12/25/2555

นิทานเรื่องแพะกับสุนัขจิ้งจอก

เเพะตัวหนึ่งเดินมาที่บ่อน้ำ เมื่อชะโงกหน้าลงไปก็เห็น สุนัขจิ้งจอก ตัวหนึ่งอยู่ในบ่อ จึงเอ่ยถามว่า

 

นิทานเรื่องแพะกับสุนัขจิ้งจอก

 

 

“เพื่อนเอ๋ย บ่อนี้ลึกมากหรือไม่”

สุนัขจิ้งจอกซึ่งพลัดตกลงมาในบ่อเเล้วหาทางขึ้นไปไม่ได้ จึงโป้ปดออกไปด้วยความเจ้าเล่ห์ว่า

“ไม่ลึกเลยเพื่อนเอ๋ย น้ำในบ่อนี้ก็ใสเเละเย็นชื่นใจดีจริงๆ เจ้าลงมากินเถิด”

เเพะไม่ทันคิดให้รอบคอบก็รีบกระโดดลงไปในบ่อทันที

สุนัขจิ้งจอกจึงเหยียบเขาเเพะเเล้วปีนขึ้นมาที่ปากบ่อได้สำเร็จ เเล้วก็หันมาหัวเราะเยาะในความโง่เขลาเบาปัญญาของเเพะ ก่อนจากไป

 

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การทำสิ่งใดควรเชื่อความคิดเเละสายตาของตนเอง ดีกว่าเชื่อคนอื่น

12/24/2555

นิทานเรื่อง ม้ากับหมา

นิทานเรื่อง ม้ากับหมา

 

 

 

หมาป่าเดินมาพบม้าที่กลางทางจึงเอ่ยขึ้นว่า

“พี่ม้าเอ๋ย ข้าเพิ่งผ่านไร่ข้าวโอ๊ตมาเมื่อครู่นี้ เห็๋นข้าวโอ๊ตออก รวงงาม น่ากินเป็นยิ่งนัก เเต่ข้าไม่ได้กินมันสักคำเพราะคิดจะ เก็บไว้ให้ท่านกิน ท่านมากินข้าสิ ข้าจะพาไป”

ม้าได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะเบาๆ เเล้วว่า

“ข้าขอบใจนะ ที่เจ้าบอกเรื่องไร่ข้าวโอ๊ต เเต่ข้าไม่ได้ขอบใจ ที่เจ้าไม่กินข้าวโอ๊ต เพราะข้ารู้ดีว่าข้าวโอ๊ต ไม่ใช่อาหาร ของหมาป่าอย่างเจ้า”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

หากให้ด้วยความไม่จริงใจ ไม่ทำให้ผู้รับเกิดความซาบซึ้ง

นิทานเรื่อง ม้าพยาบาท

 

 

Horse-clipart-1

 

 

ขณะที่ม้ากำลังกินน้ำอย่างหิวกระหายที่ริมลำธารเเห่งหนึ่ง หมูป่าก็เดินลุยลงไปในลำธารจนน้ำขุ่นกินไม่ได้ม้าโมโหหนักจึงต่อว่าหมูป่าว่าลงมาย่ำน้ำทำไม

“ก็ฉันหิวน้ำเหมือนกันนี่”

หมูป่าตอบอย่างซื่อๆ เเต่ม้านั้นยังโกรธเเค้นไม่หาย จึง ต่อว่า ต่อขานหมูป่าไม่เลิก ในขณะที่หมูป่าก็โต้เถียง ไม่ลดละ

ม้าจึงไปหานายพรานคนหนึ่ง เเละขอให้นายพรานมาฆ่า หมูป่าเสียให้ตาย

นายพรานจึงเอาบังเหียนใส่ปากเเล้วขึ้นนั่งบนหลังม้าควบ ไปยังลำธาร เเล้วก็พุ่งหอกใส่หมูป่าอย่างง่ายดาย

เมื่อเสร็จธุระเเล้วพรานป่าก็บังคับให้ม้าคอยรับใช้ตน ตลอดไป เพราะการล่าสัตว์บนหลังม้านั้นสะดวกสบายดี เเละม้าก็มิอาจปฏิเสธ ได้เพราะถูกล่ามปากด้วยบังเหียน เเล้ว

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รุ้ว่า

ถ้าไม่ผูก พยาบาทชีวิตก็จะสุขสงบ

12/22/2555

นิทานเรื่อง ขนุนผู้ต่ำต้อย

หมู่บ้านทองดี เป็นหมู่บ้านที่มีเศรษฐีทองคำเป็นผู้ปกครอง
แม้เศรษฐีทองคำจะเป็นคนร่ำรวยแต่ก็ไม่เคยเอาเปรียบชาวบ้าน
กลับใช้คุณธรรมและเงินทองของตนทำนุบำรุงหมู่บ้าน
และดูแลความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้อยู่กินดีเสมอ
ชาวบ้านจึงเคารพรักใคร่เศรษฐีทองคำมาก

 

 

 


เศรษฐีทองคำมีลูกสาวแสนสวยคนหนึ่ง ชื่อว่า ดอกแก้ว
ดอกแก้วเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มฐานะดีทั้งในและนอกหมู่บ้านหลายคน
แต่ตัวเธอนั้นยังไม่สมัครใจรักใคร่กับชายใด
ซึ่งเศรษฐีทองคำก็เห็นด้วยที่ลูกสาวไม่รีบร้อนออกเรือน
เพราะหมายมั่นว่าเมื่อถึงเวลาสมควรแล้ว
จะยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดของตน
รวมถึงตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านแห่งนี้ให้ตกเป็นของลูกเขยในอนาคตด้วย
ดังนั้นเศรษฐีทองคำจึงอยากใช้เวลาเลือกเฟ้นผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม
ในการเป็นทั้งหัวหน้าหมูบ้าน และผู้ที่จะมาดูแลทรัพย์สินของตนเอง
ให้เกิดประโยชน์แก่หมู่บ้านได้ในเวลาเดียวกัน
ดังนั้นในวันหนึ่ง เศรษฐีทองคำจึงให้คนไปป่าวประกาศทั่วหมู่บ้าน
และเลยไปถึงหมู่บ้านใกล้เคียงว่า
“มีข่าวล่ามาบอกจ้า มีข่าวล่ามาบอก อีกสามวันเมื่อฟ้าสาง
ท่านเศรษฐีทองคำจะทำการเลือกคู่ให้แก่คุณหนูดอกแก้วบุตรสาวคนสวยของท่าน
ขอให้บุรุษทุกท่านทั้งคนมีและคนยาก แต่ยังโสดสนิท
ที่สนใจเข้ารับการเลือกคู่ครั้งนี้ไปสมัครกันถ้วนหน้า
หากบุรุษคนใดผ่านการคัดเลือกและได้แต่งงานกับคุณหนูดอกแก้ว
เขาผู้นั้นจะได้รับทรัพย์สมบัติทั้งหมดจากท่านเศรษฐี
และได้รับตำแหน่งหัว หน้าหมู่บ้านแห่งนี้ต่อจากท่านด้วยจ้า”
เมื่อมีประกาศนี้ออกมา พวกผู้ชายที่รู้ข่าวต่างพากันตื่นเต้นดีใจ
รวมทั้งขนุน หนุ่มน้อยคนยากที่อาศัยอยู่ตรงกระต๊อบปลายนาด้วย
ขนุนนั้นเคยพบหน้าแม่ดอกแก้วคนสวยอยู่ครั้งหนึ่ง
และเกิดหลงรักปักใจมานับแต่บัดนั้น แต่ขนุนเป็นคนเจียมตัว
เขาคิดว่าตนเองไม่คู่ควรกับลูกสาวของท่านเศรษฐี
จึงไม่เคยพยายามสานต่อความสัมพันธ์กับนาง
อย่างไรก็ตาม เมื่อท่านเศรษฐีมีประกาศออกมาเช่นนี้
ขนุนก็คิดว่าเขาน่าจะไปลองสมัครดูสักหน่อย
หากมีบุญวาสนาต้องกันก็คงได้ครองคู่
แต่หากต้องผิดหวังเขาก็ไม่เสียใจ และขอยินดีกับหญิงที่เขาแอบรักด้วย
ถึงวันเลือกคู่ ขนุนรีบไปที่บ้านของเศรษฐีทองคำแต่เช้า
เมื่อไปถึงก็ปรากฏว่าที่นั่นเต็มไปด้วยบุรุษมากหน้าหลายตา
และทุกคนก็เหมือนจะเป็นบุรุษจากครอบครัวผู้มีฐานะดี มีชาติตระกูล
ในขณะที่บางคนก็ดูทรงภูมิท่าทางมีการศึกษาสูง
ขนุนเห็นแล้วก็รู้สึกใจแป้ว ดูเหมือนในที่นั้นจะมีเขาเพียงผู้เดียวที่ดูต่ำต้อย
ไร้สกุลรุนชาติ และไม่มีการศึกษาที่สูงส่งอะไร
‘ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลยขนุนเอ๋ย
ดูสิ มีแต่บุรุษระดับสูงที่คู่ควรกับแม่ดอกแก้วอย่างแท้จริง
แกน่าจะรู้ตัวตั้งแต่แรกแล้ว ใครเขาจะมาเลือกคนอย่างแกให้ลูกสาวของเขา
โธ่เอ๋ย...คนไม่เจียมตัว’ ขนุนพร่ำว่าตนเอง
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อสมัครเข้ามาแล้วก็ต้องอยู่ให้เสร็จสิ้นการคัดเลือก
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว เศรษฐีทองคำก็ออกมาป่าวประกาศว่า
“ทุกๆ ท่านโปรดฟังทางนี้...เรา...เศรษฐีทองคำ แห่งหมู่บ้านทองดี
ได้แจ้งความประสงค์ถึงการรับสมัครผู้ที่จะเข้ามาเป็นบุตรเขยของเราไปแล้วว่า
ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก นอกจากจะได้บุตรสาวแสนสวยของเราไปครอง
ยังได้ทรัพย์สมบัติและต้องดำรงตำแหน่งผู้ปกครองของหมู่บ้านแห่งนี้ด้วย
ซึ่งอย่างหลังนี้ถือว่าสำคัญที่สุด เพราะเมื่อไม่มีเราแล้ว
หัวหน้าหมู่บ้านคนต่อไปจะต้องเข้าถึงชาวบ้านและดูแลพวกเขาได้ดีไม่แพ้เรา
ดังนั้น ทุกท่านจงบอกถึงความสามารถของท่านให้เราได้รู้ว่า
หากท่านเข้ามาเป็นหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว ท่านมีดีอันใดในตัวเอง
ที่จะนำมาใช้ดูแลหมู่บ้านนี้ต่อจากข้า ขอจงบอกมาให้ข้ารู้”
ชายอ้วนลูกเศรษฐีหมู่บ้านใกล้เคียง
ก้าวออกมาก่อนใครเพื่อน พร้อมกับกล่าวว่า
“ข้ามีเงินทองมากมาย ข้าจะใช้เงินทองของข้าแจกจ่ายชาวบ้านให้อยู่ดีกินดี”
อัศวินผู้กล้า กล่าวต่อเป็นลำดับต่อมาว่า
“ข้าจะปกป้องหมู่บ้านแห่งนี้ด้วยคมดาบในมือข้า
แม้นมีผู้ร้ายหน้าไหนเข้ามาก่อกวนความสงบ
ข้าก็จะใช้ดาบของข้าบั่นคอมันทันที”
นายวิศวกรมือหนึ่ง กล่าวว่า
“ข้าจะจัดสร้างหมู่บ้านแห่งนี้ให้เป็นหมู่บ้านที่สวยงามที่สุด
และพรั่งพร้อมไปด้วยความสะดวกสบายต่างๆ นานา”
นายแพทย์หนุ่มที่ได้รับการขนานนามว่า ‘หมอเทวดา’ กล่าวว่า
“ข้าจะใช้ความรู้ทางการแพทย์ของข้า
รักษาผู้คนที่เจ็บป่วยในเมือง ให้มีสุขภาพแข็งแรงไร้โรคภัย”
ผู้สมัครต่างกล่าวอ้างถึงคุณสมบัติพิเศษในตัวเองให้เศรษฐีทองคำ
พิจารณาทีละคนๆ จนกระทั่งมาถึงขนุนในลำดับสุดท้าย
“เรียนท่านเศรษฐี” ขนุนกล่าวอย่างนอบน้อม
“ข้าน้อยขนุน เป็นเพียงคนต่ำต้อย ไร้เงินทอง ไร้อำนาจ และขาดการศึกษา
ข้าน้อยไม่มีสิ่งใดโดเด่นพอที่จะนำมากล่าวอ้างแกท่านได้
แต่ข้าน้อยกล้ายืนยันว่า ตัวข้าน้อยนั้นยึดมั่นความดีเป็นที่ตั้ง
และข้าน้อยจะใช้ความดีอันเป็นสิ่งเดียวที่ติดตัวข้าน้อยอยู่ตลอดเวลา
มาดูแลความทุกข์ร้อนของชาวบ้านด้วยความเมตตาขอรับ”
เมื่อได้ฟังสิ่งที่ขนุนพูด หลายคนในที่นั้นต่างพากันหัวเราะเยาะ
บางคนแกล้งพูดล้อเลียนให้ขนุนได้ยินว่า
“ขนุนคนต่ำต้อย...ไม่รู้จักคำว่าเจียมตัวบ้างเลยหรือ”
ในตอนนั้นเอง มีคนรับใช้คนหนึ่งวิ่งลนลานมาบอกแก่เศรษฐีทองคำว่า
“เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับนายท่าน
ตอนนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านของเรากำลังเดือดร้อนกันถ้วนหน้า
เพราะท่อระบายน้ำเสียอุดตัน ทำให้ระบบระบายน้ำขัดข้อง
ส่งกลิ่นเน่าเหม็นไปทั่วหมู่บ้านแล้วขอรับ”
เมื่อได้ฟังเหตุร้ายฉุกเฉินนั้น เศรษฐีทองคำจึงอาสาสมัคร
จากบุรุษในกลุ่มที่มาสมัครเป็นลูกเขยให้ลงไปในท่อระบายน้ำ
เพื่อเอาสิ่งอุดตันออก แต่ในท่อระบายน้ำนั้นแสนจะเหม็นเน่าเหลือกำลัง
จึงไม่มีใครกล้าเสนอตนลงไปทำงานชิ้นนี้
ต่างคนต่างบ่ายเบี่ยงและอ้างว่างานต่ำต้อยเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ตนถนัด
ขนุนคนต่ำต้อยรอดูท่าทีของบุรุษผู้สูงส่งอยู่พักหนึ่ง
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอาสา ตนเองจึงยกมือขึ้น
แล้วบอกแก่ท่านเศรษฐีทองคำว่าจะเป็นผู้ลงไปในท่อระบายน้ำเอง
“แต่ในนั้นเหม็นมากนะ เจ้าหนุ่ม” เศรษฐีทองคำกล่าวหยั่งเชิงขนุน
“ไม่เป็นไรหรอกขอรับ เพราะข้าน้อยนั้นเป็นลูกชาวนาคนยาก
เมื่อเกิดมาก็กินอยู่กับกองดินและกองขี้วัวอยู่แล้ว
งานแค่นี้ไม่ได้ทำให้ข้าน้อยรู้สึกรังเกียจแต่อย่างใด
ข้าน้อยเป็นคนต่ำต้อย จึงไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่จะทำให้ข้าน้อยคิดว่า
ตนเองนั้นอยู่สูงเสียจนหยิบจับสิ่งนั้นไม่ได้”
ว่าแล้วขนุนก็ลงไปในท่อระบายน้ำแล้วเริ่มค้นหาสิ่งอุดตันที่ทำให้น้ำในท่อไม่ไหล
การกระทำของขนุนครั้งนี้อยู่ในดุลยพินิจของเศรษฐีทองคำโดยตลอด
และแม้แต่ดอกแก้ว ลูกสาวคนสวยของเศรษฐีเอง
เมื่อรู้เรื่องจากสาวใช้ก็รู้สึกชื่นชมในตัวขนุนยิ่งนัก
หลังจากนั้นก็ลอบมองขนุนอยู่ตรงหน้าตลอดเวลา
ขนุนใช้เวลาไม่นานก็สามารถนำสิ่งอุดตันออกจากท่อระบายน้ำได้
และทันทีที่เขาขึ้นมากท่อระบายน้ำ
ดอกแก้วก็นำพวงมาลัยคล้องคอให้อย่างเขินอาย
“อะ...อะไรกันนี่ แม่ดอกแก้ว” ขนุนตกใจจนพูดติดๆ ขัดๆ
“นางคล้องมาลัยผิดคนแล้วล่ะ เพราะข้าไม่ใช่คนที่ท่านเศรษฐีเลือกหรอก”
“ถ้าท่านคือขนุนคนต่ำต้อย ก็เห็นทีว่าคงถูกคนแล้ว
เพราะท่านพ่อและแม้แต่ตัวข้าเองก็เห็นว่า
ท่านสมควรถูกเลือกมากกว่าใครๆ” ดอกแก้วบอกขนุน
"ใช่แล้ว” เศรษฐีทองคำพูดขึ้นบ้าง
“แม้เจ้าจะเป็นขนุนคนต่ำต้อย แต่การกระทำของเจ้าได้พิสูจน์ให้ข้าเห็นแล้วว่า
แท้จริงเจ้านั้นสูงส่งยิ่งกว่าคนร่ำรวย นักรบ
หรือแม้แต่ผู้มีการศึกษาดีแต่ไม่สามารถช่วยหมู่บ้านนี้ได้ยามมีภัยเดือดร้อน
แท้จริงแล้ว ข้ารู้สึกสรรเสริญในความต่ำต้อยของเจ้าด้วยซ้ำไป
เพราะความต่ำต้อยนี้เองทำให้เจ้าไม่เกี่ยงงานหนัก
ดังคนที่คนคิดว่าตนเองสูงส่ง ทำให้ชาวบ้านรอดพ้นจากความยากลำบาก
ดังนั้น เจ้าจึงเหมาะที่จะเป็นลูกเขยข้า และเป็นผู้นำหมู่บ้านแห่งนี้ สืบต่อไป”
สิ้นเสียงประกาศของเศรษฐีทองคำ
ชาวบ้านทุกคนก็พากันโห่ร้องแสดงความยินดีต้อนรับว่าที่หัวหน้าหมู่บ้านคนใหม่
เพราะซึ้งน้ำใจขนุนคนต่ำต้อย ผู้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
ไม่รังเกียจงานต่ำต้อย จนช่วยให้ชาวบ้านรอดพ้นความเดือดร้อนในครั้งนี้
เธอทั้งหลาย...
แม้เธอจักเป็นคนต่ำต้อยในสายตาของใครๆ
แต่จงอย่าทำตัวเองให้ต้อยต่ำตามความคิดของเขา
เพราะแม้เธอจะเป็นคนต่ำต้อย แต่เธอมิใช่คนไร้คุณค่า
ซึ่งคุณค่าในตัวเธอนั้น จะปรากฏชัดเมื่อเธอกระทำ
ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
จากนั้นคนอื่นๆ ก็จะประจักษ์ชัดเองว่า
แท้จริงแล้วเธอคือ คนที่น่าสรรเสริญ
มิใช่คนต่ำต้อยอย่างที่เขาเข้าใจในตอนแรก
หรือแม้แต่เธอทั้งหลายถูกยกย่องว่าเป็นผู้สูงส่ง ก็จงอย่ารังเกียจงานที่ต่ำต้อย
ถ้างานนั้นจะสร้างประโยชน์ให้แก่คนหมู่มาก
จงคิดถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ แล้วเธอจะเป็นคนที่สูงส่งได้อย่างแท้จริง
ที่มา หนังสือนิทานสีขาว
โดย ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

11/28/2555

นิทานเซน : เงินแลกปัญญา

 

ครั้งหนึ่ง ขณะที่ชายคนหนึ่งกำลังซ่อมกำแพงที่ถล่มลงมา หลังจากฝนตกลงมาอย่างหนัก เขาได้ขุดพบทองคำก้อนใหญ่ ก้อนหนึ่ง เลยกลายเป็นเศรษฐีในชั่วพริบตา
ชายคนนั้นรู้ตัวเองดีว่า ตัวเองค่อนข้างโง่ จึงไปปรึกษากับพระอาจารย์ท่านหนึ่ง พระอาจารย์แนะนำว่า “เจ้ามีเงิน ผู้อื่นมีปัญญา เจ้าทำไมไม่ใช้เงินไปซื้อปัญญาของคนอื่น”
ชายคนนั้นจึงเข้าไปในเมืองเจอพระรูปหนึ่ง ชายนั้นจึงถามพระรูปนั้นว่า “ท่านจะขายปัญญาของท่านให้แก่ข้าพเจ้าได้หรือเปล่า” พระนั้นตอบว่า "ปัญญาของอาตมาแพงนะ เจ้าสู้ไหวหรือ?” “ขอเพียงซื้อปัญญาได้แพงเท่าไหร่ ข้าพเจ้าก็สู้”ชายนั้นตอบ
“เมื่อเจ้าพบสิ่งที่ยากลำบากใจ เจ้าอย่าเพิ่งเร่งรีบตัดสินใจ ให้เดินไปข้างหน้า 3 ก้าว หลังจากนั้นเดินถอยไปข้างหลัง 3 ก้าว ทำซ้ำอย่างนี้ อีก 3 ครั้ง เจ้าก็จะได้ปัญญา”
“ปัญญา ง่ายอย่างนี้หรือ?” ชายคนนั้นทำท่าไม่เชื่อและลังเล กลัว พระรูปนั้นจะหลอกเอาเงิน พระรูปนั้นอ่านสายตานั้นออก จึงพูดว่า
“เจ้ากลับไปก่อน ถ้าหากเจ้ารู้สึกว่าปัญญาของข้าพเจ้าไม่คุ้มกับเงินเหล่านี้ เจ้าก็ไม่ต้องกลับมาแล้ว หากเจ้าคิดว่าคุ้ม เจ้าค่อยกลับมา”


เมื่อกลับถึงบ้านในตอนค่ำมืด ชายคนนั้นเห็นเหมือนกับภรรยา กำลังนอนอยู่กับคนอื่น จึงถืออีโต้เข้าไปหวังจะฆ่าคนนั้น แต่ทันใดนั้นนึกถึงคำพูดของพระรูปนั้นในตอนกลางวัน
จึงเดินไปข้างหน้า 3 ก้าว เดินถอยหลัง 3 ก้าว ทำซ้ำอีก 3 ครั้ง ขณะที่กำลังเดินอยู่นั้น คนที่นอนอยู่กับภรรยาของเขาพูดขึ้นว่า “ลูกเอ๊ย ดึกๆอย่างนี้ทำอะไรอยู่นั่น?”
ชายคนนั้นเมื่อรู้ว่าเป็นเสียงมารดาของตนเอง จึงคิดในใจว่า “หากกลางวันนี้ไม่ซื้อปัญญามา วันนี้คงจะฆ่าแม่ของตนเองแล้ว”    วันรุ่งขึ้นจึงรีบนำเงินไปถวายพระรูปนั้นแต่เช้า

10/30/2555

นิทานเรื่อง เด็กโลภ

นิทานเรื่อง เด็กโลภ

นิทานเรื่อง เด็กโลภ

 

เด็กชายคนหนึ่งอยากกินลูกเกาลัดมาก จึงล้วงมือลงไปในโถ เเล้วกอบลูกเกาลัดจนเต็มกำมือเเละไม่สามารถเอามือออกจาก ปากโถเเคบๆ ได้
เด็กชายจึงร้องไห้อยู่อย่างนั้นเพราะไม่ยอมปล่อยลูกเกาลัด ออกจากมือ
เมื่อผู้ใหญ่คนหนึ่งเดินผ่านมาเห็นเข้าจึงว่า
"ทำไมไม่ปล่อยลูกเกาลัดในมือเสียก่อน ถ้าล้วงหยิบเกาลัด ทีละลูกเดียว ก็สามารถหยิบกินได้จนอิ่มเหมือนกัน มือก็ไม่ติด ปากโถด้วย"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...
ได้ทีละน้อย ก็สามารถเก็บให้เป็นมากได้

นิทานเรื่อง ทรัพทย์อันใหญ่หลวง

นิทานเรื่อง  ทรัพย์อันใหญ่หลวง

นิทานเรื่อง ทรัพย์อันใหญ่หลวง

มีชายหนุ่มคนหนึ่ง มักจะบ่นว่าตัวเองแสนจะจนและเที่ยวระบายความทุกข์
กับคนอื่นอยู่เสมอ
"เออ จะวิเศษเพียงใดหนอ ถ้าฉันมีทรัพย์สมบัติก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งถึงเวลานั้น
ฉันก็จะมีชีวิตอยู่อย่างสบาย" เขามักพูดเช่นนี้พร้อมกับถอนใจ
วันหนึ่ง มีช่างหินผู้ชราเดินผ่านหน้าบ้านของชายหนุ่ม ก็ได้ยินคำพูดดังกล่าว
ของชายหนุ่ม จึงถามเขาว่า
"เจ้าทำไมต้องระบายทุกข์เช่นนี้? เจ้ามีทรัพย์สมบัติก้อนใหย่อยู่แล้วนี่"
"ฉันมีทรัพย์สมบัติก้อนใหญ่ " ชายหนุมพูดด้วยความประหลาดใจยิ่ง
"ทรัพย์สมบัติก้อนใหญ่นี้อยู่ที่ไหนกันล่ะ ?"
ทรัพยืสมบัติก้อนใหญ่นี้คือดวงตาของเจ้า เจ้ายินดีจะขายดวงตาคู่นี้ของเจ้าไหม
จะขายข้างเดียวก็ได้ เจ้าต้องการขายเท่าไร" ชายชราถาม
"พูดอะไรนะ" ชายหนุ่มพูดด้วยความประหลาดใจยิ่ง"
ไม่ว่าท่านจะใช้ของมีค่าอะไร ก็ไม่อาจแลกกับดวงตาของฉันได้หรอก"
"ดีช่างหินผู้ชราพูด "ถ้างั้นตัดมือทั้งสองข้างของเจ้ามาสองมือของเจ้าสามารถ
แลกกับทองไม่น้อยทีเดียว "
"ไม่ ฉันไม่อาจเอามือของฉันไปแลกกับทอง" ชายหนุ่มกล่าว
"บัดนี้ เจ้าควรเข้าใจแล้วละซี เจ้าก็รำร่วยมากมิไช่หรือ" ช่างหินผู้ชรากล่าว
"แล้วทำไมเจ้ายังไปเที่ยวระบายทุกข์กับคนอื่นอีกละ เจ้าจงเชื่อฉันเถอะ
ทรัพย์อันใหญ่หลวงยิ่งก็คือพลานามัยอันสมบูรณ์และพลังวังชาของเขา
ซึ่งไม่ว่าจะใช้เงินทองมากน้อยเพียงไรก็ไม่อาจซื้อได้"
เมื่อชายชราพูดจบก็ออกเดินทางต่อไป

10/26/2555

นิทานเรื่อง คนชั่่วสรรเสริญกันเอง

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระเทวทัตกับพระโกกาลิกะต่างสรรเสริญกันเอง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นรุกขเทวดาประจำอยู่ที่ต้นละหุ่ง ในบริเวณบ้านหลังหนึ่ง วันหนึ่งมีโคแก่ตัวหนึ่งในบ้านนั้นได้ตายลง เจ้าของบ้านได้ลากซากศพมันไปทิ้งเป็นอาหารสัตว์ไว้ที่ข้างต้นละหุ่งนั้น ต่อมาไม่นานมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งมาแทะกินเนื้อโคนั้นอยู่ และมีกาตัวหนึ่งบินมาจับที่ต้นละหุ่งนั้น ด้วยหวังจะกินเนื้อโคนั้นเช่นกัน จึงพูดยกย่องสุนัขจิ้งจอกขึ้นว่า

 

 

นิทานเรื่อง คนชั่วสรรเสริญกันเอง


" ท่านพญาเนื้อ ผู้มีร่างกายเหมือนโคถึก มีความองอาจดังราชสีห์ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแก่ท่าน ทำอย่างไร ข้าพเจ้าจักได้อาหารสักหน่อยหนึ่ง "
สุนัขจิ้งจอกได้ฟังคำยกย่องนั้นแล้วชื่นใจพูดตอบว่า " กุลบุตรย่อมสรรเสริญกุลบุตรด้วยกัน ท่านกาผู้มีสร้อยคองามเด่นเช่นนกยูง เชิญท่านลงมาจากต้นละหุ่ง มากินเนื้อให้สบายใจเถิด"
รุกขเทวดาเห็นกากับสุนัขจิ้งจอกกล่าวยกย่องกันตามที่ไม่เป็นจริง จึงกล่าวคาถาว่า
" บรรดามฤคชาติทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์เลวที่สุด
บรรดาปักษีทั้งหลาย กาเป็นสัตว์ที่เลวที่สุด
และบรรดารุกขชาติทั้งหลาย ต้นละหุ่งเป็นต้นไม้ที่เลวที่สุด
ที่สุด ๓ อย่าง มาประจวบกันเข้าแล้ว "
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :
คนเลวยกย่องกันเอง ชื่อเสียงมักไม่ปรากฏ
คนดียกย่องคนดีเหมือนกัน ชื่อเสียงย่อมปรากฏ
ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม

นิทานเรื่อง ลูกสอนพ่อ

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีปรารภพ่อค้าผู้เศร้าโศกเสียใจกับการตายของบิดาอย่างไม่สร่างซาคนหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

 

นิทานเรื่อง ลูกสอนพ่อ


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพ่อค้าเมืองพาราณสี มีชื่อว่า สุชาตกุมาร เมื่อเติบโตเป็นหนุ่ม ปู่ของเขาก็ได้เสียชีวิตลง หลังจากปู่เสียชีวิตแล้ว บิดาของเขาอยู่ในอาการเศร้าโศกตลอดมา ไม่มีจิตใจทำการค้าขายเลย เมื่อเผาร่างปู่เสร็จแล้วก็นำกระดูกมาบลรรจุสถูปดินไว้ในสวนหลังบ้าน เที่ยวไปไหว้กระดูกนั้นแล้วเดินวนเวียนนั่งร้องไห้อยู่ ไม่อาบน้ำ ไม่กินข้าวไม่ทำการค้าขาย เป็นประจำทุกวัน
สุชาตกุมารเห็นบิดาตกอยู่ในอาการเช่นนั้นจึงคิดหาวิธีเตือนสติ วันหนึ่งเขาเดินไปนอกบ้านเห็นวัวตายตัวหนึ่ง จึงนำหญ้าและน้ำมาวางไว้ข้างหน้ามัน แล้วพูดว่า "จงกิน จงดื่ม" ผู้คนที่เดินผ่านไปมาเห็นเขาก็ถามว่า "ท่านทำอะไร เป็นบ้าเหรอ ป้อนอาหารให้วัวตาย" สุชาตกุมารก็ไม่พูดตอบโต้อะไรยังคงนั่งพูดอยู่อย่างนั้น
ชาวบ้านจึงเดินไปบ้านบอกบิดาของเขาให้ทราบว่า สุชาตกถมารเป็นบ้าแล้ว นั่งป้อนอาหารวัวที่ตายแล้ว บิดาของเขาพอทราบเรื่องก็รีบไปดูด้วยความเป็นห่วงลูกชาย ลืมการตายของบิดาไปชั่วขณะ เมื่อไปถึงที่ลูกชายนั่งอยู่จึงถามว่า "ลูก เป็นคนฉลาดมิใช่หรือ ทำไมจึงป้อนหญ้าป้อนน้ำให้วัวตายเล่า ไม่มีวันที่มันจะฟื้นคืนมาได้ดอก อย่ามานั่งบ่นเพ้อเหมือนคนไร้ความคิดเลย"
สุชาตกุมารจึงตอบว่า "พ่อ.. วัวตัวนี้ร่างกายมันอยู่ครบบริบูรณ์ดี ผมเข้าใจว่า มันต้องลุกขึ้นมากินได้ ส่วนปู่ของเราไม่มีร่างกาย แล้วพ่อยังไปนั่งร้องไห้คร่ำครวญหาอยู่ท้ายสวนเป็นประจำ พ่อมิใช่เป็นคนไร้ความคิดกว่าเหรอ
บิดาจึงได้สติคืนมา กล่าวยกย่องชมเชยสุชาตกุมารแล้วกล่าวเป็นคาถาว่า
"คนผู้มีปัญญา มีใจอนุเคราะห์ ย่อมทำบุคคลให้หลุดพ้นจากความเศร้าโศกได้ เหมือนกับสุชาตบุตรของเราทำเราผู้เป็นบิดาให้หลุดพ้นความโศก ฉะนั้น"


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :


การเกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมชาติของชาวโลก ทุกคนต้องประสบแน่นอน อย่างไปอาลัยอาวรณ์อยู่กับผู้ที่เสียชีวิตให้เสียเวลาไปเลย ต่างรับเร่กระทำความดีกันเถิด สาธุชนเอ๋ย
ที่มา : หนังสือนิทานชาดก โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม

10/21/2555

มะม่วงเทวดา

กาลครั้งหนึ่ง ยังมีพระมหากษัตริย์องค์หนึ่งชื่อว่า พระยาทธิวาหนะอยู่ในเมืองพาราณสี พระองค์ได้เก็บมะม่วงสุกผลหนึ่งซึ่งเป็นของเทวดา หล่นลอยมาตามกระแสน้ำ ผลมะม่วงนั้นสุกหอมงดงาม ดูประหลาด พระองค์จึงเสวยอย่างอร่อย แล้วจึงรับสั่งให้นายอุทยานนำเมล็ดไปปลูก และให้รดด้วยน้ำนมสด เจิมด้วยน้ำมันหอม ประดับด้วยดอกไม้หอม ต้นมะม่วงจึงให้ผลงาม หอม หวาน แต่เมื่อพระองค์จะประทาน ไปเมืองอื่น จะให้ทำลายเมล็ดด้วยเหล็กแหลม เพื่อมิให้ขึ้นที่เมืองอื่น

 

Source: tumblr.com via Candy on Pinterest

 

     ยังมีพระราชาอีกองค์หนึ่งคิดอิจฉามะม่วงวิเศษ จึงจ้างคนปลอมไปเป็นผู้ดูแลสวนมะม่วงให้พระราชา พอได้ที่ก็ปลูกบอระเพ็ดให้พันต้นมะม่วงจากต้นจนตลอดยอด ครั้นปีรุ่งขึ้นมะม่วงออกลูกมาก็ขมกินไม่ได้ พระราชาจึงไปถามปุโรหิต (ซึ่งเป็นอดีตชาติหนึ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ปุโรหิต พิจารณาด้วยปัญญา จึงกล่าวกับพระราชาว่า ต้นมะม่วงนี้มีรสขมเพราะถูกล้อมรอบด้วยความขมจากดินถึงยอด จึงทำให้ผลมีรส ขมด้วย พระราชาจึงให้ถอนต้นบอระเพ็ดออก รวมทั้งขุดดินขม ๆ ทิ้ง แล้วใส่ดินบริสุทธ์ รดด้วยน้ำนมสด จนต้นกลับมีรสหวานอีกครั้ง

คติธรรม นิทานเรื่องนี้ยกมาให้เห็นว่า แม้แต่ผลไม้ยังกลับกลายเป็นของดีและชั่วได้ ด้วยความเกลือกกลั้วไปด้วยรสหวานและรสขม ใจของมนุษย์ย่อมกลายเป็นชั่ว หากเกลือกกลั้วไปกับคนพาล เราจึงควรเลือกคบแต่นักปราชญ์ ซึ่งจะนำซึ่งความสุขความเจริญมาให้

ที่มา http://www.dhammathai.org/

10/19/2555

นิทานเรื่อง ต้นไม้เป็นพยาน

 

นิทานสอนเด็ก

ก่อนที่เด็กหนุ่มจะไปต่างจังหวัด ได้ฝากเงินไว้ที่ตาเฒ่าคนหนึ่ง 1000 บาท
เมื่อกลับจากต่างจังหวัด เขาไปขอรับเงินคืน ตาเฒ่าปฎิเสธเรื่องเงินฝาก
"เจ้าไม่ได้ฝากอะไรไว้ที่ข้าเลย"
นิทานสอนเด็ก
ตาเฒ่าปฏิเสธ
เด็กหนุ่มได้ไปขอพึ่งความยุติธรรมจากศาล ผู้พิพากษาเรียกตัวตาเฒ่าไปที่ศาล
"เด็กหนุ่มคนนี้ฝากเงินไว้ที่ท่านใช่ไหม?"
ตาเฒ่ายืนกราน "ไม่มี"
ผู้พิพากษาถามเด็กหนุ่ม "เจ้ามีพยานไหม?"
เด็กหนุ่มตอบ "ไม่มี"
ไม่มีพยาน
นิทานสอนเด็ก
ผู้พิพากษาถามเด็กหนุ่มต่อไป
"ขณะที่เจ้าเอาเงินให้ตาเฒ่านั้น เจ้าสองคนอยู่ที่ไหน?"
"เรานั่งอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่"
"ทำไมเจ้าบอกว่าไม่มีพยานล่ะ?" ต้นไม้ใหญ่เป็นพยานให้เจ้าได้"
แล้วผู้พิพากษากล่าวเสียงดัง "เจ้าจงไปที่ต้นไม้ใหญ่บอกว่าข้าเรียกตัวมาที่ศาล"
ตาเฒ่ายิ้มชอบใจ แต่เด็กหนุ่มกลับลังเลใจ กล่าวว่า
"กลัวว่าต้นไม้ใหญ่จะไม่ยอมเชื่อหมายของใต้เท้ามากกว่า"
ผู้พิพากษาบอกให้วางใจ "เจ้านำแหวนซึ่งเป็นตราของข้าไปให้ต้นไม้ดูแล้วบอกมันว่า
ดูซี นี่เป็นตราของผู้พิพากษานะ มันก็จะต้องมาแน่นอน"

นิทานสอนเด็ก
พยานสำคัญ
เด็กหนุ่มนำตราของผู้พิพากษาไปได้สักครู่ใหญ่ ผู้พิพากษาก็ถามตาเฒ่าว่า
"นี่ ท่านลองกะดูทีซิว่า เจ้าเด็กหนุ่มไปถึงต้นไม้ใหญ่แล้วหรือยัง?"
ตาเฒ่าตอบ "อ้อ คงจะถึงแล้ว"
นิทานสอนเด็ก
น่าจะถึงแล้ว
เด็กหนุ่มเรียกตัวต้นไม้ใหญ่เป็นพยานไม่ได้ผล จึงกลับไปบอกผู้พิพากษาตามความจริง
"ข้าเอาตราของท่านให้มันดู แต่มันไม่สนใจอะไรเลย"
ผู้พิพากษาตอบ "ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นได้มาแล้ว และได้ให้ปากคำต่อหน้าบัลลังก์เรียบร้อยแล้ว"
ตาเฒ่ารู้สึกตื่นเต้นในขณะนั้น "ใต้เท้าว่าอะไรนะ? ต้นไม้ต้นนั้นไม่ได้มาเลย"
"เป็นความจริง มันไม่ได้มาเลย" ผู้พิพากษาประกาศ
"เมื่อกี้นี้ ข้าถามท่าน เจ้าหนุ่มไปถึงต้นไม้ใหญ่แล้วหรือยัง?
ท่านก็บอกข้าว่า คงจะถึงแล้ว ถ้าท่านไม่ได้รับเงินจากเจ้าหนุ่มที่ใต้ต้นไม้ใหญ่
ท่านก็จะต้องถามข้าว่า ต้นไม้ต้นไหน? ไกลจากที่นี่มากไหม?
คำตอบของท่านเมื่อกี้นี้ จึงพิสูจน์ได้ว่า เด็กหนุ่มพูดความจริง"
ในที่สุด ก็รู้ว่าใครโกหก
นิทานสอนเด็ก

ที่มา :  http://www.everykid.com/nitan/witness.html

10/17/2555

นิทานธรรมะ “เมื่อเด็กทำผิดต้องลงโทษ”

 

 

Source: via Simon on Pinterest

 

 

นิทานเรื่อง เมื่อเด็กทำผิดต้องลงโทษ

 

ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองกรุงพาราณสี
พระองค์ทรงมีพระราชโอรสพระองค์หนึ่ง
ทรงพระนามว่า "เจ้าชายพรหมทัต" เช่นเดียวกับพระนามของพระราชบิดา
เมื่อทรงเจริญวัย พระราชบิดาทรงส่งไปศึกษาศิลปวิทยา
ที่นครตักศิลากับอาจารย์ทิศาปาโมกข์
ซึ่งพระโพธิสัตว์ถือกำเนิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ดังกล่าว
พระราชกุมารเป็นศิษย์ประเภทจ่ายทรัพย์ให้อาจารย์แล้วเรียนศิลปวิทยา
โดยไม่ต้องทำงานให้อาจารย์เหมือนพวกศิษย์อื่นๆ
วันหนึ่งขณะที่อาจารย์และศิษย์อีกหลายคนพากันไปอาบน้ำที่ท่าน้ำ
มีหญิงชราคนหนึ่งตากเมล็ดงา แล้วนั่งเฝ้าถาดงานั้นอยู่ในร่ม
พระราชกุมารเห็นเมล็ดงานั้นจึงกำมากำมือหนึ่งแล้วเสวย
หญิงชราก็ไม่ว่าอะไร
วันรุ่งขึ้นพระราชกุมารก็ทำเช่นนี้อีก หญิงชราจึงโวยวาย ว่า
อาจารย์ทิศาปาโมกข์ให้ลูกศิษย์มาปล้นตน
เมื่ออาจารย์ทิศาปาโมกข์รู้เรื่องจึงสั่งลงโทษ
โดยให้ศิษย์ ๒ คนจับแขนเจ้าชายไว้แล้วเอาซีกไม้ไผ่เฆี่ยน ๓ ที
พร้อมกับสั่งสอนไม่ให้เจ้าชายทำเช่นนั้นอีก
ฝ่ายเจ้าชายนั้นทั้งเจ็บทั้งอายจึงอาฆาตแค้นอาจารย์ว่า
จะฆ่าอาจารย์เสียให้ได้ในวันหนึ่งข้างหน้า
ในที่สุดการศึกษาของเจ้าชายพรหมทัตก็จบหลักสูตร
จึงเข้าไปลาอาจารย์กลับพระนคร พร้อมรับสั่งว่า
เมื่อตนได้ราชสมบัติจะส่งข่าวถึงอาจารย์ให้ไปพบให้ได้
เมื่อเสด็จถึงนครพาราณสี พระราชบิดาและพระราชมารดาทรงพอพระทัยมาก
ได้สถาปนาไว้ในราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินสืบแทนพระองค์ต่อไป
พระราชาจึงส่งทูตไปเชิญอาจารย์ที่นครตักสิลา
ฝ่ายอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เมื่อได้รับพระราชสาส์นก็คิดว่า
ขณะนี้พระราชายังทรงรุ่นหนุ่ม มีอารมณ์รุนแรง
จักไม่อาจถวายคำแนะนำให้เข้าพระทัยได้ จึงมิได้เข้าเฝ้าตามรับสั่ง
ต่อเมื่อพระราชาทรงเข้าสู่มัชฌิมวัย
อาจารย์จึงได้ออกจากนครตักสิลาไปเฝ้าพระราชา
เพราะเห็นว่าพระราชาทรงเป็นผู้ใหญ่ สามารถเข้าพระทัยในเหตุผลต่างๆได้
ครั้นอาจารย์มาถึงตำหนัก พระราชาจึงรับสั่งกับอำมาตย์ที่เฝ้าอยู่นั้นว่า
คนนี้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ที่เคยเฆี่ยนตีพระองค์
รอยเฆี่ยนนั้นยังฝังอยู่ที่ใจ
อาจารย์คงไม่รู้ว่า ตนเองมาหาความตาย จึงกล่าวสุภาษิตว่า
"การที่ท่านจับแขนเราไว้แล้วเฆี่ยนตีด้วยซีกไม้ไผ่เพราะเหตุเพียงเมล็ดกำมือหนึ่งนั้น
ยังฝังใจเราอยู่ทุกวันนี้ ดูกรพราหมณ์..ท่านไม่ไยดีในชีวิตของท่านแล้วหรือจึงมาหาเราถึงที่นี่
ผลที่ท่านให้จับแขนทั้งสองของเราแล้วเฆี่ยนตีถึง ๓ ทีนั้นจักสนองท่านในวันนี้"
เมื่ออาจารย์ทิศาปาโมกข์ได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงกล่าวสุภาษิตตอบว่า
"อริยชนใดย่อมกีดกันอนารยชนผู้กระทำชั่วด้วยการลงโทษ
การกระทำของอริยชนนั้นเป็นการสั่งสอน...หาใช่เวรไม่
บัณฑิตทั้งหลายย่อมรู้ชัดข้อนั้นอย่างนี้แล.."
เมื่อฟังอาจารย์กล่าวเช่นนั้น เหล่าอำมาตย์ที่กำลังเฝ้าอยู่
จึงทูลสนับสนุนสุภาษิตของอาจารย์ทิศาปาโมกข์
พระราชาก็ทรงได้พระสติ และ ทรงเข้าพระทัยในเหตุผลของอาจารย์ทุกประการ
ในที่สุด จึงทรงประทานตำแหน่งปุโรหิตแก่อาจารย์และตั้งอยู่ในฐานะพระราชบิดา
ดำรงอยู่ในโอวาทของพระอาจารย์นั้น
บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุมีทาน เป็นต้น มีสุคติเป็นเบื้องหน้า
(ติลมุฏฐิชาดก ติกนิบาต สังกัปปวรรค ข้อ ๓๕๕-๓๕๗) 
   กุหลาบแดงกุหลาบแดงกุหลาบแดง
คัดลอกจากหนังสือเรื่อง เตือนตนด้วยพุทธโอวาท
เรียบเรียงโดย แก้ว สุพรรโณ
กรุงเทพ : ไพลิน, ๒๕๔๒ หน้า ๓๘-๔๐

10/16/2555

นิทานเรื่อง แม่ปูกับลูกปู

นิทานเรื่อง แม่ปูกับลุกปู

 

เเม่ปูพาลูกๆ ออกไปหากินที่ชายหาด

เมื่อเห็นลูกๆ เดินคดเคี้ยวเซไปมาจึงกล่าวว่า

“ทำไมลูกไม่เดินให้ตรงๆ ทางล่ะจ๊ะ”

ลูกปูจึงตอบ

“ถ้าเช่นนั้นเเม่ลองเดินตรงๆ ให้ลูกดูหน่อยซิจ๊ะ ลูกจะได้ทำตาม”

 

นิทานเรื่องแม่ปูกับลุกปู

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การพูดอย่างเดียว ไม่อาจสอนใครได้ดี เท่าการทำให้เห็น เป็นตัวอย่าง

10/12/2555

เพลงรักกันไว้เถิด

เพลง รักกันไว้ถิด
แผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ๓ รางวัล 
ทำนอง คำร้อง และขับร้อง : นคร ถนอมทรัพย์

 


( สร้อย ) รักกันไว้เถิด เราเกิดรวมแดนไทย
จะเกิดภาคไหนๆ ก็ไทยด้วยกัน
เชื้อสายประเพณี ไม่มีขีดกั้น
เกิดใต้ธงไทยนั้น ปวงชนทุกคนคือไทย

ท้องถิ่นแหลมทอง เหมือนท้องของแม่
เกิดถิ่นเดียวกันแท้ เหมือนแม่เดียวกันใช่ไหม
ยามฉันมองตาคุณ อบอุ่นดวงใจ
เห็นสายเลือดไทยในสายตาบอกสายสัมพันธ์
( สร้อย )....
ทะเลแสนงาม ในน้ำมีปลา
พืชพันธุ์ดื่นดาษตา ไร่นารวงท้องไสว
สินทรัพย์มีเกลื่อนกล่น บรรพชนให้ไว้
เราลูกหลานไทย จงร่วมใจ รักษาให้มั่น
( สร้อย )....
แหลมทองโสภา ด้วยบารมี
ปกเกล้าเหล่าไทยนี้ ร่มเย็นเป็นศรี่องใส
ใครคิดบังอาจหมิ่น ถิ่นทององค์ไท้
เราพร้อมพลีใจ ป้องถิ่นไทยและองค์ราชัน
( สร้อย )....

10/04/2555

ไทยรวมกำลัง (บทเพลงพระราชนิพนธ์)


คำร้อง : พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทำนอง : เอื้อ สุนทรสนาน

ไทยรวมกำลังตั้งมั่น
จะสามารถป้องกันขันแข็ง
ถึงแม้ว่าศัตรูผู้มีแรง
มายุทธแย้งก็จะปลาศไป

ขอแต่เพียงไทยเราอย่าผลาญญาติ
ร่วมชาติร่วมจิตเป็นข้อใหญ่
ไทยอย่ามุ่งร้ายทำลายไทย
จงพร้อมใจพร้อมกำลังระวังเมือง

ให้นานาภาษาเขานิยม
ชมเกียรติยศฟูเฟื่อง
ช่วยกันบำรุงความรุ่งเรือง
ให้ชื่อไทยกระเดื่องทั่วโลกา

ช่วยกันเต็มใจใฝ่ผดุง
บำรุงทั้งชาติศาสนา
ให้อยู่จนสิ้นดินฟ้า
วัฒนาเถิดไทยไชโย

 

 

10/02/2555

เพลงสยามมานุสติ

 

เพลงสยามมานุสติ

คำร้อง: พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6
ทำนอง: นารถ ถาวรบุตร

 

 

 

๏ หากสยามยังอยู่ยั้ง
ยืนยง

เราก็เหมือนอยู่คง
ชีพด้วย

หากสยามพินาศลง
ไทยอยู่ ได้ฤๅ

เราก็เหมือนมอดม้วย
หมดสิ้นสกุลไทยฯ

๏ ใครรานใครรุกด้าว
แดนไทย

ไทยรบจนสุดใจ
ขาดดิ้น

เสียเนื้อเลือดหลั่งไหล
ยอมสละ สิ้นแล

เสียชีพไป่เสียสิ้น
ชื่อก้องเกียรติงามฯ

10/01/2555

เพลงกราวกีฬา

เพลงกราวกีฬา

พวกเรานักกีฬาใจกล้าหาญ
เชี่ยวชาญชิงชัยไม่ย่นย่อ

คราวชนะรุกใหญ่ไม่รีรอ
คราวแพ้ก็ไม่ท้อกัดฟันทน

(สร้อย) อึม อึม อึม อึม กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ... ฮ้าไฮ้ ฮ้าไฮ้ กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ
แก้กองกิเลสทำคนให้เป็นคน ผลของการฝึกตน เล่นกีฬาสากล ตะละล้า

ร่างกายกำยำล้ำเลิศ
กล้ามเนื้อก่อเกิดทุกแห่งหน

แข็งแรงทรหดอดทน
ว่องไวไม่ย่นระย่อใคร

(สร้อย) อึม อึม...

ใจคอมั่นคงทรงศักดิ์
รู้จักที่หนีที่ไล่

รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย
ไว้ใจได้ทั่วทั้งรักชัง

(สร้อย) อึม อึม...

ไม่ชอบเอาเปรียบเทียบแข่งขัน
สู้กันซึ่งหน้าอย่าลับหลัง

มัวส่วนตัวเบื่อเหลือกำลัง
เกลียดชังการเล่นเห็นแก่ตัว

(สร้อย) อึม อึม...

เล่นรวมกำลังกันทั้งพวก
เอาชัยสะดวกมิใช่ชั่ว

ไม่ว่างานหรือเล่นเป็นไม่กลัว
ร่วมมือกันทั่วก็ไชโยฯ

(สร้อย) อึม อึม...

9/27/2555

เพลงเราสู้

เพลงเราสู้

ทำนอง : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
คำร้อง : นายสมภพ จันทรประภา

บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณ
เสียเลือดเสียเนื้อมิใช่เบา
ลูกหลานเหลนโหลนภายหน้า
อนาคตจะต้องมีประเทศไทย
ถึงขู่ฆ่าล้างโคตรก็ไม่หวั่น
สู้ตรงนี้สู้ที่นี่สู้จนตาย
บ้านเมืองเราเราต้องรักษา
เกียรติศักดิ์ของเราเราเชิดชู

ปกบ้านป้องเมืองคุ้มเหย้า
หน้าที่เรารักษาสืบไป
จะได้มีพสุธาอาศัย
มิยอมให้ผู้ใดมาทำลาย
จะสู้กันไม่หลบหนีหาย
ถึงเป็นคนสุดท้ายก็ลองดู
อยากทำลายเชิญมาเราสู้
เราสู้ไม่ถอยจนก้าวเดียว

 

8/29/2555

นิทานเรื่อง แบ่งกันไม่ลงตัว

นิทานเรื่อง  แบ่งกันไม่ลงตัว


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิ์สัตว์เกิดเป็นรุกขเทวดาประจำอยู่ต้นไม้ที่ฝั่งแม่น้ำแห่งหนึ่ง ณ ที่ไม่ไกลจากนั้น มีสุนัขจิ้งจอกสองผัวเมียอาศัยอยู่ อยู่มาวันหนึ่งสุนัขจิ้งจอกตัวเมียพูดกับสามีว่า "พี่ ฉันแพ้ท้องอยากกินเนื้อสด ๆ ที่ยังมีเลือดอยู่ ที่ช่วยหามาหาให้หน่อยสิ" สุนัขสามีรับคำว่า  "น้องไม่ต้องเป็นห่วงเดี๋ยวพี่จะจัดการหามาให้" จึงเดินไปตามริมฝั่งแม่น้ำนั้น ขณะนั้นเองมีนาก ๒ ตัวหากินอยู่ฝั่งแม่น้ำนั้น ตัวหนึ่ง หากินอยู่ในน้ำลึก อีกตัวหนึ่งหากินตามฝั่ง  วันนั้น นากตัวหากินในน้ำลึกได้ปลาตะเพียนแดงตัวใหญ่ตัวหนึ่ง แต่ไม่สามารถนำปลาขึ้นฝั่งได้  เพราะปลาตัวใหญ่เกินไป จึงเรียกนากอีกตัวมาช่วยกันลากปลาขึ้นฝั่ง พอลากปลาขึ้นฝั่งได้แล้ว  นากทั้งสองตัวทะเลาะกันตกลงแบ่งปลากันไม่ได้ พอดีสุนัขจิ้งจอกตัวนั้นเดินไปพบเข้า  นากทั้งสองตัวจึงวิงวอนให้สุนัขจิ้งจอกช่วยแบ่งปลาให้หน่อย สุนัขจิ้งจอกจึงบอกว่า "สบายมากสหายทั้งสอง เราเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน" ว่าแล้วก็แบ่งปลาออกเป็น ๓ ส่วน พร้อมกับพูดว่า "ท่อนหางเป็นของนากผู้หากินตามฝั่ง ท่อนหัวเป็นของนากผู้หากินทางน้ำลึกนะ ส่วนท่อนกลางเป็นของเราผู้พิพากษา" กล่าวจบก็คาบปลาท่อนกลางเดินจากไป นากทั้งสองเห็นเช่นนั้น และก็ได้แต่นั่งซึมเซาพร้อมกับบ่นว่า "ถ้าพวกเราไม่ทะเลาะกัน ท่อนกลางก็จะเป็นอาหารของเรากินได้อีกหลายวัน เพราะทะเลาะกันท่อนกลางจึงตกเป็นอาหารของสุนัขจิ้งจอกไป" ฝ่ายสุนัขจิ้งจอกก็คาบปลาท่อนกลางไปให้เมียได้กินตามความต้องการ เมียเห็นก็ดีใจพร้อมกับถามว่า
"พี่ไปได้มาอย่างไร" สุนัขจิ้งจอกจึงตอบด้วยความเย่อหยิ่งว่า "น้องรัก คนทั้งหลายผ่ายผอมเพราะทะเลาะกัน สูญเสียทรัพย์ก็เพราะทะเลาะกัน นาก ๒ ตัวก็เพราะทะเลาะกัน จึงทำให้ไม่ได้กินปลาท่อนกลางน้องรักเจ้าจงกินปลาสดเถิด" รุกขเทวดาผู้เห็นเหตุการณ์นั่นแล้วได้แต่ให้เสียงสาธุการ 

 

พระพุทธองค์เมื่อตรัสอดีตนิทานมาสาธกแล้ว จึงตรัสพระคาถาว่า
"ในมนุษย์ ขอพิพาทกันเกิดขึ้น ณ ที่ใด พวกเขาจะวิ่งหาผู้พิพากษาเพราะผู้พิพากษา
เป็นผู้แนะนำพวกเขา ฝ่ายพวกเขาก็จะเสียทรัพย์ ณ ที่นั้น เหมือนนาก ๒ ตัวนั้นเอง แต่คลังหลวงเจริญขึ้น"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :
ญาติพี่น้องเพราะทะเละกันเรื่องมรดก จึงเป็นเหตุให้เสียทรัพย์เพื่อจ้างทนายให้เป็นผู้แบ่งปันให้ ดังนั้น จึงไม่ควรทะเลาะกัน เพราะจะนำความสูญเสียทรัพย์มาให้
ที่มา :หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย) : เว็บไซด์ธรรมะไทย dhammathai

7/27/2555

นิทานเรื่อง ปลาโลมากับสิงโต

นิทานเรื่องปลาโลมากับสิงโต

นิทานก่อนนอนเรื่อง ปลาโลมากับสิงโต

 

ปลาโลมากับสิงโตได้ตกลงเป็นเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายต่อกัน ครั้นวันหนึ่งสิงโตมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับควายป่าจนถึงขั้นต่อสู้กันสิงโตจึงวิ่งมาที่ชายหาดเเล้วร้องว่า"โลมาเพื่อนยาก ถึงคราวที่ท่านต้องทำตามสัญญาเเล้ว ไปช่วยข้าสู้กับควายป่าด้วยเถิด"เเต่ปลาโลมาต้องปฏิเสธเพราะไม่สามารถขึ้นมาบนบกได้ เเม้ว่ามีน้ำใจอยากจะช่วยมิตรสหายเพียงใดก็ตาม"โธ่เอ๋ย! ปลาโลมาเพื่อนทรยศ ไม่สมกับเป็นเจ้าเเห่งทะเลเลย"
สิงโตบ่นว่าเพื่อนร่วมสาบาน ปลาโลมาจึงว่า"ก็เพราะข้าเป็นใหญ่ในน้ำน่ะสิ ขึ้นบกไปเเล้วข้าก็ทำอะไรไม่ได้ ทำไมท่านไม่เข้าใจเลย"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

จะขอให้ใครช่วย ควรดูความถนัด

7/22/2555

เขียนลงบนพื้นทราย

 

เขียนลงบนพื้นทราย

 

เป็นเรื่องราวของเพื่อน ๒ คนที่กำลังเดินทางอยู่กลางทะเลทราย
เมื่อเดินทางถึงจุดหนึ่ง ก็เกิดการโต้เถียงกัน
เพื่อนคนหนึ่งก็ตบหน้าเพื่อนอีกคนหนึ่ง
เพื่อนคนที่ถูกตบหน้า ไม่ว่าอะไรสักคำ
แต่กลับเขียนข้อความไว้ที่พื้นทรายว่า
"วันนี้เพื่อนรักของฉัน ตบหน้าฉัน"
พวกเขาเดินทางกันต่อไป จนกระทั่งพบแหล่งน้ำกลางทะเลทราย
พวกเขาตัดสินใจอาบน้ำที่นั่น เพื่อนคนที่ถูกตบหน้าก็เกิดจมน้ำ
แต่ก็โชคดีที่เพื่อนอีกคนช่วยชีวิตไว้ได้
เมื่อเขาหายตกใจจากการจมน้ำ เขาก็จารึกข้อความไว้ที่ก้อนหินว่า
"วันนี้เพื่อนรักของฉัน ช่วยชีวิตฉันไว้"
เพื่อนคนที่ช่วยชีวิตเขาและตบหน้าเขารู้สึกแปลกใจในการกระทำของเขา
จึงเอ่ยปากถาม ว่า........
"ทำไมตอนที่ฉันทำร้ายเธอ เธอเขียนลงบนพื้นทราย แต่ตอนนี้เธอเขียนลงบนหิน"
เพื่อนอีกคนยิ้มและตอบว่า
"เมื่อเพื่อนทำร้ายเรา เราควรจะเขียนลงบนทราย
เพื่อให้สายลมแห่งอโหสิพัดมา และลบมันทิ้งไป
และเมื่อมีความประทับใจเกิดขึ้นเราควรจะจารึกไว้ในศิลาแห่งความทรงจำจากใจ
ซึ่งสายลมจะมิอาจทำให้มันเลือนลางได้"

จงเรียนรู้ที่จะเขียนลงบนพื้นทราย

ที่มา : http://www.geocities.com/supershinnn/goodmessage/ml40.html

7/14/2555

นิทานเรื่อง ลาใจดำ

นิทานเรื่อง ลาใจดำ

 

นิทานเรื่อง ลาใจดำ

 

พ่อค้าคนหนึ่งนำสัมภาระ บรรทุกเกวียนเเล้วให้วัว กับลา ช่วยกันลากไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง
เเม้จะเทียมเเอกคู่กันเเต่ลานั้นไม่ค่อยยอมช่วยออกเเรง ลากนัก
วัวใช้เเรงอยู่ฝ่ายเดียวจนเหนื่อยหอบก็เอ่ยปากขอ ให้ลาช่วยออกเเรงลากเกวียนบ้าง เเต่ลาก็เเกล้งปดว่า ตนก็ช่วยออกเเรงเต็มที่อยู่เเล้ว   วัวออกเรงลากเกวียนอันหนักอึ้งตามลำพังจนขาหัก เเละหมดเเรงขาดใจตายไปในที่สุด   พ่อค้าจึงเเล่เอาเนื้อวัวบรรทุกเกวียนให้ลาลากไป ในขณะที่เกวียนนั้นมีน้ำหนักมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า
ในวันที่ลาหมดเเรงใกล้จะสิ้นใจตาย นกฝูงหนึ่งที่บิน ตามมาจิกกินเนื้อวัวก็เอ่ยกับลาว่า
ถ้าช่วยวัวออกเเรง ลากเกวียนเเต่เเรกก็ไม่ต้องมาตายกลางป่าเช่นนี้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผู้ที่ไม่คิดช่วยเหลือเกื้อกูลเเต่คิดจะเอาเปรียบผู้อื่นร่ำไป ย่อมได้ภัยเเก่ตนในที่สุด

6/24/2555

เพลงเพื่อนลูกเสือ

 

 

“เพื่อนลูกเสือ”
เพื่อนลูกเสือ ยิ้มทุกเมื่อ แสนสุขสันต์
แม้นมิพบ ประสบกัน สายสัมพันธ์คือจิตใจ
เพื่อนลูกเสือ ยิ้มทุกเมื่อไม่หวั่นไหว
หลอมความรักรวมจิตใจพร้อมมอบให้กันทุกครา
เรื่องงานหนักเบาลูกเสือเราเก่งหนักหนา
ไม่เคยเกียจคร้านงานทุกงานเราศรัทธา
ร่วมมือกันทุกเมื่อ ช่วยเหลือกันทุกครา
ลูกเสือนี้ “มีน้ำใจ”
เพื่อนลูกเสือ สังคมเชื่อ ลูกเสือไทย
“น้อมนับถือ ความซื่อสัตย์” ไว้
ผองชาวไทย.........จึงนิยม

 

Download this MP3 - (Right Click)

6/22/2555

นิทานเรื่อง แม่ย่าเกลีียดลูกสะใภ้

รูปภาพ

 

 

 

สีมากำพร้าพ่ออยู่กับแม่สองคน
พอโตเป็นหนุ่มก็แต่งงาน
ในครอบครัวก็รักใคร่กันดี แต่สาวๆที่ผิดหวังจากสีมา
อิจฉาจึงยุแหย่แม่ผัวให้เกลียดลูกสะใภ้
ตอนแรกลูกสะใภ้ก็ไม่โต้ตอบเวลาแม่ผัวดุด่า
นานเข้าก็โต้ตอบไปบ้าง ทำให้สีมาหนักใจคิดหาวิธีให้ทั้งสอง
ปรองดองกัน จึงบอกแม่ว่าจะฆ่าเมียตัวเองให้เพื่อให้แม่สบายใจ
แต่ก่อนจะฆ่าให้แม่ทำดีกับลูกสะใภ้
สัก 15 วันก่อน และก็ไปบอกเมียให้ทำดีกับแม่ 15 วันเช่นกัน
แล้วจะฆ่าแม่ให้
ตั้งแต่นั้นมาทั้งสองต่างทำดีต่อกัน จนเกิดรักใคร่กันจริงๆ
พอครบ 15 วันสีมาทำท่าจะฆ่าเมียแม่ก็เข้าห้ามไว้
พอจะฆ่าแม่เมียก็ห้ามไว้
สีมาจึงเอาเคียวเก็บที่เดิมพร้อมยิ้มอย่างสุขใจ
ที่แก้ปัญหาลูกสะใภ้กับแม่เกลียดกันได้สำเร็จ

คัดลอกจาก... http://www.everykid.com/nitan/hate.html

เพลงตบมือให้ดัง

ตบมือให้ดัง

 

 

 

ตบมือให้ดัง อย่ามัวนั่งนิ่งเฉย ตบมือกันเถิดเหวยเพื่อนเอ๋ยลูกเสือไทย ตบมือให้ดัง เจ็บก็ช่างปะไรอย่ามัวนั่งเป็นทุกข์ สนุกกันเข้าไว้ นั่งนิ่งอยู่ทำไมจิตใจพลอยหมองเศร้า เกิดมาเป็นคน อย่าทำตนซึมเซา (ซ้ำ)

 

 

 
 
Download this MP3 - (Right Click)

6/15/2555

เพลง ขอจงสวัสดี

เพลง ขอจงสวัสดี

เพลง ขอจงสวัสดี

 

สวัสดีวันนี้เรามาพบหันด้วยความยินดี ขอจงสวัสดี เชิญพวกเรา มาร่วมสนุก ลืมความทุกข์ใด ๆขอจงสวัสดีสนุกกันไป (ๆ) เต้นรำไปให้ใจชื่นบาน (2 ครั้ง ) ขอจง – สวัสดี

 

 

Download this MP3 - (Right Click)

6/14/2555

เพลงยินดีที่รู้จัก

 
   เพลงยินดีที่รู้จัก
 
ยินดีที่รู้จัก เพื่อนรักขอเชิญร่วมจิต
เรารักกันฉันมิตร รักสนิทเหมือนพี่น้องกัน
ยินดีที่รู้จัก เพื่อนรักขอร่วมใจมั่น
ขอให้ผูกสัมพันธ์ เพื่อรักกันให้นานเถิดเอย

 

 
 
Download this MP3 - (Right Click)

6/12/2555

นิทานก่อนนอนเรื่อง เมื่อสุนัขกัด

 

เมื่อเดินทางมาถึงเมืองนั้น ชายเร่ร่อนก็เข้าไปในตลาดเพื่อ หาซื้อข้าวของ เเต่บังเอิญเขาถูกสุนัขในตลาดกัดที่น่องจน เป็นเเผล   "ท่านต้องเอาขนมปังชุบเลือดจากเเผล เเล้วนำไปให้สุนัขตัวนั้น กิน เเผลของท่านจึงจะหายได้เเละไม่เป็นพิษ"
พ่อค้าคนหนึ่งเเนะนำ เเต่ ชายเร่ร่อนยิ้มเเล้วกล่าวว่า
"ถ้าทำเช่นนั้น สุนัขทุกตัวในเมืองก็จะมากัดข้าเป็นเเน่ เพราะรู้ว่า เมื่อกัดข้าเเล้วจะได้กินขนมปัง"


 ข้อคิดจากนิทาน
ถ้าใช้เงินซื้อศัตรู มีเเต่จะได้ศัตรูมากขึ้นเรื่อยๆ

เพลงต้นไม้ดีแท้

ต้นไม้ดีแท้

ต้นไม้คือสิ่งแวดล้อม ย้อมความชุ่มชื่นชีวิต

เจ้าดุดอากาศเป็นพิษ ทำให้ชีวิตสดชื่นยืนยาว (ซ้ำ สร้อย)

อากาศเป็นพิษ ชีวิตจะสั้น

ต้นไม้เท่านั้น ทั้งกันและแก้

ปลูกต้นไม้เถิด ก่อเกิดทรัพย์แน่

ต้นไม้ดีแท้ ช่วยแก้ช่วยกัน (ซ้ำ 2 ครั้ง)

 

 
Download this MP3 - (Right Click)

6/11/2555

นิทานเรื่อง ลาเจ้าอุบาย

 

 

 

 

ลาตัวหนึ่งบรรทุกเกลือเต็มหลังมาจากริมทะเล
ระหว่างทางกลับบ้านต้องข้ามลำธาร บังเอิญลาลื่นล้มลง เกลือละลายไปในน้ำเสียมาก เมื่อเดินทางต่อไปมันจึงรู้สึกว่า เบาหลังสบายนัก
ครั้งต่อไปเมื่อเจ้านายไปซื้อเกลือที่ริมทะเลอีก ลาก็เเกล้งลื่นล้ม ในลำธารอีกเพื่อจะได้ไม่ต้องเเบกเกลือหนักๆ กลับบ้าน
เจ้านายของลารู้ทันอุบายนั้น จึงได้พาลาไปซื้อฟองน้ำในคราว ต่อไป
เเม้จะรู้สึกว่าไม่หนักนัก เเต่ลาก็ยังเเกล้งล้มในลำธารเหมือนเดิม อีก คราวนี้น้ำจึงซึมเข้าไปเต็มเนื้อฟองน้ำจนชุ่มโชก
ลาจึงต้องบรรทุกของที่มีน้ำหนักเพิ่มกว่าเดิมอีกหลายเท่า
 ข้อคิด
เเผนการบางอย่างก็ใช้ไม่ได้กับทุกสถานการณ์

6/10/2555

นิทานเรื่อง ลาโง่กับสิ่งโต

นิทานเรื่อง ลาโง่กับสิงห์โต

 

เมื่อ สิงโตคำรามในยามออกล่าเหยื่อ สัตว์ต่างๆ ที่ผ่าน มาก็จะหวาดกลัวเเละรู้ว่าเป็นเสียงสิงโตจึงมักวิ่งหนี ไปได้ก่อนที่จะกลายเป็นอาหารอันโอชะของสิงโต
สิงโตจึงทำอุบายไปตีสนิทกับลาเเล้วชวนลาไปล่าเหยื่อ ด้วยกันลาดีใจนักที่ได้เป็นเพื่อนกับเจ้าป่าจึงทำตามที่ สิงโตบอกทุกอย่าง
ลา เข้าไปซุ่มซ่อนในพงไม้ พอสัตว์ต่างๆ ผ่านมาลาก็จะ เเหกปากร้องสุดเสียง พวกสัตว์ต่างๆ ไม่เคยได้ยินเสียง ลา จึงพากันวิ่งไปอีกทางหนึ่งซึ่งสิงโตดักซุ่มอยู่
วันนั้นสิงโตจึงได้อิ่มหนำสำราญกับสัตว์นานาชนิด
ลา ก็คุยโอ่อย่างภูมิใจว่าที่สิงโตกินอิ่มได้ก็เพราะเสียง อันน่ากลัวของตน สิงโตก็ได้เเต่ยกยอปอปั้นลาทั้งๆ ที่รู้ว่าสัตว์ต่างๆ นั้นวิ่งหนี เพราะตกใจในเสียงประหลาดๆ ของลาต่างหาก


ข้อคิด
คนโง่ย่อมตกเป็นเครื่องมือของคนฉลาด

6/09/2555

นิทานเรื่อง ลาใจดำ

 

 

 

พ่อค้าคนหนึ่งนำสัมภาระ บรรทุกเกวียนเเล้วให้วัว กับลา ช่วยกันลากไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง
เเม้จะเทียมเเอกคู่กันเเต่ลานั้นไม่ค่อยยอมช่วยออกเเรง ลากนัก
วัวใช้เเรงอยู่ฝ่ายเดียวจนเหนื่อยหอบก็เอ่ยปากขอ ให้ลาช่วยออกเเรงลากเกวียนบ้าง เเต่ลาก็เเกล้งปดว่า ตนก็ช่วยออกเเรงเต็มที่อยู่เเล้ว
วัวออกเรงลากเกวียนอันหนักอึ้งตามลำพังจนขาหัก เเละหมดเเรงขาดใจตายไปในที่สุด
พ่อค้าจึงเเล่เอาเนื้อวัวบรรทุกเกวียนให้ลาลากไป ในขณะที่เกวียนนั้นมีน้ำหนักมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า
ใน วันที่ลาหมดเเรงใกล้จะสิ้นใจตาย นกฝูงหนึ่งที่บิน ตามมาจิกกินเนื้อวัวก็เอ่ยกับลาว่า ถ้าช่วยวัวออกเเรง ลากเกวียนเเต่เเรกก็ไม่ต้องมาตายกลางป่าเช่นนี้
ข้อคิด
ผู้ที่ไม่คิดช่วยเหลือเกื้อกูลเเต่คิดจะเอาเปรียบผู้อื่นร่ำไป ย่อมได้ภัยเเก่ตนในที่สุด

6/08/2555

นิทานก่อนนอนเรื่อง เหตุเกิดจากความโลภ

 

นิทานก่อนนอนเรื่อง เหตุเกิดจากความโลภ

เด็กชายคนหนึ่งอยากกินลูกเกาลัดมาก จึงล้วงมือลงไปในโถ เเล้วกอบลูกเกาลัดจนเต็มกำมือเเละไม่สามารถเอามือออกจาก ปากโถเเคบๆ ได้
เด็กชายจึงร้องไห้อยู่อย่างนั้นเพราะไม่ยอมปล่อยลูกเกาลัด ออกจากมือ
เมื่อผู้ใหญ่คนหนึ่งเดินผ่านมาเห็นเข้าจึงว่า
"ทำไมไม่ปล่อยลูกเกาลัดในมือเสียก่อน ถ้าล้วงหยิบเกาลัด ทีละลูกเดียว ก็สามารถหยิบกินได้จนอิ่มเหมือนกัน มือก็ไม่ติด ปากโถด้วย"

ข้ิอคิดจากนิทาน


ได้ทีละน้อย ก็สามารถเก็บให้เป็นมากได้

นิทานเรื่อง นักดูดาว

 

ชายผู้หนึ่งสนใจในเรื่องของดวงดาวเป็นยิ่งนัก เขา ศึกษา โหราศาสตร์เเละเรียนรู้เรื่องอิทธิพล ของ ดวงดาว จนเเตกฉาน   คืนหนึ่งเขาเฝ้าสังเกตวิถีการโคจรของดวงดาว ตั้งเเต่ย่ำค่ำจนดึกดื่น เขาเดินเเหงนหน้ามองท้องฟ้าเพื่อตามดูดาวโคจร ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเดินออกจากถนนเเล้วพลัด ตกลงไปในหนองน้ำ นักดูดาวได้เเต่ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือจนเสียง เเหบเสียงเเห้ง กว่าจะมีชาวบ้านผ่านมาช่วยดึงขึ้น จากน้ำ

ข้อคิดจากนิทาน
ต้องรู้วิถีทางเดินของตนให้ดี ก่อนที่จะรู้วิถีทางของ สิ่งอื่น

6/07/2555

นิทานเรื่อง ลาลืมตน

นิทานเรื่อง ลาลืมตน


ลาตัวหนึ่งขโมยหนังสิงโตจากนายพรานมาได้ก็ดีใจนัก
มัน เอาหนังสิงโตคลุมร่างเเล้วก็เที่ยวได้คอยดักซุ่มอยู่ตามพุ่มไม้ เมื่อสัตว์อื่นๆ เดินผ่านมาลาก็กระโดดออกมาจากที่ซ่อน สัตว์ อื่นๆ ไม่ทันสังเกตก็ตกใจตัวสั่น รีบวิ่งหนีไปไม่ได้คิดชีวิต วันหนึ่งสุนัขจิ้งจอกเดินผ่านมา ลาก็กระโดดออกมาจากพุ่มไม้
สุนัขจิ้งจอกนั้นก็ตกใจ เเต่ยังนิ่งอยู่เพื่อตั้งสติเเละหาทาง เอาตัวรอด
ลาเห็นสุนัขจิ้งจอกไม่กลัวจึงส่งเสียงขู่คำราม
เมื่อได้ยินว่าเป็นเสียงของลา สุนัขจิ้งจอกจึงเข้าตะครุบจับลากิน เป็นอาหาร
ข้อคิด
ผู้ที่อวดอ้างเกินจริงย่อมอวดเก่งลืมตนจนคนอื่นจับผิดได้

6/06/2555

ลาอยากร้องเพลง

 

 

 

จักจั่นมักจะส่งเสียงร้องเพลงอย่างไพเราะตลอดเวลา
ลาจึงถามจักจั่นว่า
"เพื่อนเอ๋ย เจ้ากินอะไรหรือ จึงมีเสียงที่ไพเราะนัก"
จักจั่นยิ้มเเล้วตอบว่า
"อ๋อ อาหารของข้าก็คือน้ำค้างไงล่ะ"
ลา จึงเข้าใจว่าเพราะจักจั่นกินเเต่น้ำค้าง อย่างเดียว จึงได้มีเสียงไพเราะ เช่นนั้น ถ้าตนลองกินน้ำค้างบ้าง ก็คงจะร้องเพลงได้ไพเราะอย่างจักจั่น
ตั้งเเต่วันนั้นลาก็กินเเต่น้ำค้าง ไม่กินหญ้าที่เป็นอาหาร ของตน ไม่ช้าไม่นานนัก ลาก็ตายไปเพราะ ความหิวโหย
ข้อคิด
สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้อื่นอาจเป็นสิ่งที่เเย่ที่สุดสำหรับเรา

6/05/2555

เพลงระเบียบแถว

เพลงลูกเสือ เพลงระเยียบแถว

 

ซ้ายหัน ขวาหัน ส้นเท้าชิดกัน

ปลายเท้าแยกออก จะหันไปทิศทางใด ๆ โปรดจำไว้ ซ้าย ขวา ของเรา

ซ้ายหัน มี 2 จังหวะ ป๊ะ เท่ง ป๊ะ 1-2 , 1-2

ขวาหัน มี 2 จังหวะ ป๊ะ เท่ง ป๊ะ 1-2 , 1-2

กลับหลังหัน มี 2 จังหวะ ป๊ะ เท่ง ป๊ะ 1-2 , 1-2

 

 

 
 
Download this MP3 - (Right Click)

นิทานเรื่องลากับม้าทหาร

 

 

ลาตัวหนึ่งเเบกสัมภาระอันหนักอึ้งไว้บนหลังขณะเดินทางเข้า ประตูเมือง อย่างเชื่องช้า
"หลีกทางไป เจ้าลาสกปรก"
ม้า ทหารตวาดไล่ด้วยเสียงอันดัง ลาจึงหลีกทางให้ พลางเฝ้า มองดูม้าทหารผู้งามสง่าอยู่ในเครื่องประดับเต็มยศอย่างโก้หรู นั้นเยื้องย่างผ่านไป
เมื่อย้อมมองดูตนเองเเล้วลาก็ได้เเต่นึกอิจฉาในลาภยศของ ม้าทหาร
เเต่ท ว่าหลังจากม้าทหารได้รับบาดเจ็บในสนามรบ เเละมิอาจ ออกสนามได้อีก มันก็ถูกส่งมาทำงานหนักในไร่ในนา ต้องลาก เกวียนที่บรรทุกสัมภาระหนักๆ ทุกวันอย่างตรากตรำ  ลามองอดีตม้าทหารอย่างเวทนาเเละเข้าใจชีวิตได้มากขึ้น


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผู้ที่หลงในยศศักดิ์ เมื่อตกต่ำเเล้วมักโดดเดี่ยวเเละเจ็บปวด ไม่ควรค่าเเก่การที่เราจะอิจฉา

6/04/2555

เพลงปลูกสมุนไพร

เพลงปลูกสมุนไพร

 

การอนุรักษ์ดินน้ำและป่าไม้ เป็นเรื่องใหญ่ยิ่งนักต้องรักษา

เพราะมีผู้ทำลายทุกเวลา บ้างคอยหาแต่ประโยชน์สำหรับตน

จึงสมควรพวกเราเฝ้าพินิจ ช่วยกันคิดเสริมสร้างอย่างได้ผล

อนุรักษ์ธรรมชาติถ้วนทุกคน ทุกแห่งหนงานทั้งนี้มีมากมาย

การปลูกสวนสมุนไพรแบบไทยนั้น นับเป็นงานสำคัญประโยชน์หลาย

จึงสมควรทำให้จริงทั้งหญิงชาย หมั่นขวนขวายรู้เรื่องนี้มีคุณครัน

ขอเชิญชวนพวกเราเอาใจใส่ ช่วยกันปลูกสมุนไพรอย่างแข็งขัน

 

 

Download this Media File - (Right Click)

นิทานเรื่อง ลูกแกะรู้ทันหมาป่า

 

หมาป่าบาดเจ็บตัวหนึ่งเอ่ยกับลูกเเกะที่ผ่านมาว่า
"เพื่อนเอ๋ย ข้าได้รับบาดเจ็บจนเดินไม่ได้ เจ้าช่วยไปหาน้ำ มาให้ข้าสักหน่อยเถิด ข้าหิวน้ำเหลือเกิน"
ลูกเเกะได้ยินเช่นนั้นก็เเถลงถามว่า
"เเล้วอาหารล่ะ ท่านไม่หิวหรือ" 
หมาป่ามองดูลูกเเกะตัวอ้วนเเล้วก็เผลอกลืนน้ำลายก่อนจะเอ่ยว่า
"ไม่ต้องหาอาหารมาให้ข้าหรอก ข้าหาเองได้"
ลูกเเกะหัวเราะเเล้วว่า
"ใช่สิ เมื่อข้าเอาน้ำเข้าไปให้ เจ้าก็จะฉวยโอกาสจับข้ากิน เป็นอาหารหน่ะสิ"


 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คำขอร้องของคนร้าย มักซ่อนกลอุบายไว้ ควรระวัง

6/03/2555

เพลงลูกเสือร่าเริง

ลูกเสือร่าเริง

เพลงลูกเสือ

เราเป็นลูกเสือต้องร่าเริง สนุกบันเทิงให้เต็มที่ จงมาร้องเพลงกันเถิดหนา ร่วมเฮฮาสามัคคี

จะมัวนิ่งอยู่ใย อย่าได้หลีกหนี ความสุขทวี ยินดีทั่วกัน

ต่างสนุกสนาน ชื่นสำราญยิ่งสิ่งใด ดวงจิตสดใส สุขฤทัย ด้วยไมตรี

 

 

 

Download this Media File - (Right Click)

5/30/2555

สอนใจ ลูกสาววัยรุ่น



พ่อ : อยากดูไหมลูก ในมือพ่อมีอะไรอยู่
ลูก : อยากดูค่ะ
พ่อ : อย่างนั้นเขกพื้นหนึ่งทีก่อน
ลูกสาวรีบทำตามโดยเร็ว
พ่อ : อืม..เขกอีกสองทีดีกว่า
ลูกสาวรีบเขกพื้นตามที่พ่อต้องการ
แม้พ่อจะแกล้งบอกให้เขกเพิ่มอีกกี่ที เธอก็ทำตาม
สุดท้าย เมื่อพ่อแบมือออก ใจกลางฝ่ามือมีเหรียญบาทธรรมดาเหรียญหนึ่ง พอเห็นแล้วพ่อก็กำไว้เหมือนเดิม
พ่อ : ใครอยากเห็นของในมือพ่อ เขกพื้นสิบทีเร็ว
ลูกสาว : ไม่ดูแล้วค่ะ รู้แล้ว
พ่อ : เขกสองทีก็ได้
ลูกสาวยังคงส่ายหน
พ่อ : ให้ดูฟรี ๆ ก็ได้
ลูกสาวดูอย่างเสียไม่ได้ เมื่อเห็นดังนั้น พ่อจึงสอนว่า
"จำไว้นะลูก อะไรที่เป็นความลับ มันมีค่า ดึงดูดคนให้ยอมทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้ได้มา
แต่เมื่อสมปรารถนาแล้ว มันก็จะหมดความกระตือรือร้น เห็นบ่อย ๆ กลับยิ่งเบื่อ
ผู้หญิงก็เหมือนกัน ความสาวเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่ต้องสงวนไว้ อย่าให้ใครมาล่วงล้ำก่อนเวลาอันควร ไม่อย่างนั้นลูกจะเหมือนเหรียญที่ไร้ค่าไม่น่าสนใจนั้น"

 


ที่มา :

http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?p=92956#post92956
.

5/26/2555

นิทานเรื่อง ลูกกวางกับทะเล

นิทานเรื่อง ลูกกวางกับทะเล

 

 

ลูกกวางตัวหนึ่งมีตาข้างเดียว มันรู้ตัวดีว่าไม่สามารถ ระวังภัยได้ตลอดเวลา เพราะถ้ามีภัยมาทางด้านตา ข้างที่บอด มันก็จะไม่รู้ตัว เพราะมองไม่เห็น
ลูกกวางตาเดียวจึงเดินไปที่ทะเล เเละหันตา ข้างที่บอด ไปทางทะเลเพื่อที่ตาข้างดีจะได้หันไปทาง ชายป่า หากมีภัยมามันก็จะมองเห็น เเละ หลบหนีได้ทัน ขณะนั้นมีเรือเล็กๆ ลำหนึ่งเเล่นมาใกล้ ชายฝั่ง เมื่อเห็นลูกกวางจึงเอาปืนยิงใส่หลายนัด จนลูกกวาง ขาดใจตาย


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า


บางครั้ง ภัยอัตรายก็เกิดขึ้นจากสิ่งที่เราคิดไม่ถึง

5/25/2555

นิทานเรื่อง ลาหลายนาย

นิทานก่อนนอนเรื่อง ลาหลายนาย

 

เมื่อได้ทำงานอยู่ในสวนผลไม้ ลาก็รู้สึกว่าตนต้องทำงานหนัก เเละได้กินอาหารไม่เพียงพอลาจึงไปกราบทูลพระอิศวรขอให้หาเจ้านายให้ใหม่  พระอิศวรทรงรำคาญจึงไปอยู่กับช่างปั้นหม้อลาต้องขนดินหนักอึ้งเป็นระยะทางไกลๆ ทุกวันก็ทนไม่ไหว ขอร้องให้พระอิศวรช่วยอีกเป็นครั้งสุดท้าย
ครั้งนี้ลาได้ไปทำงานกับโรงฟอกหนัง ต้องทำงานหนักกว่าเดิม จนลาสำนึกได้ว่าอยู่ที่สวนผลไม้กับเจ้านายคนเเรกนั้นเเสนสบาย นัก เเละ เจ้าลาขี้เบื่อยังรู้อีกด้วยว่า อยู่ที่นี่ถ้ามันทำงาน จนตายก็จะถูกถลกหนังไปฟอกขายต่อเป็นเเน่


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ถ้ารู้จักพอเพียงเเละเจียมตน ก็ย่อมมีความสุขตลอดไป

นิทานเรื่อง วัวกับแมลงหวี่

 

วัวกับแมลงหวี่

 

วัวนั้นเป็นสัตว์ตัวใหญ่เเละก็มีพละกำลังมิใช่น้้อย เเต่เมื่อสัตว์ตัวกระจิริด อย่างเเมลงหวี่มาก่อกวน ท้าทายเเทนที่จะวางตนนิ่งเฉยไม่ยุ่งด้วย วัวกลับ ไม่ยอมให้เเมลงหวี่คุยข่มตนซึ่งตัวใหญ่กว่า  เเมลงหวี่จึงท้าให้สู่กัน ถ้าใครชนะก็เเสดงว่าผู้นั้น ยิ่งใหญ่กว่า
เมื่อวัวตอบตกลง เเมลงหวี่ก็บินตอมวนเวียนอยู่รอบๆ เขาเเละเหนือศีรษะของวัวในขณะที่วัวไม่สามารถจะ ขวิดเเมลงหวี่หรือทำอะไรเเมลงตัวน้อยๆ ได้เลย
วัวได้เเต่อับอายขายหน้าบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ที่มามุงดูกันเป็นจำนวนมากในบริเวณนั้น


ข้ิอคิด
ถ้าวางตนนิ่งเฉยไม่วุ่นวายกับสิ่งที่ไม่คู่ควร ก็ไม่ต้อง อับอายเปลืองตัว

5/18/2555

สร้อยเพลง

 สร้อยเพลง

 

ใครมาเป็นเจ้า เข้าครอง คงจะต้องบังคับขับใส

เคี่ยวเข็ญเย็นย่ำกรำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย

เขาจะเห็นแก่หน้า ข้า ฯ ชื่อ จะนับถือพงศ์พันธุ์นั้นอย่าหมาย

ไหนจะต้องเหนื่อยยากลำบากกาย ไหนจะอายทั่วทั้งโลกา

 

 
 
Download this MP3 - (Right Click)

5/15/2555

นิทานเรื่องราชสีห์หลงเงา

 

นิทานเรื่อง ราชสีห์หลงเงา

มีพญาราชสีห์อยู่ตัวหนึ่ง เป็นใหญ่กว่าบรรดาสัตว์ทุกชนิด เพราะเป็นสัตว์ที่เก่งกล้าสามารถมาก แล้วก็มีสัตว์ที่เก่งๆ มาเป็นบริวารหลายชนิดด้วยกัน พญาราชสีห์จับสัตว์อะไรได้มา ก็กินเนื้อเสียเองบ้าง เหลือเผื่อแผ่เลี้ยงดูบริวารบ้าง พวกบริวารก็ได้กินเนื้อแทบทุกชนิด เป็นที่อิ่มหนำสำราญทั่วถึงกัน
ตามธรรมดาความหิวมักจะทำให้คนฉลาด ตรงกันข้ามความอิ่มมักจะทำให้คนเขลา แล้วคิดอะไรผิดๆ นอกเรื่องนอกราว คราวนั้นพวกบริวารของพญาราชสีห์มีความอิ่มมากไป ครั้นอยู่ว่างๆ ก็คุยกันว่า เราจะหาเนื้ออะไรมากินให้มีรสแปลกๆ ดูบ้าง ครั้นปรึกษากันดูแล้วก็เห็นว่า เนื้อสัตว์ทุกชนิด ราชสีห์ก็จับมาให้กินหมดแล้ว รู้รสแล้วทั้งนั้น ยังเหลืออยู่อย่างเดียวที่อยากจะลองดู คือ เนื้อพญาราชสีห์ มันจะอร่อยแค่ไหน ครั้นแล้วก็ตกลงกันเป็นความลับว่า จะพยายามกินเนื้อราชสีห์ดูสักที
วันหนึ่งเป็นโอกาสเหมาะ สัตว์ที่เป็นบริวารของพญาราชสีห์ก็เข้าไปหานาย ทำมายาเสียอกเสียใจ บอกกะพญาราชสีห์ว่า...
"นาย ! ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ในป่าเขาลำเนาไพรแถบนี้ นายก็เป็นใหญ่อยู่แต่ผู้เดียว พวกข้าก็พากันสุขสบายใจตลอดมา" บริวารเริ่มปั่น
"ก็แล้วเดี๋ยวนี้ มีใครโตกว่าข้างั้นรึ ?" พญาราชสีห์ ถามด้วยความสงสัย
"ถูกแล้วครับนาย ถึงเขาไม่โตกว่า ก็เห็นจะเท่ากัน"
"ท่าทางมันเป็นอย่างไร ? ฮึ" ราชสีห์ชักสนใจ
"ท่าทางสง่า ใหญ่โต เหมือนกับนายทุกอย่าง"
"อือ ! มันก็ผิดไปละซิ !"
"ก็นั่นละซินาย ที่จริงแผ่นดินนี้นายควรจะเป็นใหญ่แต่ผู้เดียว แต่เวลานี้นายใหญ่อย่างก่อนไม่ได้แล้ว ถ้ำเดียวกันเกิดมีราชสีห์สองตัว !" บริวารยุใหญ่
"มันอยู่ที่ไหนหละ พาข้าไปดูหน้ามันหน่อยสิ ! ข้าจะได้จัดการให้เสร็จเรื่องไปเสียที"
บริวารก็พาพญาราชสีห์ไปตามจุดที่กำหนดไว้คือ ที่ปากบ่อลึกแห่งหนึ่ง ซึ่งมีน้ำใสสะอาดอยู่ลึกลงไปที่ก้นบ่อ แล้วก็บอกพญาราชสีห์ว่า
"ท่านจงมองดูลงไปในนี้ซิ เวลานี้มันและบริวารได้มารออยู่แล้ว"
พญาราชสีห์ไปยืนที่ริมบ่อ ในโอกาสเดียวกันพวกบริวารก็ยืนล้อมเรียงรายรอบปากบ่อนั้นด้วย มันเป็นความจริง เมื่อพญาราชสีห์มองลงไปที่ก้นบ่อ ก็เห็นพญาราชสีห์ตัวหนึ่งยืนสง่าอยู่ในโน้น มันจ้องมองมาหาพญาราชสีห์ด้วย แล้วก็เห็นบริวารของมันเรียงรายกันรอบเหมือนกัน พญาราชสีห์อ้าปาก เจ้าราชสีห์ตัวนั้นก็อ้าด้วย พญาราชสีห์แยกเขี้ยว ราชสีห์ตัวนั้นก็แยกเขี้ยวด้วย พญาราชสีห์โมโห
พวกบริวารเห็นเช่นนั้นก็เชียร์ใหญ่ หนักเข้าพญาราชสีห์ หลงลมปากบริวาร ตัดสินใจจะลองดีกับราชสีห์ตัวนั้นให้เห็นฝีมือเสียบ้าง จึงกระโจนใส่ในทันที ร่างของพญาราชสีห์ก็ดิ่งลงสู่ก้นบ่อดังครืน หานึกไม่ว่าราชสีห์ที่เห็นอยู่ก้นบ่อนั้น ที่แท้คือเงาตัวเอง พวกบริวารใจคด ก็ได้กินเนื้อราชสีห์เป็นที่เอร็ดอร่อยสมดังใจ
นิทานเรื่องนี้เรียกว่าราชสีห์หลงเงา คนโบราณท่านพูดไว้ แล้วก็เล่ากันต่อๆ มา เป็นเรื่องสอนใจให้รู้ว่า อย่าเชื่อกองเชียร์จนเกินไป ผลที่สุดจะหลงเกลียดชังแม้แต่เงาตัวเอง

 

ที่มา :  http://www.dhammajak.net/

5/14/2555

นิทานเรื่อง เอาอย่างราชสีห์

เรื่อง เอาอย่างราชสีห์

 

นิทานเรื่อง เอาอย่างราชสีห์
(คัดลอกจากนิตยสารศุภมิตร (มกราคม-กุมภาพันธ์:๒๕๕๐) หน้า ๓๑-๓๒)
*ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

 


นานมาแล้วราชสีห์ตัวหนึ่งอยู่ในถ้ำ ณ หิมวันตประเทศ
วันหนึ่งฆ่าควายกินเป็นอาหารแล้วดื่มน้ำกำลังเดินกลับสู่คูหาที่อาศัย
สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเห็นราชสีห์นั้นในระยะกระชั้นชิดไม่อาจหลบหนีได้ทันจึงฟุบลง
ราชสีห์ถามว่า อะไรกันนี่? สุนัขจิ้งจอกจึงกล่าวตอบว่า
เจ้าประคุณผู้เป็นใหญ่ ข้าพเจ้าขอสมัครเป็นคนรับใช้ท่าน
ราชสีห์จึงว่า ถ้าอย่างนั้นเจ้าจงมาด้วยกัน ราชสีห์พาสุนัขจิ้งจอกนั้นไปสู่ที่อยู่ของตน
นำเนื้อที่เหลือจากตนกินมาเลี้ยงดูสุนัขจิ้งจอกทุกวัน
จนสุนัขจิ้งจอกนั้นอ้วนพีเพราะกินอาหารอันเป็นเดนของราชสีห์
วันหนึ่งสุนัขจิ้งจอกเกิดมานะขึ้น จึงพูดกับราชสีห์ว่า
วันนี้ขอให้ท่านอยู่แต่ในถ้ำเถิด ข้าเพจ้าจะออกจับช้างสักตัวหนึ่งกินเนื้อแล้วเอามาเผื่อท่านบ้าง ราชสีห์กล่าวว่า เจ้าอย่าทำอย่างนั้น เจ้ามิได้เกิดในกำเนิดสัตว์ที่จะฆ่าช้างกินเนื้อได้ ช้างตัวมันใหญ่ร่างมันสูง เจ้าฆ่ามันไม่ได้ เชื่อเราเถิด เจ้าอยู่เฉยๆ เราจะฆ่าสัตว์มาเลี้ยงเจ้าเอง แต่สุนัขจิ้งจอกมิได้เชื่อคำเตือนของราชสีห์ มันออกจากถ้ำ
ทำอาการบันลือ ทำนองที่ราชสีห์บันลือสีหนาท
ยืนบนยอดเขาแลดูลงไปยังเชิงเขา เห็นช้างดำตัวหนึ่งเดินอยู่ที่เชิงเขาจึงกระโดดลงไป
หมายใจว่า เราจักกระโดดลงบนกระพองช้าง แต่พลาดไปจึงกลิ้งตกลงใกล้ตีนช้าง
ช้างยกเท้าขึ้นเหยียบกระหม่อมของมันจนศีรษะมันแตก สมองไหล
มันนอนแขม่วท้องรอความตายอยู่ ช้างส่งเสียงโกญจนาทแล้วหลีกไป
ราชสีห์ยืนอยู่บนยอดเขา เห็นหมาจิ้งจอกถึงความพินาศเช่นนั้น จึงกล่าวว่า
"มิใช่สีหะ ทะนงตนว่า เป็นสีหะ ย่อมเป็นเหมือนสุนัขจิ้งจอกถูกช้างขยี้

นอนหายใจแขม่วอยู่บนพื้นดิน ผู้ใดไม่รู้กำลังความคิดและชาติสกุลของท่านผู้มีพยศ
เป็นคนชั้นสูงมีข้อลำแข็งแรง มีกำลังมาก ผู้นั้นจะเป็นสุนัขจิ้งจอก
ส่วนบุคคลใดใคร่ครวญแล้วจึงทำ รู้จักกำลังกาย กำลังความคิดของตน
มีความรอบคอบเป็นแบบแผน (ชปฺเปน) ด้วยการปรึกษาหารือ (มนฺเตน)
และด้วยคำสุภาษิต (สุภาสิเตน) ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ชำนะไพบูลย์ในโลกนี้"
สุนัขจิ้งจอกตายเพราะความทะนงเกินกำลัง

 

 

ทีมา http://www.dhammajak.net/forums/

Popular Posts

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top