12/30/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง หนูและช้าง

หนูและช้าง

นิทานก่อนนอนเรื่อง หนูและช้าง

 

หนูตัวหนึ่งตกลงไปในบ่อน้ำ ขึ้นจากบ่อไม่ได้ก็ร้องขอความช่วยเหลือ ช้างเดินผ่านมาได้ยินเสียงก็ชะโงกดูในบ่อ เห็นหนูตกอยู่ในบ่อก็สงสารหย่อยหางลงไปให้หนูไต่ขึ้นมา หนูขอบคุณช้างมาก และบอกว่าจะไม่ลืมบุญคุณของช้างเลย

หลายปีผ่านไป ช้างแก่ลง วันหนึ่งช้างเดินพลาดตกลงไปในซอกลำธารแคบ ๆ และตะกายขึ้นมาไม่ได้ หนูเดินผ่านมาพอดี หนูจึงรีบไปชวนเพื่อฝูงญาติพี่น้องมาช่วยกันแหวกลำธารให้กว้างขึ้นจนช้างสามารถขึ้นมาได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จงเมตตาต่อผู้อื่น แล้วผลดีจะตอบสนองท่าน

นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานมองโกเลีย

12/28/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง อย่าหลอกฉันเลย

อย่ามาหลอกฉันเลย

นิทานก่อนนอนเรื่อง อย่าหลอกฉันเลย

 

นกในติงเกลตัวหนึ่งเกาะอยู่บนยอดต้นโอ๊กและกำลังร้องเพลงอย่างที่ทำประจำเหยี่ยวตัวหนึ่งซึ่งกำลังหิวจัดบินผ่านมาเห็นมันเข้าจึงโฉบลงไปหาและใช้กรงเล็บอันแหลมคมตะปบมันไว้

นกไนติงเกลซึ่งกำลังจะถูกปลิดชีวิตจึงวิงวอนขอให้เหยี่ยวปล่อยมันไปโดยให้เหตุผลว่าขณะนี้มันยังตัวไม่ใหญ่พอที่จะขจัดความหิวของเหยี่ยว หากเหยี่ยวต้องการอาหารก็ควรจะล่านกที่ตัวใหญ่กว่ามันกิน

เหยี่ยวจึงพูดขัดคอนกไนติงเกลว่า “ข้าคงจะสติฟั่นเฟือนไปแน่หากปล่อยให้อาหารที่อยู่ในมือข้าแล้วหลุดลอยไปเพื่อนตามจับอาหารที่ยังไม่เคยเห็น อย่ามาหลอกข้าเลย”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การไม่หลงเชื่อคำพูดของใครง่าย ๆ ย่อมทำให้เราไม่เสียประโยชน์

12/26/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง หญฺิงชรากับหมอรักษาดวงตา

นิทานก่อนนอนเรื่อง หญิงชรากับหมอรักษาดวงตา

หญิงชรากับหมอรักษาดวงตา

หญิงคนหนึ่งเป็นผู้ที่มีฐานะร่ำรวย แต่เมื่อเข้าสู่วันชราดวงตากลับมืดมัวจนมองอะไรไม่เห็น นางจึงจ้างหมอมารักษาโดยทำสัญญาไว้ว่า ถ้าหมอรักษาให้นางสามารถมองเห็นได้เหมือนเดิมจะจ่ายค่ารักษาเป็นเงินก้อนใหญ่ แต่หากรักษาไม่หายหมอจะไม่ได้รับค่าตอบแทน

ทุกวันหมดจะนำยาหยอดตามาให้แก่หญิงชราที่บ้าน แต่ขากลับหมอได้ขโมยทรัพย์สินมีค่าติดมือกลับไปด้วยเสมอ โดยที่หญิงชรา ไม่รู้เมื่อขโมยของต่าง ๆ ไปจนหมดแล้วหมอก็รักษาตาของหญิงชราหายพอดี แต่เมื่อเอ่ยปากทวงค่ารักษา หญิงชรากลับไม่ยอมจ่ายให้ หมอจึงนำเรื่องไปฟ้องศาล

“หมดทำผิดสัญญา” หญิงชราให้การต่อศาลเมื่อเชิญตัวมาสอบปากคำ “เพราะเมื่อก่อนข้าพเจ้ามองเห็นทรัพย์สินทุกชิ้นในบ้านแต่บัดนี้ข้าพเจ้ามองไม่เห็นมันเลยแม้แต่ชิ้นเดียว”

ด้วยเหตุนี้หญิงชราจึงได้รับการตัดสินให้พ้นผิด เมื่อผู้พิพากษา สั่งให้สอบสวนอย่างถี่ถ้วน หมอจอมขโมยได้รับสารภาพ ยอมคืนทรัพย์สินให้แก่หญิงชราและได้รับการลงโทษอย่างสาสม

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ผู้ที่คดโกงอื่นย่อมต้องได้รับผลกรรมที่กระเอาไว้

12/23/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง กระรอกเจาะมะพร้าว

กระรอกเจาะมะพร้าว

 

นิทานเรื่องกระรอกเจาะมะพร้าว

 

 

 

มีหมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่แห่งหนึ่ง หมู่บ้านนี้มีต้นมะพร้าวขึ้นอยู่ริมฝั่งคลองเป็นจำนวนมาก บริเวณนั้นเป็นอันมาก ไม่มีบ้านผู้คน มีแต่สัตว์เล็กสัตว์น้อยอาศัยอยู่ เช่น พวกกระรอก กระแต เป็นต้น

วันหนึ่งมีมะพร้าวต้นหนึ่งที่ขึ้นอยู่ริมคลองฝั่งนี้ เกิดมีลูกดกมาก ลำต้นของมันทานน้ำหนักลูกไม่ไหวก็เลยค่อย ๆ เอนไป จนยอดมะพร้าวไปจดคลองฝั่งโน้น กระรอกฝูงหนึ่งเห็นมะพร้าวเอนลงมายังฝั่งของตนหัวหน้ากระรอกจึงพูดขึ้นว่า

“โอ้โฮ ! วันนี้พวกเราช่างโชคดีเหลือเกิน ลาภปากแท้ ๆ เลย”

“โชคดีอย่างไรล่ะท่านหัวหน้า ช่วยบอกหน่อยซิ” บริวารกระรอกถาม

“ก็โน่นไงเห็นมั้ย มะพร้าวลูกดกเอนมาทางฝั่งเรา” หัวหน้ากระรอกพูดพลางชี้ให้ดู

“อย่างนั้นพวกเราก็ไปกินมะพร้าวกันได้นะซีท่านหัวหน้า”

“ได้เลย ไปชวนกันมากินเยอะ ๆ นาน ๆ จะมีอาหารอันโอชะมาถึงที่อย่างสักที” หัวหน้าอนุญาต

ว่าแล้วบรรดากระรอกทั้งหลายก็ชวนกันปีนขึ้นไปเจาะกินน้ำมะพร้าว กินกันอย่างเพลิดเพลินอยู่หลายวัน วันละลูกสองลูก โดยไม่ได้ลงมาจากต้นมะพร้าวเลย และไม่ได้สังเกตถึงความผิดปรกติของต้นมะพร้าวด้วย กินกันจนหมดต้นเมื่อไรไม่รู้ตัว

เมื่อน้ำมะพร้าวแห้งหมดทุกลูกแล้ว ต้นมะพร้าวก็เอนกลับไปยังที่เดิม พวกกระรอกทั้งหลายก็ติดอยู่บนต้นมะพร้าวนั้น ไม่สามารถกลับไปยังฝั่งเดิมของตนเองได้ ครั้นจะว่ายน้ำข้ามไปก็ว่ายไม่เป็น กระรอกทั้งหลายต่างเศร้าโศกเสียใจ นั่งร้องไห้กันอยู่บนต้นมะพร้าวนั้น

หัวหน้ากระรอกเห็นดังนั้นก็ไม่สบายใจ จึงเรียกบริวารกระรอกมาประชุม ปรึกษาหารือกัน ว่าจะทำอย่างไรกันดี จึงจะกลับไปยังฝั่งของตนได้ ต่างแสดงความคิดเห็นกันหลากหลายวิธี แต่ก็ติดขัดตรงที่ทำตามที่คิดไม่ได้

ในที่สุดมีกระรอกตัวหนึ่งเสนอความคิดว่า “พวกเราน่าจะช่วยกันลงไปอมน้ำในแม่น้ำ แล้วนำมากรอกใส่ในลูกมะพร้าวทุกลูก เมื่อมะพร้าวมีน้ำเต็มทุกลูก ต้นมะพร้าวก็จะเอนไปยังฝั่งของเราดังเดิม” ความคิดนี้กระรอกทุกตัวต่างเห็นด้วยว่าน่าจะทดลองทำดู เพราะทำไม่ยาก เพียงแต่กระรอกทุกตัวต้องช่วยกันอย่างเต็มที่เท่านั้น

และแล้วการลำเลียงน้ำของกระรอกทุกตัวโดยการอมน้ำจากแม่น้ำไปกรอกลงในลูกมะพร้าวก็เริ่มขึ้น ในไม่ช้าน้ำในลูกมะพร้าวก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ๆ ทีละน้อย ทำให้ต้นมะพร้าวค่อย ๆ โน้มเอนลงไปทีละน้อยเช่นเดียวกัน พวกกระรอกทุกตัวต่างไม่ลดละความพยายาม

จนในที่สุดผลของความเพียรพยายามและความสามัคคีก็มาถึง เมื่อกระรอกช่วยกันอมน้ำไปกรอกในลูกมะพร้าวจนเต็มทุกลูก ต้นมะพร้าวก็โน้มเอนลงไปยังฝั่งที่อยู่ของกระรอกตามเดิม กระรอกทุกตัวต่างก็ดีใจที่ได้กลับมายังฝั่งของตนเองได้อย่างปลอดภัย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

๑. อย่าเป็นคนเห็นแก่กินมากจนเกินไป เพราะอาจทำให้เรา ได้รับความเดือดร้อน

๒. เมื่อเกิดปัญหาขึ้น จะต้องหาทางแก้ปัญหาด้วยปัญญา

๓. ความเพียรพยายามและความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะทำให้งานนั้นสำเร็จสมความตั้งใจ

12/11/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง ชี้หิน

ชี้หิน

นิทานก่อนนอนเรื่อง ชี้หิน

 

มีเทวดาอยู่องค์หนึ่ง ได้เหาะลงมายังเมืองมนุษย์ เพื่อมาค้นหาบุคคลผู้ไม่มีความโลภ และสละแล้วซึ่งกิเลสความอยากได้ใคร่มีในสิ่งต่าง ๆ เมื่อถึงมนุษย์โลกแล้ว เทวดาก็แปลงกายเป็นชายชรา เดินตรงเข้าไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่คนเดียว ชายชราจึงตรงเข้าไปหา พอถึงก็วางก้อนหินขนาดก้อนเท่ากับหัวแม่มือลงตรงหน้าชายหนุ่ม พร้อมชี้นิ้วชี้ของท่านชี้หินก้อนนั้น และแล้วหินก็กลายเป็นทองคำเหลืองอร่ามในทันที“เอ้าข้าให้เจ้ารับไว้ซิ เดี๋ยวข้าจะรีบไปธุระ”

เทวดาปลอมพูดแล้วก็หยิบทองคำยื่นส่งให้แก่ชายหนุ่ม แล้วก็เดินจากไปเทวดาเดินลับหลังมาได้สักครู่ ก็เห็นชายหนุ่มคนเดิมวิ่งตามมา พร้อมกับพูดอย่างระล่ำระลักเชิงขอร้องว่า“คุณตาครับกรุณาช่วยชี้หินก้อนนี้ให้ผมหน่อยได้ไหมครับ” พูดแล้วก็วางก้อนหินขนาดใหญ่ลงตรงหน้าชายชราปลอม “ข้าไม่ชี้ให้เอ็งหรอก เพระเอ็งมันคนโลภมาก” พูดแล้วชายชราปลอมก็เดินหนีไป ต่อจากนั้นชายชราก็เดินเข้าไปยังหมู่บ้านอื่น ๆ แล้วก็ทำเหมือนเดิม คือวางก้อนหินขนาดเท่าหัวแม่มือไว้ตรงหน้า ชี้หินให้กลายเป็นทองคำแล้วส่งให้ ต่อจากนั้นก็เดินจากไป ทุกครั้งที่ส่งหินทองคำให้ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หนุ่มสาว ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย ทุกคนจะต้องตามมาขอร้องให้ชายชราชี้ก้อนหินโตกว่าเดิมให้ เทวดา ที่ปลอมเป็นชายชราเห็นแล้วรู้สึกหมดกำลังใจ และคิดว่าคงจะหาใครสักคนหนึ่งที่เป็นผู้ไม่โลภโมโทสันในโลกมนุษย์นี้ไม่ได้เป็นแน่แท้ คิดจะกลับสู่สวรรค์แต่เพื่อให้มั่นใจจึงน่าลองดูอีกสักหน เผอิญเหลือบไปเห็นพระฤาษีตนหนึ่งกำลังนั่งบำเพ็ญตบะอยู่ใต้ต้นไม้ จึงเดินตรงเข้าไปหา พลางเอาก้อนหินวางไว้ตรงหน้า แล้วใช้นิ้วชี้ก้อนหินนั้นให้เป็นทองคำ แล้วพูดกับพระฤาษีว่า“ข้าแต่ท่านผู้ทรงศีลข้าขอถวายหินทองคำก้อนนี้แด่ท่าน”

“อาตมารับไว้ไม่ได้หรอก จงเอาคืนไปเถิด” พระฤาษีตอบพร้อมส่ายหน้าแสดงอาการปฏิเสธ ชายชราปลอมจึงเอาก้อนหินขนาดเขื่องกว่าเดิมมาชี้ให้เป็นทองคำ แล้วถวายแด่พระฤาษี คำตอบที่ได้รับก็ยังคงเหมือนเดิมคือ “อาตมารับไม่ได้หรอก จงเอาคืนไปเถิด”

แม้ชายชราปลอมจะนำเอาก้อนหินขนาดใหญ่สักเท่าใดก็ตาม มาชี้แล้วส่งให้ก็รับคำปฏิเสธจากพระฤาษีทำให้ชายชราปลอมมีกำลังใจขึ้นมากคิดในใจว่า “พระฤาษีตนนี้แหละ คือผู้ไม่โลภเป็นแน่แท้” ก่อนที่ชายชราปลอมจะจาไป ด้วยความสงสัยจึงถามพระฤาษีว่า “เหตุใดท่านจึงไม่รับหินทองคำเหล่านี้ไว้ ท่านไม่อยากได้หรือ”

“ใช่อาตมาไม่อยากได้ทองคำเหล่านั้นหรอก แต่อาตมาอยากได้นิ้วชี้ที่ชี้มากกว่า” พระฤาษีอธิบาย ชายชราปลอมได้ยินพระฤาษีพูดดังนั้นถึงกับนิ่งอึ้งแล้วก็เดินหนีไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ความโลภของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด คือมนุษย์ไม่มีความพอ

อยากได้โน่นได้นี่อยู่ร่ำไป ได้อย่างโน้นก็อยากจะได้อย่างนี้อีกจึงมีคำกล่าว
“แม้นว่าฝนจะตกลงมาเป็นเงินเป็นทอง มนุษย์ก็ยังไม่พอใจอยู่นั่นเอง

12/02/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง กลองเป็นเหตุ

กลองเป็นเหตุ

 

 

 

นิทานก่อนนอนเรื่อง กลองเป็นเหตุ

 

 

 

ณ เมืองหนึ่ง มีชายคนหนึ่งมีฝีมือในการตีกลองได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด ไม่มีใครมีฝีมือเทียบเท่าได้ คือตีกลองได้ทั้งจังหวะและความไพเราะ ทุก ๆ วันชายตีกลองผู้นี้จะออกไปตีกลองตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อแลกกับเงินที่ผู้ชมมาบริจาคให้แก่เขาด้วยความเต็มใจ เพราะชอบในฝีมือการตีกลองของเขา เขาจึงมีเงินเลี้ยงครอบครัวได้อย่างไม่เดือดร้อน

ชายผู้นี้มีบุตรชายคนหนึ่งกำลังอยู่ในวัยรุ่น และเขาก็ได้สอนให้ลูกชายของเขาฝึกตีกลองเป็นจังหวะต่าง ๆ จนได้ครบทุกจังหวะเรียกได้ว่ามีฝีมือใกล้เคียงกับพ่อมากทีเดียว ฉะนั้นเมื่อไปตีกลองที่ไหนสองพ่อลูกนี้ก็จะตีกลองสลับสอดรับกันไปมา ทำให้เสียงกลองเร้าใจผู้ฟังมากยิ่งขึ้น วันหนึ่งมีงานนักขัตฤกษ์ในเมือง ผู้เป็นพ่อจึงพูดกับลูกว่า

“ลูกเอ๊ย วันนี้มีงานในเมือง คนคงมาเที่ยวงานกันมาก เราไปตีกลองหาเงินกันมั้ยลูก”

“ไปซิพ่อ ผมก็คิดจะชวนพ่ออยู่เหมือนกัน เราอาจได้เงินเป็นจำนวนมากก็ได้” ลูกชายตอบ

ทั้งสองพ่อลูกรีบเดินทางเข้าไปในเมืองทันที เมื่อถึงสถานที่จัดงานแล้วก็เลือกหาที่แสดง ช่วยกันตั้งกลองเสร็จแล้วทั้งสองพ่อลูกก็เริ่มบรรเลงกลองขึ้น ผู้คนที่มาเที่ยวงาน เมื่อได้ยินเสียงกลองต่างก็พากันมายืนชมการตีกลองของทั้งสองพ่อลูกอย่างพออกพอใจ พร้อมทั้งได้บริจาคเงินให้แก่สองพ่อลูกนั้นเป็นจำนวนมาก

พองานเลิกก็ดึกมากแล้ว ครั้นจะอยู่พักค้างคืนที่นี่ วันพรุ่งนี้ก็จะต้องเดินทางไปตีกลองยังเมืองอื่นอีก เกรงว่าจะไปไม่ทัน ฉะนั้นสองพ่อลูกจึงช่วยกันเก็บข้าวเก็บของ พร้อมกับเงินใส่ถุงย่างรีบเดินกลับบ้านทันที เผอิญทางที่เดินกลับบ้านนั้นเป็นทางเปลี่ยว มีโจรผู้ร้ายคอยดักจี้ปล้นผู้คนที่เดินผ่านไปมาอยู่เสมอ เมื่อเดินทางมาได้สักพักพ่อจึงบอกแก่ลูกชายว่า

“ลูกเอ๊ย ทางที่เราจะต้องเดินทางผ่านไปนี่เป็นทางเปลี่ยว มีโจรผู้ร้ายชุกชุมมาก เพื่อป้องกันไม่ให้โจรมาปล้นเรา พ่อขอให้เจ้าตีกลองเป็นจังหวะการเดินทัพนะลูกนะ”

“ทำไมจะต้องตีกลองจังหวะการเดินทัพด้วยเล่าพ่อ มันไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย” ลูกชายถามด้วยความสงสัย

“เกี่ยวซิลูก ทำไมไม่เกี่ยวล่ะ เพราะถ้าโจรมันได้ยินเสียงกลองในจังหวะการเดินทัพ มันก็จะกลัว จะพากันหนีไปหมด และมันก็จะไม่มาปล้นเราไงลูก” พ่ออธิบาย

“ครับงั้นผมจะตีกลองเป็นจังหวะการเดินทัพเลยนะพ่อ” ลูกชายรับคำ

เมื่อโจรได้ยินเสียงกลองตีเป็นจังหวะการเดินทัพ มันคิดว่ากระบวนทัพของพระราชากำลังยกมา มันจึงพากันวิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต วิ่งไปได้สักพักหนึ่งก็หยุดพักเหนื่อยอยู่กลางป่า

ฝ่ายลูกชายเมื่อตีกลองจังหวะยกทัพไปได้สักพักหนึ่งก็เกิดสนุกขึ้นมา เขาจึงเปลี่ยนจังหวะการตีกลองเป็นจังหวะอื่น ๆ หลาย ๆ จังหวะเท่าที่เขาตีได้สลับกันไปมา อย่างคึกคะนอง โดยไม่ปฏิบัติตามคำที่พ่อสั่ง พ่อจะห้ามอย่างไรก็ไม่ฟัง ยังคงตีกลองอย่างนั้นเรื่อยไป

ฝ่ายนายโจรนั่งพักอยู่กับลูกน้องได้ยินเสียงกลองเป็นจังหวะต่าง ๆ สลับกัน ไม่ใช่จังหวะการเดินทัพ จึงกล่าวแก่ลูกสมุนว่า

“เฮ้ย เราถูกหลอกเสียแล้วมั้งเนี่ย พวกเอ็งลองฟังเสียงตีกลองซิ มันไม่ได้ตีเป็นจังหวะการเดินทัพนี่ แต่มันตีเป็นจังหวะต่าง ๆ สลับกัน ข้าว่าคงเป็นฝีมือการตีกลองของสองพ่อลูกที่ออกไปตีกลองหาเงินแล้วเดินทางกลับบ้านเสียมากกว่า”

“งั้นเราจะทำอย่างไรกันดีละนาย” ลูกสมุนโจรถาม

“เอายังงี้ก็แล้วกัน พวกเรารีบวิ่งตามเสียงกลองนั้นไป เพื่อดูว่าใครกันแน่ที่ตีกลองนั้น ถ้าเป็นสองพ่อลูกเราก็จะได้ปล้นมันเสียเลย” นายโจรสั่งการ

แล้วนายโจรและลูกสมุนต่างก็วิ่งตามเสียงกลองนั้น เมื่อไปทันเห็นสองพ่อลูกกำลังเดินกันอยู่ นายโจรจึงตะโกนว่า

“หยุด แล้วส่งเงินทั้งหมดมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นแกสองคนพ่อลูกจะต้องตาย”

“อย่าทำร้ายข้าทั้งสองคนเลย ข้ากลัวแล้ว เอ้า เอาเงินไป” ชายผู้เป็นพ่อพูดด้วยเสียงสั่นเครือ พร้อมทั้งส่งถุงย่ามที่ใส่เงินให้แก่นายโจร

นายโจรรับถุงย่ามมาตรวจดู เห็นมีเงินอยู่เป็นจำนวนมากก็ดีใจ และพูดขึ้นว่า

“แกสองคนพ่อลูกไปได้แล้ว และรีบไปเร็ว ๆ ด้วย อย่าให้ข้าเห็นหน้าอีก รีบไปเลยไป”

สองพ่อลูกต่างพากันรีบเดินกลับบ้านด้วยความเสียใจ แล้วพ่อก็เอ่ยปากพูดกับลูกว่า

“ลูกเอ๋ย นี่ถ้าเจ้าเชื่อฟังพ่อเรื่องอย่างนี้คงไม่เกิดขึ้น พ่อขอบอกเจ้าว่า ตั้งแต่นี้ไปขอให้เจ้าจงเชื่อฟังคำสั่งสอนของผู้หลักผู้ใหญ่ อย่าได้ดื้อรั้นอย่างนี้อีก ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนที่ควรจดจำ”

“ครับพ่อ ผมผิดไปแล้ว ผมขอสัญญาว่า ต่อไปนี้ผมจะเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่และผู้หลักผู้ใหญ่ทุกคน” ลูกชายสารภาพผิดพร้อมทั้งให้สัญญา

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

๑. การมีความรู้ความสามารถในด้านใดด้านหนึ่งอย่างเชี่ยวชาญ สามารถนำความรู้ความสามารถนั้น มาทำเป็นอาชีพที่มั่นคงได้

๒. การเป็นคนดื้อรั้น ไม่เชื่อฟังคำแนะนำสั่งสอนของผู้ใหญ่ ย่อมทำให้ได้รับความเดือดร้อน

๓. ผู้น้อยควรเชื่อฟัง คำแนะนำสั่งสอนของผู้ใหญ่ เพราะ ผู้ใหญ่ย่อมมีประสบการณ์ เคยพบเห็นสิ่งต่าง ๆ มาก่อน

11/27/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง คนถูกหมากัด

คนถูกหมากัด

นิทานเรื่องคนถูกสุนัขกัด

ชายคนหนึ่งถูกหมากัดเลือดไหลอาบ พยายามเดินหาหมอรักษา ชายอีกคนหนึ่งมาพบจึงให้คำแนะนำเป็นเคล็ดลับให้ว่า “จงนำขนมปังมาชุบเลือดที่แผลให้ชุ่มแล้วเอาไปให้หมาตัวที่กัดท่านกิน แผลของท่านก็จะหายโดยเร็ว”

“หากรักษาด้วยวิธีที่ท่านบอก ข้าพเจ้าคงถูกหมาทุกตัวในเมืองนี้รุมกัดเป็นแน่” ชายผู้ที่ถูกหมากัดกล่าวตอบด้วยความฉุนเฉียว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การให้การอุปถัมภ์เลี้ยงดูศัตรูของตนเองเท่ากันเป็นการสร้างจำนวนศัตรูให้เพิ่มมากขึ้น

11/18/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง ความโลภและความริษยา

ความโลภและความริษยา

นิทานก่อนนอนเรื่องความโลภและความริษยา

ชายสองคนซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกัน วันหนึ่งได้ชวนกันไปเฝ้าเทพจูปีเตอร์หรือซีอุส ผู้เป็นราชาแห่งเทพเจ้าทั้งปวง เทพจูปีเตอร์รู้ว่าชายคนแรกนั้นเป็นคนที่มีแต่ความโลภ ส่วนชายอีกคนหนึ่งในใจของเขามีแต่ความริษยา เพื่อเป็นการสั่งสอนและลงโทษ เทพจูปีเตอร์จึงอนุญาตให้ทั้งชายสองนึกขอพรในใจได้ตามปรารถนา แต่มีข้อแม้ว่าท่านจะบันดาลให้อีกคนหนึ่งได้รับพรเป็นสองเท่าของผู้ที่ขอ

“ข้าต้องการเพชรนิลจินดาและทองคำเต็มห้อง” ชายผู้มีความโลภขอพรเป็นแรก แต่แล้วก็ก็ต้องเสียใจเพราเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เพื่อนของตนจะต้องได้เพชรนิลจินดาถึงสองห้อง แม้จะสมปรารถนาชายผู้มีความโลภก็หาความสุขใจมิได้แม้แต่น้อย ส่วนชายอีกคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าบัดนี้ตนเองกลายเป็นมหาเศรษฐีไปโดยบังเอิญเพราะความโลภของเพื่อนบ้าน เขาคิดแต่ว่าไม่อยากให้เพื่อนของตนเสวยสุขกับพรที่ได้รับจากเทพเจ้า จึงขอพรให้ตัวเองตนเองตาบอดข้างหนึ่ง เพื่อให้ชายผู้มีความโลภตาบอดทั้งสองข้าง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ความโลภและความริษยาเป็นหนทางไปสู่ความวิบัติ

11/15/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง กระต่ายกับหนู

กระต่ายกับหนู

 นิทานก่อนนอนกระต่ายกับหนูนิทานก่อนนอนกระต่าย

กระต่ายหิวโซตัวหนึ่งเที่ยวเดินหาอาหารด้วยความกะปลกกะเปลี้ยเพราะไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน เนื่องจากในฤดูแล้งหญ้าและอาหารในป่าหาได้ยาก ครั้นมาถึงยุ้งของชาวไร่และหาจนพบรูที่พวกหนูเจาะเอาไว้ เนื่องจากตัวมันผอมมากจึงสามารถมุดเข้าไปกินข้าวโพดในยุ้งได้ นับแต่นั้นมาเจ้ากระต่ายก็สุขสำราญจนหาใดเปรียบมิได้ กิน นอน ร้องรำทำเพลง อย่างเพลิดเพลินอยู่แต่ในยุ้ง

หลายวันผ่านไปร่างกายของมันก็เริ่มอ้วนขึ้น ๆ ครั้นเมื่อได้ยินเสียงพวกชาวไร่พากันเข้ามาในยุ้งเพื่อนำข้าวโพดไปขาย เจ้ากระต่ายตกใจพยายามวิ่งหาทางออก

“ให้ตายซิ…” เจ้ากระต่ายตกใจวิ่งพล่าน “ช่องที่เราเข้ามาเคยอยู่แถว ๆ นี้นี่นา แล้วนี่มันหายไปไหน มีแต่รูเล็ก ๆ ทั้งนั้นเลย”

หนูตัวหนึ่งส่งเสียงหัวเราะด้วยความขบขันก่อนที่จะทำให้คำแนะนำ “เพื่อนเอ๋ย รูเล็ก ๆ ที่เห็นก็คือช่องทางเดียวกับที่เจ้าเข้ามานั่นแหละ คงต้องรอให้ตัวเจ้าผอมและเล็กลงเท่าเดิมจึงจะออกไปได้”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ความโลภโมโทสันจนเกินเหตุนำมาซึ่งอุปสรรคและความทุกข์ยาก

10/30/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง ราชาลิงและนักเดินทาง

ราชาลิงและนักเดินทาง

 

นิทานก่อนนอนเรื่อง ราชาลิงและนักเดินทาง

 

ชาย ๒ คนเดินทางไปด้วยกัน คนหนึ่งไม่เคยพูดความจริงเลย ส่วนอีกคนไม่เคยพูดโกหกเลย ในที่สุดทั้งสองก็เดินทางมาถึงดินแดนของฝูงลิงไม่มีหาง

เมื่อราชาแห่งฝูงลิงไม่มีหางได้ข่าวการมาเยือนของชายทั้งสองจึงสั่งให้นำพวกเขาเข้ามาพบ เนื่องจากต้องการทำให้แขกผู้มาเยือนประทับใจในความมหัศจรรย์ของตน ราชาลิงจึงต้อนรับชายทั้งสองโดยนั่งอยู่บนบัลลังก์และมีบรรดาทหารลิงยืนเรียงกันเป็นแถวยาวขนาบทั้ง ๒ ข้าง เมื่อนักเดินทางทั้งสองเข้ามาพบ ราชาลิงจึงถามพกเขาว่ามีความเห็นเกี่ยวกับมันในฐานะราชาลิงอย่างไร

นักเดินทางจอมโกหกตอบว่า “ท่านราชาลิง ทุกคนต้องเห็นว่าท่านเป็นราชาผู้มีอำนาจและสง่างามที่สุด”

“และท่านคิดอย่างไรเกี่ยวกับบริวารของข้า” ราชาลิงถามต่อ

“พวกเขาเหมาะสมกับท่านราชาลิงทุกประการ” นักเดินทางตอบ ราชาลิงพอใจในคำตอบของนักเดินทางจอมโกหกยิ่งนัก จึงมอบของขวัญที่งดงามมากให้เขาชิ้นหนึ่ง

นักเดินทางอีกคนหนึ่ง คิดว่าในเมื่อเพื่อนร่วมเดินทางของเขาได้รับรางวัลแสนงดงามจากการพูดโกหก ตัวเขาเองจะต้องได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นจากการพูดความจริง ดังนั้นเมื่อราชาลิงหันมาทางเขาและถามว่า “แล้วท่านล่ะมีความเห็นอย่างไร”

นักเดินทางผู้ไม่เคยโกหกเลยตอบว่า “ข้าคิดว่าท่านเป็นลิงไม่มีหางที่งดงามมาก และบริวารทั้งหมดของท่านก็เป็นลิงไม่มีหางที่งดงามมากเช่นเดียวกัน” ราชาลิงโกรธจัดเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น มันสิ่งให้บริวารของมันเร่งเอาเขาออกไปกัดให้ถึงแก่ความตายทันที

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ควรรู้จักพูดให้ถูกกาละเทศะ

10/23/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง ผู้ใดผิดปกติ

ผู้ใดผิดปกติ

นิทานก่อนนอนเรื่อง ผู้ใดผิดปกติ

เด็กชายคนหนึ่ง มีความแปลกประหลาดไปจากเพื่อน ๆ กล่าวคือ

เขาจะได้ยินเสียงร้องไห้เป็นเสียงหัวเราะ

ได้ยินเสียงหัวเราะเป็นเสียงร้องไห้

เห็นสีขาวเป็นสีดำ

เห็นสีดำเป็นสีขาว

กลิ่นเหม็นก็บอกว่ากลิ่นหอม

กลิ่นหอมก็บอกว่ากลิ่นเหม็น

พ่อของเด็กชายคนนี้จึงเดินทางไปหาคนเก่งมารักษา

ระหว่างเดินทางคนนี้จึงเดินทางไปหาคนเก่งมารักษา

ระหว่างเดินทางอยู่นั้นก็พบเล่าจื้อ

จึงเล่าเรื่องความแปลกประหลาดของลูกชายของตนให้ฟัง

เล่าจื้อกล่าวว่า

“คนเราทุกวันนี้สับสนไปหมด ไม่รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก อะไรเป็นคุณ อะไรเป็นโทษ สมมุติว่า คนทั้งโลกเป็นเหมือนลูกชายของคุณ ก็คุณนั่นแหละจะกลายเป็นคนผิดปกติ

จงจำไว้ว่า ความสุข ความทุกข์ ความผิด ความถูก ความงาม ความไม่งาม กลิ่น รส ไม่มีผู้ใดตัดสินยืนยันได้หรอก ทางที่ดีคุณรีบกลับบ้านเกิด อย่ามัวเสียเวลา เสียเงิน กับเรื่องผิดปกติของลูกชายเลย”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

จงอย่าคิดว่า ความคิดของผู้อื่นเป็นเรื่องผิด

เพราะคนเราย่อมไม่ความคิดเห็นที่แตกต่างกัน

10/19/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง ตะเกียงวิเศษ

ตะเกียงวิเศษ

นิทานเรื่องตะเกียงวิเศษ

มีชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นคนเกียจคร้านไม่ทำการงาน แต่มีรสนิยมสูง วันหนึ่งเขาจึงไปปรึกษาแม่ของเขา

“แม่ครับผมก็อายุมากแล้ว ผมอยากมีบ้านส่วนตัวอยู่สักหลังหนึ่ง”

“แล้วเอ็งจะให้ข้าทำอย่างไรล่ะ เอาอย่างนี้ก็แล้วกันแกลองไปขอความช่วยเหลือหลวงตาทองดูซิ ท่านอาจจะช่วยแกได้ละมั้ง” แม่ของชายหนุ่มแนะนำ

“หลวงตาครับ ผมอยากมีบ้านสวย ๆ สักหลัง เป็นบ้านชั้นเดียวก็พอขนาด ๒ ห้องนอน ๓ ห้องน้ำ มีห้องครัว ห้องรับแขกแยกออกต่างหาก ถ้าจะมีโทรศัพท์ด้วยก็จะดีมากเลยครับ”

“เอาซิข้าจะช่วยเอ็ง”

“ขอบพระคุณมากครับ”

“เอ้าเอ็งเอาตะเกียงวิเศษใบนี้ไป” พูดแล้วพลางหยิบตะเกียง ส่งให้

“เป็นพระคุณอย่างสูงสุดครับ แล้วตะเกียงนี้ใช้อย่างไรครับ”

“เมื่อไปถึงบ้านเอ็งจงวางตะเกียงไว้บนแท่น จากนั้นให้จุดธูปเทียนบูชา นั่งอธิษฐานจิต

แล้วใช้มือถูข้าง ๆ ตะเกียงใบนี้สักพักหนึ่งจะมียักษ์ตนหนึ่งออกมาจากตะเกียง เอ็งอยากได้อะไรก็ขอเอาตามใจชอบ”

ชายหนุ่มคนนั้นรีบนำตะเกียงวิเศษกลับบ้านทันที เมื่อถึงบ้านเขาก็จัดการทำตามคำแนะนำของหลวงตาทองทุกอย่าง และแล้วก็บังเกิดควันสีขาวพวยพุ่งออกมาจากตะเกียง เมื่อควันจางลงยักษ์ตนหนึ่งก็เดินออกมาจากตะเกียง

“พี่เรียกผมมาทำไมครับ ผมพร้อมที่จะช่วยที่ทุกอย่าง” ยักษ์กล่าวอย่างนอบน้อม

“ข้าอยากได้บ้านสักหลัง เป็นบ้านชั้นเดียว ขนาด ๒ ห้องนอน ๓ ห้องน้ำ มีห้องครัว ห้องรับแขก ติดเครื่องปรับอากาศทั้งหลังพร้อมโทรศัพท์” ชายหนุ่มรีบบอกสิ่งที่ต้องการ

“มีแค่นี้เองหรือพี่” ยักษ์ถาม

“เอาแค่นี้แหละ” ชายหนุ่มตอบ

ยักษ์ถอนหายใจยาว” แล้วกล่าวว่า

“อ้ายโง่ เอ๊ย ! ถ้าฉันสามารถเนรมิตบ้านสวย ๆ ได้ อย่างนั้นแล้วละก็ ฉันคงไม่ต้องมาซุกหัวนอนอยู่ในตะเกียงบ้า ๆ ใบนี้หรอก อึดอัดจะตาย”

ว่าแล้วยักษ์ก็หายวับเข้าไปในตะเกียงใบนั้น

ชายหนุ่มได้แต่นิ่งอึ้งงุนงงในคำพูดของยักษ์

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ทุกคนควรพึ่งตนเองเป็นดีที่สุด อย่าไปหวังพึ่งคนอื่นเลย

เพราะไม่มีใครช่วยเราได้ นอกจากตัวของเราเอง

ดังศาสนสุภาษิตที่ว่า อัตตาหิ อัตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

10/12/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง นกอินทรีกับหมาจิ้งจอก

นกอินทรีกับหมาจิ้งจอก

นิทานก่อนนอนเรื่องนกอินทรีย์กับหมาจิ้งจอก

ในป่าแห่งหนึ่ง หมาจิ้งจอกกับนกอินทรีทำรังอยู่ที่ต้นไม้ต้นเดียวกัน ทั้งสองผูกไมตรีเป็นมิตรที่ดีต่อกันมาช้านาน นกอินทรีนั้นทำรังอยู่บนยอดไม้ ส่วนหมาจิ้งจอกขุดโพรงอยู่ที่โคนต้น อยู่ต่อมาไม่นานเมื่อหมาจิ้งจอกออกไปหากิน นกอินทรีได้แอบมาขโมยลูกหมาจิ้งจอกไปซ่อนไว้ในรังของมันเพื่อจะใช้เป็นอาหารเลี้ยงลูก ๆ ของตน แต่ยังรอดูท่าทีว่าหมาจิ้งจอกจะสงสัยตนหรือไม่

ฝ่ายหมาจิ้งจอกเมื่อกลับมาถึงที่อยู่เห็นลูกของตนหายไปและขนนกอินทรีตกอยู่ก็รู้ใครเป็นตัวการ จึงตะโกนทวงลูกคืนจากนกอินทรี นกอินทรีปฏิเสธหน้าตายบอกว่าตนไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหายไปของลูกหมาจิ้งจอก

หมาจิ้งจอกเห็นว่าหากพูดด้วยดี ๆ นกอินทรีคงไม่ยอมคืนลูกให้แน่ จึงวิ่งไปคาบเศษไม้ซึ่งติดไฟมาวางไว้ทีโคนต้นไม้แล้วเอาใช้ไม้สุมจนเกิดควันโขมง นกอินทรีเกรงว่าลูกของตนจะได้รับอันตรายจึงนำลูกของหมาจิ้งจอกมาคืนและขอร้องให้ดับไฟ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

คนพาลหรือทรราชย่อมกระทำความชั่วช้าเลวทรามโดยไม่เข้าใจความเดือดร้อนทุกข์ยากของผู้อื่น จนกว่าจะได้ประสบกับตนเอง

10/08/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง ชาวนากับสิงโต

ชาวนากับสิงโต

นิทานเรื่องชาวนากับสิงโต

ชาวนาผู้หนึ่งเห็นสิงโตพลัดหลงเข้ามาในเขตบ้าน จึงรีบปิดประตูรั้วที่ทำเอาไว้อย่างแน่นหนาเพื่อกักขังไว้ สิงโตจึงจับแพะและแกะที่ชาวนาเลี้ยงไว้กินเป็นอาหารไปหลายตัว ชาวนาตกใจรีบเปิดประตูรั้วปล่อยให้สิงโตเข้าป่าไป แล้วนั่งบ่นเสียดายสัตว์เลี้ยงของตน

“สมน้ำหน้าเจ้านัก” เมียของชาวนากล่าวซ้ำเติม “ใครใช้ใช้ให้กักขังสัตว์ดุร้ายเอาไว้ในบ้าน คนอื่น ๆ แค่เห็นมันแต่ไกลเข้าก็พากันเปิดหนีไปแล้ว”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การคบคนชั่วและคนพาลก็เหมือนกับการเลี้ยงโจรเอาไว้ในบ้านเพราะมีแต่อันตรายและความสูญเสีย

9/29/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง นายพรานผู้ขมังธนูกับราชสีห์

นายพรานผู้ขมังธนูกับราชสีห์

image

 

กาลครั้งหนึ่งในป่าอันเป็นที่อยู่ของบรรดาสรรพสัตว์ ได้มีพรานป่าผู้ขมังธนูคนหนึ่งเข้ามาล่าสัตว์ ทำให้สัตว์ทั้งหลายพากันเตลิดหนีด้วยความตกใจกลัว ยกเว้นพญาราชสีห์ผู้เป็นเจ้าป่าเพียงตัวเดียวเท่านั้น ที่ใจกล้าไม่ยอมหนีทำท่าจะกระโจนเข้าต่อสู้กับนายพราน

“ช้าก่อน” นายพรานร้องห้าม “ข้าจะส่งทูตไปเจรจากับเจ้า”

นายพรานยิงลูกศรไปถูกชายโครงของราชสีห์ผู้เป็นเจ้าป่า รู้สึกเจ็บปวดส่งเสียงร้องโหยหวน แล้ววิ่งเตลิดเข้าไปในดงไม้ทึบ เมื่อหมาจิ้งจอกตัวหนึ่งเห็นเจ้าป่าวิ่งเตลิดหนีมาจึงรีบเข้าไปสอบถาม

“ข้าเห็นท่านกำลังจะต่อสู้กับนายพรานไม่ใช่หรือ แล้วเหตุไฉนจึงหนีมา ทำไมไม่ขับไล่ศัตรูของพวกเราออกไปจากป่า”

“เจ้าอย่ามายุ่งซะให้ยากเลย” ราชสีห์ตอบด้วยความครั่นคร้าม “แต่ทูตของมันยังทำให้ข้าต้องเจ็บปวดถึงเพียงนี้ แล้วผู้ที่เป็นเจ้านายของทูตจะมีฤทธิ์ขนาดไหน”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ผู้โง่เขลาย่อมไม่สามารถพิจารณาแยกแยะได้ว่าสิ่งใดคือเรื่องจริงและสิ่งใดคือกลลวง

9/13/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง ชาวประมงกับปลา

ชาวประมงกับปลา

image

ชาวประมงคนหนึ่งออกไปหาปลาที่แม่น้ำแห่งหนึ่ง ในตอนแรกเขานำขลุ่ยขึ้นมาเป่าโดยคิดว่าจะหลอกให้ปลาผุดขึ้นมาเต้นรำฟังเสียงขลุ่ยจนเผลอตัวแล้วจึงค่อยจับเอามาเป็นอาหาร แต่กลับไม่มีปลาสักตัวเดียวผุดขึ้นมาให้เห็น ดังนั้นชาวประมงจึงทอดแหเหวี่ยงลงไปในน้ำ ปรากฏว่า มีปลาติดมาเป็นจำนวนมาก พวกปลาพากันกระโดดไปมาอยู่ในร่างแห

“พวกเจ้านี่แปลกจริง” ชาวประมงกล่าว “เมื่อข้าเป่าขลุ่ยให้ฟังกลับพากันสงบนั่ง ครั้นติดอยู่ในร่างแหจึงชวนกันเต้นรำเป็นที่สนุกสนาน คราวต่อไปช้าไม่จำเป็นต้องนำขลุ่ยติดมาด้วยอีกแล้ว”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามเมื่อนำมาใช้อย่างสมคุณค่าจึงจะบังเกิดผล

9/07/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง การถนอมชีวิต

การถนอมชีวิต

นิทานก่อนนอนเรื่อง การถนอมชีวิต

 

เย็นจื้อถามว่า “การถนอมชีวิตนั้นทำอย่างไร”

กวนจุงตอบว่า “การถนอมชีวิตคือการอยู่อย่างไม่ต้องควบคุม ไม่กดดัน และไม่จำกัดขอบเขต”

กวนจุงอธิบายต่อไปอีกว่า “หู อยากฟังอะไร ก็ปล่อยให้ฟัง จมูก ปาก ร่างกาย และใจ ต้องการอะไร ก็จงสนองความต้องการของมัน ถ้าคุณปฏิเสธ ก็แสดงว่าคุณไปจำกัดขอบเขตของมัน คุณไปจำกัดธรรมชาติของมนุษย์ ก็จะทำให้เคร่งเครียดตลอดเวลา ถึงคุณจะมีชีวิตอยู่ถึงร้อยปี พันปี ก็ไม่เชื่อว่า ถนอมชีวิต”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

จงอย่าฝืนธรรมชาติ

9/04/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง คนไถดินและสุนัขป่า

คนไถดินและสุนัขป่า

นิทานก่อนนอนเรื่อง คนไถดินและสุนัขป่า

 

คนไถดินคนหนึ่งปลดคันไถที่เทียมวัวของเขาออกและพาวัวไปดื่มน้ำ ในขณะที่เขาไม่อยู่

สุนัขป่าหัวโซตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้น มันเดินไปที่คันไถและเริ่มกัดแทะสายหนังทั้งหลายที่ผูกไว้กับแอก  ขณะที่เคี้ยวสายหนังอย่างสิ้นหวัง เพราะรู้ว่านั่นไม่ใช่อาหาร สุนัขป่าก็เข้าไปติดอยู่ในคันไถและพยายามดิ้นรนให้เป็นอิสระด้วยความหวาดกลัวจนบางครั้งดูราวกับว่ามันกำลังเดินลากคันไถไถดินอยู่  เมื่อคนไถดินกลับมาถึงและเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็ร้องว่า “อา ! เจ้าหมาแก่แสนเลว ข้าหวังว่าคราวนี้เจ้าคงกลับตัวเลิกขโมยและหันมาทำงานให้ข้าด้วยความซื่อสัตย์ได้”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การที่ทำอะไรโดยขาดสติอาจจะทำให้เราเสียเปรียบผู้อื่นได้

8/26/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง คนตัดไม้กับต้นไม้

คนตัดไม้กับต้นไม้

  ตอไม้ _นิทานก่อนนอน

วันหนึ่ง ชายคนหนึ่งถือหัวขวานเข้าไปในป่า และได้อ้อนวอนแก่ต้นไม้ทั้งหลายในป่าแห่งนั้นว่า “ได้โปรดมอบกิ่งไม้เล็ก ๆ ให้ข้าสักกิ่งหนึ่งเถิด ท่านผู้สูงใหญ่และร่มรื่น”

บรรดาต้นไม้ทั้งหลายได้ยินคำอ้อนวอนที่สุภาพและเยินยอ จึงสละกิ่งเล็ก ๆ ทั้งลงมาให้กิ่งหนึ่ง  ชายผู้นั้นหลังจากนำมาเสียบทำเป็นด้ามขวานแล้ว จึงใช้ขวานของตนโค่นต้นไม้ในป่าแห่งนั้นลงต้นแล้วต้นเล่า

บรรดาต้นไม้ทั้งหลายได้แต่เศร้าเสียใจที่ให้อาวุธแก่ศัตรูโดยไม่พิจารณาไตร่ตรอง

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

อย่าหลงใหลในคำสรรเสริญเยินยออย่างวางใจในคำพูดของศัตรู

และสิ่งสำคัญอย่าให้อาวุธแก่ศัตรูเพราะมันจะย้อนกลับมาทำร้ายเราได้ในที่สุด

8/25/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง กากับลามะ

กากับลามะ

image

 

ลามะองค์หนึ่งถือเป็นกิจวัตรบำเพ็ญทานประจำวัน โดยแบ่งอาหารส่วนหนึ่งให้กาตัวหนึ่ง วันหนึ่งกาไม่มารับอาหาร และเมื่อมาในวันรุ่งขึ้นกาก็เรียกร้องขอส่วนแบ่งอาหารเป็นสองเท่า โดยอ้างว่าเมื่อวานไม่มา ลามะไม่มีอาหารพอที่จะแบ่งให้ กาก็โกรธมาก รีบบินไปป่าวข่าวให้แก่พวกโจรว่า ลามะองค์นี้มั่งคั่งมาก มีเหรียญทองเป็นจำนวนมาก

โจรคนหนึ่งรู้ภาษากา จึงเดินทางไปพบลามะและขู่ขอเหรียญทองจากลามะ ลามะก็บอกว่าอาตมาไม่เคยสะสมทรัพย์สินเงินทองเลย และถามโจรว่าใครไปบอกว่าลามะร่ำรวย โจรก็เล่าว่ากาไปบอก ลามะจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้โจรฟัง โจรจึงกลับไป ตั้งแต่นั้นมาลามะก็ไม่ให้อาหารแก่กาอีกเลย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

อย่าหาเรื่องกับผู้มีบุญคุณ

8/24/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง ไก่กับแมวและหนู

 

ไก่กับแมวและหนู

นิทานเรื่องหนู

ลูกหนูตัวหนึ่งอยู่ในวัยซุกซน มันหนีออกไปเที่ยวนอกรังด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อกลับมาหาแม่จึงเล่าเรื่องราวที่ได้ไปพบเห็นให้ฟังด้วยความตื่นเต้น

“แม่จ๋า…หนูไปพบกับสัตว์ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนสองตัว ตัวหนึ่งรูปร่างหน้าตาน่ากลัวอีกทั้งชอบส่งเสียงดัง ส่วนอีกตัวหนึ่งท่าทางใจดีและสุภาพ หนูเกือบจะเข้าไปคุยกับเขาแล้วละ หากว่าเจ้าสัตว์ที่หน้าน่ากลัว ตัวนั้นไม่ส่งเสียงร้องจนหนูตกใจ เลยรีบวิ่งหนีกลับมาหาแม่นี่แหละ”

“สัตว์ที่เจ้าว่าหน้าตาน่ากลัวนั้นมีลักษณะอย่างไรหรือลูก” แม่หนูซัก

“โอ๊ย…ตัวสูงใหญ่มากเลยจ๊ะแม่ มีขาสองขา มีปีกเหมือนนก แต่ขนาดใหญ่กว่า ชอบกระพือปีกแล้วโก่งคอส่งเสียงเอก-อี-เอ๊ก-เอ๊ก บ่อย ๆ และที่ปากของเขานะแม่มันทั้งยาวทั้งแหลม ถ้าโดยจิกละก็ลูกของแม่ต้องแย่แน่ ๆ เลย” ลูกหนูเล่าเสียงเจื้อยแจ้ว

“แล้วสัตว์ที่ว่าท่าทางใจดีล่ะลูก มีรูปร่างลักษณะเป็นอย่างไร”

“อ้อ…เขาก็มีรูปร่างคล้ายกับเรานี่แหละแม่ แต่ตัวโตกว่ามากเลย ขนเรียบเป็นมัน มีหูแบบเรา ที่ใต้จมูกก็มีขนคล้าย ๆ เรา นั่งสงบนิ่งกวัดแกว่งหางไปมา นาน ๆ ก็จะร้องเหมียว ๆ เขาคงเป็นสัตว์ที่ใจดีมากเลยนะจ๊ะแม่”

แม่หนูทำตาโต “เจ้าเข้าใจผิดแล้วล่ะลูก เพราะสัตว์ตัวนี้คือ แมว มันชอบกินหนูที่สุดเลย ส่วนสัตว์ที่ลูกว่าท่าทางน่ากลัวนั้นคือ ไก่ ซึ่งไม่ทำอันตรายหนูอย่างพวกเรา จำไว้นะลูก เราไม่อาจตัดสินอุปนิสัยใจคอของใครได้จากรูปร่างหน้าตา แต่คงดูจากการกระทำ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

อย่าตัดสินคุณค่าของใครโดยดูแต่ภายนอกควรพิจารณาจากจิตใจภายใน

8/20/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง ผลแห่งความพยายาม

ผลแห่งความพยายาม

                image                      image      

                     

 

 

กบ ๒ ตัว ซึ่งเดินทางท่องเที่ยวไปด้วยกันเกิดเคราะห์ร้ายตกลงไปในหม้อครีม ทั้งสองมองไม่เห็นอะไรเลย   กบตัวที่มองโลกในแง่ร้าย พูดว่า “ต้องเป็นน้ำที่มีพิษร้ายแน่นอน ข้าต้องตายแน่ๆ !” แล้วมันก็งอตัวด้วยความทอดอาลัยตายอยาก ผลสุดท้ายก็จมลงไปก้นหม้อและสิ้นชีวิต

กบตัวที่สองซึ่งมีความกล้าหาญ และไม่ยอมปล่อยตัวไปตามชะตากรรมร้องว่า “ข้าเคราะห์ร้าย แต่ข้าต้องพยายามช่วยตัวเองให้ถึงที่สุด!” แล้วมันก็เริ่มเตะถีบขาไปมาเพื่อตะเกียกตะกายออกไปจากหม้อครีม แม้จะไม่ได้ผล แต่มันก็ไม่สิ้นความพยายาม มันรวบรวมพละกำลังที่มีอยู่ทั้งหมดและพยายามเตะถีบขาให้แรงยิ่งขึ้น ๆ เพื่อขึ้นไปสู่ปากหม้อและจะได้กระโดดออกไป มันทำเช่นนี้จนกระทั่งสิ้นเรี่ยวแรงและแทบจะขยับเขยื้อนขาไม่ได้เลย ในที่สุดก็ร้องว่า “วาระสุดท้ายของข้ามาถึงแล้ว! ข้ากำลังจะตาย”

ฉับพลันนั้น กบกล้าหาญก็รู้สึกว่ามีแผ่นแข็ง ๆ อยู่ใต้ขาของมัน สิ่งนั้นคือครีมที่จับตัวเป็นเนยแข็งนั่นเอง การใช้ขาเตะถีบครีมในหม้ออยู่เป็นเวลานานเพื่อกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดของมันเป็นการปั่นครีมให้กลายเป็นเนยแข็งและทำให้มันรอดตายมาได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

จงอย่าเพิ่งสิ้นหวัง หากยังไม่ได้คิดจะสู้

8/19/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง เจ้าของโรงสีกับบุตรชายและลา

เจ้าของโรงสีกับบุตรชายและลา

image

เจ้าของโรงสีกับบุตรชายต้องการนำลาไปขายที่ตลาด ขณะที่จูงลาเดินอยู่ระหว่างทาง ชายผู้หนึ่งซึ่งเดินส่วนทางมาได้ให้คำแนะนำว่า

“ลาของท่านก็ดูแข็งแรงดี น่าจะให้ลูกชายขึ้นไปขี่ เด็กตัวเล็ก ๆ อย่างนี้จะให้เดินสมบุกสมบันแบบผู้ใหญ่ได้อย่างไร” เจ้าของโรงสีเห็นด้วยจึงบอกให้ลูกชายขึ้นไปขี่บนหลังลา ส่วนตัวเองจูงลาเดินมุ่งหน้าสู่ตลาด บังเอิญพบพ่อค้าสามคนระหว่างทาง   “เออหนอ…เดี๋ยวนี้ไม่มีใครเห็นอกเห็นใจเคารพนับถือผู้เฒ่าผู้แก่กันแล้ว ดูซิ…ลูกชายปล่อยให้พ่อเดินจนเหงื่อเต็มหน้า ส่วนตัวเองขึ้นไปนั่งกระดิกขาสบาย”

ผู้เป็นพ่อเห็นจริงตามที่พ่อค้ากล่าว เลยให้ลูกชายมาเดินจูงลาส่วนตนเองขึ้นไปขี่แทน เดินทางมาได้อีกพอสมควร ก็มีสองแม่ลูกเดินสวนทางมา แม่ได้หันไปกล่าวกับลูกสาวของตนด้วยน้ำเสียงเชิงแดกดัน

“ลูกเอ๋ยดูตาแก่หลังยาวนั่นซิ ปล่อยให้ลูกชายเดินจูงลา ส่วนตัวเองขึ้นไปนั่งอย่างสบาย ทำไมเขาถึงใจดำไม่ยอมให้ลูกชายขึ้นไปนั่งด้วย”

ผู้เป็นพ่อจึงเรียกลูกชายขึ้นไปนั่งบนหลังลาด้วยกัน และคิดว่าผู้คนที่พบเห็นคงจะเลิกวิพากษ์วิจารณ์เสียที แต่เดินทางต่อมาได้ไม่นานเท่าใดก็พบกับคนกลุ่มหนึ่ง ชายคนหนึ่งในกลุ่มได้กล่าวกับเพื่อของตนด้วยเสียงอันดัง

“พวกเราดูสองพ่อลูกจอมขี้เกียจนั่นซิ ขึ้นไปนั่งคู่กันอย่างนี้ ลงคงจะหลังหักก่อนถึงตลาดแน่” เจ้าของโรงสีรู้สึกเก้อเขินจึงชวนลูกชายลงจากหลังลา แล้วพิจารณาว่าจะทำประการใดจึงจะไม่ถูกพวกปากมากตำหนิ จะจูงก็ไม่ได้จะขี่ก็ไม่ดี ในที่สุดจึงตัดสินใจจับลาทั้งสี่ข้างมัดไว้แล้วใช้ไม้สอดหามกันไปอย่างทุลักทุเล ขณะเดินข้ามสะพานลาส่งเสียงร้องและดิ้นจนเชือกขาด มันจึงพลัดตกลงไปในน้ำและลอยหายไปต่อหน้าต่อตาของสองพ่อลูก

“กลับบ้านกันดีกว่า” เจ้าของโรงสีหันมาชวนลูกชาย

“นี่หากเราไม่หวั่นไหวกับคำพูดและความคิดเห็นของผู้อื่น คงจะไม่ต้องสูญเสียลาไปเช่นนี้”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การคิดทำอะไรให้ถูกใจมนุษย์ทุกคนก็เท่ากับไม่ได้ทำอะไรให้ถูกใจใครเลย

8/12/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง ชาวนากับสัตว์เลี้ยง

ชาวนากับสัตว์เลี้ยง

สุนัข

 

ชาวนาคนหนึ่งติดพายุหิมะอยู่ในบ้านเป็นเวลาหลายวัน

จนอาหารที่ตุนไว้หมด จึงจำเป็นต้องนำแกะที่เลี้ยงไว้มาฆ่าเพื่อใช้ประทังชีวิต

เมื่อเนื้อแกะหมดก็นำแพะที่เลี้ยงไว้มาฆ่ากิน แต่หิมะก็ยังตกหนักทำให้ต้องฆ่าวัวกินด้วยความจำเป็น   สุนัขสองตัวที่ชาวนาเลี้ยงเอาไว้เห็นเหตุการณ์มาโดยตลอดต่างปรึกษากันว่า  “พวกเราเห็นทีจะไม่ปลอดภัยแล้วล่ะเพื่อนเอ๋ย แม้แต่วัวที่เลี้ยงเอาไว้ไถนาและใช้แรงงาน เจ้านายยังนำมาฆ่ากิน อีกหน่อยอาจถึงคราวพวกเรา รีบหนีเอาตัวรอดกันดีกว่า”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

เมื่อรู้ว่ากำลังจะมีภัยเกิดขึ้นกับตนควรรีบหลีกเลี่ยงหรือหลบหนีก่อนที่จะสายเกินไป




8/11/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง จอมโกหก

จอมโกหก

image

มีเด็กอยู่สองคน โกหกชั้นหนึ่งไม่มีใครจับได้ วันหนึ่งทั้งสองคนได้ไปอาบน้ำที่ท่าน้ำแห่งหนึ่ง และได้ตกลงกันว่า ถ้าใครโกหกได้ดีจะมีรางวัลให้

คนหนึ่งกระโดดลงไปในแม่น้ำ โดยได้อมเหรียญห้าบาทลงไปด้วยหนึ่งเหรียญ พอโผล่ขึ้นมาก็บอกแก่เพื่อนว่า

“เฮ้ย ! ฉันดำน้ำลงไปเจอพญานาคกำลังเล่นไพ่กันอยู่ ฉันยังขอเหรียญห้าบาทมาหนึ่งเหรียญเลย”

เพื่อนอีกคนหนึ่งรู้ว่าโกหกแต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ก็เลยโดดลงไป ในน้ำด้วยความโมโห หัวเลยไปชนตอหัวแตก พอโผล่ขึ้นมาก็บอกแก่เพื่อนว่า

“เฮ้ย ! ฉันโดดลงไปในน้ำโชคไม่ดีเลย ท่านพญานาคกำลังเล่นไพ่เสีย เลยตีหัวข้าแตก แล้วบอกว่าให้ฉันมาเอาเงินที่แกครึ่งหนึ่งไปซื้อยา”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ขึ้นชื่อว่าคนโกหกแล้วจะโกหกได้ทุกอย่าง ถ้าหากว่าจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน




8/09/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง กวางในคอกวัว

image

 

กวางตัวหนึ่งถูกนายพรานตามล่า หนีกระเซอะกระเซิงมาจนถึงคอกวัวแห่งหนึ่ง จึงวิ่งเข้าไปหลบซ่อนตัวในรางหญ้า

“เจ้าควรไปหาที่ซ่อนแห่งใหม่ดีกว่า” วัวกล่าวเตือน “เพราะอีกไม่นานคนรับใช้กับเจ้านายของข้าก็จะเข้ามาในโรงนาแห่งนี้ เพื่อจัดหาหญ้าฟางให้พวกข้ากินและเขาจะต้องพบเจ้า”

“ตอนนี้ข้าเหนื่อยเหลือเกินพอพักสักครู่หนึ่งเถอะ” กวางอ้อนวอน “หากพวกเจ้าช่วยกันเอาฟางปิดทับตัวข้าไว้ เชื่อว่าคงจะปลอดภัยแน่”

พวกวัวช่วยกันทำตามที่กวางขอร้อง เมื่อคนรับใช้เอาหญ้าเข้ามาเติมให้ในรางจึงไม่สังเกตเห็นกวาง

“เจ้าพักหายเหนื่อยแล้ว “หากผู้เป็นเจ้านายของข้าซึ่งมีความละเอียดถี่ถ้วนกว่าคนรับใช้เข้ามาตรวจความเรียบร้อยละก็ เขาจะต้องพบเห็นเจ้าแน่”

“ถ้าพวกเจ้าช่วยกันปิดบังไว้ ย่อมไม่มีใครพบเห็นข้าได้ ขอพักหลบภัยที่นี่สักคืนหนึ่งก่อน”

กวางไม่ฟังคำเตือนของวัว ดังนั้นเมื่อเจ้าของโรงนาเข้ามาตรวจ ความเรียบร้อยและสังเกตเห็นเขากวางจึงเรียกคนรับใช้มาช่วยกันจับเอาไว้ได้ในที่สุด

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

เมื่อประสบความสำเร็จในครั้งแรกจงอย่าประมาท เพราะอาจจะพลาดพลั้งในครั้งต่อ ๆ ไป




8/05/2553

นิทานเรื่อง ไก่ชนกับหมาจิ้งจอก

ไก่ชนกับหมาจิ้งจอก

ไก่ชน

เมื่อหมาจิ้งจอกมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวเล้าไก่ ไก่ทุกตัวต่างพากันหวาดผวา แต่เห็นว่ามีประตูรั้วกั้นอยู่หมาจิ้งจอกคงเข้ามาทำอันตรายอะไรไม่ได้ จึงต่างค่อยเบาใจ ไก่ชนตัวหนึ่งบินขึ้นไปเกาะบนรั้ว ครั้นเห็นสุนัขจิ้งจอกทำท่ากระโจนใส่มันก็บินถลาลงมาด้วยความตกใจ พวกไก่ในเล้าต่างพากันหัวเราะเยาะ

“หมาจิ้งจอกยังอยู่นอกรั้วเท่านั้นทำไมเจ้าจึงขี้ขลาดตาขาวนักล่ะ ระวังจะหัวใจวายตาย” ได้ตัวหนึ่งกล่าวเย้ยหยัน

“เจ้าจะพูดอย่างไรก็ตามใจเถอะ ไก่ชนกล่าวตอบ “แต่ข้าน่ะเคยหนีรอดคมเขี้ยวของมันมาได้อย่างหวุดหวิด รู้พิษสงครามร้ายกาจของพวกหมาจิ้งจอกได้ดี หากพวกเจ้าเคยผ่านสถานการณ์เช่นข้าในครั้งนั้น เมื่อได้เผชิญหน้ากับมันในเวลานี้ คงมีสภาพไม่ผิดอะไรกับข้านักหรอก”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การยอมรับว่าเป็นคนขลาดแต่คอยระมัดระวัง ดีกว่าแสร้งเป้นคนกล้าหาญแต่ประมาท




7/31/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง หมูป่ากับหมาจิ้งจอก

หมูป่ากับหมาจิ้งจอก

หมูป่าน

 

 

หมูป่าตัวหนึ่งรูปร่างล่ำสัน มีเขี้ยวโง้งเป็นที่น่าเกรงขามของสัตว์ทั้งหลาย วันหนึ่งหมาจิ้งจอกเห็นหมูป่ากำลังลับเขี้ยวของตนอยู่กับต้นไม้ จึงแวะเข้าไปถามไถ่

“จะต้องลับเขี้ยวเล็บให้เสียเวลาทำไมกัน ในป่าแห่งนี้ไม่มีใครปราดเปรียวว่องไวไปกว่าท่าน อีกทั้งหมาล่าเนื้อหรือนายพรานก็ไม่เห็นเข้ามาหาเหยื่อแถวนี้เลย”

“แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะไม่มีภัยอันตรายมาถึงตัว” หมูป่ากล่าวตอบ “เมื่อถึงเวลานั้นค่อยคิดลับเขี้ยวเล็บของเจ้าย่อมไม่ทันการอย่างแน่นอน”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ความไม่ประมาท และการเตรียมพร้อม ย่อมสร้างหลักประกันให้แก่ตนเอง




7/29/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง เงากับลา

เงากับลา

donkey

ชายหนุ่มคนหนึ่งเช่าลาขี่เดินทางจากนครเอเธนส์ไปยังเมืองเมการา ระหว่างทางเมื่อถึงเวลาเที่ยงแดดร้อนจัดเพราะเป็นช่วงฤดูร้อน ชายหนุ่มจึงให้ลาหยุดพักแล้วลงไปนั่งหลบความร้อนใต้ร่มเงาของลา ผู้เป็นเจ้าของไม่ยอมเพราะถือว่าชายหนุ่มเช่าแต่ลาไม่ได้เช่าเงาของลาด้วย “ข้าจ่ายค่าเช่าแล้ว ย่อมมีสิทธิ์ในเงาของมันด้วย” ชายหนุ่มพยายามชี้แจง แต่เจ้าของลาไม่ยอมรับฟังจนทั้งสองเกิดการโต้แย้งทะเลาะวิวาทถึงขั้นชกต่อยกัน พักใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างหมดแรง ล้มตัวลงนอน มองหาลาแต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของมัน เพราะลาเตลิดหนีไปขณะที่ทั้งสองกำลังต่อสู้กัน นับแต่นี้ไปชายหนุ่มจะต้องใช้เท้าเดินไปยังจุดหมาย ส่วนเจ้าของลาก็จะต้องหาซื้อลาตัวใหม่มาใช้งาน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

หากไม่รู้จักอะลุ้มอล่วยเพราะต่างเห็นแก่ผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ

อาจนำไปสู่การสูญเสียอย่างใหญ่หลวง




7/24/2553

เพลงส่งเสริมคุณธรรม เพลงเศษกระดาษ

 

 

 เพลงส่งเสริมคุณธรรม

 

 

 

เศษกระดาษเจ้าเอ๋ย  ใครละเลยโยนเจ้าทิ้งไว้

คนทิ้งก็ช่างใจร้าย    คนทิ้งละก้ช่างใจร้าย

ช่างน่าไม่อาย         ทิ้งไปทำไม

คนใดทิ้งผงเละเทอะ    ถ้าแม้นเราเจอะจะช่วยบอกให้

ทิ้งลงถังหรือลงหลุมเผา    ทิ้งลงถังหรือลงหลุมเผา

แล้วบ้านของเราจะสะอาดสมใจ

(ซ้ำทั้งหมด )

7/21/2553

เพลงศีล

                                                   เพลงศีล

image

ศีลนั้นหรือคือสิ่งที่ควรยึดมั่น   

ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันทุกวันมีจิตคืดเมตตา         

ไม่เบียดเบียนกันให้ระอา

หลีกพ้นเถิดหนาอบายมุข

เกิดมาทำไม ใครเคยทราบไหมทำไมเกิดมา

เกิดเพื่อให้รู้ว่าทุกคนต่างมีหน้าที่ต่อกัน

ช่วยทำให้โลกสุขสรร

ช่วยกันเสริมสร้างเถิดหนา

เร่งทำดีให้ทุกนาทีมีคุณค่า

หากยึดธรรมะทุกเวลาจะเพิ่มคุณค่าแก่ชีวิตเรา

(ซ้ำทั้งหมด)




7/18/2553

เพลงความซื่อสัตย์

image

 

เพลงความซื่อสัตย์

ความซื่อสัตย์ เป็นสมบัติของคนดี หากว่าใครไม่มีชาตินี้เอาดีดีไม่ได้มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดถมไป คดโกงแล้วใคร จะรับไว้ให้ร่วมการงาน




7/15/2553

นิทานสอนลูกเรื่อง คำเตือนจากผู้อาวุโส

 

image

สุนัขป่าฝูงหนึ่งส่งตัวแทนไปเสนอข้อตกลงบางอย่างกับแกะฝูงหนึ่งเพื่ออยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุขตราบชั่วกาลนานของทั้งสองฝ่าย ข้อเสนอนั้นคือให้ร่วมมือกันฆ่าฝูงสุนัขเลี้ยงแกะให้ตายทันที

บรรดาแกะที่โง่เขลาทั้งหลายต่างเห็นพ้องด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว แต่แกะชราตัวหนึ่งซึ่งประสบการณ์ชีวิตที่ยาวนานหลายปีได้สร้างสติปัญญาอันปราดเปรื่องให้มันพูดกับตัวแทนของพวกสุนัขป่าว่า “พวกเราจะหวังว่าจะอยู่ร่วมกับพวกเจ้าด้วยความสงบได้อย่างไร เพราะแม้จะมีฝูงสุนัขเลี้ยงแกะคอยกป้องอยู่ พวกเราก็ไม่เคยปลอดภัยจากการซุ่มโจมตีอันโหดร้ายของพวกเจ้าเลย !”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้

อย่าหลงเชื่อคำของศัตรูเพราะภัยอันตรายจะมาถึงตัว




7/14/2553

เพลงส่งเสริมคุณธรรม ความเกรงใจ

เพลงคุณธรรม

 

 

 

 

ความเกรงใจ

 

ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี  

ตรองดูซีทุกคนก็มีหัวใจ

เกิดเป็นคนถ้าหากไม่เกรงใจใคร

คนนั้นไซร้คุณธรรมประจำตน

( ซ้ำทั้งหมดอีกรอบ )




7/13/2553

นิทานสอนลูกเรื่อง นกยางผู้เย่อหยิ่ง

นกยางผู้เย่อหยิ่ง

 

นกยางตัวหนึ่งมีนิสัยเย่อหยิ่งและหลงตน ทุกวันมันจะเดินท่อม ๆ หาอาหารอยู่ริมฝั่งน้ำ มองเห็นเงาจะงอยปากคอและขาอันเรียวงาม อีกทั้งรูปร่างจะหงสะโอดสะองของตัวเองที่ปรากฏอยู่ในน้ำนกยางอดที่จะนึกกระหยิ่มอิ่มเอมใจไม่ได้ทุกคราวไป ครั้นเหลือบเห็นปลาช่อนกับปลาชะโดว่ายอยู่เคียงคู่กัน มันเกือบถลาเข้าจิกกินตามสัญชาตญาณ แต่พลันนึกได้ว่ายังไม่ถึงเวลาอาหารกลางวันนกยาง

“อย่าเพิ่งเลยดีกว่า” นกยางบอกกับตัวเอง “แม้เจ้าปลาสองตัวนี้จะกำลังโตได้ขนาดน่ากิน แต่การกินอาหารก่อนเวลาอันสมควรเช่นนี้ ไม่ใช่กิริยาของนกผู้ดีมีตระกูลอย่างเราเลยสักนิด”

เมื่อปล่อยให้ปลาช่อนและปลาชะโดว่ายผ่านหน้าไปอย่างไม่ใยดีแล้ว นกยางก็เดินเล่นต่อไปอย่างสำราญใจอีกพักใหญ่จนถึงเวลาเที่ยง มันเริ่มรู้สึกหิว มองลงไปในลำธารเห็นเพียงปลาเข็มตัวเล็ก ๆ ว่ายอยู่ในกลุ่มใหญ่

“รออีกสักนิดดีกว่า นกผู้ดีมีตระกูลอย่างเราจะกินปลาเข็มแบบนั้นเป็นอาหารได้อย่างไรกัน”

นกยางบอกกับตัวเองและพยายามเดินต่อไป มันรู้สึกหิวจนแสบท้อง แต่เมื่อเห็นเพียงปลาซิว จึงกัดฟันเดินไปได้อีกไม่ไกลนักก็ชักจะรู้สึกหน้ามืด สอดส่ายสายตามองหาอาหาร เห็นหอบทากเปลือกแข็งตัวโตอยู่ในเลน มันถลาเข้าจิกกินอย่างไม่สนใจต่อสายตาของนกทั้งหลายที่เกาะอยู่บริเวณนั้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

เมื่อโชคลาภและโอกาสมารออยู่ตรงหน้าอย่าทำเพิกเฉยหยิ่งยโส เพราะเมื่อมันหลุดลอยผ่านเลยไปแล้วอาจจะต้องมานั่งเสียใจภายหลัง




7/12/2553

นิทานสอนลูกเรื่อง กวางกับลูกกวาง

กวางกับลูกกวาง

กวาง

กวางฝูงหนึ่งผู้เป็นหัวหน้าเริ่มแก่ชรา กำลังที่มีอยู่จึงเริ่มลดน้อยถอยลงไปทุกที ๆ แต่กระนั้นยังคงกระแทกขาใส่พื้นและส่งเสียงร้องอันดังด้วยความอาจหาญ  จนกวางตัวอื่น ๆ ในฝูงตกใจตื่นกลัวอยู่เสมอวันหนึ่งมีลูกกวางตัวหนึ่งเดินเข้าไปหาหัวหน้าฝูงผู้ชราของตน แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“ท่านหัวหน้า ด้วยเหตุใด ผู้ที่มีร่างกายสูงใหญ่สง่างามและมีพละกำลังมหาศาลเช่นท่านรวมทั้งกวางทุกตัวในฝูง เมื่อเห็นหรือเพียงแต่ได้ยินเสียงสุนัขล่าเนื้อจึงต่างพากันวิ่งหนีไม่คิดรวมพลังกันใช้เขาอันสง่างามของพวกเราต่อสู้”

“ข้าก็เคยคิดเช่นเจ้า” กวางผู้เป็นหัวหน้าตอบด้วยเสียงราบเรียบ ด้วยตำแหน่งหัวหน้า ข้อย่อมต้องคิดปกป้องลูกน้องในฝูง แต่เมื่อใดที่ได้ยินเสียงสุนัขล่าเนื้อ ความกล้าหาญที่เคยมีกลับหายไปหมดสิ้น และกวางทุกตัวต่างก็วิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอด ไม่เคยมีใครคิดต่อสู้”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

วิสัยของผู้ขลาดเขลาย่อมไม่อาจทำให้กล้าหาญได้




7/11/2553

นิทานก่อนนอนเรื่อง ชาวนากับทะเล

 image

 

ชาวนาคนหนึ่งเพิ่งเคยเห็นเรือแล่นโต้คลื่นเป็นครั้งแรก จึงอุทานกับทะเลว่า “โอ้…เจ้าช่างเป็นธาตุที่ลำพองตัวและคึกคะนอง ไร้ความกรุณาปรานี ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างลอยอยู่บนตัวเจ้า ดูซิแม้แต่เรือยังลอยโยนขึ้นโยนลงจนแทบไม่มีเวลาหยุดนิ่ง”

ทะเลได้ยินดังนั้นจึงตะโกนตอบมาทันที “ท่านอย่างเพิ่งติเตียนข้าเลย ไว้รอให้ลมสงบก่อนแล้วจะรู้ว่าในยามที่ไม่มีลมพัดกระหน่ำให้ข้าต้องตีฟองคะนองคลื่นนั้น ข้าน่ะเป็นผู้เงียบสงบราบรื่นยิ่งกว่าพื้นดินที่ท่านกำลังยืนอยู่”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การจะตำหนิหรือตัดสินในเรื่องใด ๆ ต้องดูข้อมูลให้ถ่องแท้แน่นอนก่อน




7/08/2553

นิทานคุณธรรมเรื่อง หนูนากับพังพอน

หนูนากับพังพอน

หนูนา

ในท้องทุ่งอันกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง หนูนากับพังพอนเป็นคู่ต่อสู้ที่ได้ทำศึกกันมาเป็นเวลาเนิ่นนาน ยังไม่สามารถตัดสินเด็ดขาดลงไปได้ว่าฝ่ายใดแพ้ฝ่ายใดชนะ แต่พวกหนูมักจะเพลี่ยงพล้ำต้องล่าถอยอยู่เสมอ เมื่อประชุมปรึกษาหารือกันจนในที่สุดได้ข้อสรุปว่า เหตุที่ไม่อาจมีชัยต่อพวกพังพอนได้เนื่องจากขาดผู้นำ จึงทำการคัดเลือกบรรดาแม่ทัพนายกองขึ้นมาจำนวนหนึ่งเพื่อให้คอยบัญชาการ

ก่อนออกรบครั้งใหม่พวกหนูที่ได้รับการแต่งตั้งเกิดความฮึกเหิม คิดว่าจะต้องหาเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์อะไรสักอย่างมาเป็นเครื่องประดับเพื่อให้สมกับเกียรติกับตำแหน่งของตน

“เราควรนำเขาวัวมาสวมไว้ที่หน้าผาก ซึ่งสามารถมองเห็นได้ชัดเจน” หนูในระดับผู้นำตัวหนึ่งเสนอความคิดเห็นซึ่งหนูตัวอื่น ๆ ต่างเห็นด้วย

ครั้นถึงเวลาออกรบพวกหนูมีจำนวนพลมากกว่าแต่ด้วยในเรื่องพละกำลังและรูปร่างก็เป็นฝ่ายต้องล่าถอยอีกตามเคย เหล่าหนูพลทหารสามารถวิ่งหนีลงรูของพวกตนได้อย่างแคล่วคล่อง แต่เขาวัวที่บรรดาหนูแม่ทัพนายกองใส่ไว้เป็นเครื่องประดับยศนั้นติดขวางทำให้ไม่สามารถหนีลงรูได้ จึงถูกพวกพังพอนสังหารจนหมดสิ้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ผู้โง่เขลามัวหลงใหลในอำนาจยศศักดิ์ยึดติดอยู่กับหัวโขนที่ตนสวมใส่อยู่ และนั่นเป็นหนทางนำไปสู่ความวิบัติ




7/07/2553

นิทานคุณธรรมเรื่อง ไม่ให้อภัย

ไม่ให้อภัย

นิทานคุณธรรมเรื่องไม่ให้อภัย

ชายคนหนึ่งฆ่าคนตายและกำลังถูกบรรดาญาติของผู้ที่ถูกฆ่าตายตามล่า เมื่อหนีมาถึงแม่น้ำไนล์ เขาเห็นสิงโตตัวหนึ่งหมอบอยู่บนฝั่งและรู้สึกหวาดกลัวมาก จึงปีนขึ้นไปบนต้นไม้ต้นหนึ่ง แต่ก็พบงูพิษตัวหนึ่งขดตัวพันยอดไม้อยู่

ด้วยความตกใจสุดขีด ฆาตกรผู้นี้จึงกระโดดลงไปในแม้น้ำ จระเข้ตัวหนึ่งในแม้น้ำสายนั้นจับเขาได้และกินเสีย

จะเห็นได้ว่าทั้งแผ่นดิน อากาศ และน้ำต่างปฏิเสธที่จะให้ที่กำบังแก่ฆาตกร

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

เมื่อทำผิด ไม่ว่าจะไปที่ใดก็ย่อมมีแต่เรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ




7/06/2553

กระพรวนผูกคอแมว

image

 

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พวกหนูต่างได้รับความทุกข์เดือดร้อนจากการที่ต้องคอยหลบหนีแมวซึ่งคอยไล่ตะครุบจับไปกินเป็นอาหารไม่เว้นแต่ละวัน ตัวที่รอดชีวิตมาได้ต่างก็อยู่ในอาการหวาดกลัวขวัญผวา จึงพร้อมใจกันประชุมหาหนทางแก้ไข สมาชิกหนูแต่ละตัวต่างเสนอแผนการที่ตนคิดขึ้นมามากมายหลายแบบจนเป็นที่ถกเถียงหาข้อสรุปไม่ได้ว่าจะใช้วิธีไหนดี

“ข้าคิดว่าพวกเราควรเอากระพรวนไปผูกคอแมวไว้” หนูหนุ่มตัวหนึ่งกล่าวขึ้นอย่างมั่นอกมั่นใจ “เพราะเมื่อเวลาแมวเดินผ่านไปมา พวกเราก็จะได้ยินเสียงลูกกระพรวนดังสามารถหลบหนีได้ทัน” หนูทุกตัวต่างตบมือโห่ร้องอย่างดีอกดีใจเพราะเห็นว่าน่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด แต่หนูชราตัวหนึ่งเอ่ยถามขึ้นกลางที่ประชุมว่า

“วิธีนี้มันก็ดีอยู่หรอก แต่ข้าสงสัยว่าหนูตัวไหนจะเป็นผู้อาสานำกระพรวนไปผูกคอแมว”

เสียงไชโยโห่ร้องเงียบลงในทันที หนูทุกตัวต่างมองหน้าแล้วส่ายหัวไปมา

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ไม่ควรคิดฝันในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ การพูดด้วยปากนั้นง่าย แต่การลงมือทำนั้นยาก




7/03/2553

นิทานเรื่อง สองพี่น้อง

 

image 

ชายคนหนึ่งมีบุตร ๒ คน เป็นชาย ๑ คนและหญิง ๑ คน เด็กชายมีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลามาก ส่วนเด็กหญิงมีรูปร่างหน้าตาแสนจะธรรมดา

วันหนึ่ง ขณะที่กำลังเล่นกันอยู่ในห้องส่วนตัวของมารดาสองพี่น้องเผอิญมองไปในกระจกเงาบานหนึ่งและเห็นรูปร่างหน้าตาของตัวเองเป็นครั้งแรก เด็กชายซึ่งเห็นรูปร่างหน้าตาแสนหล่อเหลาของตัวเองเริ่มคุยโวโอ้อวดความมีหน้าตาดีของตนให้น้องสาวฟัง

น้องสาวซึ่งกำลังร้องไห้อยู่แล้ว เพราะโกรธจัดที่ตนเองมีหน้าตาแสนจะธรรมดา พาลคิดไปว่าพี่ชายกำลังดูถูกเธอ เด็กหญิงจึงวิ่งไปหาบิดาและฟ้องว่าพี่ชายเหยียดหยามเธอ อีกทั้งยังกล่าวหาว่าพี่ชายเข้าไปรื้อของในห้องแม่กระจุยกระจายไปหมด

เมื่อบิดาได้ฟังเรื่องจากบุตรสาวก็หัวเราะและจูบบุตรทั้งสองจากนั้นก็พูดว่า “ลูกรักทั้งสองของพ่อ นับแต่บัดนี้ไป จงเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากกระจกเงาให้มากที่สุด ลูกชายของพ่อจงพยายามเป็นคนดีให้เท่าเทียมกับความหล่อเหลาของเจ้าลูกหญิงของพ่อ จงพยายามเป็นคนอ่อนหวานและมีเมตตา เพื่อเสริมความงดงามให้รูปร่างหน้าตาธรรมดา ๆ ของเจ้า”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

จงอย่าเอาจุดด้อยของตนมาเป็นอุปสรรคในการทำความดี

image




7/01/2553

กระต่ายกับไก่ป่า

ไก่ป่า

กระต่ายตัวหนึ่งออกมาหากินกลางทุ่ง ครั้นได้ยินเสียงสุนัขล่าเนื้อของนายพรานก็รีบวิ่งหนีหาทางกลับไปยังโพรงของตน แต่สุนัขล่าเนื้อมีหลายตัวจึงช่วยกันต้อนหน้าต้อนหลัง กว่ากระต่ายจะหลุดรอดมาถึงที่อยู่ของตัวเองได้ก็สะบักสะบอม ไก่ป่าตัวหนึ่งเห็นดังนั้นจึงกล่าวเยาะเย้ยว่า

“อ้าว…พ่อนักวิ่งลมกรด ทำไมวันนี้ถึงได้ตกอยู่ในสภาพน่าทุเรศนักล่ะ”

“ก็เหมือนกับวันก่อน ที่เจ้าหนีเหยี่ยวจนเอาชีวิตแทบไม่รอดนั่นแหละ”

โดนกระต่ายย้อนเข้าแบบนี้ ไก่ป่าก็จำต้องเงียบไปทันที

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

คนส่วนมากมักมองเห็นข้อบกพร่องและความผิดพลาดของผู้อื่น แต่มักจะลืมในส่วนของตนเอง




6/29/2553

นิทานคุณธรรมเรื่อง ปลาทูนากับปลาโลมา

นิทานคุณธรรม_ปลาโลมา ปลาทูนากับปลาโลมาต่างคุยโอ้อวดกันว่าตนเองมีความสามารถเหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งสองจึงท้ากันแข่งขันว่ายน้ำ ขณะว่ายคู่กันไปอย่างรวดเร็ว ปลาทูนาเห็นสบโอกาสจึงว่ายเข้าไปเอาตัวเบียดกระแทกปลาโลมาให้เสียหลักถลาเข้าไปเกยตื้นชายฝั่ง แต่ปลาทูนาเองซึ่งว่ายมาด้วยความเร็วสูงก็ไม่อาจรอดพ้นชะตากรรมเดียวกัน ทั้งสองถูกแสงแดดที่ร้อนแรงแผดเผาได้รับความทุกข์ทรมานอยู่ใกล้ ๆ กันนั่นเอง

“ก็ไม่เลวนักหรอก” ปลาโลมากล่าวก่อนที่จะสิ้นใจ “เพราะศัตรูของข้าก็คงไม่พ้นจากความไปได้เช่นกัน”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การคิดร้ายต่อผู้อื่น ย่อมประสบผลร้ายเช่นเดียวกันมนุษย์บางคนยินยอมที่จะประสบชะตากรรมเมื่อรู้ว่าศัตรูของเขาก็ได้ผลเช่นเดียวกันกับตน ช่างน่าอนาถแท้




นิทานคุณธรรมเรื่อง ปลาทูนากับปลาโลมา

ปลาทูนากับปลาโลมาต่างคุยโอ้อวดกันว่าตนเองมีความสามารถเหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งสองจึงท้ากันแข่งขันว่ายน้ำ ขณะว่ายคู่กันไปอย่างรวดเร็ว ปลาทูนาเห็นสบโอกาสจึงว่ายเข้าไปเอาตัวเบียดกระแทกปลาโลมาให้เสียหลักถลาเข้าไปเกยตื้นชายฝั่ง แต่ปลาทูนาเองซึ่งว่ายมาด้วยความเร็วสูงก็ไม่อาจรอดพ้นชะตากรรมเดียวกัน ทั้งสองถูกแสงแดดที่ร้อนแรงแผดเผาได้รับความทุกข์ทรมานอยู่ใกล้ ๆ กันนั่นเอง

“ก็ไม่เลวนักหรอก” ปลาโลมากล่าวก่อนที่จะสิ้นใจ “เพราะศัตรูของข้าก็คงไม่พ้นจากความไปได้เช่นกัน”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การคิดร้ายต่อผู้อื่น ย่อมประสบผลร้ายเช่นเดียวกันมนุษย์บางคนยินยอมที่จะประสบชะตากรรมเมื่อรู้ว่าศัตรูของเขาก็ได้ผลเช่นเดียวกันกับตน ช่างน่าอนาถแท้

6/27/2553

นิทานเรื่อง ลูกนก

 นิทานก่อนนอนลูกนก นิทานก่อนนอนเรื่อง ลูกนก

 

มีลูกนกอยู่คู่หนึ่ง อาศัยอยู่ในรังบนต้นไม้ ซึ่งอยู่กลางระหว่างสำนักพระฤาษีกับหมู่บ้านโจร พ่อแม่นกต้องคอยหาอาหารมาป้อนทุกวัน

คืนหนึ่งมีพายุแรงพัดเอาลูกทั้งสองต้องพลัดพรากจากกัน

นกตัวหนึ่งตกลงไปอยู่ในสำนักพระฤาษี ก็ได้รับการอบรม สั่งสอน ฝีกฝนแต่ในทางดี พูดจาไพเราะมีจิตใจมั่นคง โอบอ้อมอารีต่อเพื่อนบ้าน

ส่วนลูกนกอีกตัวหนึ่งถูกพายุพัดตกลงไปในบ้านโจร ก็ได้รับการอบรมแนะนำแต่ในทางเลว เช่น ลักขโมย พูดจาหยาบคาย ปากจัด มีจิตใจดุร้าย อาฆาตพยาบาท เป็นต้น

วันหนึ่ง มีพระราชาพระองค์หนึ่งเดินทางหลงทางเข้ามานอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้ในแดนโจร นกตัวที่อยู่กับโจรพูดขึ้นว่า “เออ ! ดีแล้ว วันนี้มีคนมานอนหลับอยู่ในถิ่นของเรา เราต้องฆ่าเสียให้ตาย”

พระราชาได้ยินก็ตกใจ รีบหนีผ่านไปทางสำนักพระฤาษี

นกตัวที่อยู่กับพระฤาษีก็ออกมาทักทายว่า “เชิญพักผ่อน ดื่มน้ำและหลับนอนที่นี่ได้ ยินดีต้อนรับเจ้าค่ะ”

พระราชาก็เข้าไปนอนหลับใต้ต้นไม้ใกล้ ๆ กับสำนักพระฤาษี เมื่อตื่นขึ้นมาก็คิดในใจว่า “นกสองตัวนี้มีนิสัยแตกต่างกันมากจริง ๆ ตัวหนึ่งใจร้าย แต่อีกตัวหนึ่งใจดี”

แล้วพระราชาก็เข้าไปหาพระฤาษี เพื่อขอนกที่พระฤาษีเลี้ยงไว้

พระราชาได้นำนกผู้มีอัธยาศัยดีตัวนี้ไปเลี้ยงไว้ในพระราชวัง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

สิ่งแวดล้อมที่ดีจะทำให้ชีวิตรุ่งโรจน์

ส่วนสิ่งแวดล้อมเลวจะทำให้ชีวิตอับเฉา




6/25/2553

ความเพ้อฝันของหญิงรีดนมวัว

นิทานก่อนนอน_ความเพื้อฝันของหญิงรีดนมวัว

หญิงชาวบ้านคนหนึ่งกำลังจะนำนมวัวที่เพิ่งรีดเสร็จไปขายในตลาด นางเทินหม้อนมวัวไว้บนศีรษะ ระหว่างทางหญิงผู้นั้นได้นึกฝันไปต่าง ๆ นานา

“เมื่อขายนมวัวได้แล้วเราจะนำเงินไปซื้อลูกไก่มาเลี้ยงหลาย ๆ ตัว ไม่นานนักลูกไก่ก็จะเติบโตเป็นพ่อไก่แม่ไก่และออกไข่เป็นจำนวนมาก เมื่อฟักเป็นตัวแล้วคราวนี้เราก็จะมีพ่อไก่แม่ไก่หลายสิบคู่และออกไข่ให้เราไม่ต่ำกว่า 300 ฟอง หากนำไข่ไก่ไปขายก็คงนำเงินที่ได้ไปซื้อหมูมาเลี้ยง

สองสามเดือนต่อมาหมูกินข้าวกินรำจนอ้วนท้วนสมบูรณ์ขายได้ราคา คราวนี้ควรเอาเงินจำนวนนั้นไปซื้อแม่วัวมาเลี้ยง ครั้นแม่วัวตกลูกเราก็นำไปขายในตลาดพร้อมกับแม่วัวแม่ไก่และไข่ของมัน ถึงตอนนั้นฉันคงจะมีเงินมากมายสำหรับเสริมความงามและซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ มาสวมใส่หนุ่ม ๆ เห็นเข้าก็จะต้องตามจีบและขอแต่งงาน ในตอนแรกฉันควรจะทำเป็นเล่นตัวเชิดหน้าใส่พวกเขา”

เมื่อหญิงสาวเชิดหน้าหม้อนมที่เทินไว้บนศีรษะก็คว่ำลงสู่พื้นทั้งวัว ไก่ เสื้อตัวใหม่และชายหนุ่มได้อันตระธานหายไปพร้อมกับนมในหม้อจนหมดสิ้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

หากมัวแต่เพ้อฝันจนลืมหน้าที่ความรับผิดชอบของตน ฝันนั้นก็จะสลายไปในที่สุด




6/21/2553

เพลงงานสิ่่่งใด

เพลงงานสิ่งใด

งานสิ่งใด    งานสิ่งใด  แม้ใครละเลยทิ้งปล่อย

มัวแต่คอย  เฝ้าแต่ตอย  หวังคอยจะเกี่ยงโยนกอง  ไม่มีเสร็จไม่มีเสร็จรับรอง

จำไว้ทุกคนต้อง  ทำงานเราต้องช่วยกัน  ช่วยกันช่วยกันช่วยกัน (ซ้ำทั้งหมด)

 

 

                        

6/19/2553

เพลง คนมีปัญญา

คนมีปัญญา สร้างบ้านไว้บนศิลา (ซ้ำ 4 รอบ)
เมื่อมีลม พายุ พัดมา
เมื่อมีฝนตก และน้ำไหลเชี่ยว
บ้านของเขาก็ยังคงอยู่
คน โง่สร้างบ้าน สร้างบ้านไว้บนหาดทราย(ซ้ำ 4 รอบ)
เมื่อมีลมพายุ พัดมา
เมื่อ มีฝนตก และน้ำไหลเชี่ยว
บ้านของเขาก็พังทลาย
(ซ้ำทั้งหมดหนึ่ง รอบ)

ดาวน์โหลดเพลง คนมีปัญญา

 

 

นิทานก่อนนอน_คนมีปัญญา




Popular Posts

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top