12/30/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง หนูและช้าง

หนูและช้าง

นิทานก่อนนอนเรื่อง หนูและช้าง

 

หนูตัวหนึ่งตกลงไปในบ่อน้ำ ขึ้นจากบ่อไม่ได้ก็ร้องขอความช่วยเหลือ ช้างเดินผ่านมาได้ยินเสียงก็ชะโงกดูในบ่อ เห็นหนูตกอยู่ในบ่อก็สงสารหย่อยหางลงไปให้หนูไต่ขึ้นมา หนูขอบคุณช้างมาก และบอกว่าจะไม่ลืมบุญคุณของช้างเลย

หลายปีผ่านไป ช้างแก่ลง วันหนึ่งช้างเดินพลาดตกลงไปในซอกลำธารแคบ ๆ และตะกายขึ้นมาไม่ได้ หนูเดินผ่านมาพอดี หนูจึงรีบไปชวนเพื่อฝูงญาติพี่น้องมาช่วยกันแหวกลำธารให้กว้างขึ้นจนช้างสามารถขึ้นมาได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จงเมตตาต่อผู้อื่น แล้วผลดีจะตอบสนองท่าน

นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานมองโกเลีย

12/28/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง อย่าหลอกฉันเลย

อย่ามาหลอกฉันเลย

นิทานก่อนนอนเรื่อง อย่าหลอกฉันเลย

 

นกในติงเกลตัวหนึ่งเกาะอยู่บนยอดต้นโอ๊กและกำลังร้องเพลงอย่างที่ทำประจำเหยี่ยวตัวหนึ่งซึ่งกำลังหิวจัดบินผ่านมาเห็นมันเข้าจึงโฉบลงไปหาและใช้กรงเล็บอันแหลมคมตะปบมันไว้

นกไนติงเกลซึ่งกำลังจะถูกปลิดชีวิตจึงวิงวอนขอให้เหยี่ยวปล่อยมันไปโดยให้เหตุผลว่าขณะนี้มันยังตัวไม่ใหญ่พอที่จะขจัดความหิวของเหยี่ยว หากเหยี่ยวต้องการอาหารก็ควรจะล่านกที่ตัวใหญ่กว่ามันกิน

เหยี่ยวจึงพูดขัดคอนกไนติงเกลว่า “ข้าคงจะสติฟั่นเฟือนไปแน่หากปล่อยให้อาหารที่อยู่ในมือข้าแล้วหลุดลอยไปเพื่อนตามจับอาหารที่ยังไม่เคยเห็น อย่ามาหลอกข้าเลย”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การไม่หลงเชื่อคำพูดของใครง่าย ๆ ย่อมทำให้เราไม่เสียประโยชน์

12/26/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง หญฺิงชรากับหมอรักษาดวงตา

นิทานก่อนนอนเรื่อง หญิงชรากับหมอรักษาดวงตา

หญิงชรากับหมอรักษาดวงตา

หญิงคนหนึ่งเป็นผู้ที่มีฐานะร่ำรวย แต่เมื่อเข้าสู่วันชราดวงตากลับมืดมัวจนมองอะไรไม่เห็น นางจึงจ้างหมอมารักษาโดยทำสัญญาไว้ว่า ถ้าหมอรักษาให้นางสามารถมองเห็นได้เหมือนเดิมจะจ่ายค่ารักษาเป็นเงินก้อนใหญ่ แต่หากรักษาไม่หายหมอจะไม่ได้รับค่าตอบแทน

ทุกวันหมดจะนำยาหยอดตามาให้แก่หญิงชราที่บ้าน แต่ขากลับหมอได้ขโมยทรัพย์สินมีค่าติดมือกลับไปด้วยเสมอ โดยที่หญิงชรา ไม่รู้เมื่อขโมยของต่าง ๆ ไปจนหมดแล้วหมอก็รักษาตาของหญิงชราหายพอดี แต่เมื่อเอ่ยปากทวงค่ารักษา หญิงชรากลับไม่ยอมจ่ายให้ หมอจึงนำเรื่องไปฟ้องศาล

“หมดทำผิดสัญญา” หญิงชราให้การต่อศาลเมื่อเชิญตัวมาสอบปากคำ “เพราะเมื่อก่อนข้าพเจ้ามองเห็นทรัพย์สินทุกชิ้นในบ้านแต่บัดนี้ข้าพเจ้ามองไม่เห็นมันเลยแม้แต่ชิ้นเดียว”

ด้วยเหตุนี้หญิงชราจึงได้รับการตัดสินให้พ้นผิด เมื่อผู้พิพากษา สั่งให้สอบสวนอย่างถี่ถ้วน หมอจอมขโมยได้รับสารภาพ ยอมคืนทรัพย์สินให้แก่หญิงชราและได้รับการลงโทษอย่างสาสม

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ผู้ที่คดโกงอื่นย่อมต้องได้รับผลกรรมที่กระเอาไว้

12/23/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง กระรอกเจาะมะพร้าว

กระรอกเจาะมะพร้าว

 

นิทานเรื่องกระรอกเจาะมะพร้าว

 

 

 

มีหมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่แห่งหนึ่ง หมู่บ้านนี้มีต้นมะพร้าวขึ้นอยู่ริมฝั่งคลองเป็นจำนวนมาก บริเวณนั้นเป็นอันมาก ไม่มีบ้านผู้คน มีแต่สัตว์เล็กสัตว์น้อยอาศัยอยู่ เช่น พวกกระรอก กระแต เป็นต้น

วันหนึ่งมีมะพร้าวต้นหนึ่งที่ขึ้นอยู่ริมคลองฝั่งนี้ เกิดมีลูกดกมาก ลำต้นของมันทานน้ำหนักลูกไม่ไหวก็เลยค่อย ๆ เอนไป จนยอดมะพร้าวไปจดคลองฝั่งโน้น กระรอกฝูงหนึ่งเห็นมะพร้าวเอนลงมายังฝั่งของตนหัวหน้ากระรอกจึงพูดขึ้นว่า

“โอ้โฮ ! วันนี้พวกเราช่างโชคดีเหลือเกิน ลาภปากแท้ ๆ เลย”

“โชคดีอย่างไรล่ะท่านหัวหน้า ช่วยบอกหน่อยซิ” บริวารกระรอกถาม

“ก็โน่นไงเห็นมั้ย มะพร้าวลูกดกเอนมาทางฝั่งเรา” หัวหน้ากระรอกพูดพลางชี้ให้ดู

“อย่างนั้นพวกเราก็ไปกินมะพร้าวกันได้นะซีท่านหัวหน้า”

“ได้เลย ไปชวนกันมากินเยอะ ๆ นาน ๆ จะมีอาหารอันโอชะมาถึงที่อย่างสักที” หัวหน้าอนุญาต

ว่าแล้วบรรดากระรอกทั้งหลายก็ชวนกันปีนขึ้นไปเจาะกินน้ำมะพร้าว กินกันอย่างเพลิดเพลินอยู่หลายวัน วันละลูกสองลูก โดยไม่ได้ลงมาจากต้นมะพร้าวเลย และไม่ได้สังเกตถึงความผิดปรกติของต้นมะพร้าวด้วย กินกันจนหมดต้นเมื่อไรไม่รู้ตัว

เมื่อน้ำมะพร้าวแห้งหมดทุกลูกแล้ว ต้นมะพร้าวก็เอนกลับไปยังที่เดิม พวกกระรอกทั้งหลายก็ติดอยู่บนต้นมะพร้าวนั้น ไม่สามารถกลับไปยังฝั่งเดิมของตนเองได้ ครั้นจะว่ายน้ำข้ามไปก็ว่ายไม่เป็น กระรอกทั้งหลายต่างเศร้าโศกเสียใจ นั่งร้องไห้กันอยู่บนต้นมะพร้าวนั้น

หัวหน้ากระรอกเห็นดังนั้นก็ไม่สบายใจ จึงเรียกบริวารกระรอกมาประชุม ปรึกษาหารือกัน ว่าจะทำอย่างไรกันดี จึงจะกลับไปยังฝั่งของตนได้ ต่างแสดงความคิดเห็นกันหลากหลายวิธี แต่ก็ติดขัดตรงที่ทำตามที่คิดไม่ได้

ในที่สุดมีกระรอกตัวหนึ่งเสนอความคิดว่า “พวกเราน่าจะช่วยกันลงไปอมน้ำในแม่น้ำ แล้วนำมากรอกใส่ในลูกมะพร้าวทุกลูก เมื่อมะพร้าวมีน้ำเต็มทุกลูก ต้นมะพร้าวก็จะเอนไปยังฝั่งของเราดังเดิม” ความคิดนี้กระรอกทุกตัวต่างเห็นด้วยว่าน่าจะทดลองทำดู เพราะทำไม่ยาก เพียงแต่กระรอกทุกตัวต้องช่วยกันอย่างเต็มที่เท่านั้น

และแล้วการลำเลียงน้ำของกระรอกทุกตัวโดยการอมน้ำจากแม่น้ำไปกรอกลงในลูกมะพร้าวก็เริ่มขึ้น ในไม่ช้าน้ำในลูกมะพร้าวก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ๆ ทีละน้อย ทำให้ต้นมะพร้าวค่อย ๆ โน้มเอนลงไปทีละน้อยเช่นเดียวกัน พวกกระรอกทุกตัวต่างไม่ลดละความพยายาม

จนในที่สุดผลของความเพียรพยายามและความสามัคคีก็มาถึง เมื่อกระรอกช่วยกันอมน้ำไปกรอกในลูกมะพร้าวจนเต็มทุกลูก ต้นมะพร้าวก็โน้มเอนลงไปยังฝั่งที่อยู่ของกระรอกตามเดิม กระรอกทุกตัวต่างก็ดีใจที่ได้กลับมายังฝั่งของตนเองได้อย่างปลอดภัย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

๑. อย่าเป็นคนเห็นแก่กินมากจนเกินไป เพราะอาจทำให้เรา ได้รับความเดือดร้อน

๒. เมื่อเกิดปัญหาขึ้น จะต้องหาทางแก้ปัญหาด้วยปัญญา

๓. ความเพียรพยายามและความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะทำให้งานนั้นสำเร็จสมความตั้งใจ

12/11/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง ชี้หิน

ชี้หิน

นิทานก่อนนอนเรื่อง ชี้หิน

 

มีเทวดาอยู่องค์หนึ่ง ได้เหาะลงมายังเมืองมนุษย์ เพื่อมาค้นหาบุคคลผู้ไม่มีความโลภ และสละแล้วซึ่งกิเลสความอยากได้ใคร่มีในสิ่งต่าง ๆ เมื่อถึงมนุษย์โลกแล้ว เทวดาก็แปลงกายเป็นชายชรา เดินตรงเข้าไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่คนเดียว ชายชราจึงตรงเข้าไปหา พอถึงก็วางก้อนหินขนาดก้อนเท่ากับหัวแม่มือลงตรงหน้าชายหนุ่ม พร้อมชี้นิ้วชี้ของท่านชี้หินก้อนนั้น และแล้วหินก็กลายเป็นทองคำเหลืองอร่ามในทันที“เอ้าข้าให้เจ้ารับไว้ซิ เดี๋ยวข้าจะรีบไปธุระ”

เทวดาปลอมพูดแล้วก็หยิบทองคำยื่นส่งให้แก่ชายหนุ่ม แล้วก็เดินจากไปเทวดาเดินลับหลังมาได้สักครู่ ก็เห็นชายหนุ่มคนเดิมวิ่งตามมา พร้อมกับพูดอย่างระล่ำระลักเชิงขอร้องว่า“คุณตาครับกรุณาช่วยชี้หินก้อนนี้ให้ผมหน่อยได้ไหมครับ” พูดแล้วก็วางก้อนหินขนาดใหญ่ลงตรงหน้าชายชราปลอม “ข้าไม่ชี้ให้เอ็งหรอก เพระเอ็งมันคนโลภมาก” พูดแล้วชายชราปลอมก็เดินหนีไป ต่อจากนั้นชายชราก็เดินเข้าไปยังหมู่บ้านอื่น ๆ แล้วก็ทำเหมือนเดิม คือวางก้อนหินขนาดเท่าหัวแม่มือไว้ตรงหน้า ชี้หินให้กลายเป็นทองคำแล้วส่งให้ ต่อจากนั้นก็เดินจากไป ทุกครั้งที่ส่งหินทองคำให้ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หนุ่มสาว ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย ทุกคนจะต้องตามมาขอร้องให้ชายชราชี้ก้อนหินโตกว่าเดิมให้ เทวดา ที่ปลอมเป็นชายชราเห็นแล้วรู้สึกหมดกำลังใจ และคิดว่าคงจะหาใครสักคนหนึ่งที่เป็นผู้ไม่โลภโมโทสันในโลกมนุษย์นี้ไม่ได้เป็นแน่แท้ คิดจะกลับสู่สวรรค์แต่เพื่อให้มั่นใจจึงน่าลองดูอีกสักหน เผอิญเหลือบไปเห็นพระฤาษีตนหนึ่งกำลังนั่งบำเพ็ญตบะอยู่ใต้ต้นไม้ จึงเดินตรงเข้าไปหา พลางเอาก้อนหินวางไว้ตรงหน้า แล้วใช้นิ้วชี้ก้อนหินนั้นให้เป็นทองคำ แล้วพูดกับพระฤาษีว่า“ข้าแต่ท่านผู้ทรงศีลข้าขอถวายหินทองคำก้อนนี้แด่ท่าน”

“อาตมารับไว้ไม่ได้หรอก จงเอาคืนไปเถิด” พระฤาษีตอบพร้อมส่ายหน้าแสดงอาการปฏิเสธ ชายชราปลอมจึงเอาก้อนหินขนาดเขื่องกว่าเดิมมาชี้ให้เป็นทองคำ แล้วถวายแด่พระฤาษี คำตอบที่ได้รับก็ยังคงเหมือนเดิมคือ “อาตมารับไม่ได้หรอก จงเอาคืนไปเถิด”

แม้ชายชราปลอมจะนำเอาก้อนหินขนาดใหญ่สักเท่าใดก็ตาม มาชี้แล้วส่งให้ก็รับคำปฏิเสธจากพระฤาษีทำให้ชายชราปลอมมีกำลังใจขึ้นมากคิดในใจว่า “พระฤาษีตนนี้แหละ คือผู้ไม่โลภเป็นแน่แท้” ก่อนที่ชายชราปลอมจะจาไป ด้วยความสงสัยจึงถามพระฤาษีว่า “เหตุใดท่านจึงไม่รับหินทองคำเหล่านี้ไว้ ท่านไม่อยากได้หรือ”

“ใช่อาตมาไม่อยากได้ทองคำเหล่านั้นหรอก แต่อาตมาอยากได้นิ้วชี้ที่ชี้มากกว่า” พระฤาษีอธิบาย ชายชราปลอมได้ยินพระฤาษีพูดดังนั้นถึงกับนิ่งอึ้งแล้วก็เดินหนีไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ความโลภของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด คือมนุษย์ไม่มีความพอ

อยากได้โน่นได้นี่อยู่ร่ำไป ได้อย่างโน้นก็อยากจะได้อย่างนี้อีกจึงมีคำกล่าว
“แม้นว่าฝนจะตกลงมาเป็นเงินเป็นทอง มนุษย์ก็ยังไม่พอใจอยู่นั่นเอง

12/02/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง กลองเป็นเหตุ

กลองเป็นเหตุ

 

 

 

นิทานก่อนนอนเรื่อง กลองเป็นเหตุ

 

 

 

ณ เมืองหนึ่ง มีชายคนหนึ่งมีฝีมือในการตีกลองได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด ไม่มีใครมีฝีมือเทียบเท่าได้ คือตีกลองได้ทั้งจังหวะและความไพเราะ ทุก ๆ วันชายตีกลองผู้นี้จะออกไปตีกลองตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อแลกกับเงินที่ผู้ชมมาบริจาคให้แก่เขาด้วยความเต็มใจ เพราะชอบในฝีมือการตีกลองของเขา เขาจึงมีเงินเลี้ยงครอบครัวได้อย่างไม่เดือดร้อน

ชายผู้นี้มีบุตรชายคนหนึ่งกำลังอยู่ในวัยรุ่น และเขาก็ได้สอนให้ลูกชายของเขาฝึกตีกลองเป็นจังหวะต่าง ๆ จนได้ครบทุกจังหวะเรียกได้ว่ามีฝีมือใกล้เคียงกับพ่อมากทีเดียว ฉะนั้นเมื่อไปตีกลองที่ไหนสองพ่อลูกนี้ก็จะตีกลองสลับสอดรับกันไปมา ทำให้เสียงกลองเร้าใจผู้ฟังมากยิ่งขึ้น วันหนึ่งมีงานนักขัตฤกษ์ในเมือง ผู้เป็นพ่อจึงพูดกับลูกว่า

“ลูกเอ๊ย วันนี้มีงานในเมือง คนคงมาเที่ยวงานกันมาก เราไปตีกลองหาเงินกันมั้ยลูก”

“ไปซิพ่อ ผมก็คิดจะชวนพ่ออยู่เหมือนกัน เราอาจได้เงินเป็นจำนวนมากก็ได้” ลูกชายตอบ

ทั้งสองพ่อลูกรีบเดินทางเข้าไปในเมืองทันที เมื่อถึงสถานที่จัดงานแล้วก็เลือกหาที่แสดง ช่วยกันตั้งกลองเสร็จแล้วทั้งสองพ่อลูกก็เริ่มบรรเลงกลองขึ้น ผู้คนที่มาเที่ยวงาน เมื่อได้ยินเสียงกลองต่างก็พากันมายืนชมการตีกลองของทั้งสองพ่อลูกอย่างพออกพอใจ พร้อมทั้งได้บริจาคเงินให้แก่สองพ่อลูกนั้นเป็นจำนวนมาก

พองานเลิกก็ดึกมากแล้ว ครั้นจะอยู่พักค้างคืนที่นี่ วันพรุ่งนี้ก็จะต้องเดินทางไปตีกลองยังเมืองอื่นอีก เกรงว่าจะไปไม่ทัน ฉะนั้นสองพ่อลูกจึงช่วยกันเก็บข้าวเก็บของ พร้อมกับเงินใส่ถุงย่างรีบเดินกลับบ้านทันที เผอิญทางที่เดินกลับบ้านนั้นเป็นทางเปลี่ยว มีโจรผู้ร้ายคอยดักจี้ปล้นผู้คนที่เดินผ่านไปมาอยู่เสมอ เมื่อเดินทางมาได้สักพักพ่อจึงบอกแก่ลูกชายว่า

“ลูกเอ๊ย ทางที่เราจะต้องเดินทางผ่านไปนี่เป็นทางเปลี่ยว มีโจรผู้ร้ายชุกชุมมาก เพื่อป้องกันไม่ให้โจรมาปล้นเรา พ่อขอให้เจ้าตีกลองเป็นจังหวะการเดินทัพนะลูกนะ”

“ทำไมจะต้องตีกลองจังหวะการเดินทัพด้วยเล่าพ่อ มันไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย” ลูกชายถามด้วยความสงสัย

“เกี่ยวซิลูก ทำไมไม่เกี่ยวล่ะ เพราะถ้าโจรมันได้ยินเสียงกลองในจังหวะการเดินทัพ มันก็จะกลัว จะพากันหนีไปหมด และมันก็จะไม่มาปล้นเราไงลูก” พ่ออธิบาย

“ครับงั้นผมจะตีกลองเป็นจังหวะการเดินทัพเลยนะพ่อ” ลูกชายรับคำ

เมื่อโจรได้ยินเสียงกลองตีเป็นจังหวะการเดินทัพ มันคิดว่ากระบวนทัพของพระราชากำลังยกมา มันจึงพากันวิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต วิ่งไปได้สักพักหนึ่งก็หยุดพักเหนื่อยอยู่กลางป่า

ฝ่ายลูกชายเมื่อตีกลองจังหวะยกทัพไปได้สักพักหนึ่งก็เกิดสนุกขึ้นมา เขาจึงเปลี่ยนจังหวะการตีกลองเป็นจังหวะอื่น ๆ หลาย ๆ จังหวะเท่าที่เขาตีได้สลับกันไปมา อย่างคึกคะนอง โดยไม่ปฏิบัติตามคำที่พ่อสั่ง พ่อจะห้ามอย่างไรก็ไม่ฟัง ยังคงตีกลองอย่างนั้นเรื่อยไป

ฝ่ายนายโจรนั่งพักอยู่กับลูกน้องได้ยินเสียงกลองเป็นจังหวะต่าง ๆ สลับกัน ไม่ใช่จังหวะการเดินทัพ จึงกล่าวแก่ลูกสมุนว่า

“เฮ้ย เราถูกหลอกเสียแล้วมั้งเนี่ย พวกเอ็งลองฟังเสียงตีกลองซิ มันไม่ได้ตีเป็นจังหวะการเดินทัพนี่ แต่มันตีเป็นจังหวะต่าง ๆ สลับกัน ข้าว่าคงเป็นฝีมือการตีกลองของสองพ่อลูกที่ออกไปตีกลองหาเงินแล้วเดินทางกลับบ้านเสียมากกว่า”

“งั้นเราจะทำอย่างไรกันดีละนาย” ลูกสมุนโจรถาม

“เอายังงี้ก็แล้วกัน พวกเรารีบวิ่งตามเสียงกลองนั้นไป เพื่อดูว่าใครกันแน่ที่ตีกลองนั้น ถ้าเป็นสองพ่อลูกเราก็จะได้ปล้นมันเสียเลย” นายโจรสั่งการ

แล้วนายโจรและลูกสมุนต่างก็วิ่งตามเสียงกลองนั้น เมื่อไปทันเห็นสองพ่อลูกกำลังเดินกันอยู่ นายโจรจึงตะโกนว่า

“หยุด แล้วส่งเงินทั้งหมดมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นแกสองคนพ่อลูกจะต้องตาย”

“อย่าทำร้ายข้าทั้งสองคนเลย ข้ากลัวแล้ว เอ้า เอาเงินไป” ชายผู้เป็นพ่อพูดด้วยเสียงสั่นเครือ พร้อมทั้งส่งถุงย่ามที่ใส่เงินให้แก่นายโจร

นายโจรรับถุงย่ามมาตรวจดู เห็นมีเงินอยู่เป็นจำนวนมากก็ดีใจ และพูดขึ้นว่า

“แกสองคนพ่อลูกไปได้แล้ว และรีบไปเร็ว ๆ ด้วย อย่าให้ข้าเห็นหน้าอีก รีบไปเลยไป”

สองพ่อลูกต่างพากันรีบเดินกลับบ้านด้วยความเสียใจ แล้วพ่อก็เอ่ยปากพูดกับลูกว่า

“ลูกเอ๋ย นี่ถ้าเจ้าเชื่อฟังพ่อเรื่องอย่างนี้คงไม่เกิดขึ้น พ่อขอบอกเจ้าว่า ตั้งแต่นี้ไปขอให้เจ้าจงเชื่อฟังคำสั่งสอนของผู้หลักผู้ใหญ่ อย่าได้ดื้อรั้นอย่างนี้อีก ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนที่ควรจดจำ”

“ครับพ่อ ผมผิดไปแล้ว ผมขอสัญญาว่า ต่อไปนี้ผมจะเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่และผู้หลักผู้ใหญ่ทุกคน” ลูกชายสารภาพผิดพร้อมทั้งให้สัญญา

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

๑. การมีความรู้ความสามารถในด้านใดด้านหนึ่งอย่างเชี่ยวชาญ สามารถนำความรู้ความสามารถนั้น มาทำเป็นอาชีพที่มั่นคงได้

๒. การเป็นคนดื้อรั้น ไม่เชื่อฟังคำแนะนำสั่งสอนของผู้ใหญ่ ย่อมทำให้ได้รับความเดือดร้อน

๓. ผู้น้อยควรเชื่อฟัง คำแนะนำสั่งสอนของผู้ใหญ่ เพราะ ผู้ใหญ่ย่อมมีประสบการณ์ เคยพบเห็นสิ่งต่าง ๆ มาก่อน

Popular Posts

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top