5/30/2553

ชาวนากับสุนัข

นิทานก่อนนอน_สุนัข

 

ชาวนาคนหนึ่งเป็นหม้าย เขามีลูกน้อยคนหนึ่งซึ่งยังเป็นทารกนอนแบเบาะ วันหนึ่งเขาออกไปซ่อมรั้วหน้าบ้าน และทิ้งลูกน้อยให้นอนอยู่คนเดียวบนเบาะใบเล็ก ๆ ที่โคนต้นไม้ใหญ่ในบริเวณลานบ้าน

เมื่อซ่อมรั้วเสร็จ ชาวนาก็เดินกลับมาหาลูก แต่ภาพที่เห็นทำให้เขาสะเทือนใจและโกรธแค้นยิ่งนัก บนเบาะนั้นไม่มีลูกน้อยของเขา เบาะสีขาวเลอะเทอะไปด้วยรอบเลือดสีแดงสด ๆ ไม่ห่างจากเบาะเท่าใดนัก สุนัขของเขานอนหายใจแขม่ว ๆ อยู่ ตามตัวมันมีรอยเลือดอยู่เช่นเดียวกัน

ด้วยความแค้นอย่างที่สุด ชาวนารีบวิ่งขึ้นไปบนเรือน แล้วคว้าขวานสำหรับตัดไม้มาจามลงไปบนหัวสุนัขเต็มแรง สุนัขตัวนั้นถึงแก่ความตายทันที จากนั้นชาวนาก็เที่ยวเดินพล่านหาศพลูกน้อยของเขาซึ่งเขาเข้าใจว่าถูกสุนัขของเขาเองฆ่าเสียแล้ว

ฉับพลันก็มีเสียงเด็กร้องดังมาจากมุมรั้วด้านหนึ่ง ชาวนารีบวิ่งตามเสียงนั้นไปทันที แล้วเขก็เห็นลูกน้อยกำลังนอนดิ้นและร้องอยู่ด้วยความตกใจกลัวที่ข้างพุ่มไม้แห่งหนึ่ง ข้างตัวเด็กน้อยมีงูเหลือมตัวหนึ่งนอนตายอยู่

ชาวนาจึงค่อย ๆ ลำดับเหตุการณ์ทั้งหลายเข้าด้วยกัน เมื่อเข้าใจแล้ว เขาก็เสียใจมากที่หลงฆ่าสุนัขที่ซื่อสัตย์ของเขาซึ่งต่อสู้กับงูเหลือมเพื่อปกป้องลูกน้อยของเขาให้พ้นจากความตาย แต่แล้วมันก็ต้องมาตายเพราะความเข้าใจผิดของเขาเอง เขาเอาแต่อารมณ์ ไม่ได้ใช้สติปัญญาคิดให้รอบคอบก่อนทำ จึงเกิดผลเสียหายใหญ่หลวงเช่นนี้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
การจะทำอะไร อย่าทำด้วยอารมณ์ควรใช้สติปัญญาคิดให้รอบคอบก่อนทำเสมอ



5/29/2553

คำเตือนจากผู้อาวุโส

แกะ_นิทานก่อนนอน

 

 

สุนัขป่าฝูงหนึ่งส่งตัวแทนไปเสนอข้อตกลงบางอย่างกับแกะฝูงหนึ่งเพื่ออยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุขตราบชั่วกาลนานของทั้งสองฝ่าย ข้อเสนอนั้นคือให้ร่วมมือกันฆ่าฝูงสุนัขเลี้ยงแกะให้ตายทันที

บรรดาแกะที่โง่เขลาทั้งหลายต่างเห็นพ้องด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว แต่แกะชราตัวหนึ่งซึ่งประสบการณ์ชีวิตที่ยาวนานหลาย

ปีได้สร้างสติปัญญาอันปราดเปรื่องให้มันพูดกับตัวแทนของพวกสุนัขป่าว่า “พวกเราจะหวังว่าจะอยู่ร่วมกับพวกเจ้าด้วยความสงบได้อย่างไร เพราะแม้จะมีฝูงสุนัขคอบปกป้องอยู่ พวกเราก็ไม่เคยปลอดภัยจากการซุ่มโจมตีอันโหดร้ายของพวกเจ้าเลย !”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้

อย่าหลงเชื่อคำของศัตรูเพราะภัยอันตรายจะมาถึงตัว




5/26/2553

ชาวนากับงูพิษ

ชาวนากับงูพิษ

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ลูกชายชาวนาเดินไปเหยียบหางงูพิษตัวหนึ่งเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ ด้วยความเจ็บและตกใจงูตัวนั้นจึงแว้งกัดลูกชายชาวนาจนถึงแก่ความตาย ชาวนาผู้เป็นพ่อได้ใช้มีดฟันถูกหางของงูพิษขาด นับแต่นั้นมางูพิษก็คอยหาโอกาสแก้แค้นโดยการลอบเข้าไปกัดสัตว์เลี้ยงของชาวนาตายไปทีละตัวสองตัว ชาวนาเกรงว่าสัตว์เลี้ยงของตนจะตายหมดคอก จึงคิดว่าควรจะผูกมิตรกับงูไว้ด้วยการนำอาหารอันมีรสเลิศพร้อมด้วยน้ำผี้งไปให้กับงู

“นับต่อแต่นี้ไป เราควรเลิกเป็นศัตรูกัน” ชาวนากล่าวกับงูพิษ “ลูกชายของข้าเดินซุ่มซ่ามไปเหยียบเจ้า จึงสมควรแล้วที่เขาจะได้รับการลงโทษ และการที่เจ้ากัดเขาตายก็เป็นเพราะความตกใจมิได้มีเจตนา ฉะนั้นเราควรหันมาเป็นมิตรกัน ส่วนวัวควายของข้าต่อไปเจ้าก็อย่าได้รบกวนทำอันตรายอีกเลย”

“อย่าเลย เราคงเป็นมิตรที่ดีต่อกันไม่ได้หรอก” งูกล่าวปฏิเสธ “ท่านจะลืมได้หรือว่าข้าเป็นผู้กัดลูกชายของท่านจนถึงแก่ความตาย และข้าก็”ไม่อาจลืมได้ว่าเป็นผู้ตัดหางจนขาดด้วนอยู่จนทุกวันนี้”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

แม้จะสามารถให้อภัยแก่กันได้แต่เรื่องที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและสูญเสียในอดีตนั้นเป็นการยากที่จะลืม

เลือนได้ ฉะนั้นก่อนจะทำอะไรควรพิจารณาให้รอบคอบ




5/23/2553

ชาวประมง

ชาวประมง

 

ชาวประมงกลุ่มหนึ่งออกไปจับปลาโดยวิธีลากอวน เมื่อลองลากอวนดูและรู้สึกว่าอวนหนักมาก พวกเขาก็เต้นรำด้วยความปีติยินดีเพราะคิดว่ามีปลาตัวใหญ่มาติดอวนมากมาย

แต่เมื่อชาวประมงเหล่านี้ลากอวนขึ้นมาบนฝั่งก็พบว่ามีปลาอยู่เพียงสองสามตัวเท่านั้น มีแต่ทราบและก้อนหินเต็มไปหมด พวกเขาเศร้าโศกเสียใจเพราะความผิดหวังอันรุนแรงนี้ สิ่งที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าในขณะนี้ไม่เหมือนกับที่ได้คาดหวังไว้อย่างสูงส่งเลย

ชาวประมงชราคนหนึ่งในกลุ่มนี้พูดว่า “พวกเราควรหยุดคร่ำครวญได้แล้ว ข้ามีความเห็นว่าความเศร้าโศกเป็นฝาแฝดกับความปีติยินดี

และพวกเราก็เพิ่งได้รับประสบการณ์นี้เมื่อครู่นี้เอง พวกเราเต้นรำด้วยความปีติยินดี แต่อีกเพียงไม่กี่นาทีต่อมาก็ต้องร้องไห้คร่ำครวญเพราะความผิดหวังอยู่ในขณะนี้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

อย่าหลงดีใจกับสิ่งที่ยังไม่มาถึงหรือสิ่งที่ยังไม่รู้เพราะสิ่งที่คิดอาจจะไม่ได้ดังที่หวัง




5/21/2553

หมูกับหมา

นิทานเรื่องหมู_หมา

กาลครั้งหนึ่ง มีชาวนาครอบครัวหนึ่งเลี้ยงหมูและหมาไว้ที่บ้าน ครอบครัวชาวนาให้หมูและหมาไปไถนา โดยให้หมาตะกุยตะกายดิน หมูก็ให้มันคุ้ยดินให้ร่วน พอไปถึงนา หมูเริ่มคุ้ยดิน หมานอนอยู่เฉย ๆ ไม่ช่วยทำอะไรเลย หมูมันก็เริ่มคุ้ยดินจนเสร็จ ส่วนหมาวิ่งหยอกกันไปมาอย่างสบายใจ ในที่สุดบริเวณที่นาที่หมูคุ้ยนั้นไม่มีรอยเท้าของหมูเลยเป็นร่องรอยเลย เห็นแต่รอบเท้าของหมา เพราะหมูคุ้ยดินก่อนหมาวิ่งเล่นทีหลังทำให้ลบรอยเท้าหมูจนหมดสิ้น คงเห็นแต่รอยเท้าหมาอย่างชัดเจนเต็มท้องนา

เมื่อหมูคุ้ยดินเสร็จและหมาก็วิ่งเล่นจนเหนื่อยแล้วจึงพากันกลับบ้าน หมาได้บอกเจ้าของบ้านว่า

“หมูไม่ได้ช่วยไถช่วยคุ้ยดินเลย ข้าเป็นผู้คุ้ยดินเอง หมูเอาแต่นอนเล่น ถ้าไม่เชื่อลองไปดูที่คุ้ยเสร็จแล้วสิ จะไม่เห็นรอยเท้าหมูสักนิด มีแต่รอบเท้าของข้าทั้งหมด”

ชาวนานั้น เมื่อรู้ดังนั้นจึงออกไปดูที่นา เห็นแต่รอบเท้าหมาจริงเหมือนที่หมาบอก เมื่อไปเห็นดังนั้นจึงเชื่อว่าหมาสู้งานหนักจริง ๆ

ด้วยความเชื่อเช่นนั้น ชาวนาคนนั้นจึงไม่ยอมเลี้ยงหมูด้วยข้าวสุกและก็บ่นว่า

“หมูนะหมูต่อไปเอ็งไม่ต้องกินข้าวสุกแล้ว ข้าจะให้เอ็งกินแต่รำ และข้าจะให้ข้าวสุกแก่หมาเท่านั้น”

ด้วยเหตุนี้เองหมูจึงต้องกินรำมาจนถึงทุกวันนี้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การประจบสอพลอไม่ได้ทำให้ชีวิตสุขสบายเสมอไป และการฟังความ ไม่ควรฟังความข้างเดียว




5/14/2553

หลวงตาฉันขนุน

นิทานก่อนนอน_หลวงตา

 

นานมาแล้ว มีหลวงตารูปหนึ่งเป็นพระธุดงค์ วันหนึ่งได้ธุดงค์ไปหยุดพักอยู่ในป่าใกล้ ๆ กับหมู่บ้าน ชาวบ้านออกมาหาของป่าพบพระธุดงค์รูปนั้นเกิดศรัทธาอันแรงกล้า จึงได้นิมนต์เข้าไปในบ้าน เพื่อให้ประกอบพิธีทำบุญบ้าน ตกกลางคืนเจ้าของบ้านนิมนต์ให้ท่านจำในห้องที่เก็บขนุนสุกไว้

ครั้นเวลากลางดึกเจ้าของบ้านนอนหลับหมด หลวงตาจึงแอบฉันขนุนหมด ๑ ลูก หลังจากนั้นไม่นานก็ปวดท้องถ่ายอุจจาระอย่างแรง เนื่องจากไม่อยากให้เจ้าของบ้านรู้เห็น ประกอบกับบ้านในชนบทสมัยก่อนไม่มีส้วมสำหรับถ่ายอุจจาระ หลวงตาจึงเอาผ้าอุดก้นไว้ แล้วหนีออกจากบ้านหลังนั้นไปในตอนเช้าตรู่ ขณะที่เจ้าของบ้านยังไม่ตื่นนอน หลวงตาวิ่งไปสะดุดกับคันนาแล้วล้มกับพื้นในลักษณะคว่ำหน้าก้นโด่ง กลางทุ่งนาบริเวณนั้นมีฝูงอีแร้งหลายตัวออกมาหากิน เมื่ออีแร้งฝูงนั้นได้กลิ่นอุจจาระจึงมารุมจิกผ้าที่หลวงตาอุดก้น ทันใดนั้นอุจจาระที่พุ่งจู๊ดออกมาอย่างแรงเปรียบดังลูกกระสุนที่พุ่งออกจากธนูมาโดนอีแร้งตายไป ๑ ตัว

เมื่อหลวงตาลุกขึ้นได้แล้วเก็บเอาอีแร้งกลับไปยังวัด ให้เด็กวัดชำแหละเอาเนื้อต้มให้ท่านฉัน ขณะที่เด็กวัดกำลังต้มเนื้ออีแร้งอยู่ หลวงตาได้กลิ่นโชยมาเตะจมูกทำให้น้ำลายสออยากฉันด้วยความหิวโหย จึงถามเด็กวัดว่า

“เจ้าต๋อง ต้มเนื้ออีแร้งสุกหรือยัง ข้าได่กลิ่นหอมอยากฉันแล้วนะ”

เด็กวัดตอบว่า

“ยังไม่เปื่อยครับหลวงตา”

“ลองตักมาชิมดูก่อนซิ” หลวงตาบอก

ฝ่ายหลวงตาได้ชิมเนื้อต้มถ้วยแรกหมดไปแล้ว จึงบอกกับเด็กวัดว่า

“อร่อยจริง ๆ ตักมาอีกสักถ้วยซิ”

เด็กวัดก็ตักเนื้ออีแร้งมาถวายให้หลวงตาฉันจนหมดทั้งหม้อ หลวงตายังติดใจในรสชาติเอร็ดอร่อยของเนื้ออีแร้งต้มนั้น จึงถามเด็กวัดว่า

“เนื้ออีแร้งต้มนั้นหมดแล้วรึ”

เด็กวัดตอบว่า

“หมดแล้วครับหลวงตา ผมตักจนหมดหม้อแล้วครับ”

หลวงตาไม่แน่ใจจึงเดินไปดูเห็นแต่น้ำแกงติดก้นหม้ออยู่นิดหนึ่ง หลวงตาก็ก้มลงเลียน้ำแกง หัวหลวงตาจึงติดอยู่กับก้นหม้อ หลวงตาพยายามดึงหัวออกมาแต่ก็ออกไม่ได้ จึงเรียกเด็กวัดให้หาไม้มาทุบหม้อออก (สมัยก่อนใช้หม้อดินหุงต้มอาหาร ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อน) และบอกกับเด็กวัดว่า

“เจ้าต๋องเอ๋ย ข้าดึงหัวออกจากหม้อไม่ได้ เอ็งไปหาไม้มาตีหม้อให้แตกเร็ว ๆ นะ”

เจ้าต๋องไม่รอช้าวิ่งไปเอาไม้ตะบองเล็ก ๆ มาตีหม้อ แต่ตีไม่แตก หลวงตาจึงบอกให้เอาไม้ตะบองลงตีหม้ออย่างแรงหลายครั้งจนหม้อแตก หัวหลวงตาก็แตก เลือดและมันสมองไหลออกมาอย่างน่ากลัว เจ้าต๋องกลัวจึงวิ่งหนีสุดชีวิต และไม่นานหลวงตาก็ มรณภาพลง ณ ที่ตรงนั้นเอง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

. ชี้ให้เห็นการขาดความสำรวมของสมณเพศ ปกติพระสงฆ์จะต้องเป็นผู้ที่มีความสำรวมทั้งกาย วาจา ใจ

. สะท้อนให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชนบทสมัยก่อน เช่น ไม่มีห้องน้ำห้องสุขาใช้อย่างปัจจุบัน

. การปฏิบัติตามคำสั่งโดยการขาดพิจารณา บางครั้งก็ทำให้ผู้เกี่ยวข้องเดือดร้อน หรือเกิดการเสียหายหรืออาจถึงตายได้ เช่นเดียวกับเด็กวัดที่ซื่อตรงเกินไป ไม่ใช้สติปัญญาไตร่ตรอง คอบทำตามคำสั่งอย่างเดียวเท่านั้น




หลวงตาฉันขนุน

นิทานก่อนนอน_หลวงตา

 

นานมาแล้ว มีหลวงตารูปหนึ่งเป็นพระธุดงค์ วันหนึ่งได้ธุดงค์ไปหยุดพักอยู่ในป่าใกล้ ๆ กับหมู่บ้าน ชาวบ้านออกมาหาของป่าพบพระธุดงค์รูปนั้นเกิดศรัทธาอันแรงกล้า จึงได้นิมนต์เข้าไปในบ้าน เพื่อให้ประกอบพิธีทำบุญบ้าน ตกกลางคืนเจ้าของบ้านนิมนต์ให้ท่านจำในห้องที่เก็บขนุนสุกไว้

ครั้นเวลากลางดึกเจ้าของบ้านนอนหลับหมด หลวงตาจึงแอบฉันขนุนหมด ๑ ลูก หลังจากนั้นไม่นานก็ปวดท้องถ่ายอุจจาระอย่างแรง เนื่องจากไม่อยากให้เจ้าของบ้านรู้เห็น ประกอบกับบ้านในชนบทสมัยก่อนไม่มีส้วมสำหรับถ่ายอุจจาระ หลวงตาจึงเอาผ้าอุดก้นไว้ แล้วหนีออกจากบ้านหลังนั้นไปในตอนเช้าตรู่ ขณะที่เจ้าของบ้านยังไม่ตื่นนอน หลวงตาวิ่งไปสะดุดกับคันนาแล้วล้มกับพื้นในลักษณะคว่ำหน้าก้นโด่ง กลางทุ่งนาบริเวณนั้นมีฝูงอีแร้งหลายตัวออกมาหากิน เมื่ออีแร้งฝูงนั้นได้กลิ่นอุจจาระจึงมารุมจิกผ้าที่หลวงตาอุดก้น ทันใดนั้นอุจจาระที่พุ่งจู๊ดออกมาอย่างแรงเปรียบดังลูกกระสุนที่พุ่งออกจากธนูมาโดนอีแร้งตายไป ๑ ตัว

เมื่อหลวงตาลุกขึ้นได้แล้วเก็บเอาอีแร้งกลับไปยังวัด ให้เด็กวัดชำแหละเอาเนื้อต้มให้ท่านฉัน ขณะที่เด็กวัดกำลังต้มเนื้ออีแร้งอยู่ หลวงตาได้กลิ่นโชยมาเตะจมูกทำให้น้ำลายสออยากฉันด้วยความหิวโหย จึงถามเด็กวัดว่า

“เจ้าต๋อง ต้มเนื้ออีแร้งสุกหรือยัง ข้าได่กลิ่นหอมอยากฉันแล้วนะ”

เด็กวัดตอบว่า

“ยังไม่เปื่อยครับหลวงตา”

“ลองตักมาชิมดูก่อนซิ” หลวงตาบอก

ฝ่ายหลวงตาได้ชิมเนื้อต้มถ้วยแรกหมดไปแล้ว จึงบอกกับเด็กวัดว่า

“อร่อยจริง ๆ ตักมาอีกสักถ้วยซิ”

เด็กวัดก็ตักเนื้ออีแร้งมาถวายให้หลวงตาฉันจนหมดทั้งหม้อ หลวงตายังติดใจในรสชาติเอร็ดอร่อยของเนื้ออีแร้งต้มนั้น จึงถามเด็กวัดว่า

“เนื้ออีแร้งต้มนั้นหมดแล้วรึ”

เด็กวัดตอบว่า

“หมดแล้วครับหลวงตา ผมตักจนหมดหม้อแล้วครับ”

หลวงตาไม่แน่ใจจึงเดินไปดูเห็นแต่น้ำแกงติดก้นหม้ออยู่นิดหนึ่ง หลวงตาก็ก้มลงเลียน้ำแกง หัวหลวงตาจึงติดอยู่กับก้นหม้อ หลวงตาพยายามดึงหัวออกมาแต่ก็ออกไม่ได้ จึงเรียกเด็กวัดให้หาไม้มาทุบหม้อออก (สมัยก่อนใช้หม้อดินหุงต้มอาหาร ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อน) และบอกกับเด็กวัดว่า

“เจ้าต๋องเอ๋ย ข้าดึงหัวออกจากหม้อไม่ได้ เอ็งไปหาไม้มาตีหม้อให้แตกเร็ว ๆ นะ”

เจ้าต๋องไม่รอช้าวิ่งไปเอาไม้ตะบองเล็ก ๆ มาตีหม้อ แต่ตีไม่แตก หลวงตาจึงบอกให้เอาไม้ตะบองลงตีหม้ออย่างแรงหลายครั้งจนหม้อแตก หัวหลวงตาก็แตก เลือดและมันสมองไหลออกมาอย่างน่ากลัว เจ้าต๋องกลัวจึงวิ่งหนีสุดชีวิต และไม่นานหลวงตาก็ มรณภาพลง ณ ที่ตรงนั้นเอง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

. ชี้ให้เห็นการขาดความสำรวมของสมณเพศ ปกติพระสงฆ์จะต้องเป็นผู้ที่มีความสำรวมทั้งกาย วาจา ใจ

. สะท้อนให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชนบทสมัยก่อน เช่น ไม่มีห้องน้ำห้องสุขาใช้อย่างปัจจุบัน

. การปฏิบัติตามคำสั่งโดยการขาดพิจารณา บางครั้งก็ทำให้ผู้เกี่ยวข้องเดือดร้อน หรือเกิดการเสียหายหรืออาจถึงตายได้ เช่นเดียวกับเด็กวัดที่ซื่อตรงเกินไป ไม่ใช้สติปัญญาไตร่ตรอง คอบทำตามคำสั่งอย่างเดียวเท่านั้น




ความโลภและความริษยา

นิทานก่อนนอน_ไหว้เจ้า

 

 

ชายสองคนซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกัน วันหนึ่งได้ชวนกันไปเฝ้าเทพจูปีเตอร์หรือซีอุส ผู้เป็นราชาแห่งเทพเจ้าทั้งปวง เทพจูปีเตอร์รู้ว่าชายคนแรกนั้นเป็นคนที่มีแต่ความโลภ ส่วนชายอีกคนหนึ่งในใจของเขามีแต่ความริษยา เพื่อเป็นการสั่งสอนและลงโทษ เทพจูปีเตอร์จึงอนุญาตให้ทั้งชายสองนึกขอพรในใจได้ตามปรารถนา แต่มีข้อแม้ว่าท่านจะบันดาลให้อีกคนหนึ่งได้รับพรเป็นสองเท่าของผู้ที่ขอ

“ข้าต้องการเพชรนิลจินดาและทองคำเต็มห้อง” ชายผู้มีความโลภขอพรเป็นแรก แต่แล้วก็ก็ต้องเสียใจเพราเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เพื่อนของตนจะต้องได้เพชรนิลจินดาถึงสองห้อง แม้จะสมปรารถนาชายผู้มีความโลภก็หาความสุขใจมิได้แม้แต่น้อย ส่วนชายอีกคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าบัดนี้ตนเองกลายเป็นมหาเศรษฐีไปโดยบังเอิญเพราะความโลภของเพื่อนบ้าน เขาคิดแต่ว่าไม่อยากให้เพื่อนของตนเสวยสุขกับพรที่ได้รับจากเทพเจ้า จึงขอพรให้ตัวเองตาบอดข้างหนึ่ง เพื่อให้ชายผู้มีความโลภตาบอดทั้งสองข้าง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ความโลภและความริษยาเป็นหนทางไปสู่ความวิบัติ




5/12/2553

จำอวดกับชาวเมือง

นิทานก่อนนอน ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เศรษฐีผู้มั่งคั่งแห่งกรุงโรมต้องการให้นักแสดงในงานเฉลิมฉลองที่ตนจัดขึ้น เพื่อให้ชาวเมืองได้พักผ่อนหย่อนใจ โดยประกาศว่าจะให้รางวัลอย่างงามแก่ผู้ที่แสดงตลกมุขใหม่ ๆ ไม่ซ้ำกับคนอื่นนักแสดงตลกจากทั่วทุกสารทิศเมื่อทราบข่าวจึงเดินทางมาเปิดการแสดงที่กรุงโรมเป็นอันมาก มีนักแสดงตลกผู้หนึ่งอวดอ้างตัวว่าสามารถแสดงมุขตลกได้ไม่เหมือนใคร ดังนั้นเมื่อถึงคิวที่เขาทำการแสดง จึงมีประชาชนเข้ามารอชมกันอย่างเนืองแน่น ครั้นถึงเวลาแสดง นักแสดงตลกผู้อวดอ้าวตัวได้ออกมาหน้าเวทีตามลำพังโดยไม่มีผู้ช่วยหรือลูกทีมเหมือนคนอื่น ๆ เขาทำทีเป็นซ่อนลูกหมูไว้ในอกเสื้อ แล้วก้มหน้าทำเสียงร้องเลียนเสียงของลูกหมูได้เหมือนจริงมากทำให้คนดูรู้สึกสนุกสนาน แต่มีหลายคนสงสัยว่านักแสดงตลกคงจะซ่อนลูกหมูไวในอกเสื้อจึงขอให้ถอดออกพิสูจน์ เมื่อเห็นว่านักแสดงตลกไม่ได้ซุกซ่อนลูกหมูไว้อย่างที่ทุกคนเข้าใจ คนดูจึงปรบมือให้ในความเก่งกล้าสามารถของเขา ขณะที่เศรษฐีผู้มั่งคั่งแห่งกรุงโรมจะมอบรางวัลพิเศษแก่นักแสดงตลก ชาวเมืองผู้หนึ่งซึ่งนั่งดูอยู่ด้วยได้ผุดลุกขึ้นประกาศว่า “รางวัลพิเศษควรจะเป็นของข้า เพราะข้าสามารถทำเสียงลูกหมูได้เหมือนและแนบเนียนกว่านักแสดงตลกผู้นี้ ถ้าไม่เชื่อขอเชิญทุกคนมาพิสูจน์ในวันรุ่งขึ้น” เมื่อถึงเวลาทำการแสดง นักแสดงตลกกับชาวผู้ท้าทายต่างขึ้นเวลาพร้อมกัน ชาวเมืองต่างตบมือเสียงดังสนั่น เพราะมีผู้ชมมากกว่าวันก่อน นักแสดงตลกคนเดิมทำเสียงเลียนเสียงลูกหมูเหมือนครั้งแรก ครั้งถึงคิวของนักแสดงตลกคนใหม่ เขาทำทีเหมือนซ่อนลูกหมูเอาไว้ในอกเสื้อและแสดงการบิดหูลูกหมูเต็มแรง ได้ยินเสียงลูกหมูร้องลั่นเวที แต่คนดูต่างส่งเสียงโห่หาว่าเขาแสดงได้ไม่ดีเท่านักแสดงตลกคนแรก พร้อมส่งเสียงขับไล่เขาลงจากเวที “พวกท่านเป็นผู้ชมประเภทไหนกัน จึงแยกไม่ออกระหว่างของจริงกับของปลอม” นักแสดงตลกคนใหม่แกะกระดุมเสื้อของเขาออก ปรากฏว่าเขาซ่อนลูกหมูจริง ๆ เอาไว้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เรามักหลงเชื่อในสิ่งที่หลอกลวงยิ่งกว่าสิ่งที่เป็นจริง




5/04/2553

ยายกับหลาน

 

นิทานก่อนนอน_ยายกับหลาน

 

 

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มียายกับหลานอาศัยอยู่ในกระท่อมเล็ก ๆ หลังหนึ่งกลางป่าลึก ซึ่งมีสัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่ ของป่าที่จะนำมาเป็นอาหารและยารักษาโรคก็มีมากมาย ทุก ๆ วัน ยายจะออกไปหาของป่ามาเป็นอาหารและนำไปขาย

อยู่มาวันหนึ่งยายพร้อมหลานชายวัน ๑๕ ปี ได้ออกไปหาของป่าเช่นเคย หลานเก็บของป่าได้หลายอย่าง มีกล้วย มะม่วง และขิง แล้วก็กลับมาถึงกระท่อมก่อน ยายและนำขิงมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ บาง ๆ แล้วนำไปผึ่งแดดให้แห้ง เพื่อจะนำไปขายในวันหลัง ตลาดที่จะนำสิ่งของไปขายนั้นอยู่ไกลมาก จะต้องเดินทางประมาณ ๒-๓ วัน จึงจำเป็นต้องตากให้แห้งสนิทดี เพื่อป้องกันของเน่าเสีย

หลานชายเป็นเด็กขยันมาก ทั้ง ๆ ที่ขณะนั้นเวลาเที่ยงวันแล้ว แต่ยังไม่ยอมกินข้าว ด้วยความอยากได้ของป่าไปขายมาก ๆ จึงจะกลับเข้าไปในป่าอีกครั้ง

ขณะนั้นยายกลับมาจากป่าด้วยความหิวข้าว ตั้งใจจะมากินข้าวพร้อมกับหลานชาย แต่หลายชายบอกยายว่า “รอหลานอีกซักหน่อยเถอะนะยาย หลายจะไปเก็บของป่าให้ได้มาก ๆ หลานจะไปอีกรอบหนึ่งนะยาย” หลานชายบอกยายแล้วก็เข้าป่าอีกครั้งไม่นานนักหลานชายก็กลับเข้ามา นำของที่หามาได้ไปผึ่งแดดเหมือนเดิม ขณะทีเดินผ่านของที่ผึ่งแดดไว้เมื่อเช้านี้ ก็เห็นขิงที่ผึ่งไว้มันหดหายไปก็โกรธกับยาย กล่าวหาว่ายายเอาขิงไปซ่อนไว้เพื่อจะนำไปขายเอง ที่จริงขิงมันเหี่ยวมองดูทำให้เข้าใจว่าหายไปมากทีเดียว

ขณะที่ยายพยายามชี้แจงว่าของที่หลานชายผึ่งแดดไว้นั้น มันเหี่ยวแห้งเพราะถูกแดดถูกลม หลายชายไม่ฟังยายกลับโมโหสุดขีด ฉวยไม้ตะบองตีหัวยายจนตายคาที่ โดยที่ยายไม่มีโอกาสอธิบายรายละเอียดให้หลานฟังให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเลย

“สเว็ตเตอเจา ๆ ๆ ๆ ๆ” (สเว็ตเตอเจา ภาษาเขมรถิ่นไทยสุรินทร์ สเว็ต แปลว่าเหี่ยวแห้ง, เตอ แปลว่า ดอก, หรอก เจา แปลว่า หลาน) หมายความว่า “เหี่ยวหรอกนะหลานนะ” ก็คือยายร้องบอกว่า “มันเหี่ยวหรอกนะหลาน”

นกชนิดนี้มีเสียงร้อง “สเว็ตเตอเจา ๆ ๆ ๆ ๆ” มาตราบเท่าทุกวันนี้ หากออกไปเดินเล่นแถว ๆ ท้องทุ่งนาจะได้ยินเสียงนกชนิดนี้ ร้องอธิบายให้ฟังว่าของที่หลานหามาได้แล้วผึ่งแดด ผึ่งลมไว้มันก็เหี่ยวแห้งไปเอง ยายไม่ได้เอาไปซ่อนหรอกนะหลานนะ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การถือเอาความโกรธเป็นใหญ่ โดยยังไม่ได้รับฟังเหตุผล เห็นสาเหตุแห่งความหายนะ จึงไม่ควรให้ความโกรธ มีอำนาจเหนือเหตุผลและความจริง




5/02/2553

นกยูงกับนกกระเรียน

นกยูง_นิทานก่อนนอน

 

นกยูงเป็นสัตว์ที่ชอบโอ้อวดตนและหลงใหลในความงามของตนเอง วันหนึ่งเมื่อได้พบกับนกกระเรียนจึงแพนหางอันงดงามของมันอวดทันที

“เจ้ายอมรับไหมล่ะ ว่าเรื่องความงามแล้วไม่มีใครเทียบข้าได้หรอก” นกยูกล่าวอย่างภาคภูมิใจ

“แต่เขาอาจจะไม่รู้ว่า ปีกและหางที่แข็งแรง มีคุณประโยชน์มากกว่าปีกและหางที่มีแต่ความงามแบบฉาบฉวยของพวกเจ้ามากนัก ถ้าไม่เชื่อเจ้าลองบินตามข้ามาให้ทันซิ”

กล่าวจบนกกระเรียนก็กางปีกบินขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

คนโง่เขลามักจะหลงใหลอยู่กับความสวยงามภายนอก แต่คนฉลาดรู้ถึงคุณประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ภายใน




Popular Posts

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top