12/31/2552

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่อง ไก่เจ้าปัญญา

พระราชาองค์หนึ่ง ปกครองเมืองเมืองหนึ่ง พระองค์มีทหารเอกคู่พระทัยอยู่คนหนึ่ง ซึ่งโดยปรกติแล้วทหารจะเป็นคน แต่ทหารนี้เป็นไก่ และเป็นไก่ที่มีความสามารถเป็นอย่างยิ่ง ขยันขันแข็ง ทำงานทั้งเวลากลางวัน และกลางคืน ไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย มีความมานะอดทนสูงมาก จึงเป็นที่โปรดปรานของพระราชาเป็นที่สุด สำหรับในปีนี้ทหารไก่ทำนาตัวเดียว เริ่มตั้งแต่การไถคราด ปักดำและเก็บเกี่ยว นำมาลอมเรียงกันได้อย่างสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย

วันหนึ่งพระราชาได้เสด็จทอดพระเนตรผลงานของไก่ เห็นลอมข้าวเต็มไปหมดก็ทรงมีความยินดียิ่งนัก เพราะทรงเห็นว่าพระองค์เองจะได้ทรัพย์สมบัติเป็นเงินตราในการขายข้าวเป็นจำนวนมาก ส่วนไก่เมื่อจัดการนวดข้าวกองไว้ในลานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็รีบเข้าเฝ้าพระราชาทันที เพื่อถามถึงส่วนแบ่งที่ตนเองจะได้รับในการทำนาครั้งนี้

“ข้าแต่พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ บัดนี้พระพุทธเจ้าได้จัดการนวดข้าวจากการทำนาในปีนี้ทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าใคร่จะทราบว่า พระองค์จะทรงพระเมตตาแบ่งข้าวเปลือกให้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นค่าตอบแทนในการทำนาจำนวนสักเท่าใดพระพุทธเจ้าข้า” ไก่กราบทูลพระราชา

 

พระราชา  ไก่

พระราชาได้ยินไก่ถามดังนั้น พระองค์ทรงคิดว่าข้าวทั้งหมดนี้ควรจะเป็นของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว ไก่นั้นเป็นทหารไม่ควรได้รับผลอะไรตอบแทน แต่เพื่อไม่ให้ไก่เสียงกำลังใจ ท่านจึงตรัสตอบไก่ไปว่า

“ส่วนแบ่งของเจ้าที่จะได้รับในครั้งนี้ก็คือ จำนวนข้าวที่เจ้าสามารถนำใส่ลงไปในหูทั้งสองข้างของเจ้าเท่านั้น”

ไก่เมื่อได้ยินพระราชาตรัสถึงส่วนแบ่งของตนดังนั้นก็ดีใจมาก จึงกราบทูลต่อพระราชาว่า

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ หาที่สุดมิได้ ข้าพระพุทธเจ้าจะจัดการนำข้าวใส่ลงไปในหูทั้งสองข้างของข้าพระพุทธเจ้า ตามที่พระองค์ทรงอนุญาตเดี๋ยวนี้แหละพระพุทธเจ้าข้า”

พูดแล้วไก่ก็เดินตรงไปยังกองข้าวเปลือกทันที แล้วจัดการเอาข้าวใส่หูทั้งสองข้างของมัน ในไม่ช้าข้าวเปลือกก็ค่อย ๆ หายเข้าไปอยู่ในหูของไก่จนหมดไม่มีเหลือสักกองเดียว

ฝ่ายพระราชาเมื่อทรงเห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะได้ตรัสไปแล้ว ได้แต่ทอดพระเนตรไก่ขนข้าวใส่ลงไปในหูของมันด้วยความเสียดายยิ่งนัก ส่วนไก่เมื่อขนข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าไปกราบบังคมทูลลาพระราชาว่า

“ข้าพระพุทธเจ้าได้อยู่กับพระองค์ท่านมาเป็นเวลานานแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าอยากไปเที่ยวยังเมืองอื่นบ้าง พระองค์จะทรงอนุญาตหรือไม่ พระพุทธเจ้าข้า”

“ตามใจเจ้าก็แล้วกัน เรื่องนี้ข้าไม่ขัด”

เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ไก่หนุ่มก็เดินทางออกจากเมือง เพื่อไปยังอีกเมืองหนึ่งซึ่งไก่หนุ่มทราบมาว่า พระราชาทรงมีพระธิดาทรงพระสิริโฉมงดงามมาก ในขณะที่เดินทางผ่านป่าใหญ่ ก็พบหมาป่าตัวหนึ่งเดินสวนทางมา หมาป่าถามไก่ว่า

“นี่ท่านไก่จะเดินทางไปไหนหรือ”

“เราจะไปเมืองไกล เพื่อไปชมโฉมพระราชธิดาแห่งเมืองนั้นว่าจะทรงมีพระสิริโฉมงดงามสักเพียงใด” ไก่ตอบ

“ข้าขอเดินทางไปกับท่านด้วยจะได้มั้ย” หมาป่าขอร้อง

“เจ้าอย่าไปเลย เพราะระยะทางไกลมาก หนทางก็ลำบากข้าปลาอาหารก็ไม่ค่อยจะมี” ไก่อธิบาย

“เอาเถอะน่า ถึงจะไกลและลำบากยากเข็ญอย่างไร ข้าก็อยากจะไปกับท่าน ให้ข้าไปด้วยเถอะนะท่านนะ” หมาป่าพูดเซ้าซี้ต่อ

“เอ้าตกลงไปก็ไป จะได้เป็นเพื่อนเดินทางกัน” ไก่ตอบตกลง แล้วไก่กับหมาป่าก็เดินทางไปด้วยกัน เดินทางไปได้สักพักใหญ่ ๆ หมาป่าก็เริ่มเหนื่อย เพราะทางทุรกันดารลำบากมาก หมาป่าจึงพูดกับไก่ว่า

“ข้าเดินไม่ไหวแล้ว ปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัวเลย ท่านช่วยข้าด้วยเถิด”

“เราบอกเจ้าแล้วว่าอย่าตามเรามาเลย เจ้าก็ไม่เชื่อเอาเถอะไหน ๆ เจ้าก็มากับเราแล้ว เราจะช่วยเจ้า เอ้าเข้าไปในหูของเรานี่”

หมาป่าดีใจมากที่ไม่ต้องเดินก็รีบเข้าไปอยู่ในหูของไก่ทันที แล้วไก่ก็เดินทางต่อไปในขณะที่ไก่เดินทางไปนั้น ก็พบกับหมาจิ้งจอกกลางทาง หมาจิ้งจอกเห็นไก่เดินผ่านมาก็ถามว่า

“นี่พี่ไก่ วันนี้พี่จะเดินทางไปไหนหรือ”

“เราจะไปเมืองไกล เพื่อไปโฉมพระธิดาแห่งเมืองนั้นว่าจะทรงมีพระสิริโฉมงดงามสักเพียงใด” ไก่ตอบเหมือนกับที่เคยตอบหมาป่ามาแล้ว

“ผมขอเดินทางไปกับพี่ด้วยจะได้มั้ยครับ” หมาจิ้งจอกขอร้อง

“เจ้าอย่าไปเลย เพราะระยะทางไกลมาก หนทางก็ลำบาก ข้าวปลาอาหารก็ไม่ค่อยมี” ไก่อธิบาย

“ถึงจะไกลและลำบากอย่างไร ผมก็อยากจะไปกับพี่ให้ผมไปด้วยเถอะนะพี่นะ” สุนัขจิ้งจอกพูดเซ้าซี้ต่อ

“เอ้า ตกลง ไปก็ไป จะได้เป็นเพื่อกันเดินทาง แต่เจ้าอย่าบ่นนะ”

เดินทางไปได้สักพักใหญ่ ๆ หมาจิ้งจอกก็เริ่มเหนื่อย ชักจะเดินต่อไปไม่ไหว หมาจิ้งจอกจึงพูดกับไก่ว่า

“พี่ไก่ครับ ผมเดินไม่ไหวแล้ว หยุดพักเหนื่อยสักประเดี๋ยวจะได้มั้ยครับ”

“เราบอกเจ้าแล้ว ว่าอย่าตามเรามาเลย เจ้าก็ไม่เชื่อ เราไม่มีเวลาหยุดหรอก เราจะเดินทางต่อไป แต่เราก็จะช่วยสงเคราะห์เจ้า เอ้า เข้าไปในหูของเรานี่” หมาจิ้งจอกก็รีบเข้าไปในหูของไก่ทันที แล้วไก่ก็เดินทางต่อไป ไปพบหมาในตัวหนึ่ง และก็ได้ติดตามไก่ไปด้วย ในที่สุดหมาก็ต้องเข้าไปอยู่ในหูของไก่เป็นตัวที่สาม

ไก่เดินทางมาใกล้จะถึงเมืองของพระราชาผู้มีพระราชธิดาทรงพระสิริโฉม ก็พบกับสิงโตตัวหนึ่ง ซึ่งก็ได้ตกลงเดินทางไปกับไก่ด้วย และในที่สุดสิ่งโตก็ต้องเข้าไปอยู่ในหูของไก่เป็นตัวที่สี่ไก่ก็เดินทางต่อจนถึงเมืองที่ปรารถนา เมื่อเข้าไปในเมืองได้ ไก่ก็ไปขอร้องแก่ทหารที่รักษาพระนครให้ไปกราบบังคมทูลพระราชาว่า มีแขกซึ่งเป็นไก่ต้องการเข้าเฝ้า และมีความปรารถนาจะแต่งงานกับพระราชธิดาของพระองค์

ทหารที่รักษาพระนคร ก็รีบดำเนินการเข้าไปกราบบังคมทูลพระราชา ตามที่ไก่ขอร้อง เมื่อพระราชาได้ฟังดังนั้น พระองค์กริ้วมาก สั่งให้ทหารเข้าจับกุมไก่ทันที แล้วให้นำไก่ผู้ทระนงตัวนั้นไปขังไว้ในเล้าใหญ่ในเมือง ปนกับไก่อื่น ๆ เมื่อได้โอกาสเหมาะไก่ที่มาจากแดนไกลก็เรียกให้หมาป่าออกมาจากหูของตน หมาป่าก็ออกมากินไก่ของพระราชาจนหมดเล้า

ฝ่ายพระราชาเมื่อทรงทราบเรื่องก็กริ้วมาก ทรงให้จับไก่ผู้อวดดีตัวนั้นไปขังไว้ในคอกแพะอีก เมื่อได้โอกาสเหมาะไก่ที่มาจากแดนไกลก็เรียกให้หมาจิ้งจอกออกมาจากหูของตน หมาจิ้งจอกก็จัดการกินแพะของพระราชาเสียหมดคอก

ฝ่ายพระราชาเมื่อทรงทราบเรื่องก็ทรงตกพระทัยมาก จึงสั่งให้ย้ายไก่ไปขังไว้ในคอกแกะอีก เมื่อได้โอกาสเหมาะไก่ก็เรียกหมาไนออกมาจากหูของตน หมาไนก็จัดการกินแกะของพระราชาเสียจนหมดคอกอีกเช่นเคย

ฝ่ายนายประตูเมื่อเห็นไก่ตัวนี้มีฤทธิ์มาก จึงได้เข้าไปกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ พระราชากริ้วมาก สั่งให้นำไก่เข้าเฝ้าหน้าพระที่นั่ง เพื่อจะได้ลงโทษด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ เมื่อไก่ถึงหน้าพระที่นั่ง ก็เรียกให้สิงโตเจ้าป่าออกมาจากหูของตน สิงโตก็ออกมาร้องคำรามเสียงดัง ทำให้เกิดเหตุการณ์โกลาหลขึ้น เพราะทหารที่อยู่ใกล้ ๆ ต้องวิ่งหนีกันกระเจิดกระเจิง

ในที่สุดก็เหลือแต่พระราชาเพียงพระองค์เดียว พระราชาไม่รู้จะทรงทำประการใดดี จึงทรงหาวิธีเอาตัวรอดโดย ขอเชิญให้ไก่แต่งงานกับพระธิดาผู้ทรงพระสิริโฉมของพระองค์ พร้อมทั้งจะยกสมบัติให้ไก่ปกครองกึ่งหนึ่ง ไก่ผู้ทระนงตัวนั้นจึงกลับกลายร่างเป็นชายหนุ่มรูปงาน พระราชาเห็นดังนั้นจึงจัดพิธีแต่งงานให้อย่างสมเกียรติ และทรงอภิเษกให้ปกครองบ้านเมืองแทนพระองค์สืบต่อมาอย่างมีความสุข

นิทานก่อนนอนสอนลูกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

๑. ความขยันขันแข็ง มานะอดทนในการทำงาน จะทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต

๒. ทุกคนต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ฉะนั้นการมีเพื่อนที่ดี จึงนับเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เพราะในบางครั้งเพื่อนอาจช่วยเหลือกันได้เมื่อภัยมา

 




12/30/2552

นิทานเรื่อง กำเนิดต้นข้าว

ในสมัยก่อนเมล็ดข้าวเกิดขึ้นเองไม่ต้องปลูก และมีขนาดใหญ่มาก ใหญ่กว่ากำปั้นของมนุษย์ห้าเท่า เมล็ดข้าวมีสีเงินและมีกลิ่นหอม มนุษย์ก็ได้ใช้หุงกิน

ต่อมามีหญิงหม้ายคนหนึ่ง สร้างยุ้งฉางให้ข้าวมาเกิดในยุ้งฉาง แม่หม้ายเป็นคนหยาบช้า ตีเม็ดข้าวใหญ่ด้วยไม้ เมล็ดข้าวแตกหักและปลิวไป ที่ปลิวไปตกในป่ากลายเป็นข้าวดอย ที่ปลิวไปตกในน้ำเป็นข้าวนาดำที่ชื่อว่านางพระโพสพ

นางพระโพสพอาศัยอยู่ร่วมกับปลาในหนองน้ำ นางพระโพสพโกรธมนุษย์จึงไม่กลับไปอีก มนุษย์ก็อดอยากไม่มีข้าวกินไปถึงพันปี

 

ข้าว

ต่อมามีลูกชายเศรษฐีไปเที่ยวป่าแล้วหลงทางมาถึงหนองน้ำก็นั่งร้องไห้ ปลากั้งสงสารจึงขอให้พระโพสพบอกทางให้และกลับไปอยู่กับมนุษย์

นางพระโพสพเล่าถึงความใจร้ายของแม่หม้าย ลูกชายเศรษฐีอ้อนวอนให้นางพระโพสพกลับไป แต่นางก็ไม่ยอม เทวดาจึงแปลงตัวเป็นปลากับนกแก้วมาอ้อนวอนให้นางไปดูแลมนุษย์และพระศาสนา เพราะพระพุทธเจ้าจะไปเกิดอีก

นางพระโพสพจึงยอมกลับไปแต่ข้าวจะเล็กลง และต้องทำการเพราะปลูก ถ้าจะตำข้าวจะต้องทำพิธีขออนุญาตนางพระโพสพ และเมื่อเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วต้องทำพิธีสู่ขวัญข้าว

นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับความเชื่อของนิทานไทย



12/29/2552

นิทานเรื่อง กระรอกเจาะมะพร้าว

มีหมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่แห่งหนึ่ง หมู่บ้านนี้มีต้นมะพร้าวขึ้นอยู่ริมฝั่งคลองเป็นจำนวนมาก บริเวณนั้นเป็นอันมาก ไม่มีบ้านผู้คน มีแต่สัตว์เล็กสัตว์น้อยอาศัยอยู่ เช่น พวกกระรอก กระแต เป็นต้น

วันหนึ่งมีมะพร้าวต้นหนึ่งที่ขึ้นอยู่ริมคลองฝั่งนี้ เกิดมีลูกดกมาก ลำต้นของมันทานน้ำหนักลูกไม่ไหวก็เลยค่อย ๆ เอนไป จนยอดมะพร้าวไปจดคลองฝั่งโน้น กระรอกฝูงหนึ่งเห็นมะพร้าวเอนลงมายังฝั่งของตนหัวหน้ากระรอกจึงพูดขึ้นว่า

กระรอก

“โอ้โฮ ! วันนี้พวกเราช่างโชคดีเหลือเกิน ลาภปากแท้ ๆ เลย”

“โชคดีอย่างไรล่ะท่านหัวหน้า ช่วยบอกหน่อยซิ” บริวารกระรอกถาม

“ก็โน่นไงเห็นมั้ย มะพร้าวลูกดกเอนมาทางฝั่งเรา” หัวหน้ากระรอกพูดพลางชี้ให้ดู

“อย่างนั้นพวกเราก็ไปกินมะพร้าวกันได้นะซีท่านหัวหน้า”

“ได้เลย ไปชวนกันมากินเยอะ ๆ นาน ๆ จะมีอาหารอันโอชะมาถึงที่อย่างสักที” หัวหน้าอนุญาต

ว่าแล้วบรรดากระรอกทั้งหลายก็ชวนกันปีนขึ้นไปเจาะกินน้ำมะพร้าว กินกันอย่างเพลิดเพลินอยู่หลายวัน วันละลูกสองลูก โดยไม่ได้ลงมาจากต้นมะพร้าวเลย และไม่ได้สังเกตถึงความผิดปรกติของต้นมะพร้าวด้วย กินกันจนหมดต้นเมื่อไรไม่รู้ตัว

เมื่อน้ำมะพร้าวแห้งหมดทุกลูกแล้ว ต้นมะพร้าวก็เอนกลับไปยังที่เดิม พวกกระรอกทั้งหลายก็ติดอยู่บนต้นมะพร้าวนั้น ไม่สามารถกลับไปยังฝั่งเดิมของตนเองได้ ครั้นจะว่ายน้ำข้ามไปก็ว่ายไม่เป็น กระรอกทั้งหลายต่างเศร้าโศกเสียใจ นั่งร้องไห้กันอยู่บนต้นมะพร้าวนั้น

หัวหน้ากระรอกเห็นดังนั้นก็ไม่สบายใจ จึงเรียกบริวารกระรอกมาประชุม ปรึกษาหารือกัน ว่าจะทำอย่างไรกันดี จึงจะกลับไปยังฝั่งของตนได้ ต่างแสดงความคิดเห็นกันหลากหลายวิธี แต่ก็ติดขัดตรงที่ทำตามที่คิดไม่ได้

ในที่สุดมีกระรอกตัวหนึ่งเสนอความคิดว่า “พวกเราน่าจะช่วยกันลงไปอมน้ำในแม่น้ำ แล้วนำมากรอกใส่ในลูกมะพร้าวทุกลูก เมื่อมะพร้าวมีน้ำเต็มทุกลูก ต้นมะพร้าวก็จะเอนไปยังฝั่งของเราดังเดิม” ความคิดนี้กระรอกทุกตัวต่างเห็นด้วยว่าน่าจะทดลองทำดู เพราะทำไม่ยาก เพียงแต่กระรอกทุกตัวต้องช่วยกันอย่างเต็มที่เท่านั้น

และแล้วการลำเลียงน้ำของกระรอกทุกตัวโดยการอมน้ำจากแม่น้ำไปกรอกลงในลูกมะพร้าวก็เริ่มขึ้น ในไม่ช้าน้ำในลูกมะพร้าวก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ๆ ทีละน้อย ทำให้ต้นมะพร้าวค่อย ๆ โน้มเอนลงไปทีละน้อยเช่นเดียวกัน พวกกระรอกทุกตัวต่างไม่ลดละความพยายาม

จนในที่สุดผลของความเพียรพยายามและความสามัคคีก็มาถึง เมื่อกระรอกช่วยกันอมน้ำไปกรอกในลูกมะพร้าวจนเต็มทุกลูก ต้นมะพร้าวก็โน้มเอนลงไปยังฝั่งที่อยู่ของกระรอกตามเดิม กระรอกทุกตัวต่างก็ดีใจที่ได้กลับมายังฝั่งของตนเองได้อย่างปลอดภัย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

๑. อย่าเป็นคนเห็นแก่กินมากจนเกินไป เพราะอาจทำให้เรา ได้รับความเดือดร้อน

๒. เมื่อเกิดปัญหาขึ้น จะต้องหาทางแก้ปัญหาด้วยปัญญา

๓.ความเพียรพยายามและความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะทำให้งานนั้นสำเร็จสมความตั้งใจ




นิทานเรื่องงานศพเมียราชสีห์

เมื่อสัตว์ทั้งหลายรู้ข่าวว่าเมียของราชสีห์ล้มตายลง ต่างก็รีบมาอาลัยและพูดถึงคุณงามความดีของเมียราชสีห์อยู่ไม่ขาดปาก ยกเว้นกวางตัวหนึ่งที่ยืนเงียบสงบมีรอยยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก ทั้งนี้เพราะเมียราชสีห์เคยสังหารสามีและลูก ๆ ของนางไปนั่นเอง แม้ว่านางจำใจต้องมาร่วมพิธีเพราะเกรงอำนาจของเจ้าป่าแต่รู้สึกดีใจที่เมียราชสีห์ได้ตายไปพวกสัตว์ที่มีนิสัยประจบสอพลอรู้เรื่องนี้ดีมันจึงเข้าไปรายงานให้ราชสีห์ทราบ ทำให้เจ้าป่าโกรธเป็นอย่างมาก

ราชสีห์

“นางกวางต้อยต่ำ เจ้ากล้ายิ้มเยาะดวงวิญญาณของเมียข้า” ราชสีห์คำราม “โทษของเจ้าสมควรตาย ข้าจะไม่ฆ่าสัตว์ต่ำต้อยอย่างเจ้าด้วยตนเอง แต่จะให้หมาป่าเป็นผู้ลงมือ”

หมาป่ากระโจนเข้าใส่นางกวางหม้ายทันที ก่อนที่จะถูกสังหาร นางกวางพยายามหาทางเอาตัวรอด โดยกล่าวว่า “ที่ข้ายิ้มนั้นก็เพราะวิญญาณของสามีและลูกข้ามาเข้าฝันเมื่อคืนนี้ บอกว่าพบวิญญาณเมียของท่านกำลังเดินทางไปรับตำแหน่งนางฟ้าบนสวรรค์ ท่านเจ้าป่าจะไม่ให้ข้ารู้สึกยินดีได้อย่างไร”

“โอ…ภรรยาของข้าได้ขึ้นสวรรค์จริง ๆ รึนี่” ราชสีห์แหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยความดีใจ บรรดาสัตว์ที่ชอบประจบสอพลอทั้งหลายต่างกระโดยโลดเต้นส่งเสียงไชโยโห่ร้อง ส่วนนางกวางหม้ายนั้นนอกจากจะไม่ถูกสังหารยังได้รับรางวัลจากราชสีห์อีกด้วย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าคนฉลาดย่อมสามารถใช้ไหวพริบสติปัญญาแก้สถานการณ์ให้ร้ายกลายเป็นดี ทำให้ผู้ที่เป็นศัตรูกลายเป็นมิตรได้




นิทานเรืองกระต่ายกับเต่า

กระต่ายตัวหนึ่งหลงทะนงในฝีเท้าของตนว่าสามารถวิ่งได้รวมเร็วดุจสายลม ในป่าที่อาศัยอยู่ไม่มีสัตว์ตัวใดสามารถเอาชนะมันได้ วันหนึ่งพบเต่าคลานต้วมเตี้ยมผ่านหน้าไป กระต่ายจึงกล่าววาจาเยาะเย้ยด้วยความคึกคะนอง

“มัวแต่คลานเชื่องช้าอยู่แบบนี่เมื่อไหร่จะไปถึงจุดหมายปลายทางเล่าเพื่อน อย่างเจ้านี้ข้าต่อให้คลานล่วงหน้าไปก่อนสักครึ่งวันก็คงวิ่งตามทัน”

 

เต่า

“ไม่ต้องต่อให้ข้าหรอก” เต่ารู้สึกไม่พอใจ “กระต่ายขี้โม้อย่างเจ้าไม่เห็นว่าจะเก่งกาจตรงไหน ไม่เชื่อเรามาลองวิ่งแข่งกันก็ได้”

“ว่าไงนะ” กระต่ายแทบไม่เชื่อหูตัวเอง “เจ้าน่ะเหรอกล้าท้าแข่งกับข้า ฮะ ฮะ ฮะ…”

กระต่ายยืนหัวเราะจนท้องแข็ง พอดีหมาจิ้งจอกเดินผ่านมาทั้งสองจึงเชิญให้เป็นกรรมการตัดสิน

เมื่อเริ่มการแข่งขัน กระต่ายวิ่งออกจากจุดเริ่มต้นด้วยความเร็วสุดฝีเท้า ครั้นถึงกลางทางลองเหลียวกลับไปมองข้าหลังไม่เห็นแม้แต่เงาของคู่แข่ง เจ้ากระต่ายจึงชะล่าใจแวะเข้าไปนอนกระดิกขาเล่นที่ใต้ร่มไม้ใหญ่

“หลับเอาแรงสักงีบดีกว่า” กระต่ายทำท่าบิดขี้เกียจ “เอาไว้พอเจ้าหลังตุงมาถึงแถวนี้ ค่อยตื่นขึ้นมาเต้นระบำไปรอบ ๆ ตัวมันจนกว่าจะถึงเส้นชัย”

สายลมเย็นโชยเฉื่อยฉิว ไม่นานนักเจ้ากระจ่ายผู้ประมาทก็เผลอลับไปจริงๆ ฝ่ายเต่ายังคงคลานต้วมเตี้ยม ๆ อย่างไม่ย่อท้อโดยมีเพื่อนสัตว์ป่าเดินตามส่งเสียงเชียร์เพื่อให้กำลังใจ เนื่องจากทุกตัวต่างชังน้ำหน้าเจ้ากระต่ายขี้คุย ยกเว้นแต่ตอนผ่านต้นไม้ซึ่งเจ้ากระต่ายกำลังหลับฝันหวานอยู่เท่านั้นที่สัตว์ทุกตัวต่างพากันเงียบเสียง

เจ้ากระต่ายสะดุ้งตื่นข้นมาเมื่อได้ยินเสียงไชโยโห่ร้อง เห็นรอยเท้าสัตว์ต่าง ๆ มากมายบนทางที่ใช้แข่งขันรู้สึกผิดสังเกต มันรีบวิ่งไปข้าหน้าอย่างรวดเร็ว อึดใจต่อมาจึงเห็นคู่แข่งของมันกำลังจะคลานเข้าสู่เส้นชัย เจ้ากระต่ายออกแรงวิ่งสุดฝีเท้าแต่ก็สายไปแล้ว

พวกสัตว์ป่าต่างห้อมล้อมเข้าไปแสดงความยินดีกับเต่าตัวแรกที่สามารถเอาชนะกระต่ายได้ในการวิ่งแข่งขัน เป็นตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าความประมาทย่อมนำมาซึ่งความผิดหวังและพ่ายแพ้ ผู้เพียรพยายามย่อมประสบผลสำเร็จ



Popular Posts

 

© 2013 นิทานก่อนนอนสอนลูก. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top