8/26/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง คนตัดไม้กับต้นไม้

คนตัดไม้กับต้นไม้

  ตอไม้ _นิทานก่อนนอน

วันหนึ่ง ชายคนหนึ่งถือหัวขวานเข้าไปในป่า และได้อ้อนวอนแก่ต้นไม้ทั้งหลายในป่าแห่งนั้นว่า “ได้โปรดมอบกิ่งไม้เล็ก ๆ ให้ข้าสักกิ่งหนึ่งเถิด ท่านผู้สูงใหญ่และร่มรื่น”

บรรดาต้นไม้ทั้งหลายได้ยินคำอ้อนวอนที่สุภาพและเยินยอ จึงสละกิ่งเล็ก ๆ ทั้งลงมาให้กิ่งหนึ่ง  ชายผู้นั้นหลังจากนำมาเสียบทำเป็นด้ามขวานแล้ว จึงใช้ขวานของตนโค่นต้นไม้ในป่าแห่งนั้นลงต้นแล้วต้นเล่า

บรรดาต้นไม้ทั้งหลายได้แต่เศร้าเสียใจที่ให้อาวุธแก่ศัตรูโดยไม่พิจารณาไตร่ตรอง

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

อย่าหลงใหลในคำสรรเสริญเยินยออย่างวางใจในคำพูดของศัตรู

และสิ่งสำคัญอย่าให้อาวุธแก่ศัตรูเพราะมันจะย้อนกลับมาทำร้ายเราได้ในที่สุด

8/25/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง กากับลามะ

กากับลามะ

image

 

ลามะองค์หนึ่งถือเป็นกิจวัตรบำเพ็ญทานประจำวัน โดยแบ่งอาหารส่วนหนึ่งให้กาตัวหนึ่ง วันหนึ่งกาไม่มารับอาหาร และเมื่อมาในวันรุ่งขึ้นกาก็เรียกร้องขอส่วนแบ่งอาหารเป็นสองเท่า โดยอ้างว่าเมื่อวานไม่มา ลามะไม่มีอาหารพอที่จะแบ่งให้ กาก็โกรธมาก รีบบินไปป่าวข่าวให้แก่พวกโจรว่า ลามะองค์นี้มั่งคั่งมาก มีเหรียญทองเป็นจำนวนมาก

โจรคนหนึ่งรู้ภาษากา จึงเดินทางไปพบลามะและขู่ขอเหรียญทองจากลามะ ลามะก็บอกว่าอาตมาไม่เคยสะสมทรัพย์สินเงินทองเลย และถามโจรว่าใครไปบอกว่าลามะร่ำรวย โจรก็เล่าว่ากาไปบอก ลามะจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้โจรฟัง โจรจึงกลับไป ตั้งแต่นั้นมาลามะก็ไม่ให้อาหารแก่กาอีกเลย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

อย่าหาเรื่องกับผู้มีบุญคุณ

8/24/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง ไก่กับแมวและหนู

 

ไก่กับแมวและหนู

นิทานเรื่องหนู

ลูกหนูตัวหนึ่งอยู่ในวัยซุกซน มันหนีออกไปเที่ยวนอกรังด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อกลับมาหาแม่จึงเล่าเรื่องราวที่ได้ไปพบเห็นให้ฟังด้วยความตื่นเต้น

“แม่จ๋า…หนูไปพบกับสัตว์ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนสองตัว ตัวหนึ่งรูปร่างหน้าตาน่ากลัวอีกทั้งชอบส่งเสียงดัง ส่วนอีกตัวหนึ่งท่าทางใจดีและสุภาพ หนูเกือบจะเข้าไปคุยกับเขาแล้วละ หากว่าเจ้าสัตว์ที่หน้าน่ากลัว ตัวนั้นไม่ส่งเสียงร้องจนหนูตกใจ เลยรีบวิ่งหนีกลับมาหาแม่นี่แหละ”

“สัตว์ที่เจ้าว่าหน้าตาน่ากลัวนั้นมีลักษณะอย่างไรหรือลูก” แม่หนูซัก

“โอ๊ย…ตัวสูงใหญ่มากเลยจ๊ะแม่ มีขาสองขา มีปีกเหมือนนก แต่ขนาดใหญ่กว่า ชอบกระพือปีกแล้วโก่งคอส่งเสียงเอก-อี-เอ๊ก-เอ๊ก บ่อย ๆ และที่ปากของเขานะแม่มันทั้งยาวทั้งแหลม ถ้าโดยจิกละก็ลูกของแม่ต้องแย่แน่ ๆ เลย” ลูกหนูเล่าเสียงเจื้อยแจ้ว

“แล้วสัตว์ที่ว่าท่าทางใจดีล่ะลูก มีรูปร่างลักษณะเป็นอย่างไร”

“อ้อ…เขาก็มีรูปร่างคล้ายกับเรานี่แหละแม่ แต่ตัวโตกว่ามากเลย ขนเรียบเป็นมัน มีหูแบบเรา ที่ใต้จมูกก็มีขนคล้าย ๆ เรา นั่งสงบนิ่งกวัดแกว่งหางไปมา นาน ๆ ก็จะร้องเหมียว ๆ เขาคงเป็นสัตว์ที่ใจดีมากเลยนะจ๊ะแม่”

แม่หนูทำตาโต “เจ้าเข้าใจผิดแล้วล่ะลูก เพราะสัตว์ตัวนี้คือ แมว มันชอบกินหนูที่สุดเลย ส่วนสัตว์ที่ลูกว่าท่าทางน่ากลัวนั้นคือ ไก่ ซึ่งไม่ทำอันตรายหนูอย่างพวกเรา จำไว้นะลูก เราไม่อาจตัดสินอุปนิสัยใจคอของใครได้จากรูปร่างหน้าตา แต่คงดูจากการกระทำ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

อย่าตัดสินคุณค่าของใครโดยดูแต่ภายนอกควรพิจารณาจากจิตใจภายใน

8/20/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง ผลแห่งความพยายาม

ผลแห่งความพยายาม

                image                      image      

                     

 

 

กบ ๒ ตัว ซึ่งเดินทางท่องเที่ยวไปด้วยกันเกิดเคราะห์ร้ายตกลงไปในหม้อครีม ทั้งสองมองไม่เห็นอะไรเลย   กบตัวที่มองโลกในแง่ร้าย พูดว่า “ต้องเป็นน้ำที่มีพิษร้ายแน่นอน ข้าต้องตายแน่ๆ !” แล้วมันก็งอตัวด้วยความทอดอาลัยตายอยาก ผลสุดท้ายก็จมลงไปก้นหม้อและสิ้นชีวิต

กบตัวที่สองซึ่งมีความกล้าหาญ และไม่ยอมปล่อยตัวไปตามชะตากรรมร้องว่า “ข้าเคราะห์ร้าย แต่ข้าต้องพยายามช่วยตัวเองให้ถึงที่สุด!” แล้วมันก็เริ่มเตะถีบขาไปมาเพื่อตะเกียกตะกายออกไปจากหม้อครีม แม้จะไม่ได้ผล แต่มันก็ไม่สิ้นความพยายาม มันรวบรวมพละกำลังที่มีอยู่ทั้งหมดและพยายามเตะถีบขาให้แรงยิ่งขึ้น ๆ เพื่อขึ้นไปสู่ปากหม้อและจะได้กระโดดออกไป มันทำเช่นนี้จนกระทั่งสิ้นเรี่ยวแรงและแทบจะขยับเขยื้อนขาไม่ได้เลย ในที่สุดก็ร้องว่า “วาระสุดท้ายของข้ามาถึงแล้ว! ข้ากำลังจะตาย”

ฉับพลันนั้น กบกล้าหาญก็รู้สึกว่ามีแผ่นแข็ง ๆ อยู่ใต้ขาของมัน สิ่งนั้นคือครีมที่จับตัวเป็นเนยแข็งนั่นเอง การใช้ขาเตะถีบครีมในหม้ออยู่เป็นเวลานานเพื่อกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดของมันเป็นการปั่นครีมให้กลายเป็นเนยแข็งและทำให้มันรอดตายมาได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

จงอย่าเพิ่งสิ้นหวัง หากยังไม่ได้คิดจะสู้

8/19/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง เจ้าของโรงสีกับบุตรชายและลา

เจ้าของโรงสีกับบุตรชายและลา

image

เจ้าของโรงสีกับบุตรชายต้องการนำลาไปขายที่ตลาด ขณะที่จูงลาเดินอยู่ระหว่างทาง ชายผู้หนึ่งซึ่งเดินส่วนทางมาได้ให้คำแนะนำว่า

“ลาของท่านก็ดูแข็งแรงดี น่าจะให้ลูกชายขึ้นไปขี่ เด็กตัวเล็ก ๆ อย่างนี้จะให้เดินสมบุกสมบันแบบผู้ใหญ่ได้อย่างไร” เจ้าของโรงสีเห็นด้วยจึงบอกให้ลูกชายขึ้นไปขี่บนหลังลา ส่วนตัวเองจูงลาเดินมุ่งหน้าสู่ตลาด บังเอิญพบพ่อค้าสามคนระหว่างทาง   “เออหนอ…เดี๋ยวนี้ไม่มีใครเห็นอกเห็นใจเคารพนับถือผู้เฒ่าผู้แก่กันแล้ว ดูซิ…ลูกชายปล่อยให้พ่อเดินจนเหงื่อเต็มหน้า ส่วนตัวเองขึ้นไปนั่งกระดิกขาสบาย”

ผู้เป็นพ่อเห็นจริงตามที่พ่อค้ากล่าว เลยให้ลูกชายมาเดินจูงลาส่วนตนเองขึ้นไปขี่แทน เดินทางมาได้อีกพอสมควร ก็มีสองแม่ลูกเดินสวนทางมา แม่ได้หันไปกล่าวกับลูกสาวของตนด้วยน้ำเสียงเชิงแดกดัน

“ลูกเอ๋ยดูตาแก่หลังยาวนั่นซิ ปล่อยให้ลูกชายเดินจูงลา ส่วนตัวเองขึ้นไปนั่งอย่างสบาย ทำไมเขาถึงใจดำไม่ยอมให้ลูกชายขึ้นไปนั่งด้วย”

ผู้เป็นพ่อจึงเรียกลูกชายขึ้นไปนั่งบนหลังลาด้วยกัน และคิดว่าผู้คนที่พบเห็นคงจะเลิกวิพากษ์วิจารณ์เสียที แต่เดินทางต่อมาได้ไม่นานเท่าใดก็พบกับคนกลุ่มหนึ่ง ชายคนหนึ่งในกลุ่มได้กล่าวกับเพื่อของตนด้วยเสียงอันดัง

“พวกเราดูสองพ่อลูกจอมขี้เกียจนั่นซิ ขึ้นไปนั่งคู่กันอย่างนี้ ลงคงจะหลังหักก่อนถึงตลาดแน่” เจ้าของโรงสีรู้สึกเก้อเขินจึงชวนลูกชายลงจากหลังลา แล้วพิจารณาว่าจะทำประการใดจึงจะไม่ถูกพวกปากมากตำหนิ จะจูงก็ไม่ได้จะขี่ก็ไม่ดี ในที่สุดจึงตัดสินใจจับลาทั้งสี่ข้างมัดไว้แล้วใช้ไม้สอดหามกันไปอย่างทุลักทุเล ขณะเดินข้ามสะพานลาส่งเสียงร้องและดิ้นจนเชือกขาด มันจึงพลัดตกลงไปในน้ำและลอยหายไปต่อหน้าต่อตาของสองพ่อลูก

“กลับบ้านกันดีกว่า” เจ้าของโรงสีหันมาชวนลูกชาย

“นี่หากเราไม่หวั่นไหวกับคำพูดและความคิดเห็นของผู้อื่น คงจะไม่ต้องสูญเสียลาไปเช่นนี้”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การคิดทำอะไรให้ถูกใจมนุษย์ทุกคนก็เท่ากับไม่ได้ทำอะไรให้ถูกใจใครเลย

8/12/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง ชาวนากับสัตว์เลี้ยง

ชาวนากับสัตว์เลี้ยง

สุนัข

 

ชาวนาคนหนึ่งติดพายุหิมะอยู่ในบ้านเป็นเวลาหลายวัน

จนอาหารที่ตุนไว้หมด จึงจำเป็นต้องนำแกะที่เลี้ยงไว้มาฆ่าเพื่อใช้ประทังชีวิต

เมื่อเนื้อแกะหมดก็นำแพะที่เลี้ยงไว้มาฆ่ากิน แต่หิมะก็ยังตกหนักทำให้ต้องฆ่าวัวกินด้วยความจำเป็น   สุนัขสองตัวที่ชาวนาเลี้ยงเอาไว้เห็นเหตุการณ์มาโดยตลอดต่างปรึกษากันว่า  “พวกเราเห็นทีจะไม่ปลอดภัยแล้วล่ะเพื่อนเอ๋ย แม้แต่วัวที่เลี้ยงเอาไว้ไถนาและใช้แรงงาน เจ้านายยังนำมาฆ่ากิน อีกหน่อยอาจถึงคราวพวกเรา รีบหนีเอาตัวรอดกันดีกว่า”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

เมื่อรู้ว่ากำลังจะมีภัยเกิดขึ้นกับตนควรรีบหลีกเลี่ยงหรือหลบหนีก่อนที่จะสายเกินไป




8/11/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง จอมโกหก

จอมโกหก

image

มีเด็กอยู่สองคน โกหกชั้นหนึ่งไม่มีใครจับได้ วันหนึ่งทั้งสองคนได้ไปอาบน้ำที่ท่าน้ำแห่งหนึ่ง และได้ตกลงกันว่า ถ้าใครโกหกได้ดีจะมีรางวัลให้

คนหนึ่งกระโดดลงไปในแม่น้ำ โดยได้อมเหรียญห้าบาทลงไปด้วยหนึ่งเหรียญ พอโผล่ขึ้นมาก็บอกแก่เพื่อนว่า

“เฮ้ย ! ฉันดำน้ำลงไปเจอพญานาคกำลังเล่นไพ่กันอยู่ ฉันยังขอเหรียญห้าบาทมาหนึ่งเหรียญเลย”

เพื่อนอีกคนหนึ่งรู้ว่าโกหกแต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ก็เลยโดดลงไป ในน้ำด้วยความโมโห หัวเลยไปชนตอหัวแตก พอโผล่ขึ้นมาก็บอกแก่เพื่อนว่า

“เฮ้ย ! ฉันโดดลงไปในน้ำโชคไม่ดีเลย ท่านพญานาคกำลังเล่นไพ่เสีย เลยตีหัวข้าแตก แล้วบอกว่าให้ฉันมาเอาเงินที่แกครึ่งหนึ่งไปซื้อยา”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ขึ้นชื่อว่าคนโกหกแล้วจะโกหกได้ทุกอย่าง ถ้าหากว่าจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน




8/09/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง กวางในคอกวัว

image

 

กวางตัวหนึ่งถูกนายพรานตามล่า หนีกระเซอะกระเซิงมาจนถึงคอกวัวแห่งหนึ่ง จึงวิ่งเข้าไปหลบซ่อนตัวในรางหญ้า

“เจ้าควรไปหาที่ซ่อนแห่งใหม่ดีกว่า” วัวกล่าวเตือน “เพราะอีกไม่นานคนรับใช้กับเจ้านายของข้าก็จะเข้ามาในโรงนาแห่งนี้ เพื่อจัดหาหญ้าฟางให้พวกข้ากินและเขาจะต้องพบเจ้า”

“ตอนนี้ข้าเหนื่อยเหลือเกินพอพักสักครู่หนึ่งเถอะ” กวางอ้อนวอน “หากพวกเจ้าช่วยกันเอาฟางปิดทับตัวข้าไว้ เชื่อว่าคงจะปลอดภัยแน่”

พวกวัวช่วยกันทำตามที่กวางขอร้อง เมื่อคนรับใช้เอาหญ้าเข้ามาเติมให้ในรางจึงไม่สังเกตเห็นกวาง

“เจ้าพักหายเหนื่อยแล้ว “หากผู้เป็นเจ้านายของข้าซึ่งมีความละเอียดถี่ถ้วนกว่าคนรับใช้เข้ามาตรวจความเรียบร้อยละก็ เขาจะต้องพบเห็นเจ้าแน่”

“ถ้าพวกเจ้าช่วยกันปิดบังไว้ ย่อมไม่มีใครพบเห็นข้าได้ ขอพักหลบภัยที่นี่สักคืนหนึ่งก่อน”

กวางไม่ฟังคำเตือนของวัว ดังนั้นเมื่อเจ้าของโรงนาเข้ามาตรวจ ความเรียบร้อยและสังเกตเห็นเขากวางจึงเรียกคนรับใช้มาช่วยกันจับเอาไว้ได้ในที่สุด

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

เมื่อประสบความสำเร็จในครั้งแรกจงอย่าประมาท เพราะอาจจะพลาดพลั้งในครั้งต่อ ๆ ไป




8/05/2553

นิทานเรื่อง ไก่ชนกับหมาจิ้งจอก

ไก่ชนกับหมาจิ้งจอก

ไก่ชน

เมื่อหมาจิ้งจอกมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวเล้าไก่ ไก่ทุกตัวต่างพากันหวาดผวา แต่เห็นว่ามีประตูรั้วกั้นอยู่หมาจิ้งจอกคงเข้ามาทำอันตรายอะไรไม่ได้ จึงต่างค่อยเบาใจ ไก่ชนตัวหนึ่งบินขึ้นไปเกาะบนรั้ว ครั้นเห็นสุนัขจิ้งจอกทำท่ากระโจนใส่มันก็บินถลาลงมาด้วยความตกใจ พวกไก่ในเล้าต่างพากันหัวเราะเยาะ

“หมาจิ้งจอกยังอยู่นอกรั้วเท่านั้นทำไมเจ้าจึงขี้ขลาดตาขาวนักล่ะ ระวังจะหัวใจวายตาย” ได้ตัวหนึ่งกล่าวเย้ยหยัน

“เจ้าจะพูดอย่างไรก็ตามใจเถอะ ไก่ชนกล่าวตอบ “แต่ข้าน่ะเคยหนีรอดคมเขี้ยวของมันมาได้อย่างหวุดหวิด รู้พิษสงครามร้ายกาจของพวกหมาจิ้งจอกได้ดี หากพวกเจ้าเคยผ่านสถานการณ์เช่นข้าในครั้งนั้น เมื่อได้เผชิญหน้ากับมันในเวลานี้ คงมีสภาพไม่ผิดอะไรกับข้านักหรอก”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การยอมรับว่าเป็นคนขลาดแต่คอยระมัดระวัง ดีกว่าแสร้งเป้นคนกล้าหาญแต่ประมาท




Popular Posts

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top