4/30/2553

ลิงกับปลา

 

 

 

นิทานก่อนนอน_ลิง ลิงกับปลาเป็นเพื่อนกัน มีความรักใครช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี เมื่อมีเวลาว่างลิงจะไปคุยกับปลา ปรึกษาหรือปรับทุกข์กันอยู่เสมอ

ลิงนั้นเป็นสัตว์ที่ได้เปรียบปลามาก เพราะจะไปไหนก็สะดวก มีเสรีที่จะท่องเที่ยวหาอาหารในป่าต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง

แต่ลิงก็คิดการณ์ไกลต่อไปว่า ถ้าเกิดอาหารในป่าหมดไป ตนก็อาจจะต้องพึ่งพาอาศัยปลาบ้างก็ได้ อย่างน้อยการที่ลิงได้คบกับปลานั้นทำให้ลิงกว้างขวางขึ้น เผื่อมีศัตรูรุกรานลิงก็จะมีปลาคอยช่วยเหลือได้บ้าง

ปลานั้นเป็นสัตว์ที่จะต้องอาศัยอยู่ในน้ำ ปลาคิดว่าการที่ได้ลิมาเป็นเพื่อนนั้น ปลาจะได้รับประโยชน์จากลิงมากมายหลายประการ อย่างน้อย ถ้าเผื่อปลาได้ติดค้างอยู่บนบกลิงก็จะช่วยจับปลามาปล่อยลงน้ำได้

อีกประการหนึ่งลิงก็ไม่กินปลาเป็นอาหาร ดังนั้น การคบกันกับลิงก็มีความปลอดภัย ยิ่งบนบกก็มีอาหารอุดมสมบูรณ์ ลิงก็อาจจะนำอาหารมาให้ตนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลไม้สุก ๆ ที่เป็นเศษอาหารเหลือจากลิงแล้ว ลิงก็อาจจะทิ้งมาให้ปลากินบ้าง

เป็นอันว่าการคบกันของลิงกับปลานั้น ได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ปลานั้นได้ประโยชน์ระยะสั้น ส่วนลิงนั้นได้ประโยชน์ระยะยาว ซึ่งต่างก็ถ้อยอาศัยกันตลอดมา

 

นิทานก่อนอนอน_ปลา

อยู่มาวันหนึ่งเกิดน้ำท่วม ท่วมป่าด้วย ทั้งลิงและปลาต่างก็เป็นห่วงซึ่งกันและกัน ลิงนั้นเที่ยวกระโดดไปตามกิ่งไม้ ตามต้นไม้ต่าง ๆ ร้องเรียกหาปลา กลัวว่าปลาจะติดค้างอยู่ตามต้นไม้ กิ่งไม้ หาเท่าไรก็ไม่พบปลา

หาปลาจนอ่อนเพลียหลับไปบนต้นไม้ต้นหนึ่ง ปลาก็เที่ยวหาลิงทุกหนทุกแห่งที่ปลาสามารถจะว่ายน้ำไปได้ ปลาคิดในใจว่า คราวนี้เป็นโอกาสของเราที่ช่วยเหลือลิงบ้าง เพราะตลอดเวลาที่คบกันนั้น ปลาจะได้รับการช่วยเหลือจากลิงเป็นส่วนมาก ปลาจึงมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะช่วยเหลือลิงบ้าง แต่ก็หาลิงไม่พบ หาลิงจนอ่อนใจจึงเข้าไปพักอยู่ในโพรงต้นไม้แห่งหนึ่ง เพื่อให้มีกำลังแข็งแรงแล้วค่อยคิดหาลิงต่อไป

แต่แล้วธรรมชาติก็ได้ช่วยให้ลิงกับปลาได้พบกันจนได้ กล่าวคือ น้ำป่าที่ท่วมนั้นได้พัดพาเอาปลาที่อยู่ในโพรงนั้นขึ้นไปกระทบกับกิ่งไม้ที่ลิงเกาะอยู่ ลิงพอถูกน้ำป่ากระเด็นมากระทบตนก็ตกใจตื่น สายตาก็เหลือบไปเห็นปลาซึ่งกำลังถูกกระแสน้ำพัดพามาที่ตนอยู่พอดี จึงได้จับปลาไว้ แล้วนำปลาไปไว้บนยอดไม้ ไม่ให้ปลาถูกน้ำอีกต่อไป

ลิงคิดว่าถ้าขืนให้ปลาอยู่ในน้ำซึ่งไหลเชี่ยวอย่างนั้น ปลาก็อาจจะเป็นอันตรายได้ ส่วนปลาก็เห็นด้วยกับลิง

ปลาคิดว่าถ้าตนเองต้องอยู่ในน้ำที่พัดแรงนี้ตัวเองอาจจะไปกระทบกับก้อนหินตายเสียก่อนก็ได้ สู้อยู่กับลิงบนยอดไม้นี้จะปลอดภัยกว่า อย่างไรเสียก็จะช่วยกันหาอาหารมาให้เรากินได้ ปลาลืมว่าตนเองเป็นสัตว์น้ำเสียสนิท ในไม่ช้าปลาก็ตาย ฝ่ายลิงนั้นเมื่อเห็นปลาเพื่อนยากของตนต้องตายไปต่อหน้าต่อตา ก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก

“การที่จะช่วยเหลือผู้อื่นนั้น เราต้องศึกษาทำความเข้าใจ ในตัวของผู้ที่เราจะช่วยเหลือเขาให้ดีเสียก่อนว่า เขาต้องการความช่วยเหลืออย่างไร แค่ไหน และการที่จะรับความช่วยเหลือจากผู้อื่นนั้น เราต้องคิดให้รอบคอบว่าเขาช่วยเหลือเราถูกต้องตามที่เราต้องการหรือไม่ การช่วยเหลือของเขานั้นสอดคล้องกับสภาพหรือธรรมชาติของเราหรือไม่ มิฉะนั้นก็จะเกิดอันตราย ได้รับความเสียหายได้เป็นอย่างมาก”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการที่จะช่วยเหลือผู้อื่นนั้น

เราต้องศึกษาทำความเข้าใจในตัวของผู้ที่เราจะช่วยเหลือเขาให้ดีเสียก่อน

การที่จะรับความช่วยเหลือจากผู้อื่นนั้น เราต้องคิดให้รอบคอบ

ว่าเขาช่วยเหลือเราถูกต้องตามที่เราต้องการหรือไม่




4/29/2553

สิงโตเจ้าเล่ห์

นิทานก่อนนอน_วัวกระทิงนิทานก่อนนอน_สิงโค

สิงโตตัวหนึ่งเฝ้าดูวัวกระทิงด้วนตัวหนึ่งกินหญ้าอยู่ในทุ่งหญ้า ปากมันมีน้ำลายสอเมื่อนึกถึงเนื้อวัวกระทิงแสนอร่อย

แต่มันก็ไม่กล้าโจมตีวัวกระทิงเพราะกลัวถูกขวิดด้วยเขาวัวอันแหลมคม อย่างไรก็ตาม ความหิวบังคับให้มันต้องทำบางสิ่งบางอย่าง

เนื่องจากการใช้กำลังจะไม่นำความสำเร็จมาให้ สิงโตจึงตัดสินใจว่าจะใช้เล่ห์เพทุบายแทน

สิงโตไปหาวัวกระทิงด้วยท่าทางที่เป็นมิตรไมตรีและพูดว่า “ข้าอดไม่ได้ที่จะพูดให้เจ้ารู้ว่าข้าชื่อชมในรูปร่างอันมหัศจรรย์ของเจ้ามากเพียงใด หัวของเจ้าสวยงามเหลือเกิน ! ไหล่และต้นขาของเจ้าก็บึกบึนและเต็มไปด้วยพลัง ! แต่สหายรักของข้า อะไรทำให้เจ้าต้องสวมเขาแสนน่าเกลียดเหล่านี้ไว้ เจ้าต้องรู้สึกว่ามันรุงรังแน่ ๆ เพราะจะใช้มองอะไรก็ไม่ได้ โปรดเชื่อข้าเถอะ เจ้าจะดูงามสง่ามากขึ้นหากไม่มีเขาเหล่านี้”

วัวกระทิงผู้โง่เขลาจึงถูกชักชวนให้ตัดเขาทิ้ง และเมื่อสูญเสียอวัยวะป้องกันตัวที่มีอยู่เพียงอย่างเดียวไปแล้ว มันก็ตกเป็นเหยื่ออันโอชะของสิงโตอย่างง่ายดาย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

อย่าหลงเชื่อคำใครง่าย ๆ เพราะจะเป็นอันตรายแก่ตนเอง




4/27/2553

จงทำตนเหมือนพญามังกร

 

พญามังกร_นิทานก่อนนอน กาลครั้งหนึ่ง มีอาจารย์กับลูกศิษย์เดินผ่านป่าไม้เห็นคนตัดต้นไม้ จึงเข้าไปถามว่า

“ทำไมจึงไม่ตัดต้นไม้ต้นนั้น ?”

คนตัดต้นไม้ตอบว่า

“เพราะต้นไม้ต้นนั้นมีเนื้อไม้ที่ไม่ค่อยดี ใช้ทำประโยชน์อะไรไม่ได้”

อาจารย์จึงบอกกับลูกศิษย์ว่า

“เห็นไหม ต้นไม้ต้นนั้น มันไม่มีประโยชน์ จึงรอดมาได้ ไม่ถูกโค่น”

ครั้นอาจารย์กับลูกศิษย์เดินต่อไป ก็พบคนฆ่าห่านกำลังถามนายของตนว่า

“จะให้ฆ่าห่านตัวที่ร้องได้หรือตัวที่ร้องไม่ได้”

นายก็สั่งว่า

“ให้ฆ่าห่านตัวที่ร้องไม่ได้”

พอวันรุ่งขึ้น ลูกศิษย์จึงถามอาจารย์ว่า

“เมื่อวานท่านบอกว่าต้นไม้ที่ไม่มีประโยชน์ จึงไม่ถูกโค่น ส่วนห่านตัวที่ร้องไม่ได้ไม่มีประโยชน์กลับถูกฆ่าตาย ระหว่างมีประโยชน์กับไร้ประโยชน์ ท่านจะเลือกอย่างไหน”

อาจารย์จึงตอบว่า “จงทำตัวเหมือนพญามังกรเถิด เดี๋ยวก็แสดงตนให้ปรากฏ เดี๋ยวก็หลบหายเข้าไปในกลีบเมฆ จงอยู่ท่ามกลางระหว่างประโยชน์กับไร้ประโยชน์ ปรับตัวให้เหมาะสมกับธรรมชาติ สามารถยืดหยุ่นได้ ไม่ทำตัวเด่นจนเขาอิจฉา และไม่ทำตัวไร้ค่าเสียจนเขาต้องขจัดทำลาย”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

จงอยู่ท่ามกลางระหว่างประโยชน์กับไร้ประโยชน์ปรับตัวให้เหมาะสมกับธรรมชาติ

สามารถยืดหยุ่นได้ ไม่ทำตัวเด่นจนเขาอิจฉาและไม่ทำตัวไร้ค่าจนเขาต้องขจัดทำลาย




4/22/2553

อุึ่งอ่างกับวัว

cows แม่วัวตัวหนึ่งหากิน อยู่ในทุ่งนา บังเอิญเดินไปเหยียบลูกอึ่งอ่างตายเกือบหมดคอก เหลือรอดเพียงตัวเดียว เมื่อตามหาแม้จนพบ ลูกอึ่งอ่างจึงเล่าเหตุที่เกิดขึ้นให้ฟังด้วยอาการตัวสั่นงันงก

“แม่จ๋า… สัตว์อะไรก็ไม่รู้ตัวมันใหญ่โต เหยียบลูก ๆ ของแม่ตายหมด เหลือหนูรอดมาเพียงตัวเดียว”

“เจ้าสัตว์ที่ว่านั่นตัวใหญ่เท่านี้ได้ไหมลูก” แม่อึ่งอ่างพองตัวให้ลูกดู

“โอ๊ย…มันใหญ่กว่านี้กลายเท่าแม่จ๋า”

“งั้นใหญ่เท่านี้ได้ละมั้ง” แม่อึ่งอ่างพองตัวให้ใหญ่ขึ้นอีก

“ก็ยังเล็กกว่าเจ้าตัวนั้นอยู่นั่นแหละแม่จ๋า”

ไม่ว่าแม่อึ่งอ่างจะพยายามพองตัวให้ใหญ่สักแค่ไหน ลูกก็ยังยืนยันว่ายังเล็กกว่าเจ้าสัตว์ที่มันเห็นอยู่นั่นเอง แม่อึ่งอ่างไม่ยอมแพ้ อึดใจเบ่งเต็มที่จนเกินกำลังที่ตัวมันจะรับไว้ได้ท้องจึงแตกถึงแก่ความตาย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การไม่รู้จักประมาณตนย่อมเป็นหนทางไปสู่ความพินาศ

* บางตำนานเล่าว่าแม่อึ่งอ่างคิดว่าตนเองก็มี ๔ ขาเช่นเดียวกับแม่วัวที่เข้ามากินหญ้าในนา จึงพยายามจะเบ่งตัวให้พองลมใหญ่เท่าแม่วัว แต่ลูกอึ่งอ่างก็ยังบอกว่าเล็กกว่าแม่วัวอยู่มาก สุดท้ายแม่อึ่งอ่างจึงเบ่งจนท้องแตกตายเพราะความไม่เจียมตัวของตนเอง บางตำนานเปลี่ยนตัวละครจากอึ่งอ่างเป็นกบก็มี




ใครโม้ได้เก่งกว่ากัน

นิทานเรื่องใครโม้ได้เก่งกว่ากัน

มีชายอยู่ ๓ คน เป็นเพื่อนบ้านกัน ชื่อดอกบวบ ดอกรัก ดอกคูน วันหนึ่งทั้ง ๓ คนได้มาพบกัน และได้ตกลงกันว่า ให้แต่ละคนเล่านิทานสู่กันฟังคนละเรื่อง โดยให้เป็นเรื่องที่โม้ที่สุด ดอกบวบทำหน้าที่เล่าก่อนดังนี้

ฉันมีปืนยาว ๗ คืบ ใส่ดินปืนไป ๘ คืบ พร้อมใส่ลูกปืนไป ๘ ลูก แล้วฉันก็ออกเดินทางไปหายิงนกเป็ดน้ำที่หนองน้ำแห่งหนึ่ง เผอิญไปพบนกเป็นน้ำ ๘ ตัว ลอยคออยู่ในหนองน้ำนั้น ฉันก็ยิงปืนโป้งเดียว ถูกนกเป็ดน้ำตายไป ๗ ตัว ส่วนอีกตัวบินอยู่บนท้องฟ้า ฉันก็เดินไปเก็บนกเป็ดน้ำที่ตายในหนอง ก็งมไปเจอลูกปืนจมน้ำอยู่ลูกหนึ่ง อยู่ลูกหนึ่ง ฉันก็เลยบอกกับลูกปืนว่า “โน่นนกเป็ดน้ำบินอยู่บนฟ้าโน่น” เจ้าลูกปืนก็วิ่งวู้ด ๆ ไป ถูกนกเป็ดน้ำที่บินอยู่นั้นตกลงมา ฉันเลยได้นกเป็ดน้ำเพิ่มอีกตัวหนึ่ง

ดอกรักทำหน้าที่เล่าบ้าง เมื่อวานฉันไปเกี่ยวแฝก สะพายกระบอกน้ำไปด้วย เมื่อไปถึงป่าแฝกก็ตั้งกระบอกน้ำทิ้งไว้ แล้วลงมือเกี่ยวแฝก ขณะที่ข้าเกี่ยวแฝกอยู่นั้น แฝกมันเคลื่อนไปเคลื่อนมา พอดีมีหมูป่าตัวหนึ่งวิ่งมา ฉันเลยขว้างมันด้วยเคียวนี่ ด้ามเคียวเข้าไปคาอยู่ในตูดหมูป่า หมูป่าตกใจก็วิ่งไปวิ่งมาจะให้เคียวหลุด เคียวก็เกี่ยวแฝกให้ฉันหมดป่าเลย วันนั้นเผอิญเกิดไฟไหม้ป่า ลุกลามมาไหม้กระบอกน้ำที่ข้าวางทิ้งไว้ด้วย เหลือแต่น้ำตั้งโด่ฉันยังได้กินน้ำเลย

ดอกคูนเล่าบ้างว่า เมื่อวานนี้ฉันไปเที่ยวล่าสัตว์ในป่าเผอิญไปเจอช้างเข้า ก็เลยยิงช้างตาย ฉันก็เอามีดมาเถือหนังช้าง เถือตรงไหนมันก็ไม่เข้า ฉันเหนื่อยเต็มทีจึงไปนั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้ พอดีมีอีแร้งมาจากไหนก็ไม่รู้ มันคงหิวบินมาสัก ๕๐ ตัว อีแรงก็มาจิกช้างกิน มันจิกตรงไหนก็ไม่เข้า มันก็ลองไปจอกตรงตูดช้าง ตูดช้างมันก็โหว่ อีแร้งมันก็พากันเข้าไปอยู่ในท้องช้างหมด ฉันก็เลยเอาใบไม้ไปอุดตูดช้างไว้ พอดีมีเจ๊กสองคนพ่อลูกเดินผ่านมา บอกว่าจะไปเมืองจีน ถามซื้อช้างฉันว่าจะขายเท่าไร ตกลงฉันขายไป ๕๐๐ บาท แล้วตาแป๊ะก็โดดขึ้นช้างลูกก็กอดเอว ช้างมีอีแร้งอยู่ในท้องก็บินขึ้นไปบนฟ้าเลย เผอิญลูกเจ๊กเกิดถ่ายท้อง เมื่อถ่ายแล้วไม่มีอะไรเช็ด จึงไปดึงเอาใบไม้ออกมาจากตูดช้าง เพื่อจะนำมาเช็ดก้น อีแร้งเห็นดังนั้นจึงบินออกมาจากท้องช้าง เจ๊กและลูกเลยตกลงมาตายหมด

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ทุกคนต่างก็มีดีด้วยกันทั้งนั้นจงอย่าคิดว่าเราดีหรือแน่กว่าคนอื่น

เพราะคนอื่นอาจจะดีหรือแน่กว่าเราก็ได้ จงอย่าประมาท




4/20/2553

นิทานเรื่อง วิธีทำให้คนอื่นเห็นความสำคัญและรักตัวเอง

รัก

นานมาแล้ว มีศิษย์ของเล่าจื้อคนหนึ่ง เป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่าง เวลาไปพักแรมไปไหนจะมีคนมาต้อนรับคอยโค้งคำนับ

วันหนึ่งศิษย์ของเล่าจื้อผู้นี้ไปต้อนรับเล่าจื้อ เล่าจื้อพูดกับเขาว่า

“ฉันคงไม่สามารถสอนเจ้าต่อไปได้แล้ว”

คำพูดของเล่าจื้อ ทำให้เขางงมาก จึงอ้อนวอนว่า

“ข้าพเจ้าบกพร่องสิ่งใดหรือ โปรดสอนข้าพเจ้าเถิด”

เล่าจื้อจึงตวาดว่า

“ไอ้จองหอง ที่สะอาดกลับทำเปื้อน ที่เต็มกลับทำพร่อง”

เขาได้นำคำตวาดของเล่าจื้อมาคิด เมื่อคิดได้แล้วจึงนำมาปรับปรุงตัวเองเสียใหม่ ไม่เจ้ายศ เจ้าอย่างต่อไป มีความเป็นอยู่อย่างง่าย ๆ และมักจะสอนลูกศิษย์ของตนต่อมาว่า

“ถ้าเราคิดว่าตัวเราเป็นคนสำคัญ ก็จะไม่มีความสำคัญไว้ให้คนอื่นเห็น แต่ถ้าเราคิดว่าเราไม่สำคัญ คนอื่นก็จะเห็นความสำคัญและรักในตัวเรา”.

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

หากเราคิดว่าตัวเราเป็นคนสำคัญ

ก็จะไม่มีความสำคัญไว้ให้คนอื่นเห็น

แต่หากเราคิดว่าเราไม่สำคัญ

คนอื่นก็จะเห็นความสำคัญและรักในตัวเรา

4/18/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง กบเลือกนาย

นิทานก่อนนอน กบฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ในหนองน้ำใหญ่อย่างอิสรเสรีไม่มีใคร คอยบังคับเคี่ยวเข็ญ ทำให้รู้สึกพวกตนช่างมีความสุขสบายเหลือคณา

อยู่ต่อมาพวกกบต่างปรึกษากันว่าการอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ควรจะมีหัวหน้าหรือพระราชาปกครอง ซึ่งนอกจากจะเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้วยังช่วยคุ้มครองป้องกันอันตรายให้กับพวกตนได้อีกด้วย

ครั้นมีความคิดเห็นตรงกันบรรดากบทั้งหลายจึงทำฎีกาถวายเทพเจ้าขอให้ช่วยส่งหัวหน้าหรือพระราชาที่มีความสามารถลงมาปกครองพวกตน

เทพเจ้ารู้ว่าพวกกบมีความเป็นอยู่สุขสบายกันจนเคยตัวก็เลยนึกอยากมีหัวหน้าไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้คิดจริงจังอะไร จึงประทานท่อนซุงให้หล่นจากฟากฟ้าตกลงสู่หนองน้ำเสียงดังโครมใหญ่ เกิดคลื่นขนาดมหึมา พวกกบพากันตกใจกลัวรีบดำหนีไปหลบที่ก้นสระ

เมื่อเห็นว่าน่าจะปลอดภัยแล้วจึงพากันโผล่ขึ้นมา ครั้นเห็นซุงท่อนใหญ่ก็รู้ว่าเป็นพระราชาที่เทพเจ้าประทานมาให้ ต่างพากันดีอกดีใจและให้ความเคารพนอบน้อมท่อนซุงนั้น

อยู่ต่อมาไม่นานก็มีกบตนหนึ่งเกิดใจกล้ากระโดดขึ้นไปเกาะบนท่อนซุงใหญ่ กบตัวอื่น ๆ เห็นว่าพระราชาของตนมิได้ว่ากล่าวอันใดก็พากันกระโดดตามขึ้นไปบ้าง“พระราชาของเราองค์นี้ท่านก็ใจดีอยู่หรอก แต่ช่างอ่อนแอไม่เอาไหนเลย วัน ๆ ได้แต่ลอยไปลอยมาแสนจะน่าเบื่อ” กบตัวหนึ่งกล่าวอย่างหมดความยำเกรง “น่าจะไปร้องขอพระราชาองค์ใหม่ที่เข้มแข็งกว่านี้มาปกครองพวกเราดีกว่า”

เมื่อพวกกบทำฎีกาถวายเพื่อขอพระราชาองค์ใหม่ เทพเจ้าทรงพิโรธเห็นว่าพวกกบไม่รู้จักพอใจในความเป็นอยู่ที่แสนสุขสบายของตน คราวนี้เลยส่งนกกระสาไปแทนท่อนซุง พวกกบในสระต่างถูกจับกินเป็นอาหารไม่เว้นแต่ละวัน เมื่อได้รับความเดือดร้อนจึงพากันทูลขอพระราชาองค์ใหม่จากเทพเจ้าอีกครั้ง

“เมื่อเจ้าไม่พอใจสภาพความเป็นอยู่เดิมของตน” เทพเจ้าตวาดเสียงดังลงมาจากฟากฟ้า “ก็จงทนอยู่กับสภาพที่พวกเจ้าร้องขอไปเถอะ…”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การไม่รู้จักพอในสิ่งที่ตนเป็นที่ตนมีอยู่เที่ยวร้องขอในสิ่งที่ต้องการไม่รู้จบสิ้น

ย่อมเกิดผลร้ายติดตามมาในที่สุด

Popular Posts

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top