมลงทุกตัวต่างก็รักใคร่กันเหมือนพี่เหมือนน้องและอยู่ด้วยกันอย่างมีความ สุข
แมลงทั้งหมดนี้อยู่ในความปกครองของพระราชาผีเสื้อผู้สง่างาม พระองค์มีปีกสีทองส่องประกายแพรวพราวและที่สำคัญ พระราชาผีเสื้อมีของวิเศษอย่างหนึ่งที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ นั่นก็คือ “ไม้ประกายเพชร” ซึ่งทำด้วยทองคำแท้ อันมีอำนาจวิเศษสามารถเนรมิตสิ่งต่างๆ ได้ทุกอย่างตามพระราชประสงค์ของพระราชาผีเสื้อ
พระราชาผีเสื้อทรงมีพระสหายชื่อว่า “แมลงเพชร” เป็นผู้ที่มีความสามารถมาก และมีความจงรักภักดีต่อพระราชาผีเสื้อ ได้กระทำความดีเป็นที่ถูกพระทัยของพระราชา จึงได้รับพระราชทานชื่อจากพระราชา แมลงเพชรมีรูปร่างเล็ก ปีกสีเงิน บินได้สูงและรวดเร็วมาก เป็นที่เกรงขามของเหล่าแมลงอื่นๆ ยิ่งนัก
ต่อมาพระราชาผีเสื้อ ได้มีคำสั่งลับเฉพาะกับแมลงเพชรพระสหายสนิทว่า “แมงเพชรข้าจะให้เจ้ายืมไม้เท้าประกายเพชรของข้าไปและข้าขอให้เจ้าช่วยดูแล เหล่าแมลงทั้งหลายแทนข้าสักระยะหนึ่ง โดยมีข้อแม้ว่า ห้ามนำไม้ประกายเพชรไปสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นโดยเด็ดขาด เจ้าจำไว้ให้ดีนะ”
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณพระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าจะไม่ทำให้พระองค์ท่านผิดหวัง ถ้าข้าพระพุทธเจ้าผิดสัญญา ขอให้พระองค์ทรงลงโทษได้เลย พระพุทธเจ้าข้า” แมลงเพชรรับคำพร้อมกับให้สัญญา
จากนั้นแมลงเพชรก็ออกไปเที่ยวเยี่ยมเยียนแมลงอื่นๆ พร้อมกับนำไม้เท้าประกายเพชรไปด้วยเสมอ ตั้งแต่ได้รับมอบพระราชอำนาจจากพระราชาผีเสื้อ นิสัยของแมลงเพชรก็เปลี่ยนไป เริ่มเย่อหยิ่งจองหอง ไม่ทักทายลุงแมลงหวี่ ยายแมลงปอ เหมือนเช่นเคย ทำให้ยายแมลงปอสงสัยมาก จึงเอ่ยปากถามแบบหยอกล้อแมลงเพชรว่า “ไงแมลงเพชรหมู่นี้เป็นอะไรไปหรือ ไม่เห็นทักทายกันบ้างเลย หรือว่าถูกพระราชาลงโทษมา หน้าตาไม่ค่อยสบายเลยนี่” แมลงเพชรเมื่อได้ฟังยายแมลงปอพูดดังนั้น มันรู้สึกโกรธมาก จึงใช้ไม้เท้าประกายเพชรชี้ไปที่ยายแมลงปอแล้วพูดขึ้นว่า “จงเป็นรูปปั้นเดี่ยวนี้”
พอแมลงเพชรพูดขาดคำ ยายแมลงปอก็กลายร่างเป็นรูปปั้นทันที “บังอาจมาพูดล้อเล่นกับข้า จึงต้องได้รับโทษเช่นนี้” แมลงเพชรพูดพลางหัวเราะแกมเยาะเย้ย
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีรูปปั้นของแมลงต่างๆ เพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน ป่าที่เคยร่มเย็นเป็นสุขและอยู่กันอย่างเงียบสงบ บัดนี้กลับกลายเป็นป่าแห่งความลักลับ เงียบเหงาน่าสะพึงกลัว ปราศจากเสียงหัวเราะหยอกล้อกันดังเช่นแต่ก่อน แมลงทับตัวหนึ่งรู้สึกหดหู่ใจมากที่เห็นพวกแมลงด้วยกันต้องถูกกลั่นแกล้ง รังแกจากแมลงเพชร จึงได้เอ่ยปากปรึกษากับป้าตั๊กแตนว่า “ป้าตั๊กแตนครับ เราจะทำอย่างไรกันดี จึงจะกำจัดเจ้าแมลงเพชรจอมอันธพาลให้พ้นไปจากป่าของเราได้ครับ” “คงยากหลานเอ๋ย เพราะเจ้าแมลงเพชรมีไม้เท้าวิเศษอยู่ในมือของมัน ขืนใครไปต่อปากต่อคำมันเข้า ก็ต้องถูกมันสาปให้กลายเป็นรูปปั้นไปหมด เจ้าก็เห็นอยู่แล้วมิใช่หรือ” “ถ้าพวกเราทั้งหมดจะรวมตัวกันไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพระราชาผีเสื้อให้ทรง ทราบถึงความเดือดร้อนของพวกเรา ป้าว่าจะดีไหมครับ” แมลงทับออกความเห็น “เออก็น่าจะลองดูเหมือนกันนะหลาน เพราะพระราชาท่านจะได้ทรงรู้ความจริงว่า ผู้ที่พระองค์ท่านทรงไว้วางพระทัยให้ดูแลพวกเราแทนพระองค์ท่าน มีความประพฤติชั่วช้าเพียงใด” ป้าตั๊กแตนสนับสนุน เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วแมลงทับและป้าตั๊กแตนก็พาสมัครพรรคพวกแมลงทั้งหลายใน ป่าเข้าไปร้องทุกข์ต่อพระราชาผีเสื้อ ว่าถูกแมลงเพชรข่มเหงรังแกต่างๆ นาๆ จนได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เมื่อพระราชาผีเสื้อทรงทราบเช่นนั้น จึงได้ให้ไปตามตัวแมลงเพชรเข้าเฝ้า พร้อมกับให้นำไม้เท้าประกายเพชรมาคืนด้วย
“ว่าไงแมลงเพชร พวกแมลงทั้งหลายเขาได้มาร้องทุกข์กล่าวโทษว่าเจ้าได้ข่มเหงรังแกพวกเขา เป็นความจริงหรือไม่” พระราชาผีเสื้อทรงถาม แต่แมลงเพชรก้มหน้านิ่งไม่ตอบ พระราชาจึงตรัสต่อไปว่า “นี่แสดงว่าเป็นจริงอย่างที่เขาฟ้องร้องมาใช่ไหม เจ้าถึงก้มหน้านิ่งเฉยอยู่” “หามิได้พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าไม่เคยข่มเหงใครเลย พวกเขานั่นแหละข่มเหงรังแกกันเอง แล้วโยนความผิดมาให้ข้าพระพุทธเจ้า” แมลงเพชรปฏิเสธ
“ยังมาทำปากแข็งอีก ก็พวกแมลงต่างๆ เขาจะมีปัญญาสาปให้แมลงด้วยกันกลายเป็นรูปปั้นได้หรือ ก็มีแต่เจ้าเท่านั้นแหละที่มีไม้เท้าประกายเพชรของข้า เจ้ายอมรับมาเสียดีๆ ก่อนที่ข้าจะโมโห” “ข้าพระพุทธเจ้าขอยอมรับผิด และขอพระองค์จงทรงพระราชทานอภัยโทษให้ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า” แมลงเพชรพูดด้วยเสียงสั่นเครือ “ข้าคงยกโทษให้เจ้าไม่ได้หรอก เพราะเจ้าได้เคยให้สัญญาไว้แก่ข้าแล้วว่า เจ้าจะไม่ใช้ไม้ประกายเพชรของข้าไปสร้างความเดือดร้อนให้แกผู้อื่น เจ้าไม่รักษาคำพูด อีกทั้งมีความเย่อหยิ่งลืมตัว เจ้าควรจะต้องได้รับโทษอย่างหนัก”
“พระราชอาญาไม่พ้นเกล้าพ้นกระหม่อม แล้วแต่พระองค์จะทรงพิจารณาโทษเถิดพระพุทธเจ้าข้า” “เอาละข้าจะสาปเจ้าให้กลายเป็นแมลงที่น่า เกลียด มีรูปร่างอัปลักษณ์ โดยให้ร่างของเจ้ามีสีดำ บินได้ต่ำๆ ระยะใกล้ๆ และมีกลิ่นตัวเหม็นสาบ เป็นที่รังเกียจของคนทั่วไป เจ้าจงเป็นแมลงอัปลักษณ์ ณ บัดนี้ เพี้ยง !” พระราชาผีเสื้อตรัสแล้วก็ใช้ไม้เท้าประกายเพชรชี้ไปที่แมลงเพชร แมลงเพชรก็กลับกลายร่างเป็นแมลงอัปลักษณ์ตามคำสาปทันที เวลาที่มันไปไหนก็จะถูกสัตว์อื่นๆ พูดจาเยาะเย้ยถากถาง และเรียกมันว่า “แมลงถูกสาป” มันรู้สึกอับอายเป็นที่สุด แต่ก็ต้องทนรับทุกข์ต่อไป ในเวลาต่อมาชื่อของมันก็ถูกเรียกให้สั่นลงว่า “แมลงสาบ” จนถึงทุกวันนี้ ส่วนแมลงต่างๆ ที่ถูกแมลงเพชรสาปให้เป็นรูปปั้นนั้น พระราชาผีเสื้อได้ใช้ไม้เท้าประกายเพชรชี้และเสกให้กลายร่างดังเดิมทั้งหมด แมลงทั้งหลายต่างอยู่ร่วมกันในป่านั้นอย่างมีความสงบสุข


ข้อคิดที่ได้จากนิทานเรื่องนี้
1. เมื่อมีอำนาจอย่างเหลิงอำนาจ ใช้อำนาจในทางที่ผิดไปสร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น เพราะในไม่ช้าตนเองก็จะต้องได้รับผลกรรมที่ได้กระทำไว้ ดังคำกล่าวว่า “ให้ทุกข์แร่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว”
2. จงอย่างเป็นคนอวดดีถือดีและลืมตนเอง เพราะจะมีแต่คนรังเกียจ ไม่อยากคบหาสมาคมด้วย
3. จงอย่าลืมคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ต่อกัน ผู้ที่ไม่รักษาคำมั่นสัญญาจะไม่มีคนเชื่อถือ
4. สังคมใด ที่คนในสังคมมีความเห็นอกเห็นใจกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีความรักใคร่กลมเกลียวกัน ไม่อิจฉาริษยากัน สังคมนั้นก็จะมีแต่ความสงบสุข

 

เครดิต อดีตของแมลงสาป

3/14/2555

นิทานเรื่อง พ่อค้าเกลือกับลา

นิทานเรื่องพ่อค้าเกลือกับลา

 

 

พ่อค้าเร่คนหนึ่ง พาลาของเขาไปที่ชายทะเลเพื่อซื้อเกลือ เส้นทางกลับบ้าน ของเขานั้น ต้องข้ามลำธาร ลาบรรทุกเกลือมาก้าวพลาด ล้มลงโดยบังเอิญ พอลุกขึ้นมา ของที่บรรทุกมานั้น เบาขึ้นเป็นอันมาก เพราะน้ำทำให้เกลือ ในกระสอบละลายไปจนหมด พ่อค้าเร่กลับมาซื้อเกลือใส่ลงไปใหม่ จำนวนมากกว่าเก่า เมื่อมาถึงลำธาร ลาแกล้งล้มลงที่จุดเดิม เมื่อยืนขึ้น น้ำหนักของที่บรรทุก มาลดลงไปมาก มันร้องอย่างได้รับชัยชนะ เหมือนกับว่า ได้สิ่งที่ปรารถนา พ่อค้าเร่ เห็นเล่ห์กลของลา จึงพามันกลับมาที่ชายทะเลอีกเป็นครั้งที่สาม คราวนี้ เขาซื้อสินค้าที่เป็นฟองน้ำแทนที่จะซื้อเกลือ  ลาเล่นเกมส์โง่ๆ อีกครั้ง คือแกล้งล้มลงเมื่อมาถึงลำธารสายเดิม ฟองน้ำนั้นดูดซับน้ำจนอิ่มตัว เพิ่มน้ำหนักขึ้นไปอีกมาก ดังนั้น เล่ห์กลของลา กลับเล่นงานตัวมันเอง เพราะขณะนี้ น้ำหนักบนหลังของลา เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่านั่นเอง

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

เล่ห์วิธีการหลอกแบบเดียวกันไม่สามารถนำมาใช้ได้ในทุกเหตุการณ์

ที่มา http://sukumal.net/isoppu/orikonaroba/o ... oba01.html

3/08/2555

นิทานเรื่อง แม่งูกับลิงชรา

image

แม่งูตัวหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในโพรงต้นไม้ใหญ่นั้น
สันดานชอบพูด เย้ยหยัน และดูถูกดูแคลนสัตว์อื่นเสมอ
เมื่อมันเห็นลิงชราที่อาศัยอยู่บน ต้นไม้ต้นเดียวกัน
มันก็หัวเราะเยาะและพูดว่า
“อนิจจา ลิงชราอย่างนี้ จะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรกัน
จะกระโดดโลดเต้นเช่นลิง ทั้งหลายก็ไม่ได้
จะต่อสู้กับใครก็ตายเปล่า จะใช้ให้เฝ้าลูกของฉัน
และคอยป้องกันมิให้มีอันตรายอันใดเกิดแก่ลูกของฉันนี้
ก็ไม่มีท่าว่าจะทำได้
ลิงแก่จวนจะตายแบบนี้จะป้องกันชีวิต ผู้อื่นได้ย่างไร
ในเมื่อชีวิตตัวเองก็ป้องกันไม่ได้”
งูร้ายใช้ถ้อยคำตำหนิติเตียน ประมาทหน้า
และด่าว่าเสียดสีต่าง ๆ นานามากมาย
ทำให้ลิงชราเจ็บช้ำน้ำใจอย่างสาหัส
และเมื่อมันเห็นลิงนิ่งเงียบ มิได้โต้ตอบแม้แต่หนึ่งคำ
ก็ทำให้งูร้ายได้ใจนักหนา
ด่าว่าลิงชรามิได้เว้นวันเลยเยาะเย้ยเหยียดหยามทุกสิ่งทุกประการ
วันหนึ่ง ลิงชราเห็นเหยี่ยวใหญ่บินมาเกาะกิ่งไม้
เหนือโพรงอันเป็นที่อยู่ของงูร้าย
ในโพรงนั้นมีงูเล็ก ๆ หลายตัว
ลิงรู้ดีว่าเหยี่ยวตัวนี้จะกินงูเหล่านั้น
อันที่จริงลิงชราตัวนี้ก็ยังมีกำลังแข็งแรงดี
ขณะนี้อาจจะกระโดดโลดไล่เหยี่ยวใหญ่ให้ตกใจบินหนีไปก็ได้
“แต่จะมีประโยชน์อันใดในการช่วยลูกของงูที่เลวร้ายสุดประมาณ
การช่วยให้เผ่าพันธุ์ อันธพาลมีชีวิตสืบไป
ก็เท่ากับช่วยทำความพินาศฉิบหาย ให้แก่สัตว์อื่นทั้งหลายในโลกนี้”
คิดเช่นนั้นแล้ว ลิงชราก็นิ่งเฉยเสีย
ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น
เมื่อเหยี่ยวบินเข้าไปในโพรงไม้และกินลูกงูหมดแล้ว
ก็บินไปจากต้นไม้นั้น ไม่นานนัก แม่งูก็กลับจากหากิน
และในทันใดที่ไม่เห็นลูกของมันในโพรงไม้นั้น
มันก็ร้องลั่นด้วยความโกรธแค้นและร้องไห้อาลัยรักอย่างยิ่ง
ลิงก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่สนใจ ไม่พูดอะไรทั้งสิ้น
“ชาตินี้ชีวิตนี้ มีโอกาสทำลายชีวิตเหยี่ยวตัวใดได้
ข้าจะไม่ละโอกาสเป็นอันขาด”
งูประกาศเสียงลั่น มันรู้ได้ว่า เหยี่ยวมากินลูกของมัน
เพราะในโพรงไม้นั้นสีขนนกเหยี่ยวตกอยู่ขนหนึ่ง
นางงูร้องไห้ครวญคร่ำรำพันถึงลูกของมัน
ปานประหนึ่งจะขาดใจตาย
ในที่สุดมันพูดกับลิงว่า
“อนิจจา ลิงเฒ่า เจ้าก็มีใจโหดร้ายมิใช่น้อย
ในการที่ปล่อยให้เหยี่ยวกินลูกข้า”
ลิงชราจึงว่า “สัตว์ชรารกโลกอย่างข้า
แม้จะรักษาชีวิตตัวเองก็ไม่ได้ เจ้าก็รู้อยู่แก่ใจ
และด่าว่าเย้ยหยามข้ามิได้เว้นวัน ข้าจะช่วยลูกเจ้าได้อย่างไร?”
นางงูก็ร้องไห้รำพันต่อไป จนขาดใจตายอยู่ในโพรงไม้นั้น


: นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
... ผู้มีวาจาเบียดเบียนจิตใจผู้อื่น คือ ผู้ฝังตัวเองด้วยวาจาของตนเอง

เครดิต 19254....แม่งูกับลิงชรา...

3/02/2555

นิทานก่อนนอนเรื่อง แมวสาวและพ่อไก่

แมวสาวและพ่อไก่

นิทานก่อนนอนเรื่อง แมวสาวและพ่อไก่

 

 

แมวสาวตัวหนึ่งตะครุบพ่อไก่ตัวหนึ่งไว้และพยายามคิดหาข้อแก้ตัวที่เหมาะสมสำหรับใช้อ้างในการกินไก่ เพราะตามข้อปฏิบัติในหมู่สัตว์นั้น แมวต้องไม่กินไก่ และแมวสาวก็รู้ดีว่ามันต้องไม่ทำเช่นนั้น

ในที่สุด แมวสาวก็พูดกับพ่อไก่ว่า “เจ้าทำตัวให้เป็นที่น่ารำคาญอย่างยิ่ง ตอนกลางคืน เสียงขันของเจ้าทำให้ผู้คนนอนไม่หลับ ดังนั้นข้าจะปลิดชีวิตเจ้าทิ้งเสีย”

แต่พ่อไก่ก็แก้ตัวว่ามันขันเพื่อปลุกคนให้ตื่นขึ้นมาทำงานแต่เช้าตรู่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อากาศสดชื่นเหมาะสำหรับเริ่มทำงาน หากมันไม่ทำเช่นนั้น คนก็จะไม่สามารถตื่นขึ้นมาทำงานแต่เช้าตรู่ได้

“อาจจะเป็นเช่นนั้นก็ได้” แมวสาวพูด “แต่ไม่ว่าคนจะสามารถตื่นขึ้นมาทำงานแต่เช้าตรู่ได้หรือไม่ก็ตาม ข้าจะไม่ยอมอดอาหารมื้อเย็นเป็นอันขาด” แล้วมันก็ขย้ำคอไก่กินเป็นอาหารทันที

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
การที่ผู้ใดคิดร้ายกับเราก็ย่อมจะหาเหตุผลที่จะทำร้ายเราจนได้

Popular Posts

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top