1/31/2553

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่อง นกเค้าแมวเจ้าเล่ห์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระอินทร์ได้ลงมายังโลกมนุษย์ อยู่มาวันหนึ่งพระอินทร์พูดกับคนและสัตว์โลกทั้งหลายว่า “ถ้าหากว่าใครฝันอยากได้อะไรก็ให้บอกจะหาให้ได้ทุกอย่างที่ฝันอยากจะได้”

คืนหนึ่งราชสีห์ฝันว่า ได้กินเนื้อช้างที่กำลังตั้งท้อง ราชสีห์จึงไปบอกพระอินทร์ว่า

“เมื่อคืนนี้ข้าฝันว่า ได้กินเนื้อช้างที่กำลังมีท้อง จึงมาขอให้ท่านไปเรียกช้างเชือกนั้นมาให้ข้ากินเถิด”

พระอินทร์ก็ไปเรียกช้างที่กำลังท้องมาแล้วบอกว่า “ช้างเอ๋ย ราชสีห์ฝันว่าได้กินเนื้อของเจ้า ดังนั้นเจ้าคงไปให้ราชสีห์กินตามที่เขาฝันเถิดนะ

แม่ช้างเชือกนั้นยอมไปแต่เดินร้องไห้ไปตลอดทาง ระหว่างทางได้พบนกเค้าแมวนกเค้าแมวถามว่า

“แม่ช้างเดินร้องไห้ทำไม”

“โอ นกเค้าแมวเอ๋ย เมื่อคืนนี้ราชสีห์ฝันว่า ได้กินเนื้อข้า ข้าก็ต้องไปให้เขากิน” แม่ช้างตอบอย่างหมดอาลัย

“ถ้าอย่างนั้นข้าจะขี่หลังเจ้าไปพบพระอินทร์ก่อน”

นกเค้าแมวพูดจบก็ขึ้นขี่หลังช้างไปพบพระอินทร์ นกเค้าแมวทำท่านอนหลับพร้องวางอุบายจะแกล้งพระอินทร์

นกเค้าแมว

พระอินทร์เห็นเช่นนั้นก็โกรธจัดกระทืบเท้าพรึ่บ ๆ พร้อมด่าว่า

“คนอื่นมาหาข้ามีแต่อ่อนน้อม มากราบไหว้ มึงมาทำท่าโยกเยกนอนหลับได้ยังไง”

เสียงกระทืบเท้าของพระอินทร์ปลุกให้นกเค้าแมวตื่นและมันจึงพูดขึ้นว่า

“ขอโทษด้วยข้ามัวแต่หลับเพลินไป”

“เจ้าฝันว่าได้มเหสีของท่านมาเป็นเมียของข้า ท่าต้องยกมเหสีให้ข้านะท่านหนา” นกผู้ฉลาดแกมโกงสร้างสถานการณ์ขึ้นทันที

“เมียรักของข้า ข้าจะยกให้เอ็งได้ยังไง” พระอินทร์รีบกลับคำพูด

นกเค้าแมวจึงต่อรองว่า

“ถ้ายังงั้นแม่ช้างก็ไม่ต้องยกให้ราชสีห์กินนะซิ”

พระอินทร์โมโหอย่างสุดขีดที่เสียรู้นกเค้าแมว จึงร้องประกาศว่า

“ต่อไปนี้เป็นต้นไป ข้าขอให้สัตว์ทั้งหลายในโลกจงพูดไม่ได้”

ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาสัตว์ทั้งหลายในโลกจึงพูดไม่ได้ตราบนานเท่าทุกวันนี้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ความฉลาดสามารถช่วยเหลือทั้งตัวเรา ตลอดจนผู้อื่น ให้รอดพ้นจากอุปสรรคหรืออันตราย

แท็กของ Technorati: {กลุ่มแท็ก},,

1/30/2553

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่อง แม่สุนัขและลูกสุนัข

แม่สุนัขตัวหนึ่งซึ่งกำลังจะออกลูกวิงวอนขอสถานที่ที่มันสามารถใช้ออกลูกจากคนเลี้ยงแกะคนหนึ่ง

เมื่อคนเลี้ยงแกะหาที่ให้มันและมันออกลูกแล้ว แม่สุนัขก็ขออนุญาตเลี้ยงลูก ๆ ของมันอยู่ตรงที่มันออกลูกจนกว่าลูก ๆ จะโต คนเลี้ยงแกะก็อนุญาต

แต่เมื่อลูกสุนัขทั้งหลายโตขึ้น แม่สุนัขก็ลำพองใจเพราะมีลูก ๆ ที่ทั้งตัวใหญ่และแข็งแรงที่สามารถปกป้องดูแลตัวเองและยังสามารถปกป้องมันได้ด้วย

แม่สุนัขเหิมเกริมถึงขนาดครอบครัวสถานที่นั้นโดยไม่ยอมแม้แต่จะให้คนเลี้ยงแกะย่างกรายไปที่นั่นเลย

dalmatian-puppy-running

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่าให้อะไรใครจนมากเกินไปเพราะจะทำให้ผู้ขอลำพองใจ

แท็กของ Technorati: {กลุ่มแท็ก},,

1/28/2553

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่อง เจ้าบ่าวของลูกหนู

พ่อหนูมีลูกหนูสาวสวยน่ารักตัวหนึ่ง พ่อหนูต้องการเจ้าบ่าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จึงจะเหมาะสมกับลูกสาวของตน เห็นว่าดวงอาทิตย์ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะให้ความอบอุ่นต่อโลก พ่อหนูจึงเดินทางไปหาดวงอาทิตย์ และขอร้องให้ดวงอาทิตย์มาเป็นเจ้าบ่าว แต่ดวงอาทิตย์บอกกับพ่อหนูว่า

หนู 

“ยังมีผู้ยิ่งใหญ่กว่าเขาก็คือเมฆ เพราะเมฆสามารถบังแสงอาทิตย์ได้”

ดังนั้น พ่อหนูจึงเดินทางไปหาเมฆ เพื่อให้เมฆแต่งงานกับลูกสาวของตน แต่เมฆก็บอกว่า

“เขาไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่หรอก ลมซิ ยิ่งใหญ่กว่าเขา เพราะลมสามารถพัดพาเมฆไปไหนก็ได้”

ดังนั้น พ่อหนูจึงเดินทางไปหาลม แต่ลมก็ปฏิเสธว่า

“เขาไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่ มีผู้ยิ่งใหญ่กว่าเขาก็คือกำแพง เพราะลมไม่สามารถจะพัดให้กำแพงพังได้ ไม่ว่าจะพัดแรงเท่าไร”

พ่อหนูจึงต้องเดินทางไปหากำแพง แต่กำแพงก็บอกว่า

“เขาไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง ยังมีผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าเขาอีกคือ หนู เพราะหนูสามารถเจาะกำแพงทำรังได้ และกำแพงก็ไม่สามารถทำอะไรหนูได้เลย”

ในที่สุด พ่อหนูก็ได้หนูด้วยกันเป็นเจ้าบ่าวของลูกสาวของตน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

จงพอใจในเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ และฐานะของตน

แท็กของ Technorati: {กลุ่มแท็ก},,,

1/26/2553

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่อง ราชสีห์ตกหลุมรัก

ราชสีห์ตัวหนึ่งพบหญิงสาวชาวบ้านก็เกิดหลงรักจนไม่เป็นอันกินอันนอน ในที่สุดจึงตัดสินใจเดินทางไปหาพ่อของหญิงสาว เพื่อทำการสู่ขอด้วยความกลัวอำนาจของเจ้าป่าทำให้ผู้เป็นพ่อไม่กล้าปฏิเสธ เมื่อพยายามบ่ายเบี่ยงไม่สำเร็จจึงออกอุบายหลอกล่อ

ราชสีห์

“ข้ารู้สึกเป็นเกียรติที่ท่านเจ้าป่ารักลูกสาวของข้า แต่ท่านเป็นผู้มีพละกำลังมหาศาลและมีเขี้ยวเล็บที่แหลมคม หากเผลอพลาดพลั้งหยอกล้อรุนแรงไปลูกสาวของข้าคงต้องถึงแก่ความตายหรืออย่างน้อย ๆ ก็ได้รับบาดเจ็บ ถ้ารักลูกสาวของข้าจริงแล้วล่ะก็ โปรดจงไปถอดเขี้ยวเล็บออกและอดอาหารให้ร่างกายผอมลงกว่านี้จะได้หรือไม่”

ด้วยอำนาจของความรักทำให้ราชสีห์ยอมรับและปฏิบัติตามข้อเสนอของว่าที่พ่อตาทุกอย่าง เมื่อดีตเจ้าป่าผู้ยิ่งใหญ่กลับมาในสภาพร่างกายซูบผอมและไร้เขี้ยวเล็บ จึงไม่เป็นการยากที่พ่อของหญิงสาวจะใช้อาวุธสังหารราชสีห์ซึ่งต้องมาตายด้วยหลงใหลในความรักอย่างโง่เขลา

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าให้อำนาจความรักหรืออารมณ์เพียงชั่วแล่นมาทำให้เราขาดสติยั้งคิด

แท็กของ Technorati: {กลุ่มแท็ก},,,

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่อง ชะตากรรมของต้นแพร

ในฤดูหนาว ใบทั้งหมดของต้นแพร์ต้นหนึ่งร่วงหล่นลงสู่พื้นดินชายชราคนหนึ่งต้องการใช้ฟืน เขามองดูกิ่งแห้ง ๆ ของต้นแพร์ต้นนี้และคิดว่า “ในเมื่อข้าสามารถหาฟืนได้ที่หน้าประตูบ้านของข้า ทำไมข้าจะต้องขึ้นไปหาฟืนบนภูเขาและทนทุกข์ทรมานกับความหนาวเย็นด้วยล่ะ การตัดกิ่งสักกิ่งหรือสองกิ่งของต้นไม้ใหญ่อย่างนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยเหลือเกิน” แล้วชายชราก็ฟันกิ่งต้นแพร์สองสามกิ่งเพื่อเอาไปทำฟืน

ปีต่อมา ต้นแพร์ออกลูกน้อยกว่าปกติ ชายชราพูดกับตัวเองว่า “นับจากนี้ไป ข้าต้องไม่ตัดกิ่งต้นแพร์ต้นนี้อีก”

เมื่อฤดูหนาวเวียนมาอีกครั้งหนึ่ง และการขึ้นไปตัดไม้บนภูกเขาต้องต่อสู้กับอากาศหนาวอันแสนทารุณ ชายชราก็คิดถึงต้นแพร์ต้นเดิมอีก เขาคิดว่า “ต้นไม้ต้นนี้ใหญ่มากเหลือเกิน ข้าจะตัดกิ่งมันอีกสองสามกิ่งแล้วใส่ปุ๋ยบำรุงมัน แล้วมันก็จะแตกกิ่งก้านสาขาออกมาอีกมากมาย” แล้วชายชราก็ตัดกิ่งต้นแพร์ออกไปอีกจำนวนหนึ่ง

angry-tree

ปีที่สาม ต้นแพร์ออกลูกน้อยลงไปกว่าเมื่อปีกลาย ชายชราเตือนตัวเองว่าต้องไม่ทำร้ายต้นแพร์อีกเมื่อฤดูหนาวปีนี้มาถึง

อย่างไรก็ตาม เขาก็ทำเหมือนเดิมอีกเป็นคำรบสามและผลที่ตามมาก็คือ ต้นแพร์ตาย!

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการทำอะไรที่เป็นผลดีในครั้งแรกมิใช่ว่าจะเป็นผลดีในทุก ๆ ครั้งเสมอไป

แท็กของ Technorati: {กลุ่มแท็ก},,,

1/25/2553

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่อง ใหญ่แต่ขนาด

ขณะที่ชายคนหนึ่งเดินทางผ่านภูเขาลูกหนึ่ง เขาเห็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งขึ้นที่เชิงเขา ต้นไม้ต้นนี้ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งนัก เพราะมันใหญ่มหึมาขนาดที่รถม้าสี่ล้อจำนวนถึง ๑,๐๐๐ คันสามารถจอดอาศัยร่มเงาอยู่ใต้ต้นได้ทีเดียว

“โอ! ต้นไม้มหัศจรรย์” ชายคนนี้ร้อง “เนื้อไม้ของมันต้องงามล้ำเลิศแน่ ๆ”

 

ต้นไม้

แต่เมื่อแหงนหน้าขึ้นไปพิจารณาต้นไม้ต้นนี้อย่างถี่ถ้วน เขาก็เห็นว่ากิ่งก้านของมันโค้งงดมากเกินไปที่จะเอามาทำจันทัน (ชื่อต้นไม้เครื่องบนเรือน อยู่ตรงกับขื่อ) ลำต้นก็ไม่เรียบสม่ำเสมอพอที่จะหีบใส่ของขนาดใหญ่ เขาลองชิมใบไม้ใบหนึ่ง แต่ยางก็กัดริมฝีปากเขาจนยุ่ย กลิ่นใบไม้ติดปากแรงมากจนคล้ายกับเขาดื่มเหล้ามาตลอด 3 วันก่อน

“อา ! ชายคนนี้อุทาน “ตัวต้นไม้ต้นนี้เองใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย และนี่คือสาเหตุที่มันมีขนาดใหญ่โตมโหฬารเช่นนี้!”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

สิ่งที่เห็นอาจจะไม่ใช่อย่างคิดเสมอไป

แท็กของ Technorati: {กลุ่มแท็ก},,,

1/23/2553

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่อง เจ็บจนได้

หลวงตาองค์หนึ่งเป็นคนขี้โมโห ไม่ว่าทำอะไรผิดนิดผิดหน่อยก็โมโหไปหมด โมโหกระทั่งแมลงหวี่แมลงวัน อยู่มาวันหนึ่งขณะที่ออกมาบิณฑบาตรไปตามบ้าน พอไปถึงบ้านไหนหมาก็เห่าไปหมดทุกบ้าน หลวงตาก็เกิดโมโห บ่นพึมพำว่า

“เห่าหาพ่อหาแม่เอ็งรึไงวะ”

ฝ่ายอ้ายจุกซึ่งเดินตามหลวงตามา ได้ยินหลวงตาบ่นพึมพำอยู่ ก็ถามหลวงตาว่า

“หลวงตาครับ หลวงตาบ่นอะไรพึมพำอยู่ครับ”

“ข้าไม่ได้พูดกับเอ็ง ข้าพูดกับหมา”เจ็บจนได้

ครั้นไปถึงวัด อ้ายจุกก็เที่ยวไปคุยกับใครต่อไปใครว่าหลวงตาของมันสามารถ พูดคุยกับหมาได้ ชาวบ้านก็พากันมาถามหลวงตากันใหญ่ ว่าที่อ้ายจุกพูดนะมันจริงหรือ

วันต่อมาหลวงตาหาไม้มาให้อ้ายจุก แล้วสั่งว่า “เอ็งเจอหมาละก็ตีเลย มันจะได้ไม่เห่า”

ฝ่ายอ้ายจุกนั้นไม่ได้ตีแต่หมา ไปเจอต้นไม้ที่ชาวบ้านปลูกไว้ก็ตี จนชาวบ้านมาต่อว่าหลวงตา จึงเรียกอ้ายจุกมาหาแล้วสอนอ้ายจุกว่า “ต่อไปเอ็งอย่าไปตีต้นไม้นะ เอ็งตีแต่ไอ้ที่มันกวนใจข้า”

พอหลวงตาฉันข้าว อ้ายจุกก็ถือไม้อันนั้นแหละปัดแมลงวัน ครั้นพอแมลงวันจับถ้วยชามใบไหน อ้ายจุกก็ตีจนถ้วนชามนั้นแตกหมด และแล้วแมลงวันตัวหนึ่ง ก็บินมาเกาะที่จมูกของหลวงตา หลวงตาก็เรียกอ้ายจุกพร้อมกับยื่นจมูก “ฮื่อ ๆ” อ้ายจุกเห็นดังนั้นจึงเงื้อไม้เต็มเหนี่ยวฟาดลงไปที่จมูกหลวงตา หลวงตาก็คลำจมูก พร้อมกับรำพึงในใจว่า “เจ็บจนได้ เพราะความขี้โมโหแท้ ๆ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ๑. ความโกรธหรือความโมโห ถือว่าเป็นคนกิเลสอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนไฟที่คอยเผาตัวเอง ไม่มีประโยชน์ใด ๆ เลย มีแต่โทษ ฉะนั้นพึงระงับความโกรธด้วยความไม่โกรธ

๒. การใช้เด็กทำอะไรก็ตาม ต้องคิดดูให้ดีก่อน เพราะเด็กก็คือเด็ก มักทำอะไรตามอำเภอใจ ไม่รู้จักกาลเทศะ เห็นแก่ความสนุกสนานเป็นส่วนใหญ่ ถ้าใช้เด็กทำกิจการงานใด ๆ อาจเกิดความเสียหายขึ้นได้โดยง่าย ฉะนั้นถ้าจะใช้เด็กทำอะไร ก็ต้องให้เหมาะสมกับวัย

1/22/2553

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่อง หนูนาและหนูเมือง

หนูนากับหนูเมืองเป็นเพื่อนรักกัน

วันหนึ่งหนูเมืองเดินทางไปเยี่ยมหนูนาตามคำเชิญ บ้านของหนูนาอยู่ในโพรงดินที่มืดและคับแคบ

หนูนานำอาหารอย่างดีที่สะสมไว้มาเลี้ยงหนูเมืองมีทั้งข้าวโพด ถั่ว เศษเนื้อ และผลไม้

“กินตามสบายเลยเพื่อน รู้ไหมวาเราดีใจแค่ไหนที่เพื่อนอุตส่าห์เดินทางมาเยี่ยมเยือน” หนูนากล่าวอย่างกันเอง

แต่หนูเมืองมีท่าทางไม่ค่อยมีความสุขเท่าใดนัก“เราไม่ค่อยเข้าใจเลย…”

หนู หนูเมือง

หนูเมืองกล่าวเสียงเนือย ๆ “ว่าทำไมเพื่อนถึงต้องมาทนอุดอู้อยู่ในรูแคบ ๆ และกินอาหารที่ไม่มีรสชาติเช่นนี้ คฤหาสน์หลังใหญ่ในตัวเมืองที่ฉันอาศัยอยู่มีทั้งอาหารสด อาหารคาว ขนมนมเนยสารพัดอย่าง เพื่อหนีความทุกข์ยากไปอยู่ด้วยกันดีกว่า”

หนูนาคิดอยากจะมีชีวิตที่สุขสบายอย่างหนูเมืองจึงตกลงจะไปอยู่กับเพื่อนรักในคฤหาสน์หลังใหญ่

เมื่อเดินทางมาถึงหนูเมืองรีบพาหนูนาเข้าไปในห้องครัวทันที

หนูนารู้สึกตื่นเต้นเพราะเครื่องประดับตกแต่งทุกชิ้นเป็นของที่มีราคาแพง

และสวยงาม อาหารที่คบรับใช้ของเศรษฐี จัดไว้ล้วนแต่ของดี ๆ ที่หากินได้ยากในท้องถิ่นชนบท ไม่ว่าจะเป็นหมูเห็ดเป็ดไก่หรือขนมนมเนย

หนูนากับหนูเมืองไต่ขึ้นไปบนโต๊ะและชิมอาหารทุกจานอย่างเอร็ดอร่อย

แต่ทันใดนั้นประตูห้องครัวก็เปิดออก เศรษฐีเจ้าของคฤหาสน์พร้องทั้งลูก ๆ กลับมาจากไปธุระข้างนอก

เมื่อเห็นหนูทั้งสองตัว เศรษฐีรีบตะโกนให้คนรับใช้รวมทั้งเจ้าแมวหง่าวช่วยกันขับไล่

หนูเมืองพาหนูนาวิ่งเข้าไปหลบในรูของกำแพงคฤหาสน์

โดยมีเจ้าแมวหง่าวนั่งคุมเชิงอยู่ปากรูเมื่อเศรษฐีเจ้าของคฤหาสน์พร้อมลูก ๆ กินอาหารบนโต๊ะกันอิ่มแล้วและออกไปจากห้องครัว

หนูเมืองจึงหันมากล่าวชวนหนูนา “เราออกไปกินเศษอาหารที่ตกอยู่โต๊ะและตามพื้นกันดีกว่า ตอนนี้เจ้าแมวเหมียวคงไปหาที่นอนของมันแล้ว”

แต่หนูนาได้รีบเก็บข้าวของแล้วเดินทางกลับท้องทุ่งอันเป็นถิ่นที่อยู่เดิมของตนทันที

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า แม้ต้องอยู่อย่างยากไร้ทุกข์ทนแต่ปลอดภัยย่อมดีกว่าการอยู่อย่างสะดวกสบายแต่เต็มไปด้วยภัยอันตราย

1/20/2553

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่อง กระเป๋าสองใบ

อีสปกล่าวไว้ว่า มนุษย์ทุกคนมีกระเป๋าประจำตัวอยู่สองใบ ซึ่งบรรจุความชั่วเอาไว้เต็ม

ใบที่อยู่ด้านหน้าบรรจุความชั่วของผู้อื่น ส่วนใบที่อยู่ด้านหลังบรรจุความชั่วของตัวเราเอง

กระเป๋าสองใบ

ดังนั้นเราจึงมักจะเห็นความผิด ความเลว ความชั่วของผู้อื่น แต่ไม่ค่อยเห็นของตนเอง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าความผิดของผู้อื่นเห็นได้ง่ายความผิดของเราเห็นได้ยาก

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่อง นกเค้าแมวกับอีกา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนกเค้าแมวกับอีกาเป็นเพื่อนกัน วันหนึ่งนกเค้าแมว อยากมีขนที่มีสีสันสวยงาม จึงพูดกับอีกาว่า

“ข้าอยากจะมีขนเป็นสีต่าง ๆ ที่สวยงามเหมือนนกอื่น ๆ เอ็งช่วยทาสีให้ข้าหน่อยซิ” เมื่อรู้ความต้องการของเพื่อสนิทดังนั้นแล้ว อีกาจึงตอบว่า “ทาให้เอ็งก็ได้แต่เอ็งก็ต้องทาให้ข้าด้วย”

นกเค้าแมวคิดมากไม่รู้จะทาสีอะไรดีจึงจะสวยงามถูกใจอีกา คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก จึงบินออกท่องเที่ยวไปรอบหนึ่ง พอดีชาวบ้านต้มยาสีดำ มันจึงบินกลับมาบอกอีกาว่า

rap00016

“อีกาเอ๋ย ข้าคิดออกแล้วข้าจะพาเอ็งไปทาสีเดี๋ยวนี้”

อีกาดีใจมากพลางคิดในใจว่าต่อไปนี้ข้าจะสวยกว่านกเค้าแมวแล้ว นกเค้าแมวได้บินนำทางไป พอถึงบ้านที่ชาวบ้านต้มยาดำ มียาดำหม้อใหญ่วางอยู่ มันวางแผนหลอกให้อีกามายืนใกล้ ๆ แล้วจับอีกาลงในหม้อยาดำนั้น เพียงครู่เดียวอีกาก็มีขนสีดำทั้งตัว

เวลาพลบค่ำ อีกากับนกเค้าแมวพากันบินกลับรัง เพื่อน ๆ เห็นอีกามีสีดำตลอดทั้งตัวต่างก็พากันหัวเราะ “พวกเอ็งหัวเราะอะไรกัน” อีกาถามอย่างสงสัย

CROW

“พวกข้าก็หัวเราะที่เอ็งกลายเป็นสีดำทั้งตัวนะสิ” เพื่อน ๆ ตอบ

เมื่ออีการู้ว่าตนเองมีสีดำไปทั้งตัว ไม่มีความสวยงามเหลืออยู่เลย ใคร ๆ ต่างก็หัวเราะเยาะเย้ย มันจงแค้นนกเค้าแมวยิ่งนัก สาบานไว้ว่าไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน ถ้าพบนกเค้าแมวเมื่อใดจะไล่จิกให้ตายทีเดียว

อีกากับนกเค้าแมวจึงเป็นศัตรูกันตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และอีกาก็เป็นสีดำตลอดทั้งตัวดังที่ปรากฏในปัจจุบันนี้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าคนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด

1/19/2553

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่อง พ่อยอมแล้วลูก

นายดีเป็นคนบ้านนอก ส่งลูกชายไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ วันหนึ่งนายดีได้ไปเยี่ยมลูกชาย ลูกชายก็สั่งพ่อว่า “พ่อมาอยู่กับผมที่กรุงเทพฯ พ่อจะทำอะไรตามสบายแบบอยู่ที่บ้านเราไม่ได้นะ เพื่อความแน่ใจ พ่อเห็นผมทำอะไรให้พ่อทำตามผมก็แล้วกัน” พอดีวันนั้นมีงานเลี้ยงกัน นายดีไปกับลูกชาย แกทำอะไรไม่ถูก เพราะไม่เคยเข้างานสังคมแบบนี้ นายดีวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง กลัวจะทำอะไรขายหน้าลูกชาย

ขณะที่นั่งรับประทานอาหารอยู่ด้วยกันนั้น ตาของนายดีก็จ้องมองดูลูกชายอยู่ตลอดเวลา เพราะลูกชายสั่งให้ทำตาม ตอนแรกเขาก็ยกอ้อยควั่นมาเสิร์ฟ ลูกชายก็หยิบอ้อยเข้าปาก นายดีก็ทำตาม ต่างคนต่างกิน เดี๋ยวดูดน้ำอ้อยไปหมดแล้ว ก็ยังคงเหลือแต่กากอ้อย ฝ่ายลูกชายก็เอาผ้าเช็ดปากมาปิดปากแล้วคายกากอ้อยออก ตอนนั้นนายดีไม่ได้สังเกตดู จึงไม่รู้ว่าลูกเอากากอ้อยไปไว้ที่ไหน นายดีก้มมองดูกากอ้อยใต้โต๊ะก็ไม่เห็นมี แกก็คิดว่าลูกชายคงกลืนกากาอ้อยแน่เลย ดังนั้นจึงตัดสินใจเด็ดขาดว่า “เอาละกลืนเป็นกลืน” เมื่อกลืนไปแล้วกากอ้อยก็ติดคอนายดีจึงต้องดื่มน้ำตาม กว่ากากอ้อยจะลงคอไปได้ แกกินน้ำไปตั้งหลายแก้ว

PEOPLE082

ต่อไปเขาก็นำขนมจีนเสิร์ฟ ฝ่ายลูกชายก็ตักขนมจีนมากิน นายดีก็ทำตาม ลูกชายเกิดสงสัยว่าตอนที่พ่อกินอ้อยนั้น พ่อเอากากไปไว้ที่ไหน ลูกชายจึงถามนายดีว่า “พ่อตอนที่พ่อกินอ้อยนะ พ่อเอากากไปไว้ไหน”

“ข้ากลืนเข้าไปนะซิลูก เพราะข้าไม่เห็นแกคายกากออกเลย” ขณะนั้นลูกชายกำลังกินขนมจีนอยู่ จึงเกิดนึกขำขึ้นมาก็เลยสำลักขนมจีน เส้นขนมจีนก็ออกมาทางจมูก นายดีเห็นดังนั้นก็พูดขึ้นว่า “พ่อยอมแล้วลูก อย่างนี้พ่อทำตามไม่ได้หรอก” นายดีพูดพร้อมกับยกมือไหว้ลูกชายของตน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการทำตามอย่างผู้อื่น โดยไม่พิจารณาให้ดีเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

1/10/2553

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่อง คนขี้ลืม

มีชายคนหนึ่งเป็นคนขี้ลืม ขี้ลืมจริง ๆ เรื่องอะไรจำได้ประเดี๋ยวเดียวแล้วก็ลืมหมด เขาจะจำอะไรไม่ได้เลย

วันหนึ่งชายขี้ลืมคนนี้ถือมีดเข้าไปในป่าเพื่อจะไปตัดต้นไม้ เดินทางไปได้สักพักหนึ่งเกิดปวดอุจจาระ จึงเอามีดฟันติดกับต้นไม้ไว้ แล้วก็หาที่หลบไปถ่ายอุจจาระ พอถ่ายอุจจาระเสร็จก็เดินออกมา เห็นมีดเล่มหนึ่งอยู่ที่ต้นไม้ เขาลืมไปว่าเป็นมีดของตัวเอง เขาดีใจมากจึงรีบวิ่งไปคว้ามีดมาถือไว้ แล้วจับมีดชูขึ้นพลางเต้นไปรอบ ๆ แล้วพูดว่า

“วันนี้โชคดีแต่เช้าเลย มีดของใครก็ไม่รู้ยังใหม่อยู่ ลับเอาไว้คมกรบทีเดียวเจ้าของมีดนี่แย่มาก ของดี ๆ อย่างนี้มาลืมไว้ได้ อ้ายคนไม่จักรักษาของ คนอย่างนี้ทำมาหากินอะไรมีแต่จะล่มจม”

เผอิญเขาเดินไปเหยียบอุจจาระที่ตนเองถ่ายไว้เมื่อครู่นี้เข้า ลืมว่าเป็นของตัวเอง จึงตะโกนด่าขึ้นว่า “อ้ายคนอุบาทว์ที่ไหนมาถ่ายไว้ได้ ที่ทั้งป่ากว้างใหญ่มาทำโสโครกเอาไว้ตรงนี้เอง อ้ายมนุษย์อัปรีย์”

หัวเราะเยาะgif

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าขึ้นชื่อว่าเป็นคนขี้ลืมแล้วมักจะลืมได้ทุกอย่าง ฉะนั้นจงทำอะไรด้วยความมีสติเสมอ

1/09/2553

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่อง ตาสีตกปลา

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายแก่คนหนึ่งชื่อตาสี มีอาชีพตกปลาขาย ตาสีมีความสามารถพิเศษในเรื่องการตกปลา จนคนพูดกันว่า ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน กลางวันหรือกลางคืน ฝนจะตำฟ้าจะร้องอย่างไร “ตาสีก็ตกปลาได้เสมอ”

FISHMAN1

บรรดานักตกปลาทั้งหายต่างครั่นคร้ามกลัวเกรง ในฝีมือในการตกปลาของตาสีไม่มีใครกล้าทาบรัศมีกับตาสีเลย ทำให้ตาสีรู้สึกทะนงตัวอยู่ไม่น้อย

วันหนึ่งตาสีคิดจะไปตกปลาที่หนองน้ำลึกไกลออกไปจากที่เคยหาอยู่ประจำ เรือของตาสีลำเล็กเกินไป จึงต้องขอยืมเรือของตาสาซึ่งเป็นเพื่อนกัน

เมื่อได้เรือแล้วก็พายเรือไปสู่ที่หมาย ตาสีเห็นปลาดำผุดดำว่าย อยู่คลาคล่ำ ก็เกิดความยินดีปรีดา คิดว่าวันนี้จะต้องจับปลาได้เต็มลำเรือ กลับไปบ้านอีกสักครั้ง

แต่แล้วตาสีก็ต้องผิดหวัง เพราะวันนี้เกิดวิปริตผิดปกติ คือตกอย่างไรปลาก็ไม่กินเบ็ดตาสีเลย ตาสีโกรธมากแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี แกจึงล้มตัวลงนอนบนพื้นเรือแล้วก็หลบไป

ตาสีหลับอยู่นานเท่าไรก็ไม่ทราบ แต่แกมารู้สึกตัว ก็ต่อเมื่อเรือของแกโคลงเคลงยวบยาบ ตาสีเห็นดังนั้นก็ลุกขึ้นดูก็เห็นสายเบ็ดกระตุกไหว ๆ จึงลองดึงดู เมื่อการออกแรงดึงสายเบ็ด ปลาก็ยิ่งดึงเรือให้จมลงไปอีก

ตาสีตกใจมากแกก็รีบกระโดดขึ้นฝั่ง แล้วก็เที่ยววานให้เพื่อน ๆ ของแกมาช่วยจับปลาที่ติดเบ็ด

ทีแรกไม่มีใครเชื่อ คิดว่าตาสีโกหก แต่ก็ขัดตาสีไม่ได้ จึงมาช่วย ปรากฏว่าปลาที่ติดเบ็ดตาสีนั้นเป็นปลาชะโดตัวใหญ่มหึมา

เมื่อได้ปลามาแล้ว ตาสีก็จัดการชำแหละแจกเพื่อนฝูงที่ไปช่วย แต่ปลาก็ยังเหลืออีกมาก ตาสีจึงนำปลาไปแลกข้าวกับชาวบ้าน ได้ข้าวมากจนเต็มลำเรือแล้วตาสีก็พายเรือกลับบ้าน

ตาสีพายเรือมาจนเวลาพลบค่ำ ก็รู้สึกหิวข้าว ครั้นจะหุงข้าวกินก็ไม่มีหินเหล็กไฟ หรือไม้ขีดไฟ เพื่อจุดไต้ก่อไฟ แกพายเรือไปพลางสายตาก็สอดส่วยมองหาดูตามตลิ่งไปพลาง เผื่อจะมีใครเขาก่อไฟทิ้งไว้บ้าง แต่ก็หาพบไม่

ตาสีล่องเรือมาจนถึงต้นยางใหญ่ต้นหนึ่ง ใต้ต้นยางมีเสือลายพาดกลอนตัวหนึ่งนอนซุ่มอยู่ เพื่อดักจับสัตว์กินเป็นอาหาร

เนื่องจากในเวลากลางคืนตาของเสือจะมีแสงพราวเป็นประกายเหมือนดวงไฟ ตาสีเมื่อเห็นดังนั้นก็ดีใจมาก รีบพายเรือแวะเข้าไปที่ดวงไฟนั้น ซึ่งแกคิดว่าคงจะเป็นไฟสุมขอนลุกไหม้คุกรุ่นอยู่

พอเข้าไปถึง ตาสีคว้าโซ่ล่ามเรือไว้กับหางเสือ ซึ่งแกคิดว่าเป็นรากไม้ ต่อจากนั้นแกก็คว้าไต้แหย่เข้าไปที่ลูกตาเสือเพื่อจะจุดไต้ก่อน แกแหย่ไต้เข้าไปจนชิดตาเสือได้ก็ไม่ติด ตาสีโมโหคิดว่าน้ำมันยางที่ไต้แห้งไป แกจึงเอาไต้ทิ่มเข้าไปที่ลูกตาเสือเต็มแรง

เสือแปลกใจตั้งแต่เห็นอาการของตาสีตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว พอตาสีใช้ไต้ทิ่มที่ลูกตามัน มันก็ตกใจ กระโดดหนีอย่างไม่คิดชีวิต เลยลากเอาเรือของตาสีที่ผูกติดไว้กับหางของมัน วิ่งขึ้นไปบนเขา ไกลออกไปจากฝั่งหลายสิบวา

ส่วนเรือของตาสี เมื่อถูกลากแรง ๆ ก็ครูดกับพื้นดิน จึงยาวกว่าเดิมถึงสองศอก ตาสีเข็นเรือกลับลงน้ำไม่ไหว เพราะไม่มีแรง เนื่องจากไม่ได้กินข้าว เลยต้องนอนเฝ้าเรืออยู่นั่นทั้งคืน หิวก็หิว ยุงก็กัด น่าอนาถใจแท้

ครั้นพอรุ่งเช้าตาสีก็ออกเดินไปเที่ยวหาผลไม้กินแก้หิว พอกลับมาถึงเรือแกตกใจมาก เพราะข้าวเปลือกของแกถูกไก่กินไปเกือบหมดลำเรือ ตาสีโกรธจึงไปตัดหวายมาทำบ่วงติดไว้กับตรงท้องเรือ เพื่อดักสัตว์ที่มากินข้าวเปลือกของแก

ฝูงไก่ป่าไม่รู้อุบายของตาสี จึงกลับพากันมากินข้าวอีก

มันจึงติดบ่วงของตาสีหมดทุกตัว ตาสีได้ทีก็โห่ร้องขึ้น ไก่ป่าตกใจจึงพากันบินขึ้น พาเรือของตาสีกลับมาอยู่ในน้ำเหมือนเดิมโดยไม่ต้องเข็น

ต่อจากนั้นตาสีก็ฆ่าไก่ทีละตัว แล้วผ่ากระเพราะเอาข้าวของแกคืน แถวยังได้ข้าวที่ไก่กินมาจากที่อื่นด้วย ทำให้ข้าวมากกว่าเดิมเสียอีก

ไก่ป่า

พอตาสีพายเรือกลับมาถึงบ้าน ก็ช่วยกันขนข้าวขึ้นยุ้งเสร็จแล้ว จึงบอกให้เมียของแกนำเรือไปคืนตาสา

ตาสาจึงออกมาสำรวยตรวจสอบดูเรือ โดยวัดดู ปรากฏว่าเรือนี้ยาวกว่าเรือของแกไปตั้งสองศอกจึงต่อว่าเมียตาสีว่า ตาสีเป็นคนไม่ซื่อตรง ขอยืมเรือไปกลับเอาเรือลำอื่นมาคืนแทน ตาสาจึหลอกให้เมียตาสีเอาเรือคืนไป แล้วให้นำเรือของแกส่งโดยเร็วด้วย มิฉะนั้นจะต้องเกิดผิดใจกันแน่ ๆ

เมียตาสีพายเรือกลับบ้านระหว่างที่พายเรือบังเอิญเกิดพายุใหญ่

พัดพาเอาเรือพุ่งเข้าชนตลิ่งโครมใหญ่ ทำให้เรือหดสั้นเข้าไปสองศอก เรือจึงมีความยาวกลับเท่าเดิม

เมียของตาสีตกใจมาก รีบพายเรือกลับไปให้ตาสา ตาสามาสำรวจดูเรืออีกครั้งหนึ่ง เห็นว่ายาวเท่าเดิมก็รับคืนด้วยดี

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า 1. อย่าคาดหวังในสิ่งที่ยังมาไม่ถึงจนเกินไปนัก เพราะอะไร ๆ มันก็เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่มีอะไรแน่นอนสักอย่างเดียว ฉะนั้นจงอย่าไปยึดมั่นถือมั่น ว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ 2. การทำสิ่งใดด้วยความโกรธ จะมีแต่โทษและความเสียหาย ฉะนั้นจงระงับความโกรธเอาไว้เถิด ดังคำกล่าวที่ว่า ผู้ที่ไม่โกรธประเสริฐที่สุด

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่อง กบเลือกนาย

กบฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ในหนองน้ำใหญ่อย่างอิสรเสรีไม่มีใคร คอยบังคับเคี่ยวเข็ญ ทำให้รู้สึกพวกตนช่างมีความสุขสบายเหลือคณา

อยู่ต่อมาพวกกบต่างปรึกษากันว่าการอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ควรจะมีหัวหน้าหรือพระราชาปกครอง ซึ่งนอกจากจะเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้วยังช่วยคุ้มครองป้องกันอันตรายให้กับพวกตนได้อีกด้วย

ครั้นมีความคิดเห็นตรงกันบรรดากบทั้งหลายจึงทำฎีกาถวายเทพเจ้าขอให้ช่วยส่งหัวหน้าหรือพระราชาที่มีความสามารถลงมาปกครองพวกตน

เทพเจ้ารู้ว่าพวกกบมีความเป็นอยู่สุขสบายกันจนเคยตัวก็เลยนึกอยากมีหัวหน้าไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้คิดจริงจังอะไร จึงประทานท่อนซุงให้หล่นจากฟากฟ้าตกลงสู่หนองน้ำเสียงดังโครมใหญ่ เกิดคลื่นขนาดมหึมา พวกกบพากันตกใจกลัวรีบดำหนีไปหลบที่ก้นสระ

เมื่อเห็นว่าน่าจะปลอดภัยแล้วจึงพากันโผล่ขึ้นมา ครั้นเห็นซุงท่อนใหญ่ก็รู้ว่าเป็นพระราชาที่เทพเจ้าประทานมาให้ ต่างพากันดีอกดีใจและให้ความเคารพนอบน้อมท่อนซุงนั้น

 

นกกระสา กบ

อยู่ต่อมาไม่นานก็มีกบตนหนึ่งเกิดใจกล้ากระโดดขึ้นไปเกาะบนท่อนซุงใหญ่ กบตัวอื่น ๆ เห็นว่าพระราชาของตนมิได้ว่ากล่าวอันใดก็พากันกระโดดตามขึ้นไปบ้าง

“พระราชาของเราองค์นี้ท่านก็ใจดีอยู่หรอก แต่ช่างอ่อนแอไม่เอาไหนเลย วัน ๆ ได้แต่ลอยไปลอยมาแสนจะน่าเบื่อ” กบตัวหนึ่งกล่าวอย่างหมดความยำเกรง “น่าจะไปร้องขอพระราชาองค์ใหม่ที่เข้มแข็งกว่านี้มาปกครองพวกเราดีกว่า”

เมื่อพวกกบทำฎีกาถวายเพื่อขอพระราชาองค์ใหม่ เทพเจ้าทรงพิโรธเห็นว่าพวกกบไม่รู้จักพอใจในความเป็นอยู่ที่แสนสุขสบายของตน คราวนี้เลยส่งนกกระสาไปแทนท่อนซุง พวกกบในสระต่างถูกจับกินเป็นอาหารไม่เว้นแต่ละวัน เมื่อได้รับความเดือดร้อนจึงพากันทูลขอพระราชาองค์ใหม่จากเทพเจ้าอีกครั้ง

“เมื่อเจ้าไม่พอใจสภาพความเป็นอยู่เดิมของตน” เทพเจ้าตวาดเสียงดังลงมาจากฟากฟ้า “ก็จงทนอยู่กับสภาพที่พวกเจ้าร้องขอไปเถอะ…”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การไม่รู้จักพอในสิ่งที่ตนเป็นที่ตนมีอยู่เที่ยวร้องขอในสิ่งที่ต้องการไม่รู้จบสิ้น ย่อมเกิดผลร้ายติดตามมาในที่สุด

1/08/2553

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่อง ลาสองตัว

ลาสองตัวเป็นเพื่อนกัน ตัวหนึ่งเป็นลาขอเจ้าของโรงสี ทุกวัน เขาจะใช้มันบรรทุกข้าวเปลือกเข้าไปส่งในเมือง ส่วนอีกตัวหนึ่งเป็นลาของพ่อค้า ทุกวันพ่อค้าจะใช้มันบรรทุกเหรียญเงินและเหรียญทองเพื่อนำไปฝากธนาคารในเมือง

เมื่อได้พบกับเพื่อนของตน ลาของพ่อค้ามักจะทำท่าหยิ่งยโสเชิดเข้าใส่ เพราะรู้ว่าเงินและทองที่มันบรรทุกอยู่นั้น มีค่ามากกว่าข้าวเปลือกที่ลาของเจ้าของโรงสีบรรทุกจนเทียบกันไม่ได้ ไม่ว่าจะเดินผ่านเส้นทางสายใดก็ตาม ลากของพ่อค้ามักพยายามทำให้เหรียญเงินและเหรียญทองที่ตนบรรทุกกระทบกกันจนเกิดเสียงดังประกาศให้ใคร ๆ รู้ไปทั่ว แต่ลาของเจ้าของโรงสีนั้นเดินอย่างสงบเสงี่ยม

 

 ลาลา2 

อยู่มาวันหนึ่งพวกโจรหลายคนดักปล้นเหยื่ออยู่บริเวณเชิงเขา เมื่อเห็นลาทั้งสองตัวเดินมาคู่กันจึงออกจากที่ซ่อนและช่วยกันทุบตีทำร้ายลาของพ่อค้าจนได้รับบาดเจ็บแล้วชิงทรัพย์สินหนีไป

“ทำไมข้าถึงต้องประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้” ลาของพ่อค้าครวญคราง “ทั้ง ๆ ที่ข้าได้รับเกียรติบรรทุกทรัพย์สินเงินทองอันมีค่า แต่เจ้าซิ…เป็นลาชั้นต่ำบรรทุกแต่ข้าวเปลือก กลับรอดปลอดภัยโดยพวกโจรไม่ทำอันตรายหรือแตะต้องเลยสักนิด”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผู้ที่โอ้อวดตนว่ามีอำนาจยศฐาบรรดาศักดิ์หรือมั่งคั่งร่ำรวย ย่อมเป็นหนทางนำไปสู่ภัยอันตรายส่วนผู้ที่สงบเสงี่ยมเจียมตนย่อมปลอดภัย
Technorati Tags: ,

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่อง ลิงเจ้าโทสะ

นกกระจอกคู่หนึ่งทำรังไว้ตรงกลางพุ่มไม้ของต้นไม้ต้นหนึ่ง บนยอดต้นไม้นั้น มีลิงอาศัยอยู่ตัวหนึ่ง วันหนึ่งฝนตกหนัก

หลังจากฝนหายแล้ว นกกระจอกที่นอนขดตัวอยู่ในรังอบอุ่นเหลือบเห็นลิงกำลังสลัดน้ำเช็ดตัวไปมา นกกระจอกจึงทักว่า

“เพื่อนรัก ท่านมีกำลังดี มือก็ว่องไว สติปัญญาก็ฉลาดเฉลียว แต่ทำไมท่านจึงเที่ยวเกาะต้นไม้อยู่อย่างนี้เล่า ทำไมไม่คิดสร้างรังกำบังตนจากสายฝน แสงแดด อย่างฉันเล่า”

ลิงได้ยินนกกระจอกกล่าวสอนเช่นนั้นก็โกรธ จึงตวาดว่า

“แกกล้ามาตำหนิสั่งสอนข้าได้ อย่างไร รังของแกอุ่นดีอยู่ไม่ใช่หรือ” ว่าแล้วลิงก็ไต่ลงมากระชากรังนกโยนทิ้งไป

 

นิทาน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าเจรจากับคนเจ้าอารมณ์

นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานมองโกเลีย

Technorati Tags: ,



1/06/2553

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่อง เมื่อภูเขาจะออกลูก

กาลครั้งหนึ่งในยุคดึกดำบรรพ์ ภูเขาลูกหนึ่งได้พ่นควันออกทางรอยแยกซึ่งอยู่บนยอด เมื่อชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงสังเกตเห็นได้พากันจับกลุ่มวิพาษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา อยู่ต่อมาไม่นานพื้นแผ่นดินได้เกิดสั่นสะเทือน ผู้คนในหมู่บ้านจึงพากันเดินทางไปที่ภูเขาเพื่อต้องการดูให้เห็นกับตาว่ากำลังจะเกิดเหตุการณ์สำคัญอะไรขึ้น

ครั้นเมื่อเห็นด้านหนึ่งของภูเขาเกิดรอยแยกเป็นทางยาว ชายผู้หนึ่งจึงคาดเดาว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะภูเขากำลังจะออกลูกตามบัญชาของเทพเจ้า คนอื่น ๆ มีความเห็นคล้อยตามต่างพากันคุกเข่าลงกับพื้นด้วย ความประหวั่นพรั่นพรึงและรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ไม่นานนักก็มีหนูตัวหนึ่งวิ่งออกมาจากรอยแยกนั้น ครั้นเห็นผู้คนมาชุมนุมกันอยู่เป็นจำนวนมาก หนูจึงตกใจวิ่งหนีหายไปท่ามกลางดงไม้และแนวก้อนหิน

“เสียเวลาเปล่า ๆ เลยทีเดียว” ชายคนหนึ่งกล่าว “เห็นส่งเสียงคำราม แผ่นดินไหวสะเอนเลื่อนลั่น แต่สุดท้ายหาได้มีอะไรน่าสนใจเลยสักนิด”

 

ภูเขา

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าผู้ที่มักคุยโวโอ้อวดชอบแสดงตนว่ามีความเก่งกล้าสามารถ มักจะมีผลงานออกมาเล็กนิดเดียวเหมือนภูเขาลูกนี้

1/05/2553

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่อง สมองของลา

ราชสีห์กับหมาจิ้งจอกได้ตกลงร่วมมือกันล่าเหยื่อ โดยวางแผนส่งสาสน์ไปชวนลามาเข้าร่วมเป็นพันธมิตร ลาเห็นว่าเป็นการดีที่ตนจะได้เป็นสหายกับเจ้าป่าผู้ยิ่งใหญ่จึงเดินทางมาพบตามข้อเสนอ ราชสีห์กับหมาจิ้งจอกต่างช่วยกันสังหารลาได้อย่างง่ายดาย

“นี่เป็นอาหารที่ได้มาโดยแทบไม่ต้องออกแรงให้เหน็ดเหนื่อยข้าจึงยังไม่ค่อยรู้สึกหิว “ราชสีห์กล่าวกับหมาจิ้งจอก” เจ้าเฝ้าเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน ข้าขอนอนพักผ่อนสักงีบแล้วค่อยตื่นขึ้นมากิน อ้อ…ในระหว่างที่ข้าหลับเจ้าห้ามแตะต้องเหยื่อเป็นอันขาด”

 

donkey

ตอนแรกหมาจิ้งจอกรับปากรับคำเป็นอันดี เพราะเกรงบารมีเจ้าป่า แต่วันนั้นราชสีห์เผลอนอนหลับนานไปหน่อย หมาจิ้งจอกคอยจนรู้สึกหิวครั้งจะเข้าไปปลุกก็ไม่กล้า ในที่สุดทนให้ท้องร้องต่อไปไม่ไหวจึงกินมันสมองของลาจนหมด

ครั้นเมื่อตื่นขึ้นมาจะกินเหยื่อ ราชสีห์เห็นกะโหลกของลามีแต่ความว่างเปล่า จึงเอ่ยถามหมาจิ้งจอกด้วยความแปลกใจ “ตอนที่ข้าหลับ เข้าบังอาจแอบกินมันสมองของลาใช่ไหม”

“มันสมองอะไรกัน” หมาจิ้งจอกทำหน้าฉงน “ไอ้ลาโง่ตัวนี้มันมีซะที่ไหน ไม่อย่างนั้นจะโง่เดินมาติดกับของเราง่าย ๆ หรือท่านเจ้าป่า”

ราชสีห์พูดอะไรไม่ออก และเห็นว่าต่อไปหมาจิ้งจอกคงช่วยให้หาเหยื่อได้ง่าย ๆ เหมือนวันนี้เลยแกล้งทำเป็นเฉยเสีย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าผู้ที่มีปฏิภาณไหวพริบสติปัญญาย่อมหาทางเอาตัวรอดได้เสมอ

Technorati Tags: ,

1/03/2553

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่อง ความอยากของสุนัข



สุนัขตัวหนึ่งอาศัยอยู่กับพระฤาษีที่กลางป่า วันหนึ่งสุนัขเห็นช้างเดินผ่านมามันนึกอยากเป็นช้างบ้าง เพราะเห็นตัวใหญ่เดินสง่าดี มันจึงไปอ้อนวอนให้พระฤาษีเสกให้ พระฤาษีก็เสกสุนัขให้เป็นช้างเผือกที่สวยที่สุดตามความต้องการของมันทันที

ต่อมาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จผ่านมาเห็นช้างเผือกตัวนี้พอดี จึงไปขอกับพระฤาษี แล้วก็พาเข้าไปอยู่ในพระราชวัง พอตกเที่ยงคืน พระราชาต้องตกใจตื่น เพราะได้ได้ยินสุนัขหอน จึงได้ไต่ถามทหารที่รักษาพระองค์ว่าได้ยินเสียบงสุนัขหอนไหม ไม่มีทหารคนใดได้ยินเลย พอตกคืนที่สอง ทหารต่างก็เฝ้าคอยฟัง ครั้นพอเที่ยงคืนเสียงสุนัขหอนก็ดังขึ้นมาอีก ทหารพากันหาสุนัขอีก ตามหาจากเสียงหอนก็ปรากฏว่าช้างเผือกนั่นเองที่หอน พระราชาเมื่อทราบชัดแน่นอนเช่นนั้น ก็นำเอาช้างเผือกมาคืนพระฤาษี ช้างเผือกก็ถูกเสกให้เป็นสุนัขเช่นเดิม

dog2gif

อีก ๒ – ๓ วันต่อมา สุนัขเห็นหญิงสาวสวยเดินผ่านมาก็ไปบอกกับพระฤาษีว่า อยากเป็นผู้หญิงแต่งตัวสวย ๆ พระฤาษีทนคำอ้อนวอนของสุนัขไม่ได้ ก็เสกสุนัขให้เป็นหญิงที่งามพร้อมทุกอย่าง วันต่อมาพระราชาก็เสด็จผ่านมา ครั้นเห็นหญิงสาวงามคนนี้เข้าก็ถูกใจ เข้าไปสู่ขอพระฤาษี เพื่อจะได้เอาไปเป็นมหาสี พระฤาษี ก็ยินยอมยกให้ เมื่ออภิเษกสมรสแล้วปรากฏว่าเช้าวันรุ่งขึ้นฉลองพระบาท (รองเท้า) ของพระองค์ถูกสุนัขแทะ ถามทหารก็ไม่มีใครเห็นสุนัขสักตัว พระราชาจึงให้ทหารอยู่เวรกันรักษาฉลองพระบาทไว้ พอตกเที่ยงคืนก็ปรากฏว่ามเหสีของพระองค์ลงแทะฉลองพระบาท

เมื่อพระราชาทราบแน่ชัด จึงได้นำหญิงนี้มาคืนพระฤาษี หญิงนั้นก็ถูกเสกให้เป็นสุนัขเช่นเดิม พระฤาษีพูดกับสุนัขว่า “เอ็งมันเป็นสุนัข ถึงเอ็งจะเป็นอะไรก็ตาม มันก็ไม่ทิ้งสันดานเดิมได้ เพราะฉะนั้นเอ็งอย่าเป็นอะไรอีกเลย มันไม่มีความสุขเหมือนเป็นสุนัขหรอก” จงพอใจในสภาพที่เราเป็นอยู่เถิด

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่องนี้ สอนว่า จงพอใจในสภาพที่ตนเองมี

32DJB7PDJNG4

1/02/2553

นิทานก่อนนอนสอนลูก เรือง ขาดๆ เกินๆ

นานมาแล้ว มีคนถามขงจิ้อว่า

“ชาย ๔ คน นั้น มีอะไรดีกว่าท่าน แล้วทำไมพวกเขาจึงยอมเป็นศิษย์รับใช้ท่าน ?”

“เขามีดีอย่างไร ?” ขงจื้อถาม แล้วผู้ถามขงจื้อก็ตอบว่า

“ชายคนที่ ๑ นั้นพูดเก่งกว่าท่าน

ชายคนที่ ๒ นั้นมีเมตตากว่าท่าน

ชายคนที่ ๓ มีท่าทางสง่างามกว่าท่าน

ชายคนที่ ๔ มีความกล้าหาญมากกว่าท่าน”

เมื่อขงจิ้งได้ฟังเช่นนั้น จึงกล่าวว่า “เหตุที่ชายทั้ง ๔ คน ยอมเป็นศิษย์รับใช้ข้าพเจ้านั้น เป็นเพราะ

 นิทาน

 

ชายคนที่ ๑ พูดเก่ง แต่ไม่รู้จักสำรวมปาก

ชายคนที่ ๒ มีเมตตาจริง แต่บางครั้งก็เมตตามากเกินไป จนสร้างความเดือดร้อนให้กับตนเอง

ชายคนที่ ๓ ก็วางท่าสง่าเสียจนไม่รู้จักถ่อมตัว

ชายคนที่ ๔ ก็กล้าเสียจนบ้าบิ่น

ถ้าจะยกสิ่งที่ชายทั้ง ๔ มีรวมกันมาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะไม่ขอรับ เพราะสิ่งที่พวกเขาขาดนั้น มีอยู่ในตัวข้าพเจ้า พวกเขาจึงมอบตัวเป็นศิษย์รับใช้ข้าพเจ้า”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าทำอะไรให้แต่พอดี อย่ามีจนเกินควร



นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่องทำไมจึงเกินรุ้งบนท้องฟ้า

มีเจ้าเมืองสองเมืองคือเมืองกาสีและเมืองกาย เป็นเพื่อนรักกัน และสัญญากันว่าถ้ามีลูกชายและลูกสาวก็จะให้แต่งงานกัน ต่อมาเจาเมืองกาสีมีบัตรชายชื่อ ขูลู แต่เมื่อขูลูอายุได้ ๑๐ ปี เจ้าเมืองกาสีก็สิ้นชีวิต แม่ของขูลูและขูลูก็ครองเมืองกาสีต่อมา ฝ่ายทางเมืองกาย เจ้าเมืองกายก็มีบุตรสาวงดงามมากชื่อ นางอั้ว แต่เมื่อนางอั้วอายุ ๑๒ ปี เจ้าเมืองกายก็สิ้นชีวิต แม่ของอั้วและนางอั้วก็ครองเมืองกาย

วันหนึ่งท้าวขูลูขอลามารดาไปเที่ยวเมืองกาย มารดาของขูลูลืมเรื่องสัญญากับเจ้าเมืองกาย จึงมิได้เล่าเรื่องสัญญา

เมื่อท้าวขูลูพบนางอั้วก็หลงรัก นางอั้วก็มีความรักตอบสนองท้าวขูลู ท้าวขูลูจึงสัญญากับนางอั้วจะกลับไปเมืองกาสีเพื่อให้มารดามาสู่ขอ ระหว่างที่ท้าวขูลูเดินทางกลับไปเมืองกาสี มีนายพรานหนุ่มชื่อขุนลางมาสู่ขอนางอั้ว

มารดานางอั้วชอบขุนลางที่เป็นพรานมีฝีมือและนำของกำนัลต่าง ๆ มาให้เสมอ จึงตกยกนางอั้วให้ขุนลาง โดยลืมคำสัญญาของเจ้าเมืองทั้งสอง นางอั้วรู้สึกคับแค้นใจจึงผูกคอตาย ท้ายขูลูมาถึงเมืองกายพอดี พอได้ทราบข่าวก็รีบไปหานางอั้ว พบศพนางอั้ว ก็มีความเสียใจมาก จึงใช้มีดแทงตัวตายตาม

มารดาของท้าวขูลูและนางอั้ว นำศพคนรักทั้งสองไปเผาที่ชายแดนระหว่างเมืองทั้งสอง เถ้าถ่านของคนทั้งสองกลายเป็นต้นไม้สองต้นมีดอกสวยงาม ชื่อดอกขูลูและดอกนางอั้ว ท้าวขูลูและนางอั้วไปเกิดบนสวรรค์แต่สึกเสียใจที่ไม่ได้ตอบแทนคุณมารดา จึงแปลงกายเป็นรุ้งพาดอยู่บนท้องฟ้า เพื่อมาเยี่ยมเยียนมารดา

rainbow

นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับความเชื่อของนิทานไทย (ภาคอีสาน)




ความเพ้อฝันของหญิงรีดนมวัว

หญิงชาวบ้านคนหนึ่งกำลังจะนำนมวัวที่เพิ่งรีดเสร็จไปขายในตลาด นางเทินหม้อนมวัวไว้บนศีรษะ ระหว่างทางหญิงผู้นั้นได้นึกฝันไปต่าง ๆ นานา

“เมื่อขายนมวัวได้แล้วเราจะนำเงินไปซื้อลูกไก่มาเลี้ยงหลาย ๆ ตัว ไม่นานนักลูกไก่ก็จะเติบโตเป็นพ่อไก่แม่ไก่และออกไข่เป็นจำนวนมาก เมื่อฟักเป็นตัวแล้วคราวนี้เราก็จะมีพ่อไก่แม่ไก่หลายสิบคู่และออกไข่ให้เราไม่ต่ำกว่า 300 ฟอง หากนำไข่ไก่ไปขายก็คงนำเงินที่ได้ไปซื้อหมูมาเลี้ยง

สองสามเดือนต่อมาหมูกินข้าวกินรำจนอ้วนท้วนสมบูรณ์ขายได้ราคา คราวนี้ควรเอาเงินจำนวนนั้นไปซื้อแม่วัวมาเลี้ยง ครั้นแม่วัวตกลูกเราก็นำไปขายในตลาดพร้อมกับแม่วัวแม่ไก่และไข่ของมัน ถึงตอนนั้นฉันคงจะมีเงินมากมายสำหรับเสริมความงามและซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ มาสวมใส่หนุ่ม ๆ เห็นเข้าก็จะต้องตามจีบและขอแต่งงาน ในตอนแรกฉันควรจะทำเป็นเล่นตัวเชิดหน้าใส่พวกเขา”

เมื่อหญิงสาวเชิดหน้าหม้อนมที่เทินไว้บนศีรษะก็คว่ำลงสู่พื้นทั้งวัว ไก่ เสื้อตัวใหม่และชายหนุ่มได้อันตระธานหายไปพร้อมกับนมในหม้อจนหมดสิ้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

หากมัวแต่เพ้อฝันจนลืมหน้าที่ความรับผิดชอบของตน ฝันนั้นก็จะสลายไปในที่สุด




1/01/2553

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่อง ใครโง่กว่ากัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายสองคนพี่น้อง คนพี่ชื่อดำ คนน้องชื่อแดง นายดำกับนายแดงสองพี่น้องนี้ มีนิสัยและความประพฤติไม่เหมือนกัน คือนายดำคนพี่เป็นคนขยันทำมาหากิน และเงินทองที่หามาได้ก็รู้จักใช้จ่ายกระเหม็ดแหม่จนมีเงินมีทองเก็บไว้พอสมควร ส่วนนายแดงนั้นเป็นคนเกียจคร้าน ไม่เอาใจใส่ต่อการทำงาน ชอบแต่งตัวฉุยฉาย ได้เงินมาก็ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ไม่ค่อยมีเงินมีทองเก็บหอมรอมริบ คอยแต่เบียดเบียนนายดำผู้พี่ตลอดมา ยิ่งไปกว่านั้น ถ้านายดำเผลอเมื่อไรเป็นอันต้องถูกนายแดงขโมยเงินเสมอ ไม่ว่านายดำจะซุกซ่อนเงินไว้ที่ตรงไหน

อยู่มาวันหนึ่งนายดำมีเงินอยู่ประมาณหนึ่งพันบาท ซึ่งเป็นเงินที่เก็บหอมรอมริบมาได้ แต่วันนี้นายดำต้องออกไปทำธุระนอกบ้าน จึงคิดหาวิธีที่จะซ่อนเงินหนึ่งพันบาทไว้ให้มิดชิดที่สุด คิดอยู่นานก็หาที่ซ่อนไม่ได้ จะเอาซ่อนตรงไหน ๆ ก็เกรงว่านายแดงจะขโมย ในที่สุดก็ตัดสินใจขุดหลุมฝังซ่อนไว้ดีกว่า จึงลงจากเรือนคว้าจอบใส่บ่าเดินออกหลังบ้าน แล้วขุดหลุมเอาเงินห่อกระดาษใส่ลงก้นหลุม เอาดินกลบแล้วดูความเรียบร้อยดูไปดูมา นายดำคิดว่า”นี่ถ้านายแดงมาเห็นรอยเรากลบหลุมไว้อย่างนี้ มันคงต้องรู้ว่าเราฝังเงินเอาไว้แน่”

พลันความคิดของนายดำก็เกิดขึ้นว่าเอาอย่างนี้ดีกว่า คือเราเขียนป้ายมาปักไว้ที่หลุมนี้ว่า “เงินหนึ่งพันบาทของนายดำไม่ได้อยู่ในหลุมนี้” คิดแล้วนายดำก็จัดการเขียนป้ายดังกล่าวมาปักไว้ที่หลุม เสร็จแล้วก็แบกจอบกลับบ้านจัดแจงแต่งตัวออกจากบ้านไป

ฝ่ายนายแดงหลังจากเที่ยวเตร็ดเตร่อยู่หลายวัน จนเงินหมดก็กลับบ้าน ไม่พบพี่ชายก็ได้โอกาสเหมาะสมเที่ยวค้นหาเงิน เชื่อว่าพี่ชายจะต้องซุกซ่อนไว้ที่ไหนสักแห่งหนึ่งแน่นอน ค้นหาบนบ้านอยู่พักใหญ่ก็ไม่พบอะไรเลย จึงเดินลงจากเรือนไปเที่ยวค้นตามหลังบ้าน ก็พบป้ายหนึ่งเขียนไว้ว่า “เงินหนึ่งพันบาทของนายดำไม่ได้อยู่ในหลุมนี้” นายแดงอ่านป้ายแล้วก็เกิดความสงสัยว่า เมื่อไม่มีเงินแล้วจะเขียนป้ายบอกไว้ทำไม จึงลงมือขุดดู ก็พบเงินที่ซ่อนไว้หนึ่งพันบาท แล้วจัดการเก็บเงินนั้นไป เมื่อได้เงินไปแล้ว นายแดงเกิดนึกขึ้นได้ว่า ถ้าพี่ชายกลับมาเห็นเงินในหลุมหายไปก็คงโทษเราแน่ อย่ากระนั้นเลย เราเขียนป้ายปักไว้ดีกว่า เมื่อพี่ชายมาเห็นจะได้คิดว่าเราไม่ได้เอาไป คิดดังนั้นแล้ว นายแดงก็จัดการเขียนป้ายมาปักไว้ที่หลุมว่า “เงินหนึ่งพันบาทในหลุมนี้นายแดงไม่ได้เอาไป”

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

๑. จงอย่าคิดว่าตนเองฉลาด เพราะบางครั้งความฉลาดนั่นแหละคือความโง่ของเรานั่นเอง วิธีสร้างคนให้ฉลาดก็คือการอ่าน ดังคำที่ว่า “อ่านมาก รู้มาก รู้รักษาตัวรอด”

๒. การประพฤติตนเป็นคนเกียจคร้าน และใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย เป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย หาความเจริญมิได้ ต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นอยู่ต่อไป จะถูกรังเกียจ ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง จากคนอื่น ฉะนั้นจงเป็นคนที่ขยันขันแข็ง ทำการงานและประหยัด

Popular Posts

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top